“เหมือนจะรู้แล้วเหรอ?”
เหล่านักวิจัยที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดถึงกับกระพริบตาแล้วถาม
“ครับ ไปกันเถอะ”
ตอนแรกก็คิดว่าเดี๋ยวแค่วันสองวันก็คงจะหาทางเองแล้วกลับมาเองได้ แต่ดูท่าทาง ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ต่อให้รอกี่วันก็คงไม่มีประโยชน์
เลยตัดสินใจว่าจะพาไปเองให้จบ ๆ พร้อมหยิบเสื้อคลุม หมวกไหมพรม และถุงมือขนสัตว์มาเตรียมตัว
จังหวะนั้นเอง คุณปู่ที่เพิ่งเดินเข้าห้องประชุมก็เห็นผมเข้า
“ฮุน จะออกไปไหนเหรอ?”
“ครับ จะไปกับพวกคุณลุงพวกนี้กับโดบีนีหน่อยครับ”
“ข้างนอกหนาวนะ มานี่สิ”
ถึงจะทำเองคนเดียวก็ได้ แต่คุณปู่ก็ยังอุตส่าห์พาเข้าไปในห้องที่ท่านใช้เป็นที่พักในอาคารนี้ แล้วช่วยแต่งตัวให้
สวมเสื้อกับกางเกงเพิ่มอีกชั้น แล้วพันผ้าพันคอจนรู้สึกอึดอัดไปหมด
‘ดีกว่าหนาวล่ะนะ’
พอจะใส่หมวก ก็เพราะเสื้อผ้าที่หนาเกินไปทำให้ยกแขนไม่ขึ้น เลยได้แต่ครางงึมงำอยู่ คุณปู่จึงช่วยดึงหมวกสวมให้จนเรียบร้อย
“คุณปู่ไปด้วยกันไหมครับ?”
“เดี๋ยวต้องสัมภาษณ์น่ะ ไปกับคุณมาร์ตินแทนได้นะ?”
“ครับ”
เมื่อใส่ถุงมือเสร็จ ก็เดินตัวโคลงเคลงไปเปิดประตูห้องประชุม
ต่างจากมาร์ตินที่ใส่เสื้อคลุมเตรียมพร้อมแล้ว นักวิจัยคนอื่นยังคงยืนดูเชิงกันอยู่
“มัวทำอะไรกันอยู่?”
พอเร่งก็ยังลังเลกันอยู่
“รีบมาสิ พวกคุณอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าถูกยิงมาจากที่ไหน”
“คือ มันก็ใช่ แต่... ท่านประธานจะไปด้วยจริงเหรอครับ?”
“แน่นอน ก็เค้าบอกว่าเหมือนจะรู้แล้วไม่ใช่หรือไง ใช่มั้ย?”
“ครับ”
“เห็นไหมล่ะ”
“แต่มันแปลกนะครับ ที่จู่ ๆ จะบอกว่าเหมือนจะรู้ ทั้งที่พวกเราหาไม่เจอมาหลายปีแล้ว ภาพพื้นหลังก็เพิ่งจะค้นพบ ไม่นานก็คงจะมีผลออกมาเอง การเตรียมคำตอบไว้ตอบพวกทฤษฎีสมคบคิดก่อนจะดีกว่านะครับ มากกว่าจะออกไปแบบไม่มีแผนอะไรแบบนี้...”
“ไม่อยากไปก็อยู่ที่นี่แหละ”
“เปล่าครับ คือว่า...”
“มัวแต่นั่งทำวิจัยอยู่หน้าโต๊ะ เลยถึงยังเป็นแบบนี้ไงล่ะ ฉันจะไปดูเอง พวกคุณก็ทำในส่วนที่ตัวเองต้องทำไปก็แล้วกัน”
มาร์ติน แยนเซน พูดอย่างอารมณ์ดีแล้วก้าวออกไป
พอลงบันได นักวิจัยก็จำใจต้องตามออกมา
ครืดดด
ทันทีที่เปิดประตู แสงจากกล้องถ่ายรูปก็สาดส่องเข้ามา
“ท่านประธานครับ! การสืบสวนคืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ!”
“วินเซนต์ แวนโก๊ะ ฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรมกันแน่ครับ!”
นักข่าวที่รออยู่พุ่งเข้ามาหามาร์ตินทันที
“จะไปไหนกันครับ?”
“หนูช่วยคุณลุงสัมภาษณ์หน่อยได้ไหม?”
พวกเขาพยายามเข้ามาหาผมด้วย แต่มาร์ตินยืนขวางไว้ก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัดว่า
“ตอนนี้เรากำลังจะไปยังสถานที่สุดท้ายที่แวนโก๊ะทำงานอยู่ครับ”
คำพูดของมาร์ตินทำให้แววตาของนักข่าวเปล่งประกาย ก่อนจะพากันยิงคำถามใส่ไม่หยุด
แม้จะเป็นผมที่บอกว่าจะไปเองก็เถอะ แต่ที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งอย่างมาร์ตินเชื่อคำพูดของเด็กเก้าขวบแล้วยอมออกมาแบบนี้ ก็คงไม่ปกติเหมือนกัน
“คุณค้นพบอะไรเข้าแล้วหรือเปล่าครับ?”
“ปริศนาเรื่องการตายของแวนโก๊ะถูกไขแล้วใช่ไหมครับ?”
“เอาล่ะ เอาล่ะ เราก็กำลังจะไปตรวจสอบเรื่องนั้นกันอยู่ อย่าขวางทางเลย ถ้าจะอยากรู้ขนาดนั้น ก็ไปด้วยกันสิครับ”
นักข่าวพากันรีบเปิดทางให้
เขานี่แหละ สมแล้วที่เป็นผู้บริหารบริษัทและระดมทุนได้เก่ง รู้วิธีจัดการผู้คนดีจริง ๆ
โดบีนีเดินไปยังบ้านเลขที่ 37
เพราะเสื้อผ้าที่หนาเกินไปทำให้ยกขาไปข้างหน้าไม่ได้ ขาต้องแฉลบออกด้านข้างแทน
“ฮื้ฮึฮึฮึ”
เสียงหัวเราะดังมาจากข้างหลัง พอหันไปมองก็เห็นนักข่าวกำลังถ่ายรูป ส่วนมาร์ตินกับนักวิจัยก็หัวเราะกันอยู่
“มีอะไรเหรอครับ?”
“เปล่าหรอก แค่น่ารักดีน่ะ”
“……”
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ยินเรื่องแบบนี้
“เดินเหมือนเพนกวินเลยน้า”
“เพนกวินคืออะไรเหรอครับ?”
“ไม่รู้จักเพนกวินเหรอ? มันเป็นนกที่อยู่แถวแอนตาร์กติกา เดินเตาะแตะ ๆ แบบนี้แหละ”
ถ้าเป็นแอนตาร์กติกาก็น่าจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง แต่ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นด้วย
“นกเดินเตาะแตะเหรอครับ?”
“ก็มันบินไม่ได้น่ะสิ”
“……นกบินไม่ได้นี่นะ?”
“แต่มันว่ายน้ำเก่งมากเลยนะ ระดับนักว่ายน้ำแชมป์โลกเลยล่ะ”
ฟังดูงง ๆ ยังไงอยู่ ทำไมสัตว์ที่ว่ายน้ำได้ถึงถูกเรียกว่า ‘นก’ ได้?
“งั้นมันก็คือปลาไม่ใช่เหรอครับ?”
“ไม่ใช่สิ มันมีปีกนะ”
“ปลาก็มีครีบเหมือนกันนะครับ”
“เฮ้ย ครีบกับปีกมันต่างกันสิ”
“แต่มันก็ดูคล้าย ๆ กันนะครับ ถ้าว่ายน้ำแล้วมีชีวิตอยู่ในน้ำ มันก็ต้องเป็นปลาสิ ทำไมถึงเป็นนกได้ล่ะ”
“มันเป็นนกจริง ๆ นะ เพราะมันออกไข่”
“ปลาก็ออกไข่นะครับ”
“……หืม?”
มาร์ตินเอียงคอแล้วดีดนิ้วเป๊าะหนึ่งที
“ใช่! เพนกวินมันมีขนนะ นายเคยเห็นปลาที่มีขนมั้ย?”
แน่นอนว่าไม่เคยเห็น
เลยหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาแล้วลองค้นหาคำว่า “ปลาที่มีขน” ดู ปรากฏว่ามีปลาชนิดหนึ่งชื่อ Lophiodes fimbriatus โผล่ขึ้นมา
ลักษณะเด่นคือมีขนทั่วทั้งตัว
“ดูนี่สิครับ นี่คือปลาที่มีขนนะครับ”
“มีปลาที่มีขนด้วยเหรอ?”
พอเอาสมาร์ตโฟนให้ดู มาร์ติน แยนเซนก็มองอยู่นานแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“เฮ้อ... แล้วนายรู้มั้ยว่าเพนกวินทำไมถึงถูกจัดว่าเป็นนก?”
พูดจบก็หันไปส่งไม้ต่อให้คนข้าง ๆ แทน
นักวิจัยที่โดนถามถึงกับหน้าซีดแล้วส่ายหัว
“บอกว่าเป็นดอกเตอร์ไม่ใช่เหรอ? เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้?”
“ก็ไม่เกี่ยวกับสายชีววิทยานี่ครับ…”
ทั้งที่บอกว่าเป็นด็อกเตอร์แต่ดูเหมือนว่าจะศึกษามาแต่ประวัติศาสตร์ศิลปะเท่านั้น
ทั้งมาร์ตินและนักวิจัยดูไม่น่าไว้ใจ เลยลองค้นหาภาพของเพนกวินดู ปรากฏว่าที่เท้ามีพังผืดเหมือนปลาด้วย
แสดงว่าแน่นอนแล้ว… มันคือปลานั่นแหละ
ขณะกำลังเดินไปพร้อมดูภาพเพนกวินที่หน้าตาน่ารักอยู่ มาร์ตินก็บอกให้ระวัง
พอดีก็มาถึงสถานที่หมาย เลยเก็บสมาร์ตโฟนใส่กระเป๋า
รากไม้ที่เคยเป็นแบบของภาพวาด ถูกล้อมไว้ด้วยแผงกั้นไม่ให้คนเข้าใกล้
และแล้ว
“ผู้ต้องสงสัยในการฆาตกรรมวินเซนต์ แวนโก๊ะ กำลังจะถูกเปิดเผยแล้วครับ!”
“นั่นไง! ประธานมูลนิธิแวนโก๊ะ! ท่านครับ! แวนโก๊ะถูกฆ่าได้ยังไงกันแน่ครับ!”
มีผู้คนถ่ายวิดีโอด้วยกล้องและสมาร์ตโฟน พากันพูดเหมือนกำลังคุยกับใครสักคน
สงสัยว่าจะเป็นการวิดีโอคอลอยู่มั้ง
“เฮ้อ…”
มาร์ติน แยนเซน จิ๊ปากออกมา
พอหันไปดูก็พบว่าไม่ใช่แค่เขา นักวิจัยทุกคนก็ดูไม่พอใจคนที่เชื่อว่าแวนโก๊ะถูกฆ่าเหมือนกัน
“ยังไม่มีหลักฐานว่าเขาถูกฆาตกรรม ขอความกรุณาอย่ารบกวนการสอบสวนครับ”
นักวิจัยคนหนึ่งออกมาเตือน
“ตอนนี้มีผู้ชมกว่า 800 คนกำลังดูอยู่นะครับ! พวกคุณกำลังปกปิดความจริงเรื่องการฆาตกรรมแวนโก๊ะใช่ไหม!”
“ไม่ได้ปกปิด แต่ที่พูดไปคือพวกคุณกำลังรบกวนการทำงานอยู่ต่างหาก!”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่เปิดเผยกระบวนการสอบสวนให้ดูล่ะครับ!”
“ก็บอกแล้วไงว่ามันรบกวนน่ะ!”
ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้
เหมือนกับว่าอยากให้ผมถูกฆ่าจริง ๆ ยังไงยังงั้น
หลังจากมีปากเสียงกันอยู่พักใหญ่ ๆ ในที่สุดก็สามารถไล่พวกเขาออกไปได้ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
“พวกเวรเอ๊ย”
มาร์ติน แยนเซนสบถใส่กลุ่มคนที่ยังคงอ้างถึง “สิทธิในการรับรู้ของผู้ชม” พลางถ่ายทอดสดขณะเดินห่างออกไป
“พวกเขาเป็นอะไรของเขาน่ะครับ?”
“พวกนั้นแค่ต้องการเสนอทฤษฎีสมคบคิดเพื่อให้ตัวเองดัง ใช้ความชื่นชอบที่ผู้คนมีต่อแวนโก๊ะให้เป็นประโยชน์”
“ทำไมล่ะครับ?”
“ก็เพราะมันทำเงินไง พอทำคลิปแบบนั้นแล้วก็ได้เงินบริจาค”
พูดว่าผมถูกฆาตกรรมแล้วได้เงินเนี่ยนะ ฟังยังไงก็ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมถึงมีคนแบบนั้นได้
ตอนนี้ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจุดที่วาดภาพ
“ที่นี่แหละครับ”
แม้จะไม่มีเกณฑ์ชัดเจน แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าแถวนี้แหละที่วาดภาพนั้น
“ตรงนี้คือจุดที่เขาวาดภาพ”
นักวิจัยคนหนึ่งพูดขึ้น
เขาชี้ไปที่จุดที่ห่างจากที่ผมยืนอยู่ประมาณสองก้าว ลองนึกดูอีกทีก็อาจจะจริง
“รู้ได้ยังไงเหรอครับ?”
“ดูจากภาพวาดกับรูปถ่ายนี้ แล้วเปรียบเทียบมุมมอง เราก็พอจะคาดเดาได้ว่าตอนนั้นแวนโก๊ะยืนอยู่ตรงไหน”
แม้จะไม่รู้ว่าเพนกวินเป็นปลาหรือเปล่า แต่สามารถวิเคราะห์จากภาพวาดกับภาพเก่าจนเดาได้ว่าผมมองอะไรอยู่ น่าทึ่งจริง ๆ
ไม่แปลกที่พวกเขาจะเป็นดอกเตอร์
เพราะพวกเขาศึกษาผมมานาน บางทีอาจจะรู้จักผมดีกว่าตัวผมเองด้วยซ้ำ
เพราะความทรงจำนั้นไม่แม่นยำนัก
มาร์ติน แยนเซนพูดขึ้น
“ปัญหาก็คือ จุดที่เขาพยายามฆ่าตัวตายมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ถ้าไม่ใช่ที่นี่ แล้วทำไมปืนถึงไปตกอยู่ในทุ่งข้าวสาลีล่ะ? ถ้าไม่ได้ฆ่าตัวตายหลังวาดภาพจบ ก็คงจะเป็นตอนเดินกลับล่ะมั้ง”
เนื่องจากพบปืนในทุ่งข้าวสาลี ผู้คนจึงพยายามค้นหาหลักฐานบริเวณนั้นมาตลอด
และนั่นทำให้มองข้ามจุดที่วาดภาพไป
แต่จริง ๆ แล้ว ผมยิงตัวเองที่นี่
“ยังมีความเป็นไปได้อื่นครับ”
นักวิจัยอีกคนเสนอขึ้น
“ถึงแม้จะเป็นอย่างที่ฮุนบอกว่าพยายามฆ่าตัวตายที่นี่ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย อาจจะคิดว่าตัวเองตายแล้ว แต่พอฟื้นมาก็พบว่าเป็นเวลากลางคืน และเจ็บปวดแทบตาย เพราะตั้งใจจะฆ่าตัวเองอยู่แล้ว ก็คงพยายามหาปืนอีกครั้งสินะครับ?”
“ก็ฟังขึ้นนะ”
“แต่ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงไม่ยิงอีกครั้ง แล้วกลับไปที่โรงแรมแทนล่ะ?”
“เพราะหาปืนไม่เจอน่ะสิ ตอนที่กลับถึงโรงแรมลาบูก็เป็นกลางคืนแล้ว คงหมดสติไปตอนแรกแล้วทำปืนหล่น แล้วหามันไม่เจออีกเลย”
ยิ่งฟังก็ยิ่งทึ่ง เหมือนพวกเขาเข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้นได้อย่างแม่นยำ
ไม่แปลกที่เขาจะทำวิจัยเรื่องผม
“แต่ปืนเองก็เพิ่งจะมาถูกพบเจอกว่า 100 ปีให้หลัง ไม่มีอะไรมายืนยันได้เลยว่ามันอยู่ที่นั่นตั้งแต่แรกแล้ว”
“อืม…”
ตามที่นักวิจัยคนนี้ว่า ปืนถูกพบในทุ่งข้าวสาลี เลยถูกสันนิษฐานว่าการฆ่าตัวตายก็เกิดที่นั่น
รวมถึงความเข้าใจผิดที่ว่าภาพวาดสุดท้ายของแวนโก๊ะคือภาพทุ่งข้าวสาลีก็เพราะแบบนั้น
แต่แม้แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมปืนนั้นถึงไปอยู่ที่ทุ่ง
ตอนแรกคิดว่าพอบอกสถานที่วาดภาพกับจุดที่ยิงตัวเองก็จะจบแล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ง่ายขนาดนั้น
นักข่าวคนหนึ่งยกมือขึ้น
“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”
มาร์ตินพยักหน้า
“มีความเป็นไปได้ไหมครับว่า แวนโก๊ะถูกฆ่าตายขณะเดินกลับจากการวาดภาพ?”
คำถามฟังดูมีเหตุผล และทำให้ฟังดูเหมือนผมถูกฆ่าจริง ๆ
“มันก็อาจจะเป็นไปได้”
“ถ้าเป็นการฆาตกรรม ก็อาจจะมีคนแย่งปืนจากเขาที่ตรงนี้ แล้วยิง แล้วระหว่างหนีก็โยนปืนทิ้งไว้ที่ทุ่งข้าวสาลี”
นักวิจัยเหล่านี้ก็อภิปรายกันแบบนี้ทั้งเมื่อวานและวันนี้
เพราะคนในยุคนี้ไม่ได้รู้จักผมดี พอเห็นหลักฐานต่าง ๆ เลยคิดว่าการฆาตกรรมดูสมเหตุสมผลกว่า
ยิ่งเรื่องปืนไปโผล่ในทุ่ง ก็ยิ่งดูเข้ากัน
นักวิจัยที่อยากรู้ความจริงก็กำลังวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทุกรูปแบบอย่างไม่หยุดยั้ง
“ถ้าอย่างนั้น ตอนแรกแวนโก๊ะพกปืนทำไมเหรอครับ?”
นักข่าวอีกคนถามขึ้น แล้วทุกคนก็เงียบ
“เพราะเขาไม่รู้ว่าอาการจะกำเริบเมื่อไหร่ อย่างอาการชักหรืออัมพาต”
ผมตอบ แล้วนักข่าวก็ยิงคำถามต่อทันที
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการพกปืน?”
“ก็เพราะเขารู้สึกว่าร่างกายค่อย ๆ แข็งขึ้นเรื่อย ๆ กลัวว่าสักวันหนึ่งจะไม่สามารถขยับตัวได้อีก”
“เขาจะวาดรูปไม่ได้ และกลายเป็นภาระให้กับธีโอ”
มาร์ติน แยนเซนเสริมให้
“ใช่ครับ ใครกันล่ะที่อยากเป็นภาระให้กับน้องชายที่ตัวเองรัก ถ้าอัมพาตกลับมาอีกครั้ง เขาก็ตั้งใจไว้ว่าจะจบชีวิตตัวเอง”
“แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานใช่ไหมครับ?”
นักข่าวคนหนึ่งตั้งคำถามขึ้น
“มีหลักฐานไหมครับ?”
แม้แต่นักวิจัยเองก็พยายามหาคำตอบเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้
เพราะไม่ควรจะมีหลักฐานหลงเหลืออยู่เลย
ทำได้แค่เล่าถึง “สถานการณ์โดยรอบ” เท่านั้น
“ถ้าคุณนักข่าวถือปืนอยู่ แล้วตั้งใจจะฆ่าตัวตาย คุณคิดว่าจะยิงตรงไหนก่อนครับ?”
ผมย้อนถามนักข่าวคนนั้นกลับไป เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า
“ก็คงยิงหัว หรือไม่ก็ขมับมั้งครับ?”
นั่นคือความคิดทั่วไปที่ผู้คนส่วนมากมี
เพราะมันน่าจะเจ็บน้อยกว่า
นักวิจัยคนหนึ่งพูดขึ้น
“นั่นแหละ ถึงได้มีคนเชื่อว่าเป็นการฆาตกรรม เพราะไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องยิงเข้าที่สีข้างซ้าย”
นักวิจัยและนักข่าวบางคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่ครับ นั่นแหละคือเหตุผลที่มันเป็นการฆ่าตัวตาย”
มาร์ติน แยนเซนขมวดคิ้ว ราวกับกำลังทบทวนอะไรบางอย่าง แล้วพูดขึ้นมา
“เขาไม่ได้ออกไปเพราะตั้งใจจะฆ่าตัวตายตั้งแต่แรก”
“ใช่ครับ”
คนรอบข้างยังคงงง ๆ กันอยู่ มองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ
“ก็จริงอยู่ที่เขาพกปืนติดตัวไว้ แต่ในวันนั้นไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าตัวตายเลย เขาออกไปเพื่อวาดรูปต่างหาก เขากำลังวาดรูป 'รากไม้' อยู่จริง ๆ ใช่ไหมล่ะครับ?”
นักวิจัยพยักหน้า
“แต่แล้ว… แม้จะไม่อยากให้เกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นอยู่ดี อาการกำเริบแบบที่ไม่เคยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ตัวเลือกที่แวนโก๊ะมีมันน้อยเหลือเกิน ถ้าเขาสามารถควบคุมร่างกายได้ ก็คงไม่คิดจะฆ่าตัวตายแต่แรก คงตั้งใจจะวาดรูปให้เสร็จนั่นแหละ”
“อ๋อ…”
ดูเหมือนตอนนี้ทุกคนจะเริ่มเข้าใจแล้ว
“ใช่ แวนโก๊ะผู้ที่ยังวาดรูปแม้ในวันสุดท้ายของชีวิต คงไม่มีทางหยุดวาดกลางคันแล้วจบชีวิตลง ถ้าไม่ได้ถึงทางตันจริง ๆ เขาเตรียมใจไว้เสมอ แต่ไม่ได้คิดว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายจริง ๆ”
ถูกต้องเลย
“แต่ร่างกายเขาไม่ไหวแล้วจริง ๆ มันเริ่มบิดเบี้ยว ควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะยิงเข้าที่สีข้างซ้ายหรอก แต่เพราะเขาล้มลง และร่างกายไม่ขยับตามใจแล้ว ตำแหน่งนั้นเลยเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ทำได้”
บรรยากาศเงียบลงทันที
“……นั่นสินะ ถ้าไม่เป็นแบบนั้น ก็ไม่มีเหตุผลเลยที่คนถนัดขวาจะยิงตัวเองที่สีข้างซ้าย”
มาร์ติน แยนเซนพึมพำ
“แล้วอย่างที่รู้กัน กระสุนก็เฉียดหัวใจไป เขาไม่สามารถควบคุมร่างกายให้แม่นยำได้อยู่แล้ว”
“เดี๋ยวก่อน”
มาร์ตินพูดขึ้นอีกครั้ง
“แล้วเขายังมีแรงเดินกลับไปถึงโรงแรมลาบู ได้ไงล่ะ ถ้าร่างกายเป็นอัมพาตแล้ว?”
นักข่าวที่กลายเป็นผู้ชมเงียบ ๆ พากันพยักหน้าเห็นด้วย
“อาการมันไม่ต่อเนื่องหรอกครับ อาการกำเริบมันถี่ขึ้นก็จริง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา”
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่พวกเขารู้กัน
เขาพยายามหาปืนอีกครั้งเพื่อจบชีวิต แต่เพราะมันมืดเกินไป เลยหาไม่เจอ สุดท้ายก็กลับไปที่โรงแรมลาบู
นักวิจัยคนหนึ่งพูดขึ้นเบา ๆ
“บางที ตอนเดินกลับไปที่โรงแรม เขาอาจจะคิดว่า ‘ยังไม่เป็นไร’ ก็ได้”
ถูกต้องแล้ว
“ครับ ตอนที่ยังขยับตัวได้อยู่ ผมยังคิดเลยว่า... หรือเราจะยังพอวาดรูปได้อีกสักภาพดีนะ เพราะยังมีใจผูกพันกับมันอยู่”
ความลังเลนั้นสืบทอดมาจนถึงตอนนี้ และนำพาผมกลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้ง
ภาพสุดท้ายที่แวนโก๊ะตั้งใจจะวาดในฐานะวินเซนต์ แวนโก๊ะ
ภาพที่ตั้งใจจะวาดในวันถัดไป
แม้จะยิงเข้าที่สีข้างของตัวเองแล้วก็ตาม
เขาก็ยังเดินกลับโรงแรมด้วยความหวังว่า “บางทีอาจจะยังวาดรูปได้อีกสักภาพ”
มาร์ติน แยนเซนพูดออกมาเบา ๆ
“……เขาไม่ได้อยากตายหรอก ถึงแม้จะคิดว่าถึงเวลาแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจวางมือจากการวาดรูปได้จนวินาทีสุดท้าย”
เขาเข้าใจความรู้สึกของผมในตอนนั้นอย่างถ่องแท้