"อะไรนะ เธอจะไปทำงานที่เมืองหลวงแล้วเหรอ"
"ใบอนุญาตผู้ประกอบการรายย่อยนั่น ผู้ใหญ่เบื้องบนเป็นคนจัดการให้เธอเหรอ"
"เปิดร้านอาหารต้องใช้เงินไม่ใช่น้อยนะ ทางบ้านเธอจะหามาได้เหรอ"
"อะไรนะ ให้หุ้นลมฉันยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ๆๆ ฉันไม่เอา ฉันไม่เอาหรอกจริงๆ..."
เฉินซูฮานรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนแพไม้ไผ่ในชนบทสมัยที่ยังเป็นปัญญาชนเยาวชน ร่างกายลอยขึ้นลงตามกระแสน้ำ สมองมึนงงไปหมด ข้อมูลมากมายถาโถมเข้ามาจนเธอรับมือแทบไม่ทัน
การเปิดร้านอาหารย่อมไม่อาจทำได้ด้วยมือเปล่า การเช่าที่ ซื้อโต๊ะเก้าอี้ เครื่องครัว ข้าวสารอาหารแห้ง ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น เฝิงเซี่ยวเฉินไม่อยากให้เฝิงหลิงอวี่เปิดร้านแผงลอยริมถนนซอมซ่อ เขาหวังให้มีพื้นที่ร้านค้าสักหน่อย มีการตกแต่งเรียบง่ายในห้องอาหาร ภาชนะดูมีระดับขึ้นมาบ้าง เมื่อคำนวณคร่าวๆ แล้ว คงต้องใช้เงินราวเจ็ดแปดร้อยหยวน สำหรับเฉินซูฮานแล้ว เงินจำนวนนี้ถือเป็นตัวเลขมหาศาลเลยทีเดียว
แต่ตระกูลเฝิงกลับสามารถหยิบยืมเงินก้อนนี้ออกมาได้ เรื่องนี้คงต้องเล่าเท้าความไปถึงเฝิงเหวยเริ่น ก่อนช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม เฝิงเหวยเริ่นเคยเป็นวิศวกรอาวุโสของกรมโลหะการ มีเงินเดือนกว่าสองร้อยหยวน ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม เขาถูกตราหน้าว่าเป็นพวกผู้มีอิทธิพลฝ่ายขวา เงินเดือนจึงถูกหักไปครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าในยุคนั้นนี่ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูงอยู่ดี นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ถูกโค่นล้มยังคงมีความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยในทางเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่บางคนถึงขั้นยังได้รับสิทธิพิเศษทางการเมืองตามเดิม สามารถอ่านเอกสารภายในที่ตรงกับระดับตำแหน่งของตนได้
หลังสิ้นสุดช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม รัฐบาลได้บังคับใช้นโยบายต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการจ่ายเงินเดือนที่ถูกหักไปในปีนั้นๆ คืนให้ เฝิงเหวยเริ่นได้รับเงินชดเชยรวดเดียวกว่าหนึ่งหมื่นหยวน กลายเป็นกลุ่มคนที่มีเงินหมื่นกลุ่มแรกๆ เฝิงเหวยเริ่นนำเศษเงินเดือนที่ได้รับชดเชย ซึ่งความจริงก็มีมูลค่าหลายพันหยวน ไปมอบให้กับผู้คนที่เคยดูแลเขาในอดีต ส่วนเงินหนึ่งหมื่นหยวนถ้วนที่เหลือก็แบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน มอบให้เฝิงลี่ ลูกชายคนโตที่ทำงานในซินหลิ่ง และเฝิงเฟย ลูกชายคนเล็กที่ไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมทางทหารทางตะวันตกตั้งแต่เนิ่นๆ หลังจากแจกจ่ายทรัพย์สินนอกกายไปจนหมดได้ไม่นาน เขาก็จากโลกนี้ไป
สองสามีภรรยาเฝิงลี่ได้รับเงินห้าพันหยวนที่ผู้เป็นพ่อมอบให้ พวกเขากันเงินออกมาไม่ถึงหนึ่งพันหยวนเพื่อซื้อทีวีขาวดำ พัดลม และนาฬิกาข้อมือเข้าบ้าน ส่วนเงินสี่พันหยวนที่เหลือก็นำไปฝากธนาคาร ตามคำพูดของเหอเสวี่ยเจิน ที่บ้านมีลูกชายวัยกำลังโตสองคน อนาคตล้วนต้องแต่งภรรยาเข้าบ้าน ในยุคนี้ มาตรฐานของหญิงสาวนับวันยิ่งสูงขึ้น ความต้องการก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย การเก็บเงินไว้เป็นค่าแต่งงานให้ลูกคนละสองพันหยวนโดยเฉลี่ยนั้น ยังห่างไกลจากคำว่าพอเสียอีก
มาคราวนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินต้องจากบ้านขึ้นเหนือ ก่อนไปเขายังเสนอไอเดียให้เฝิงหลิงอวี่เปิดร้านอาหาร ต่อให้เหอเสวี่ยเจินจะเสียดายแค่ไหน ก็ทำได้เพียงกัดฟันถอนเงินออกมาจากธนาคารหนึ่งพันสองร้อยหยวน ครึ่งหนึ่งใช้สำหรับจัดเตรียมสัมภาระให้ลูกชายคนโต รวมถึงเป็นค่าเดินทางที่จำเป็น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็นำมาสนับสนุนให้ลูกชายคนเล็กเปิดร้านอาหาร หวังเพียงว่าร้านอาหารนี้จะสามารถทำกำไรกลับมาเป็นเท่าตัวได้ภายในหนึ่งปีอย่างที่ลูกชายคนโตพูดไว้จริงๆ
เฝิงเซี่ยวเฉินในชาติก่อนใช้จ่ายเงินโดยมีหน่วยเป็น "ร้อยล้าน" โครงการระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านเขาก็เคยผ่านมือมาแล้ว ในเรื่องการเปิดร้านอาหารนี้ เขาจึงดูใจป้ำมาก และเขาก็เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความใจกว้างนี้จะไม่เกิดปัญหาใดๆ เงื่อนไขที่เขาเสนอให้เฉินซูฮานคือ เลี้ยงอาหารสามมื้อ เงินเดือนเดือนละสามสิบหยวน นอกจากนี้ยังมีหุ้นลมของร้านอาหารอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสามารถร่วมรับเงินปันผลตอนสิ้นปีได้
การเสนอเงื่อนไขนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่เหตุผลหลักคือความจำเป็นที่จะต้องรั้งพนักงานหลักอย่างเฉินซูฮานเอาไว้ สิ่งที่เฝิงเซี่ยวเฉินอยากทำในอนาคตมีมากกว่าแค่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ เขาจำเป็นต้องมีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้และมีความสามารถเพียงพอสักสองสามคน เฉินซูฮานเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามา ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงที่ยากลำบากที่สุด การที่เฝิงเซี่ยวเฉินยื่นมือเข้าช่วย เขาไม่กลัวเลยว่าในอนาคตเธอจะไม่ตอบแทนกลับมาด้วยความจงรักภักดีเป็นร้อยเท่า
"พี่ซูฮาน พี่พูดแบบนี้ก็ห่างเหินกันเกินไปแล้ว" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว "พี่ลองคิดดูสิ ตอนอยู่ที่จุดรวมตัวปัญญาชนเยาวชน ผมกินของของพี่ไปตั้งเท่าไหร่ ผมเคยพูดคำว่า 'ไม่' สักคำไหม พี่บอกเองว่าจะเห็นผมเป็นน้องชายแท้ๆ กะอีแค่ธุรกิจของน้องชายแท้ๆ ให้หุ้นลมพี่แค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ มันจะเป็นอะไรไป"
"ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น" เฉินซูฮานรีบแก้ตัวอย่างร้อนรน หลังจากพูดจบถึงเพิ่งรู้ตัวว่า สิ่งที่เธออยากจะพูดก็คือความหมายแบบนั้นแหละ นั่นคือเธอรับหุ้นไว้ไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่าง เงินเดือนก็สูงเกินไป ในกรณีที่มีข้าวให้กินด้วย ให้เดือนละยี่สิบหยวนก็ถือว่าดีมากแล้ว เธอไม่คิดเลยว่าการดูแลเฝิงเซี่ยวเฉินในตอนนั้นจะถือเป็นบุญคุณอะไร นั่นมันก็แค่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันของเด็กสองคนที่จากบ้านมาไม่ใช่หรือ ในช่วงเวลาที่เธอโดดเดี่ยวและเจ็บปวดที่สุด เสียงหัวเราะอันไร้เดียงสาของเฝิงเซี่ยวเฉินวัยสิบกว่าปีในวันนั้น มอบความปลอบประโลมให้เธอตั้งเท่าไหร่กัน
"พี่ซูฮาน พี่ช่วยผมวิเคราะห์หน่อยสิ ว่าควรเลือกทำเลร้านอาหารที่ไหนถึงจะเหมาะสม แล้วเราควรจะบริหารจัดการยังไง เน้นขายอาหารเช้าหรืออาหารมื้อหลักเป็นหลัก เสี่ยวอวี่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย แล้วผมก็ต้องไปเมืองหลวงแล้ว ร้านอาหารจะไปรอดหรือไม่รอด ก็ขึ้นอยู่กับพี่แล้วนะ" เฝิงเซี่ยวเฉินเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปที่การบริหารร้านอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดใจในการถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนกับเฉินซูฮาน
เฉินซูฮานเองก็รู้ดีว่าการเกรงใจกันไปมาแบบนี้ย่อมไม่ได้ข้อสรุป รอไว้ตอนแบ่งเงินปันผลจริงๆ เธอค่อยปฏิเสธก็แล้วกัน เมื่อได้ยินเฝิงเซี่ยวเฉินขอคำปรึกษา เธอก็ดึงเปียยาวมาไว้ตรงหน้าอก พลางลูบปลายผมเปียเล่น และเริ่มพูดคุยฉะฉานตามที่เคยคิดคำนวณไว้ในใจนับครั้งไม่ถ้วนในอดีต
"ร้านอาหารจะต้องหาทำเลที่มีคนพลุกพล่าน แล้วคนแถวนั้นก็ต้องมีเงินหน่อย ความจริงฉันคิดว่าแถวถนนฉินซานก็ไม่เลวนะ แค่โรงงานเครื่องยนต์ดีเซลของเรา ก็มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่มักจะไปกินของอร่อยๆ ในร้านอาหารกันแล้ว เงินเดือนพวกเขาไม่น้อย ใช้จ่ายคนเดียวถือว่าเหลือเฟือมาก ขอแค่เราสามารถพลิกแพลงทำอาหารอร่อยๆ ออกมาได้ พวกเขาต้องมากินแน่ ส่วนเรื่องทิศทางการทำธุรกิจ ฉันว่าควรทำทั้งอาหารเช้าและอาหารมื้อหลัก อาหารเช้าก็ทำพวกซาลาเปา ข้าวต้ม ไข่ต้มใบชาอะไรพวกนี้ก็พอ อาหารมื้อหลักต่างหากที่ทำกำไรได้มากที่สุด หมูผัดเส้นจานหนึ่ง อย่างต่ำก็ขายได้ตั้งสามหยวน ต้นทุนยังไม่ถึงหนึ่งหยวนด้วยซ้ำ..."
ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งอิน แทบจะสวมบทบาทเป็นเถ้าแก่เนี้ยเสียเอง สีหน้าก็เริ่มเปล่งประกายสดใสขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกอ้างว้างที่ตามติดเป็นเงาตามตัวในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมามลายหายไปจนหมดสิ้น เฝิงเซี่ยวเฉินฟังไปก็ลอบชมเชยอยู่ในใจ ดูเหมือนว่าความรู้สึกแรกของเขาจะแม่นยำมาก เฉินซูฮานเป็นผู้ร่วมงานที่ดี มีทั้งความกระตือรือร้นและมันสมองจริงๆ ในอนาคตหลังจากที่เขามีธุรกิจใหม่ เฝิงหลิงอวี่ก็จะถอนตัวออกมา ร้านอาหารนี้สามารถมอบให้เฉินซูฮานบริหารจัดการได้ทั้งหมด ไม่แน่ว่าผ่านไปสักสิบยี่สิบปี อาจจะกลายเป็นเครือร้านอาหารยักษ์ใหญ่เลยก็ได้
"พี่ซูฮาน พูดแบบนี้แปลว่าพี่ยอมมาช่วยแล้วใช่ไหม" เฝิงเซี่ยวเฉินพูดแทรกสิ่งที่เฉินซูฮานกำลังเล่าและถามเธอ
เฉินซูฮานมองเฝิงเซี่ยวเฉินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ "เซี่ยวเฉิน ความจริงแล้วไม่ใช่ฉันไปช่วยงานเธอหรอก แต่เป็นเธอที่กำลังช่วยฉันอยู่ต่างหาก ฉันรู้ว่าเธอเห็นฉันไม่มีงานทำ ก็เลยอยากจะดึงฉันขึ้นมา ด้วยเงื่อนไขที่เธอเสนอ การจะหาคนที่เก่งกว่าฉันร้อยเท่าก็เป็นเรื่องง่ายมาก"
เฝิงเซี่ยวเฉินส่ายหน้าแล้วพูดว่า "พี่ซูฮาน พี่พูดผิดแล้ว ผมมองเห็นความสามารถของพี่ และผมก็เชื่อมั่นในตัวพี่ด้วย จะสุ่มหาใครสักคนน่ะมันง่าย แต่การจะหาคนที่ยินดีช่วยผมทำงานให้ดีด้วยความจริงใจนั้น มันไม่ง่ายเลยนะ"
"พี่ขอบใจเธอมากนะ" เฉินซูฮานพูด "เรื่องนี้ฉันตกลง ตราบใดที่เธอคิดว่าฉันยังมีประโยชน์ ฉันก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่เธอคิดว่ามีคนที่เหมาะสมกว่า ขอแค่บอกมาคำเดียว ฉันก็จะไปทันที"
"ฮ่าๆ งั้นผมคงทำใจไม่ได้หรอก" เฝิงเซี่ยวเฉินหัวเราะ เขาผลักเฝิงหลิงอวี่ที่ยืนแทรกบทสนทนาไม่ได้อยู่ข้างๆ ไปหนึ่งที "เสี่ยวอวี่ นายยังไม่รีบขอบคุณพี่ซูฮานอีก"
"อืมๆ ขอบคุณครับพี่ซูฮาน เรื่องร้านอาหารต่อไปก็ต้องพึ่งพาพี่ซูฮานแล้ว" เฝิงหลิงอวี่โค้งคำนับเฉินซูฮานพร้อมกับพูดตะกุกตะกัก เด็กหนุ่มวัยนี้ยังอยู่ในวัยที่ขี้อายเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า ตอนที่เฉินซูฮานพูดถึงกลยุทธ์การทำธุรกิจเมื่อครู่นี้ รัศมีของเธอช่างเปล่งประกาย จนสะกดเฝิงหลิงอวี่เอาไว้ได้อยู่หมัด
"พี่ซูฮาน อีกสองวันผมก็จะไปแล้ว งานเตรียมการร้านอาหาร ผมคงยื่นมือเข้ามาช่วยไม่ได้แล้วล่ะ" เฝิงเซี่ยวเฉินพูด "ถ้าสะดวก ผมอยากให้พี่กับเสี่ยวอวี่เริ่มเตรียมการกันทันทีเลย ทำเลร้านอาหาร เลือกแถวถนนฉินซานก็ได้ ผมก็คิดว่าที่นี่เป็นทำเลที่ไม่เลว แต่จะมีบ้านที่เหมาะสมไหม ค่าเช่าเท่าไหร่ คงต้องรบกวนพี่ซูฮานจัดการแล้วล่ะ อ้อ แล้วก็ การร่วมงานของเรา ให้เริ่มนับตั้งแต่วันนี้เลยก็แล้วกัน ผมจะจ่ายเงินเดือนของเดือนนี้ให้พี่ก่อน ส่วนเงินเดือนในอนาคต เสี่ยวอวี่จะเป็นคนจ่ายให้พี่เอง"
พูดมาถึงตรงนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินก็ล้วงธนบัตรสิบหยวนสามใบออกจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะกินข้าวในบ้านของเฉินซูฮาน
ใบหน้าของเฉินซูฮานพลันแดงก่ำ เธอคว้าเงินขึ้นมาและเตรียมจะยัดคืนให้เฝิงเซี่ยวเฉิน ปากก็พร่ำบอกว่า "ไม่ได้ๆ ตอนนี้ฉันจะรับเงินเดือนได้ยังไง ร้านอาหารยังไม่ทันเปิดเลย แค่ช่วงเตรียมการ จะรับเงินไม่ได้หรอก..."
เฝิงเซี่ยวเฉินดึงมือของเฉินซูฮานมากุมไว้ แล้วกดเงินกลับลงไปในฝ่ามือของเธอ "พี่ซูฮาน ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ก็อย่าพูดจาห่างเหินแบบนี้สิ ผมรู้ว่าตอนนี้พี่กำลังช็อตเงิน เงินนี่ก็ถือซะว่าเบิกล่วงหน้าให้พี่ไปก่อน รอถึงสิ้นปีตอนแบ่งเงินปันผล พี่ค่อยคืนผมก็ยังไม่สาย ตอนนี้ถ้าพี่ไม่ยอมรับเงินไว้ พี่จะให้ผมจากซินหลิ่งไปอย่างสบายใจได้ยังไง"
เฝิงเซี่ยวเฉินพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เฉินซูฮานก็ไม่อาจปฏิเสธเงินได้อีก เธอยัดเงินใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง แล้วพูดว่า "เซี่ยวเฉิน เธอไปเมืองหลวงอย่างสบายใจเถอะ เรื่องทางนี้ยกให้ฉันจัดการเอง ต่อให้ฉันต้องแลกด้วยชีวิต ฉันก็จะจัดการเรื่องของเธอให้สำเร็จให้ได้ อ้อ แล้วก็ พอไปถึงเมืองหลวงแล้ว ก็ตั้งใจทำงานล่ะ ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องได้ดิบได้ดีแน่ๆ"
"ได้ มีคำพูดนี้ของพี่ ผมก็สบายใจแล้ว" เฝิงเซี่ยวเฉินยิ้มพลางลุกขึ้นยืน และกล่าวลาเฉินซูฮาน
เฉินซูฮานเดินมาส่งสองพี่น้องตระกูลเฝิงที่หัวบันได เฝิงหลิงอวี่เดินลงบันไดไปก่อนแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินยืนกล่าวคำอำลากับเฉินซูฮานอยู่ที่หน้าประตูบ้าน เฉินซูฮานช่วยจัดปกเสื้อให้เฝิงเซี่ยวเฉินด้วยความเคยชิน พลางกำชับอย่างละเอียดว่า "อยู่ข้างนอกข้างนา ดูแลตัวเองให้ดีล่ะ อย่าไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เข้าใจไหม"
ความอบอุ่นสายหนึ่งวาบขึ้นมาในใจของเฝิงเซี่ยวเฉิน เขาอ้าแขนออกกอดเฉินซูฮานไว้แน่นอย่างห้ามใจไม่อยู่ แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า "พี่ซูฮาน ขอบคุณนะ"
"ทำอะไรของเธอเนี่ย!" เฉินซูฮานเขินจนหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู เธอรีบผละออกจากอ้อมกอดของเฝิงเซี่ยวเฉินอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วชูหมัดทุบเขาเบาๆ ทว่าบนใบหน้ากลับไม่ปรากฏแววตาขุ่นเคืองแต่อย่างใด
"ฮ่าๆ โทษทีๆ ดูหนังอเมริกันจนติดเป็นนิสัยน่ะ" เฝิงเซี่ยวเฉินเพิ่งตระหนักได้ว่าการกระทำของตนนั้นล้ำยุคเกินไปหน่อย เขากลบเกลื่อนด้วยเสียงหัวเราะ แล้ววิ่งตึงตังลงบันไดไป ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว "พี่ซูฮาน รอผมกลับมาจากเมืองหลวงนะ จะซื้อเป็ดย่างมาฝาก"
"เด็กบ้าคนนี้นี่!" เฉินซูฮานลูบพวงแก้มที่ยังคงร้อนผ่าว พลางสบถด่าเบาๆ







