"เสี่ยวเฝิง มาค้นข้อมูลอีกแล้วเหรอ?"
ในห้องเอกสารของอาคารกรมโลหะการ สังกัดคณะกรรมการเศรษฐกิจ ณ หม่าเจียโกว เมืองหลวง จางไห่จวี๋ เจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารเอ่ยทักทายเฝิงเซี่ยวเฉิน คนงานชั่วคราวคนใหม่อย่างกระตือรือร้น นับตั้งแต่ที่เฝิงเซี่ยวเฉินเคยรับปากว่าจะช่วยซื้อปลาเงินตากแห้งและของพื้นเมืองอื่นๆ ที่หาซื้อได้ยากในเมืองหลวงจากมณฑลหนานเจียงซึ่งเป็นบ้านเกิดมาให้ จางไห่จวี๋ก็ถือว่าพนักงานใหม่ที่แม้อายุยังน้อยแต่รู้ความคนนี้เป็นพวกเดียวกัน และคอยอำนวยความสะดวกให้เขาในทุกๆ ด้าน
"ใช่ครับ พี่จาง ต้องรบกวนพี่อีกแล้ว วันนี้ผมอยากอ่านนิตยสาร "Mining Equipment International" รบกวนพี่ช่วยหยิบให้หน่อยนะครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าวพลางยิ้มแย้ม
"ไม่มีปัญหา" จางไห่จวี๋หยิบเอกสารให้เฝิงเซี่ยวเฉินพลางเดาะลิ้นเอ่ยชมไม่ขาดปาก "เสี่ยวเฝิง เธอนี่เก่งจริงๆ อายุแค่นี้ก็อ่านวารสารภาษาต่างประเทศล้วนๆ แบบนี้ได้แล้ว ในกรมของเรามีนักศึกษามหาวิทยาลัยของแท้จากยุคก่อนการเคลื่อนไหวตั้งหลายคนยังไม่แน่ว่าจะอ่านรู้เรื่องเลยนะ"
เฝิงเซี่ยวเฉินรับเอกสารมาแล้วพูดกลั้วหัวเราะ "พี่จางชมเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่โดนต้อนให้ขึ้นเขียง อธิบดีหลัวรีบให้ผมรวบรวมข้อมูลพวกนี้ แถมยังเจาะจงว่าต้องเป็นข้อมูลภาษาต่างประเทศ แล้วผมจะทำยังไงได้ล่ะครับ นี่ไง ผมก็ต้องเปิดพจนานุกรมไปอ่านไป เดาๆ มั่วๆ เอา หวังว่าจะไม่ทำเรื่องขายหน้าก็พอแล้วครับ"
เมื่อเดือนที่แล้วเฝิงเซี่ยวเฉินเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกับคณะของกรมโลหะการ หลัวเสียงเฟยมีระดับตำแหน่งสูงพอและมีงานรัดตัวจนไม่อาจเสียเวลาได้ จึงนั่งเครื่องบินจากซินหลิ่งกลับเมืองหลวงโดยตรง ฮ่าวย่าเวยและเจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการกองอีกสองสามคนได้รับสวัสดิการตู้นอน นอนหลับสบายตลอดทางกลับเมืองหลวง ส่วนเฝิงเซี่ยวเฉินในฐานะเด็กใหม่ที่ยังไม่มีสถานะชัดเจน ทำได้เพียงนั่งเบาะแข็งร่วมกับพวกเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าแผนกและเจ้าหน้าที่ไร้ตำแหน่ง โยกเยกกระแทกกระทั้นทนทรมานอยู่กว่า 30 ชั่วโมงจึงจะถึงเมืองหลวง
หลังจากเฝิงเซี่ยวเฉินมาถึงเมืองหลวง หลัวเสียงเฟยก็ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารคนหนึ่งทำเรื่องรับเข้าทำงานในฐานะบุคลากรยืมตัวชั่วคราวให้เขา โดยรับปากว่าอีกหนึ่งหรือสองเดือนค่อยหาตำแหน่งบรรจุเป็นพนักงานประจำในรัฐวิสาหกิจสังกัดกรมให้ ด้วยคุณวุฒิของเฝิงเซี่ยวเฉิน การจะได้บรรจุในคณะกรรมการเศรษฐกิจโดยตรงย่อมเป็นไปไม่ได้ การได้เป็นพนักงานประจำในรัฐวิสาหกิจใต้สังกัด แล้วรั้งอยู่ทำงานในคณะกรรมการเศรษฐกิจด้วยข้ออ้างการยืมตัว ก็ถือว่าเป็นโชคหล่นทับที่วิเศษมากแล้ว
แม้ว่าสถานะของเฝิงเซี่ยวเฉินจะเป็นเพียงคนงานชั่วคราว แต่เนื่องจากหลัวเสียงเฟยได้กำชับฝ่ายบริหารเป็นพิเศษว่าให้ดูแลเฝิงเซี่ยวเฉินให้ดี ฝ่ายบริหารจึงไม่กล้าละเลย พวกเขาเจียดพื้นที่ครึ่งห้องในหอพักรวมที่แออัดยัดเยียดให้เฝิงเซี่ยวเฉิน โดยให้เขาพักร่วมกับเจ้าหน้าที่อีกคนที่ถูกยืมตัวมาจากรัฐวิสาหกิจเบื้องล่างเช่นกัน ในเวลานั้น การทำงานของคณะกรรมการเศรษฐกิจเพิ่งจะกลับมาดำเนินการได้ไม่นาน หลายแผนกมีเจ้าหน้าที่ที่ถูกยืมตัวมาจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีที่พักเพียงพอที่จะจัดสรรให้ เจ้าหน้าที่ยืมตัวหลายคนจึงต้องอาศัยอยู่ในหอพักรวม
เจ้าหน้าที่ที่พักห้องเดียวกับเฝิงเซี่ยวเฉินชื่อเจิงหย่งเหลียง อายุ 30 กว่าปีแล้ว ก่อนจะถูกยืมตัวมา เขาเคยเป็นรองผู้อำนวยการกองของโรงงานเหล็กกล้าหลินเหอในมณฑลหลินเหอ มีอาวุโสกว่าเฝิงเซี่ยวเฉินมาก เจิงหย่งเหลียงรู้สึกประหลาดใจและกังขาไม่น้อยที่เฝิงเซี่ยวเฉินอายุยังน้อยแต่กลับถูกยืมตัวขึ้นมาได้ ทว่าเมื่อดูจากความสัมพันธ์ของทั้งสองที่ยังไม่ถึงขั้นคุยกันได้ทุกเรื่อง เจิงหย่งเหลียงจึงเลือกที่จะฉลาดและยังไม่สืบถามภูมิหลังของเฝิงเซี่ยวเฉินในตอนนี้
ตอนที่หลัวเสียงเฟยอยู่มณฑลหนานเจียง เขาได้พูดคุยอย่างลึกซึ้งกับเฝิงเซี่ยวเฉินอีกสองครั้ง ความรู้ที่กว้างขวางและวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างของเฝิงเซี่ยวเฉิน ทำให้หลัวเสียงเฟยชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีเขาตั้งใจว่า ทันทีที่กลับถึงเมืองหลวงจะมอบหมายงานที่เป็นชิ้นเป็นอันให้เฝิงเซี่ยวเฉิน เพื่อให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงาน แต่พอกลับมา ภาระงานอันยุ่งเหยิงสารพัดก็ถาโถมเข้าใส่ ทำให้หลัวเสียงเฟยไม่มีเวลามาคิดเรื่องการจัดสรรหน้าที่ให้เฝิงเซี่ยวเฉินเลย ผลก็คือเฝิงเซี่ยวเฉินทำได้เพียงขลุกอยู่ในฝ่ายบริหารเพื่อทำงานจิปาถะ ทำงานจับฉ่ายแบบเดียวกับที่เคยทำในกรมการถลุงโลหะมณฑลหนานเจียง
เวลาผ่านไปเช่นนี้ราวหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดเฝิงเซี่ยวเฉินก็ได้รับคำสั่งจากหลัวเสียงเฟย เป็นการฝากคำพูดผ่านเถียนเหวินเจี้ยน เลขาของหลัวเสียงเฟย ให้เขาไปค้นข้อมูลบางอย่างที่ห้องเอกสาร
"อธิบดีหลัวบอกว่า นายรู้ภาษาต่างประเทศหลายภาษา ช่วงนี้ท่านเลยให้นายไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องจักรเหมืองแร่ของต่างประเทศที่ห้องเอกสาร จำไว้ว่าต้องอ่านเอกสารภาษาต่างประเทศให้เยอะๆ แล้วรวบรวมเขียนสรุปมาส่งให้ฉัน" เถียนเหวินเจี้ยนเรียกเฝิงเซี่ยวเฉินออกมาจากฝ่ายบริหาร ยืนอยู่ตรงประตูและสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เฝิงเซี่ยวเฉินไม่ได้ใส่ใจท่าทีของเถียนเหวินเจี้ยนตอนที่พูด เพียงแค่ถามกลับไปว่า "อธิบดีหลัวได้บอกไหมครับว่าต้องการงานเมื่อไหร่"
"นายก็ทำให้เร็วที่สุดแล้วกัน" เถียนเหวินเจี้ยนตอบแบบกำกวม
"อ้อ ตกลงครับ ผมจะรีบจัดการให้" เฝิงเซี่ยวเฉินตอบอย่างรวบรัด ท่าทีที่อีกฝ่ายใช้พูดคุยด้วยนั้นแฝงความเย็นชา เขาย่อมขี้เกียจไปต่อล้อต่อเถียงด้วย ตอนอยู่กรมการถลุงโลหะมณฑลหนานเจียง เขาเห็นเจ้าหน้าที่รัฐที่หยิ่งยโสพวกนี้มาจนชินแล้ว คนเหล่านี้มักจะคิดว่าตัวเองเป็นข้าราชการ ส่วนเฝิงเซี่ยวเฉินเป็นแค่คนงานชั่วคราว การที่พวกเขายอมปริปากพูดกับเฝิงเซี่ยวเฉินสักประโยคก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว ยังต้องมาใส่ใจเรื่องน้ำเสียงและสีหน้าอะไรอีก
"เอ่อ..."
เถียนเหวินเจี้ยนไม่คิดว่าเฝิงเซี่ยวเฉินจะรับปากอย่างง่ายดายขนาดนี้ จึงอึ้งไปชั่วขณะ เดิมทีเขาคิดว่าเฝิงเซี่ยวเฉินน่าจะซักไซ้ไล่เลียง อย่างน้อยก็ต้องถามว่าให้ค้นข้อมูลด้านไหน จะเขียนสรุปอย่างไร ความยาวกี่ตัวอักษร เป็นต้น เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสใช้สถานะรุ่นพี่สั่งสอนเฝิงเซี่ยวเฉินสักหน่อย ดัดนิสัยอวดดีของอีกฝ่ายเสียบ้าง
การไปหนานเจียงครั้งนี้ของหลัวเสียงเฟยไม่ได้พาเถียนเหวินเจี้ยนไปด้วย เถียนเหวินเจี้ยนเพิ่งรู้ในภายหลังว่าหลัวเสียงเฟยไปถูกตาต้องใจชายหนุ่มคนหนึ่งที่หนานเจียง ถึงขั้นแหกกฎพาเขากลับมายังเมืองหลวงด้วย ดูเหมือนจะมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนเด็กคนนี้ต่อไปอีกด้วย
หลังจากหลัวเสียงเฟยกลับมาถึงเมืองหลวง เขาก็ได้เล่าแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับกลยุทธ์การนำเข้าเทคโนโลยีให้เถียนเหวินเจี้ยนฟัง โดยให้เขาไปค้นข้อมูล แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ เถียนเหวินเจี้ยนสังเกตเห็นว่า แนวคิดเหล่านี้ของหลัวเสียงเฟยแตกต่างจากตอนก่อนไปหนานเจียงอย่างมาก ในนั้นมีหลายจุดที่ล้ำยุคจนน่าตกตะลึง พอสืบถามดูนิดหน่อย ถึงได้รู้ว่าแนวคิดเหล่านี้ของเจ้านายตน ล้วนตกผลึกมาจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนงานชั่วคราวที่ชื่อเฝิงเซี่ยวเฉินคนนั้น
เถียนเหวินเจี้ยนจำได้อย่างแม่นยำว่า ตอนที่หลัวเสียงเฟยพูดถึงจุดที่กำลังตื่นเต้น ก็เผลอหลุดปากออกมาประโยคหนึ่งว่า "เสี่ยวเถียนเอ๊ย นายเป็นเลขาของฉัน ความคิดก็ต้องเปิดกว้างให้มากกว่านี้หน่อย ความคิดหลายๆ อย่างของเสี่ยวเฝิงคนนั้น ทำให้ฉันรู้สึกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาก คนเป็นเลขา ไม่เพียงแต่ต้องเป็นหูเป็นตาให้เจ้านาย แต่ยังต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้เจ้านายด้วย จุดนี้นายไปเรียนรู้จากเสี่ยวเฝิงได้นะ"
คำพูดนี้ของหลัวเสียงเฟย แน่นอนว่ามีเจตนาเพื่อกระตุ้นให้กำลังใจเถียนเหวินเจี้ยน แต่พอเข้าหูเถียนเหวินเจี้ยนแล้ว กลับระคายหูเป็นอย่างยิ่ง "เสี่ยวเถียน" อย่างเถียนเหวินเจี้ยน เมื่อเทียบกับ "เสี่ยวเฝิง" อย่างเฝิงเซี่ยวเฉินแล้ว แม้จะมีคำว่า "เสี่ยว" นำหน้าเหมือนกัน แต่อายุกลับห่างกันเกือบเท่าตัว ปีนี้เถียนเหวินเจี้ยนอายุสามสิบห้าสามสิบหกแล้ว ตลอดเวลาที่ทำงานเป็นเลขาให้หลัวเสียงเฟย เขารู้สึกมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนหูไวตาไวและรู้ใจเจ้านาย ใครจะไปรู้ว่าหลัวเสียงเฟยไปหนานเจียงแล้วเจอเด็กอายุไม่ถึง 20 พอกลับมาก็เอาเขาไปเปรียบเทียบจนด้อยค่าไร้ราคาไปเลย
ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เฝิงเซี่ยวเฉินก็ถูกเถียนเหวินเจี้ยนขึ้นบัญชีดำ กลายเป็นเป้าหมายที่เขาต้องหาโอกาสตักเตือนสั่งสอนสักหน่อย แน่นอนว่าต่อหน้าหลัวเสียงเฟย เถียนเหวินเจี้ยนไม่มีทางแสดงความคิดเช่นนี้ออกมาเด็ดขาด เขายืนยันหนักแน่นกับหลัวเสียงเฟยว่าจะหาเวลาไปพูดคุยกับเฝิงเซี่ยวเฉิน เพื่อเรียนรู้วิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง จะได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้เจ้านายได้ดียิ่งขึ้น
ครั้งนี้ที่หลัวเสียงเฟยมอบหมายให้เถียนเหวินเจี้ยนไปสั่งงานค้นข้อมูลกับเฝิงเซี่ยวเฉิน ลับหลังเขาก็ได้กำชับไปสองสามประโยคว่า เฝิงเซี่ยวเฉินอาจจะไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน เถียนเหวินเจี้ยนสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองให้เขาได้ เถียนเหวินเจี้ยนรับปากเสียดิบดี แต่ในใจกลับหมายมั่นปั้นมือ ว่าจะใช้โอกาสนี้ทำให้เฝิงเซี่ยวเฉินตระหนักถึงระดับของตัวเองเสียบ้าง วันหลังจะได้ไม่ไปคุยโวโอ้อวดต่อหน้าเจ้านายอีก แกก็แค่ช่วยเจ้านายหาแบบแปลนเจอแผ่นหนึ่ง เจ้านายดีใจชั่ววูบก็เลยพาแกมาเมืองหลวง แกคิดว่าตัวเองเป็นเด็กอัจฉริยะอะไรจริงๆ หรือไง
ในฐานะเลขาอธิบดี แน่นอนว่าเถียนเหวินเจี้ยนย่อมไม่ทำตัวไร้การอบรมเหมือนพวกหัวหน้าหน่วยผลิตที่นึกจะลากใครมาด่าทอก็ทำตามอำเภอใจ เขาคิดทบทวนหาวิธีสนทนากับเฝิงเซี่ยวเฉินซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ เขาคิดว่า พอเฝิงเซี่ยวเฉินได้รับมอบหมายงานนี้ปุ๊บ จะต้องมีท่าทีประหม่าลนลานอย่างแน่นอน เขาน่าจะซักถามตนว่าเรื่องที่อธิบดีหลัวให้ความสนใจที่สุดคือด้านไหน เขาควรค้นวารสารเล่มไหนถึงจะเจอข้อมูลเหล่านี้ ต้องเขียนอย่างไรอธิบดีหลัวถึงจะพอใจ ถึงตอนนั้น ตนก็สามารถตำหนิเขาด้วยท่าทีจริงจังได้ บอกเขาว่าเวลาทำงานอย่าคิดแต่จะฉวยโอกาสมักง่าย เรื่องที่เจ้านายคิดได้ก็ต้องทำให้ดี เรื่องที่เจ้านายคิดไม่ถึง เขายิ่งต้องทำให้ดีกว่า นี่ถึงจะเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำของลูกน้อง
อย่างเช่น "เสี่ยวเฝิงเอ๊ย อธิบดีหลัวให้ความสำคัญกับนายมากเลยนะ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ดึงตัวคนงานชั่วคราวที่มีแค่วุฒิมัธยมต้นอย่างนายมาที่คณะกรรมการเศรษฐกิจหรอก นายกลับถามคำถามที่ดูอ่อนหัดแบบนี้ นี่จะทำให้อธิบดีหลัวผิดหวังเอานะ!"
"สหายเสี่ยวเฝิง เจ้านายมอบหมายงานแบบนี้ให้ ก็หวังว่านายจะสามารถเสนอแนวคิดให้เจ้านายได้ ไม่ใช่ให้เจ้านายมาคอยป้อนแนวคิดให้นาย ถ้านายไม่มีแม้กระทั่งแนวคิดในการทำงานขั้นพื้นฐาน แล้วจะเป็นผู้ช่วยมือขวาของเจ้านายได้อย่างไร"
"เฝิงเซี่ยวเฉิน กรมการถลุงโลหะมณฑลหนานเจียงไม่ได้อบรมเจ้าหน้าที่ระดับล่างหรือไงว่าเวลาทำงานต้องรู้จักใช้สมองตัวเองให้มากๆ เอะอะอะไรก็ถามไปเสียหมด แล้วจะต้องการความกระตือรือร้นในการทำงานของนายไปทำไม"
"..."
นี่คือคำพูดตักเตือนสารพัดรูปแบบที่เถียนเหวินเจี้ยนเตรียมการไว้ล่วงหน้า ระหว่างที่ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำเหล่านี้อยู่ในหัว เถียนเหวินเจี้ยนก็สัมผัสได้ถึงความสะใจอย่างรุนแรง เขาเฝ้ารออยู่ในใจให้เฝิงเซี่ยวเฉินรีบเอ่ยปากขอคำแนะนำจากเขา ถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถสาดกระสุนคำพูดเหล่านี้ใส่หัวเฝิงเซี่ยวเฉินได้เป็นชุดๆ ทางที่ดีคือฝากแผลใจไปชั่วชีวิต เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่กล้ามาทำตัวอวดดีต่อหน้าเขาอีก
ทว่าสิ่งที่เถียนเหวินเจี้ยนคาดไม่ถึงเลยก็คือ เฝิงเซี่ยวเฉินกลับถามแค่เรื่องกำหนดส่งงานเพียงประโยคเดียว แล้วก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ราวกับว่างานที่เถียนเหวินเจี้ยนสั่งนั้นเป็นงานที่ง่ายดายและสบายเอามากๆ เขาไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองอะไรก็สามารถทำสำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"ว่าไง สหายเสี่ยวเฝิง สำหรับคำสั่งของอธิบดีหลัว นายไม่มีข้อสงสัยอะไรเลยหรือ" เถียนเหวินเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะต้องกระตุ้นสักหน่อย เขาตีความความนิ่งเฉยของเฝิงเซี่ยวเฉินว่าเป็นความตื้นเขิน ใช่แล้ว ไอ้หนุ่มนี่ต้องไม่รู้แน่ๆ ว่าการเขียนสรุปข้อมูลนั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน ดีไม่ดีเขาอาจจะคิดว่าก็แค่ไปลอกบทความที่มีอยู่แล้วในห้องเอกสารมาสักบทความกระมัง
"ก็คือเรื่องเครื่องจักรเหมืองแร่ใช่ไหมครับ ไม่มีข้อสงสัยอะไรนี่ครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินมองเถียนเหวินเจี้ยนด้วยสายตาราวกับกำลังมองคนโง่เง่า ก่อนจะเอ่ยตอบ
"งั้นก็ได้ นายก็รีบทำให้เสร็จเร็วๆ แล้วกัน แต่ฉันขอเตือนนายไว้นะ อธิบดีหลัวเข้มงวดกับเรื่องงานมาก ถ้านายทำออกมาแล้วไม่ตรงตามความต้องการของท่าน ท่านจะตำหนินายอย่างรุนแรง ถึงตอนนั้นนายก็เตรียมใจไว้ด้วยล่ะ" เถียนเหวินเจี้ยนพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่







