ทางตอนเหนือของนครซินหลิ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม มีโรงงานกว่ายี่สิบแห่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อตั้งประเทศจนถึงปัจจุบันกระจายตัวอยู่ ในจำนวนนี้ โรงงานเครื่องยนต์ดีเซลหนานเจียงที่อยู่ใกล้กับทะเลสาบฉินซานมีขนาดใหญ่ที่สุด มีคนงานสองพันกว่าคน หากรวมครอบครัวด้วยก็มีประชากรถึงหกเจ็ดพันคน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพักคนงานใหม่หลายแห่งที่ตั้งอยู่สองฝั่งถนนฉินซาน
ในช่วงต้นของการปฏิรูป รัฐวิสาหกิจยังคงเป็นหน่วยงานที่มีสถานะทางสังคมและรายได้สูงสุด การได้เป็นคนงานในรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งในอาชีพที่น่าอิจฉาที่สุด ทว่าภายในองค์กรเดียวกัน สถานการณ์ของแต่ละครอบครัวกลับไม่เหมือนกัน ครอบครัวที่เฝิงเซี่ยวเฉินพาเฝิงหลิงอวี่มาเยี่ยมเยียนนี้ เป็นหนึ่งในครอบครัวที่ยากลำบากซึ่งมีอยู่ไม่มากนักในเขตบ้านพักครอบครัวคนงานของโรงงานเครื่องยนต์ดีเซล
"พี่ครับ ผมมาแล้ว"
เมื่อเคาะประตูและมีหญิงสาวคนหนึ่งมาเปิดให้ เฝิงเซี่ยวเฉินก็เอ่ยเรียกด้วยความสนิทสนม
หญิงสาวผู้นี้อายุประมาณยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี รูปร่างบอบบาง ใบหน้าหมดจดงดงาม ผมด้านหลังถักเป็นเปียเส้นใหญ่ยาว ทำให้คนนึกถึงบทกวีที่ว่า 'รอจนผมเธอยาวสยายถึงกลางหลัง' ได้อย่างง่ายดาย เธอสวมชุดทำงานผ้าฝ้ายสีฟ้าของโรงงานเครื่องยนต์ดีเซลที่สีเริ่มซีดจาง แต่ซักรีดจนสะอาดสะอ้าน ยังพอได้กลิ่นหอมสดชื่นของแสงแดดจางๆ ตอนที่เพิ่งเปิดประตู ใบหน้าของเธอยังคงมีแววหมองคล้ำอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นเฝิงเซี่ยวเฉินยืนอยู่หน้าประตู ความหมองคล้ำนั้นก็มลายหายกลายเป็นสายลมฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นในทันที เธอรีบเชิญทั้งสองเข้ามาในบ้านพลางเอ่ยถามรัวๆ
"เซี่ยวเฉิน ทำไมถึงมาได้ล่ะ วันนี้ไม่ต้องไปทำงานเหรอ นี่น้องชายเธอใช่ไหม ขอฉันนึกดูก่อน... ชื่อเฝิงหลิงอวี่หรือเปล่า ฉันเคยเห็นเขาในรูปถ่ายของเธอ แต่ตอนนั้นเขายังเด็กอยู่เลย..."
"หลิงอวี่ นี่พี่เฉิน ตอนที่พี่อยู่ค่ายปัญญาชนเยาวชน พี่เฉินดีกับพี่มากยิ่งกว่าพี่สาวแท้ๆ เสียอีก"
เฝิงเซี่ยวเฉินพาเฝิงหลิงอวี่เดินเข้าประตูไป หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ในห้องรับแขกแล้ว เขาก็แนะนำให้ลูกน้องชายรู้จักอย่างเป็นทางการ
ตอนที่เฝิงเซี่ยวเฉินเรียนจบมัธยมต้น เขายังอายุไม่ถึงสิบสี่ปี ตามข้อกำหนดของนโยบาย เขาถูกจัดสรรให้ไปเป็นปัญญาชนเยาวชนที่อำเภอชิงตงในมณฑลหนานเจียงโดยตรง ตอนนั้นเฝิงเหวยเริ่นปู่ของเขายังเป็นนักวิชาการผู้มีอิทธิพลที่เป็นพวกปฏิกิริยา จึงถูกจับตาดูการใช้แรงงาน ส่วนเฝิงลี่พ่อของเขาก็สอนหนังสืออยู่ในชนบท จัดเป็นพวกปัญญาชนชั้นต่ำไร้สถานะ ประกอบกับตัวเขาเองยังเด็กเกินไป จะชกต่อยก็สู้ใครไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกรังแกในค่ายปัญญาชนเยาวชน
หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขามีชื่อว่าเฉินซูฮาน อายุมากกว่าเฝิงเซี่ยวเฉินแปดเก้าปี ในตอนนั้นถือว่าเป็นคนเก่าคนแก่ในค่ายปัญญาชนเยาวชนแล้ว เนื่องจากทั้งค่ายมีเพียงเธอและเฝิงเซี่ยวเฉินสองคนเท่านั้นที่มาจากเมืองเอกของมณฑลอย่างนครซินหลิ่ง เธอจึงเห็นเฝิงเซี่ยวเฉินที่เพิ่งมาใหม่เป็นน้องชายของตัวเองและคอยปกป้องดูแลเขาทุกเรื่อง เวลาที่มีคนรังแกเฝิงเซี่ยวเฉิน เฉินซูฮานจะอาละวาดใส่ฝ่ายตรงข้ามราวกับแม่สิงโตที่ปกป้องลูกน้อย ชีวิตของปัญญาชนเยาวชนนั้นยากลำบาก เฉินซูฮานมักจะเก็บของอร่อยที่นำมาจากบ้านไว้ให้เฝิงเซี่ยวเฉินกินเสมอ ตอนที่เฝิงเซี่ยวเฉินเพิ่งไปถึงชนบท เขาทำเกษตรไม่เป็นเลยสักอย่าง เฉินซูฮานก็สอนเขาทีละอย่าง และยังมักจะช่วยเขาทำงานที่ทำไม่สำเร็จให้เสร็จอีกด้วย
หลังจากขบวนการเคลื่อนไหวสิ้นสุดลง ค่ายปัญญาชนเยาวชนก็ถูกยกเลิก ปัญญาชนเยาวชนนับล้านคนแห่กันกลับเมือง เฉินซูฮานและเฝิงเซี่ยวเฉินก็กลับมาที่นครซินหลิ่งด้วยกัน ทว่าหลังจากกลับมาแล้ว สถานการณ์ของทั้งสองกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากเฝิงเหวยเริ่นได้รับการฟื้นฟูสถานะตามนโยบาย ครอบครัวตระกูลเฝิงจึงลืมตาอ้าปากได้ในพริบตา เฝิงลี่ถูกย้ายกลับมาทำงานที่นครซินหลิ่ง และได้เข้าสอนในโรงเรียนมัธยมหมายเลขสองที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง เฝิงเซี่ยวเฉินก็อาศัยบารมีของปู่ได้เข้าไปทำงานในกรมโลหะการ แม้จะเป็นเพียงคนงานชั่วคราว แต่ก็ถือว่ามีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง
แต่เฉินซูฮานกลับไม่เหมือนกัน พ่อของเธอเสียชีวิตด้วยอาการป่วยเมื่อปีก่อน น้องชายคนโตจึงได้เข้าทำงานในโรงงานแทนในตำแหน่งพนักงานประจำ ส่วนตำแหน่งคนงานชั่วคราวที่โรงงานจัดสรรให้บุตรหลานพนักงานก็ถูกน้องชายคนเล็กแย่งไปแล้ว เธอกลับมาทีหลังจึงไม่มีโควตาเหลือให้เธอแล้ว เธอทำได้เพียงแค่ตกงานอยู่บ้านอย่างไม่มีกำหนดเหมือนกับปัญญาชนเยาวชนที่กลับเข้าเมืองมาอีกหลายๆ คน
น้องชายทั้งสองคนทยอยแต่งงานกันไป เพื่อรวบรวมเฟอร์นิเจอร์ 'สี่สิบแปดขา' ที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคม เงินเก็บที่บ้านเคยมีอยู่บ้างก็ถูกใช้ไปจนหมด ซ้ำยังเป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ของโรงงานอีกไม่น้อย ครอบครัวใหม่ทั้งสองครอบครัวต่างก็มีค่าใช้จ่ายพื้นฐานมากมายที่ต้องจัดการ เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง 'สามหมุนหนึ่งกด' ก็ยังซื้อไม่ครบ ดังนั้นน้องชายทั้งสองจึงไม่มีทางที่จะส่งเงินเดือนให้ทางบ้านได้เลย ส่วนเรื่องการใช้หนี้และเลี้ยงดูพี่สาว ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่บนบ่าของลั่วซิ่วหลานผู้เป็นแม่ของเฉินซูฮานเพียงคนเดียว
น้องชายคนหนึ่งขอหอพักจากโรงงานได้แล้ว จึงพาภรรยาย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ส่วนน้องชายอีกคนกับภรรยาก็ยึดห้องเดิมของเฉินซูฮานที่บ้านไป เฉินซูฮานจึงต้องไปนอนห้องเดียวกับแม่ น้องสะใภ้คนเล็กที่อาศัยอยู่ในบ้านกำลังตั้งครรภ์ และกำลังคิดอยู่ว่าถ้าคลอดลูกออกมาแล้วจะให้คนแก่ช่วยเลี้ยง เธอรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่พี่สะใภ้อยู่บ้านและกินพื้นที่ คำพูดคำจาก็มักจะเหน็บแนมอยู่เสมอ เอะอะก็บอกว่าพี่สะใภ้อายุไม่น้อยแล้ว ทนอยู่จนกลายเป็นสาวทึนทึกไปแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็รีบๆ หาผู้ชายที่หย่าร้างหรือเมียตายแต่งงานออกไปซะ จะได้ไม่เกะกะสายตา... เอ๊ะ ไม่สิ จะได้ช่วยแบ่งเบาความกังวลในใจของแม่สามีไม่ใช่หรือไง
ตอนที่เฝิงเซี่ยวเฉินอยู่ค่ายปัญญาชนเยาวชน เขาก็เคยได้ยินคนพูดกันว่า เฉินซูฮานเคยมีประสบการณ์ความรักที่ฝังใจมาก่อน หลังจากนั้นเธอก็ดูเหมือนจะเจ็บปวดใจและไม่สนใจผู้ชายที่เข้ามาจีบหลายต่อหลายคน เพราะเหตุนี้เธอจึงปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึงอายุเท่านี้และยังคงครองตัวเป็นโสด สำหรับสถานการณ์หลังจากที่เฉินซูฮานกลับเข้าเมืองมาแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินก็รู้ดีอย่างถ่องแท้ แม้เขาจะไม่ใช่ชายหนุ่มที่มีความทะเยอทะยานนัก แต่ก็เป็นคนมีมโนธรรม สำหรับพี่สาวคนโตที่เคยดูแลเขาเหมือนพี่สาวแท้ๆ หรืออาจเรียกได้ว่าเหมือนแม่แท้ๆ คนนี้ เขารู้สึกซาบซึ้งใจอยู่เสมอ
เฝิงเซี่ยวเฉินในตอนนี้ ได้สืบทอดร่างกายของเฝิงเซี่ยวเฉินคนก่อน และยังสืบทอดความรู้สึกบางอย่างของเขามาด้วย เมื่อได้พบกับเฉินซูฮาน เฝิงเซี่ยวเฉินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นมา ในอดีตเขามีความสามารถจำกัด แค่เอาตัวเองให้รอดยังยาก แล้วจะเอาอะไรไปช่วยเหลือเฉินซูฮานได้ แต่ตอนนี้เขาได้เปลี่ยนไปเป็นคนใหม่แล้ว ก่อนที่จะไปเมืองหลวง เขาตัดสินใจว่าจะช่วยทำความปรารถนาของร่างเดิมให้เป็นจริง
"เซี่ยวเฉิน ทำไมถึงมาได้ล่ะ เธอทำงานอยู่ที่กรมโลหะการไม่ใช่เหรอ จริงสิ หรือว่า... อืม ฉันไปรินน้ำมาให้พวกเธอรินดื่มก่อนนะ..."
สัญชาตญาณของเฉินซูฮานอยากจะเอ่ยปากชวนพี่น้องตระกูลเฝิงกินข้าวที่บ้าน แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากเธอก็ต้องกลืนมันลงคอไปอย่างยากลำบาก ตอนนี้เธอไม่มีรายได้อะไรเลย ตัวเองก็ยังต้องกินข้าวฟรีอยู่บ้าน แล้วจะมีสิทธิ์อะไรไปเชิญแขกกินข้าว ถ้าที่บ้านมีแค่เธอกับแม่ เธอก็พอจะตัดสินใจเองได้บ้าง แต่น้องสะใภ้คนเล็กที่คิดเล็กคิดน้อยทุกกระเบียดนิ้วคนนั้นคงไม่มีทางยอมรับพฤติกรรมใจกว้างแบบนี้ของเธอแน่ ถ้าเห็นพี่น้องตระกูลเฝิงกินข้าวที่บ้าน ไม่แน่ว่าอาจจะพูดจากระทบกระเทียบและไล่พวกเขาออกจากบ้านไปเลยก็ได้
เฝิงเซี่ยวเฉินมีประสบการณ์ชีวิตมาถึงสองชาติภพ มีหรือที่จะฟังไม่ออกว่าประโยคที่เฉินซูฮานไม่ได้พูดออกมานั้นคืออะไร และมีหรือที่จะมองไม่เห็นความเศร้าหมองที่พาดผ่านดวงตาของเธอ เขาโบกมือแล้วพูดว่า "พี่ครับ พี่ไม่ต้องยุ่งหรอก วันนี้ที่ผมพาเสี่ยวอวี่มา ก็เพราะมีธุระสำคัญจะคุยกับพี่ พูดง่ายๆ ก็คือ ผมอยากขอให้พี่ช่วยอะไรผมสักหน่อย"
"ช่วยเหรอ ฉันจะช่วยอะไรพวกเธอได้" เฉินซูฮานถามด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ เพื่อรอฟังเฝิงเซี่ยวเฉินพูด
"ผมได้ใบอนุญาตผู้ประกอบการรายย่อยมาแล้ว อยากให้เสี่ยวอวี่เปิดร้านอาหารเล็กๆ สักร้าน พี่มาช่วยหน่อยได้ไหมครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินพูดอย่างตรงไปตรงมา
การจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยนั้น ไม่ใช่แค่หาหน้าร้านแล้วจะทำได้เลย แต่ยังต้องยื่นขอสิ่งที่เรียกว่า 'ใบอนุญาตผู้ประกอบการรายย่อย' ด้วย แม้รัฐบาลจะแสดงจุดยืนว่าสนับสนุนการพัฒนาของผู้ประกอบการรายย่อย แต่ในเรื่องการออกใบอนุญาตนั้นก็ยังคงสงวนท่าทีอยู่บ้าง เพราะกังวลว่าหากผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วทุกที่แล้วจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง ตอนที่หลัวเสียงเฟยเชิญเฝิงเซี่ยวเฉินไปทำงานที่เมืองหลวงและถามเขาว่ามีความกังวลใจอะไรที่ต้องการให้ช่วยแก้ไขไหม คำขอเพียงอย่างเดียวที่เฝิงเซี่ยวเฉินเสนอก็คือ ขอให้หลัวเสียงเฟยช่วยหาใบอนุญาตผู้ประกอบการรายย่อยให้เขาสักใบ เพื่อที่เฝิงหลิงอวี่น้องชายของเขาจะได้เปิดกิจการอย่างถูกกฎหมาย
ใบอนุญาตหนึ่งใบสำหรับคนที่ไม่มีเส้นสาย แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก แต่สำหรับหลัวเสียงเฟยแล้ว มันก็เป็นแค่คำพูดเพียงประโยคเดียว เฝิงเซี่ยวเฉินใช้ทั้งเหตุผลใหญ่และเหตุผลเล็กมาเกลี้ยกล่อมครอบครัว จากนั้นก็พาเฝิงลี่กับเฝิงหลิงอวี่นำใบอนุมัติที่หลัวเสียงเฟยหามาจากคณะกรรมการเศรษฐกิจระดับมณฑล ไปยัง 'หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง' ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าเพื่อรับใบอนุญาตผู้ประกอบการรายย่อย เรื่องการเปิดร้านจึงถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ตามแผนงานของเฝิงเซี่ยวเฉิน เฝิงหลิงอวี่จะเริ่มต้นจากธุรกิจร้านอาหารก่อน โดยเปิดร้านอาหารเล็กๆ เพื่อใช้เป็นทุนตั้งตัว ส่วนเรื่องการพัฒนาในอนาคตนั้น เฝิงเซี่ยวเฉินไม่ได้บอกพ่อแม่ แต่กลับแย้มพรายให้น้องชายฟังไปบ้างสองสามเรื่อง ซึ่งก็ทำให้เฝิงหลิงอวี่เลือดลมสูบฉีด แทบอยากจะลงมือทำเดี๋ยวนั้นเลย
ในยุคนั้น จำนวนร้านอาหารของเอกชนยังมีน้อยมาก ส่วนร้านอาหารของรัฐก็มีชื่อเสียในเรื่อง 'เข้ายาก หน้าหงิก ข้าวไม่อร่อย' ทำให้ผู้คนต่างพากันหลีกหนี การเปิดร้านอาหารเอกชนสักร้าน ขอแค่บริการดี รสชาติพอใช้ได้ โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นธุรกิจที่ทำกำไรอย่างมั่นคงและไม่มีทางขาดทุน
เฝิงลี่และเหอเสวี่ยเจินต่างก็มีความรู้รอบตัวในการใช้ชีวิตอยู่บ้าง จึงรู้ว่าการเปิดร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ไม่เลวเลย ทว่าการให้เฝิงหลิงอวี่สละโอกาสที่จะไปทำงานแทนที่กรมโลหะการ เพื่อมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อยเต็มตัวนั้น ข้อเสนออันกล้าหาญนี้ไม่ได้รับการอนุมัติจากสองสามีภรรยาตระกูลเฝิง สองสามีภรรยาผ่านการต่อสู้ทางความคิดอันซับซ้อนและดุเดือด ในที่สุดก็ยอมรับแผนการประนีประนอม นั่นคือเฝิงหลิงอวี่ยังคงไปเป็นคนงานชั่วคราวที่กรมโลหะการ และใช้ชื่อของเหอเสวี่ยเจินในการเปิดร้านนี้ โดยให้เฝิงหลิงอวี่ใช้เวลาว่างมาบริหารและสั่งสมประสบการณ์ หากในอนาคตนโยบายมีความมั่นคง และร้านอาหารสามารถทำเงินได้จริงๆ ค่อยพิจารณาเรื่องการลาออกของเฝิงหลิงอวี่ ส่วนการบริหารจัดการร้านอาหารในแต่ละวันนั้น จำเป็นต้องจ้างคนอื่นมาดูแลแทน
แผนการนี้ไม่เหมือนกับที่เฝิงเซี่ยวเฉินคิดไว้ในตอนแรก แต่ก็คลาดเคลื่อนไปไม่ไกลนัก ความจริงแล้วเฝิงเซี่ยวเฉินตั้งใจจะดึงหุ้นส่วนเข้ามาร่วมด้วยตั้งแต่แรก เพราะเขารู้ว่าเฝิงหลิงอวี่น้องชายของเขาทำอาหารไม่เป็น ซ้ำยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ และด้วยอายุเพียงเท่านี้ ก็คงรับมือกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอันซับซ้อนไม่ได้ ความคิดของเขาคือ ให้เฝิงหลิงอวี่เป็นประธานกรรมการควบตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน แล้วค่อยจ้างคนมาเป็นผู้จัดการมืออาชีพ ซึ่งคนในใจของเขาก็คือเฉินซูฮาน
ตอนที่อยู่ค่ายปัญญาชนเยาวชน เฝิงเซี่ยวเฉินก็รู้แล้วว่าเฉินซูฮานมีฝีมือทำอาหารเป็นเลิศ ขณะเดียวกันก็มีประสบการณ์ชีวิตที่ได้จากการเป็นปัญญาชนเยาวชน ซึ่งเพียงพอที่จะทำงานนี้ได้เป็นอย่างดี ที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้นก็คือ เฉินซูฮานเป็นคนจิตใจดี มีความประพฤติดีงาม นับว่าเป็น 'หุ้นส่วนชาวจีน' ที่จุดตะเกียงหาก็ยังยากที่จะพบเจอจริงๆ
สองสามีภรรยาตระกูลเฝิงไม่ได้รู้สึกแปลกหูกับชื่อของเฉินซูฮานเลย พวกเขารู้ว่าเธอเคยดูแลเฝิงเซี่ยวเฉินมาก่อน ถือได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณของเฝิงเซี่ยวเฉิน จากเรื่องราวที่เฝิงเซี่ยวเฉินเคยเล่าให้ฟัง สองสามีภรรยาตระกูลเฝิงก็มีความประทับใจในตัวหญิงสาวคนนี้ไม่เลวเลย เฝิงเซี่ยวเฉินยอมรับแผนการของพ่อแม่ที่ให้เฝิงหลิงอวี่ไปเป็นคนงานชั่วคราวที่กรมโลหะการควบคู่ไปกับการดูแลร้านอาหารเล็กๆ และเสนอให้เชิญเฉินซูฮานมารับผิดชอบงานประจำวันของร้านอาหาร จึงเป็นที่มาของการมาเยือนของพี่น้องตระกูลเฝิงในครั้งนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของเฝิงเซี่ยวเฉิน เฉินซูฮานก็ตกใจไปชั่วขณะ และมีความตื่นเต้นอยู่บ้าง ความจริงแล้ว สำหรับเธอที่สิ้นหวังกับการจัดสรรงานของหน่วยงาน ก็เคยมีความคิดที่จะเปิดร้านอาหารเพื่อหาเลี้ยงตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่เธอไม่มีความสามารถที่จะหาใบอนุญาตมาได้ และยิ่งไม่มีช่องทางในการระดมทุนตั้งต้น ดังนั้นความคิดนี้จึงต้องพับเก็บไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม พอได้ยินว่าน้องชายที่สนิทสนมราวกับพี่น้องคลานตามกันมาจะเปิดร้านอาหาร แถมยังจะขอให้เธอไปช่วย เธอจึงรู้สึกทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี







