ชุยเซี่ยนเคยรับปากอาจารย์ไว้ว่าจะไม่แต่งกลอนเป็นเวลาห้าปี
เมื่อนับเวลาดูตอนนี้ ห้าปีก็ผ่านไปแล้ว
แต่ความจริงเขาไม่ได้อยากประชันบทกวีกับซูฉีนัก ดังนั้นจึงปฏิเสธอย่างนุ่มนวลอีกครั้ง "จะว่าไป...ช่างมันเถอะ?"
ช่างมันบ้าบออะไร!
จะช่างมันไม่ได้!
ซูฉีย่อมไม่ยอมรับ ทั้งยังจงใจเยาะเย้ย "อะไรกัน เจ้าแต่งกลอนไม่เป็น หรือว่าไม่กล้าแต่งกลอนกันแน่?"
ชุยเซี่ยนค่อยๆ หุบรอยยิ้มบนใบหน้าลง
แม้จะพอเดาได้ว่าคนผู้นี้กำลังใช้กลยั่วยุ
แต่พูดตามตรง ท่าทีหยิ่งผยองเช่นนี้ ช่างน่าเบิ๊ดกะโหลกเสียจริง
ดังนั้น
ภายใต้สายตาอันตื่นเต้นของเหล่าบัณฑิตอย่างจางถิงอวี้
ก็เห็นเจี่ยเซ่ามองไปยังซูฉี เผยให้เห็นความองอาจเป็นตัวของตัวเองอย่างชายหนุ่ม "เช่นนั้นก็พนันกันสิ ประเดี๋ยวแพ้แล้ว อย่ามาโทษว่าข้ารังแกเจ้าก็แล้วกัน"
ฮือฮา!
คำพูดนี้ทำให้เหล่าบัณฑิตทั่วทั้งลานฮือฮากันถ้วนหน้า
ต้องมั่นใจในตัวเอง หรืออาจกล่าวได้ว่าต้องหยิ่งผยองเพียงใด ถึงจะกล้าพูดจาเช่นนี้ออกมา!
ต้องรู้ไว้ว่า คู่ต่อสู้ของเขาคือซูฉี!
ซูฉีเองก็ถูกคำพูดนี้ทำเอาหัวเราะด้วยความโมโห
ได้เลย เพิ่งเคยเจอคนที่หยิ่งผยองกว่าข้าเป็นครั้งแรก
เขามองจ้องเจี่ยเซ่า กัดฟันพูด "เพิ่มเงื่อนไขอีกข้อ เจ้ากับข้าจะยืนอยู่ริมทะเลสาบแห่งนี้ ห้ามใช้พู่กันกับกระดาษ ให้แต่งกลอนปากเปล่า!"
"ให้พวกเขาเป็นคนจดบันทึก!"
ชุยเซี่ยนมีสีหน้าประหลาด พยักหน้า "แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน"
เมื่อเห็นชุยเซี่ยนตอบรับอย่างง่ายดายและเด็ดขาดเช่นนี้
ซูฉีอดประหลาดใจไม่ได้ จากนั้นจึงเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ยืนอยู่ริมฝั่งทะเลสาบแล้วกล่าว "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอเริ่มก่อน!"
พูดจบ เขาก็หยุดยืนอยู่กับที่และเริ่มร่างบทกวีในใจ ดวงตาจ้องมองทิวทัศน์โดยรอบทำท่าครุ่นคิด
ส่วนจางถิงอวี้และคนอื่นๆ ก็หยิบพู่กันและกระดาษออกมาอย่างตื่นเต้น แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งรับผิดชอบบันทึกของซูฉี
อีกกลุ่มรับผิดชอบบันทึกของชุยเซี่ยน
ยังมีอีกหลายคนที่วาดภาพเก่ง เริ่มลงมือวาดภาพ ณ ตรงนั้น เตรียมที่จะวาดฉากเด็ดของการประชันบทกวีระหว่างสองบัณฑิตมากพรสวรรค์ริมทะเลสาบนี้เก็บไว้
เมื่อถึงลั่วหยาง นี่จะต้องกลายเป็นเรื่องเล่าลือที่โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองเป็นแน่!
ทะเลสาบเล็กๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จักแห่งนี้มีน้ำที่ใสสะอาด
เมื่อลมพัดมา ต้นหลิวริมทะเลสาบก็ไหวเอน เกิดเป็นระลอกคลื่นบนผิวน้ำ
ไกลออกไป ยังมีเรือลำเล็กๆ ลำหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ อยู่ท่ามกลางกิ่งก้านใบหลิวที่ห้อยระย้าลงมา
ซูฉียืนอยู่ริมทะเลสาบ ดวงตาทั้งสองกวาดมองทิวทัศน์เหล่านี้ไปมา
ทุกคนต่างไม่กล้าหายใจแรง เพราะกลัวจะไปรบกวนความคิดสร้างสรรค์ของเขา
ราวชั่วเวลาน้ำชาหนึ่งถ้วยผ่านไป
ก็เห็นซูฉีหันกลับมามองชุยเซี่ยน เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ "ข้าแต่งเสร็จแล้ว ชื่อบทกวีนี้คือ "บทเพลงสรรเสริญหลิว ณ ริมทะเลสาบ ประชันกับเจี่ยเซ่า""
ช่างเป็นชื่อที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาเสียจริง!
ช่างเข้ากับท่าทีหยิ่งผยองของคนผู้นี้เสียเหลือเกิน
ชุยเซี่ยนยื่นมือออกไป ทำท่ารับฟัง "เชิญ"
เชิญเริ่มการแสดงที่ถูกกำหนดให้ล้มเหลวของเจ้าได้เลย!
เหล่าบัณฑิตที่มุงดูอย่างใจจดใจจ่อต่างก็มองไปยังซูฉีด้วยความคาดหวัง มือที่ถือพู่กันสั่นเทาเล็กน้อย
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ซูฉีก็ขับขานวรรคแรกออกมา "เส้นไหมเขียวขจีร่วงสู่ทะเลสาบวสันต์!"
วรรคเริ่มต้นนี้ค่อนข้างจะเรียบง่าย
แต่บ่อยครั้งที่บทกวีในช่วงเริ่มต้นนั้นยากที่จะสร้างความโดดเด่นขึ้นมาได้ในทันที
ดังนั้นเหล่าบัณฑิตจึงรีบจดบันทึก และคาดหวังกับเนื้อหาของบทกวีท่อนถัดไปของซูฉี
ซูฉีไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง กล่าวต่อ "เรือน้อยพลันปรากฏจากหลิวระย้า!"
"ดี!"
"ดีจริงๆ เรือน้อยพลันปรากฏจากหลิวระย้า!"
ดวงตาของจางถิงอวี้และคนอื่นๆ ต่างก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกัน อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโห่ร้องชื่นชม
วรรคนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
เมื่อลมพัดมา เรือน้อยที่ถูกผูกไว้ริมฝั่งน้ำนั้นความจริงแล้วไม่ได้ขยับ
แต่กิ่งหลิวนับหมื่นพันสายที่ห้อยระย้าลงมานั้นถูกลมพัดจนถอยหลังไป ทำให้เรือน้อยเผยรูปร่างออกมา และดูราวกับว่ากำลังแล่นออกมาจากท่ามกลางต้นหลิวระย้า
ภาพนี้ ช่างดูมีชีวิตชีวาและพลิ้วไหวเสียจริง
เสียงโห่ร้องชื่นชมของทุกคนทำให้ซูฉีรู้สึกเบิกบานใจเป็นพิเศษ
เขามองไปยังเจี่ยเซ่า และด้วยท่าทีท้าทาย ก็ขับขานสองวรรคสุดท้ายออกมา "แสงสุรีย์ส่องเกล็ดวารีสีทองระยับ ลมสางม่านมรกตลอยพลิ้วไหว!"
ริมฝั่งน้ำเงียบสงัดไปชั่วครู่
จากนั้นจึงเป็นเสียงโห่ร้องชื่นชมที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและยินดีของเหล่าบัณฑิต
เส้นไหมเขียวขจีร่วงสู่ทะเลสาบวสันต์ เรือน้อยพลันปรากฏจากหลิวระย้า
แสงสุรีย์ส่องเกล็ดวารีสีทองระยับ ลมสางม่านมรกตลอยพลิ้วไหว
ซูฉีมีหน้าตาที่ไม่เลว เวลานี้ยืนอยู่ริมน้ำ แต่งกลอนสด ณ ที่นั้น
ท่วงท่าของบัณฑิตมากพรสวรรค์เช่นนี้ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก!
แน่นอนว่า หากบัณฑิตผู้นี้เป็นใบ้ ก็จะยิ่งดีกว่านี้
หลังจากซูฉีแต่งกลอนจบ ก็มองไปยังชุยเซี่ยนแล้วหัวเราะเยาะ "ถึงตาเจ้าแล้ว หากรู้สึกว่าที่แต่งมานั้นไม่ดีเท่าของข้า จะยอมแพ้ไปเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านออกมาให้รกหูคนอื่น"
ทุกคนต่างเหงื่อตก
แต่ก็ต้องยอมรับว่าซูฉีผู้นี้ มีความสามารถจริงๆ
ดังนั้นทุกคนจึงพากันมองไปยังเจี่ยเซ่า บางคนมีแววตาสงสัย บางคนมีแววตาคาดหวัง
จากนั้น
ก็เห็นเจี่ยเซ่าไม่สนใจการโจมตีของซูฉี ตอบกลับอย่างสุขุมเยือกเย็น "บทกวีของข้าบทนี้ มีชื่อว่า"บทเพลงสรรเสริญหลิว""
คนอื่นๆ ไม่ได้คัดค้าน
มีเพียงซูฉีที่สีหน้าพลันมืดครึ้มลงทันที กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เหตุใดจึงไม่ใส่ชื่อของข้า?"
บทกวีที่เขาแต่งเมื่อครู่นี้ ล้วนใส่ชื่อของเจี่ยเซ่าไว้!
ชุยเซี่ยนได้ยินดังนั้น บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มสดใส "เพราะบทกวีของข้าบทนี้ยอดเยี่ยม"
"หากใส่ชื่อเจ้าเข้าไปด้วย มีหวังให้เจ้าได้เปรียบไปเปล่าๆ น่ะสิ?"
ฮือฮา!
นี่มันช่างมั่นใจและหยิ่งผยองเกินไปแล้ว!
จางถิงอวี้และคนอื่นๆ ได้ฟังถึงกับอ้าปากค้าง
ซูฉี: ?
เขากำลังจะอ้าปากโต้กลับ
ลมพลันพัดมา
ต้นหลิวริมฝั่งน้ำไหวเอนพร้อมเพรียงกัน
ชุยเซี่ยนที่ยืนตัวตรงสง่าอยู่ริมน้ำหันกลับมา เสื้อคลุมยาวพลิ้วไหวไปตามลม เขายืนอยู่ท่ามกลางสายลม คิ้วตาหล่อเหลางดงามดุจดวงดาว ทั้งยังหลอมรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาด
"หยกมรกตแต่งแต้มเป็นพฤกษาชะลูด!"
เมื่อได้ยินวรรคเริ่มต้นนี้ ทุกคนต่างสะท้านไปทั้งร่าง
แม้แต่ซูฉีที่อ้าปากไปแล้วครึ่งหนึ่งยังต้องหยุดชะงักร่างแข็งทื่อ จ้องมองเจี่ยเซ่าอย่างตะลึงงัน
การอุปมาอุปไมยสิ่งของช่างยอดเยี่ยม ความหมายก็อ่อนโยน
ต้องเป็นความคิดที่ล้ำเลิศเพียงใด ถึงได้คิดนำคำว่า ‘แต่งแต้ม’ มาใช้กับต้นหลิวได้!
เพียงแค่วรรคแรกที่เรียบง่ายเช่นนี้ กลับสามารถเขียนให้ต้นหลิวมีชีวิตขึ้นมาได้โดยตรง!
กระทั่งเขียนให้ฤดูใบไม้ผลิมีชีวิตขึ้นมา!
ความเขียวขจีของต้นหลิว ห่อหุ้มด้วยพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นของวันวสันต์ สดชื่นหลุดพ้นจากโลกีย์ โชยกลิ่นอายมาปะทะใบหน้า
ชุยเซี่ยนหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ "หมื่นกิ่งก้านทิ้งตัวดั่งแถบไหมเขียวขจี!"
ริมฝั่งน้ำเงียบสงัด
มีเพียงสายตาอันตกตะลึงและสั่นสะเทือนของเหล่าบัณฑิต ที่จับจ้องไปยังชุยเซี่ยนเป็นตาเดียว
นี่คือการเปรียบเทียบกิ่งหลิวนับหมื่นพันสาย ดั่งชายกระโปรงของหญิงงาม อ่อนช้อยพลิ้วไหว ดุจแพรไหม ดุจแถบผ้า
ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
อย่าหยุดนะ!
"มิทราบใครตัดแต่งใบหลิวละเอียดอ่อน!"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้
ใบหน้าของจางถิงอวี้ก็แดงก่ำ
บัณฑิตหลายคนที่กำลังวาดภาพอยู่ ต่างก็เงยหน้าขึ้นมองชุยเซี่ยนเป็นตาเดียว
กลุ่มคนที่ควรจะจดบันทึกบทกวี ต่างก็กำพู่กันแน่นอย่างตะลึงงันโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่ซูฉีก็จ้องชุยเซี่ยนเขม็ง
ถึงเวลาต้องปิดท้ายแล้ว
จะลงท้ายอย่างไรดี?
ฟังดูแล้วช่างยากยิ่งนัก
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ทุกคนต่างก็เริ่มใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
พวกเขา กำลังจะได้เป็นประจักษ์พยานในการกำเนิดของบทกวีชื่อดังแล้วหรือ?
ท่ามกลางสายตาของทุกคน
ชุยเซี่ยนยิ้มอย่างสดใส สะบัดแขนเสื้อท่ามกลางลมวสันต์ หันกลับไปมองซูฉี แล้วกล่าวทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ "ลม-วสันต์-เดือน-สอง "
"เปรียบ-ดั่ง-กรร-ไกร!"
ครืน!
วรรคสุดท้ายนี้ ราวกับเสียงอสนีบาตในฤดูใบไม้ผลิ ระเบิดจนเหล่าบัณฑิตที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจพองโต หนังศีรษะชาวาบ
ที่แท้ บทกวีก็สามารถเขียนเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
ลมวสันต์เดือนสองเปรียบดั่งกรรไกร!
หลังจากวันนี้
สายลมอ่อนโยนในวันวสันต์ ก็มีรูปทรงขึ้นมาแล้ว!
ส่วนซูฉีเองนั้น ยิ่งมีสีหน้าราวกับเห็นผี มองเจี่ยเซ่าด้วยสีหน้าเหม่อลอย
เขาอยากจะเก็บตัวแล้ว