สิบสองนักษัตรเป็นตัวแทนของอะไรกันแน่
สุดปลายทางเดินนี้คืออะไร
ยมโลกอย่างนั้นหรือ
บนทางเดินสลัวที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดสายนี้ ทุกคนกำลังก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความสั่นเทา
หลังจากผ่าน 'เกม' สุดตึงเครียดมาหลายรอบ ทุกคนต่างรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ทว่าเมื่อได้ผ่อนคลายลงอย่างกะทันหันในตอนนี้ กลิ่นอายแห่งความตายที่ล้อมรอบตัวพวกเขาก็ดูเหมือนจะเจือจางลงไปบ้าง
ฉีเซี่ยหันหน้าไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็เห็นหลินฉินยืนอยู่ข้างๆ
เธอยังคงใช้มือปิดปากและจมูกอยู่ตลอดเวลา
"ทำแบบนี้ไม่ทรมานเหรอครับ" ฉีเซี่ยทำท่าเลียนแบบหลินฉินโดยเอามือขึ้นมาปิดปากและจมูกของตัวเองบ้าง "ถึงที่นี่กลิ่นจะเหม็นมาก แต่ทำแบบนี้มันจะหายใจลำบากเอานะ"
"หายใจเหรอคะ" หลินฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา "ฉันไม่ได้รู้สึกว่าหายใจลำบากหรอกค่ะ แค่รู้สึกว่าถ้าไม่ปิดปากกับจมูกไว้มันจะแปลกๆ เหมือนกับ..."
"เหมือนกับอะไรครับ"
"เหมือนกับไม่ได้ใส่เสื้อผ้ายังไงยังงั้นแหละค่ะ" หลินฉินหัวเราะอย่างเขินอาย ก่อนจะลดมือที่ปิดปากและจมูกลง
จมูกของเธอโด่งเป็นสัน ริมฝีปากก็แดงระเรื่อ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปกปิดเลยสักนิด ฉีเซี่ยไม่เข้าใจความหมายของคำว่า 'เหมือนกับไม่ได้ใส่เสื้อผ้า' เลยจริงๆ
หลินฉินยิ้มบางๆ เธอยังคงรู้สึกไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ จึงยกมือขึ้นมาปิดปากและจมูกไว้อีกครั้ง
"รู้สึกอายนิดหน่อยน่ะค่ะ...พวกคุณไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างเหรอคะ" หลินฉินถามฉีเซี่ย "ที่เปิดเผยปากกับจมูกของตัวเองแบบนี้"
"ทำไมต้องตะขิดตะขวงใจด้วยล่ะครับ" ฉีเซี่ยรู้สึกแปลกใจมาก
"ก็ 'หน้ากากอนามัย' ไงคะ..." หลินฉินมองฉีเซี่ยด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน สายตาของเธอราวกับกำลังมองมนุษย์ต่างดาว "ไม่ใส่ 'หน้ากากอนามัย' แล้วทำไมพวกคุณถึงทำตัวสบายๆ แบบนี้ได้ล่ะคะ"
"หน้า..."
ยังไม่ทันที่ฉีเซี่ยจะตั้งตัว แสงสว่างจางๆ อันน่าประหลาดใจก็สาดส่องมาจากที่ไกลๆ
ทุกคนถูกแสงสว่างนั้นดึงดูดความสนใจ จึงพากันมองไปข้างหน้า
มันคือทางออก
มีแสงสว่างเจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องเข้ามาจากทางออก
"จะได้ออกไปแล้ว!!" เฉียวเจียจิ้นตะโกนด้วยความตื่นเต้น "ฉันเห็นแสงอาทิตย์ตกดินแล้ว!"
เสียงตะโกนนี้เปรียบเสมือนยากระตุ้นชั้นดีสำหรับทุกคน หมอจ้าวพยุงหานอีม่อเอาไว้ แล้วรีบเร่งฝีเท้าตามหลังทุกคนไป
"แสงอาทิตย์ตกดินเหรอ" ฉีเซี่ยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพูดกับทุกคน "เราตื่นขึ้นมาตอนเที่ยง ผ่านเวลาเล่นเกมมาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตอนนี้น่าจะบ่ายสองโมง ไม่ว่าจะเป็นตีสองหรือบ่ายสองโมง ก็ไม่มีทางเห็น 'แสงอาทิตย์ตกดิน' ได้หรอกนะ"
"ฉันว่านายคิดมากไปแล้วล่ะ" สารวัตรหลี่ส่ายหน้า "เวลาในห้องนั้นก็ใช่ว่าจะตรงเสมอไป ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะเป็นเวลาเย็นจริงๆ ก็ได้"
ฉีเซี่ยพยักหน้าเบาๆ เขารู้ว่าสารวัตรหลี่พูดถูก การรับรู้เรื่องเวลาทั้งหมดของเขามาจากนาฬิกาตั้งโต๊ะในห้องนั้น แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่านาฬิกาเรือนนั้นจะบอกเวลาที่ถูกต้อง
เมื่อเดินต่อไปอีกสองสามก้าว ทุกคนก็เห็นเงาดำร่างหนึ่งอยู่ข้างๆ ทางออก
เมื่อเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ เงาดำนั้นก็ค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปร่างของมนุษย์ เขาสวมหน้ากากสัตว์เหมือนกัน ทว่าหน้ากากใบนี้กลับทำให้ทุกคนรู้สึกพะอืดพะอม
สิ่งที่แตกต่างจากหน้ากากสัตว์อื่นๆ ก็คือ หน้ากากของคนผู้นี้ไม่ได้ทำมาจากหัวของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นผลงานที่เกิดจากการนำอวัยวะหลายๆ ส่วนมาเย็บติดกันด้วยไหมพรม
ปากของเขาเหมือนจระเข้ จมูกเหมือนวัว ข้างแก้มใช้เกล็ดปลา ลำคอใช้หนังงู นอกจากนี้เขายังเย็บแผงคอสิงโตและเขากวางตัวผู้ติดไว้บนหน้ากากของตัวเองอีกด้วย
สัตว์ตัวนี้ ดูเหมือนกับ...
"สวัสดีครับ ผมคือ 'มนุษย์มังกร' " สัตว์ประหลาดที่เกิดจากการเย็บปะติดปะต่อค่อยๆ เอ่ยปากพูด "รอดชีวิตกันทุกคนเลยเหรอเนี่ย แปลกใหม่ดีแฮะ"
"มังกร...?"
ทุกคนหยุดชะงักโดยสัญชาตญาณ เส้นประสาททั่วร่างตึงเครียดขึ้นมาทันที
ไม่ใช่เพราะ 'มังกร' น่ากลัวอะไร แต่เป็นเพราะพวกเขาคุ้นเคยกับประโยคเปิดตัวแบบนี้เหลือเกิน
ทุกครั้งที่มีคนแนะนำตัวแบบนี้ สิ่งที่จะตามมาก็คือเกมอันน่าสะพรึงกลัว
"ทุกท่านอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป 'บททดสอบ' ของพวกคุณจบลงแล้วล่ะครับ" มนุษย์มังกรโบกมือไปมา ทุกคนถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามือของเขาสวมถุงมือรูปกรงเล็บนกอินทรีอยู่ด้วย
อวัยวะของสัตว์ทุกส่วนบนร่างกายของเขาดูเน่าเปื่อยและบวมเป่ง ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ทว่าเขากลับทำตัวเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร และพูดต่อไปว่า
"ผมจะไม่เอา 'บททดสอบ' ใหม่มาให้พวกคุณหรอกครับ แค่จะมาให้คำแนะนำสักนิดหน่อย"
ทุกคนไม่ได้พูดอะไร พวกเขาเบียดตัวเข้าหากันแน่น มองมนุษย์มังกรตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง
"สิบวัน พวกคุณมีเวลาสิบวันในการเปลี่ยนแปลงเรื่องทั้งหมดนี้" มนุษย์มังกรพูดอย่างเนิบนาบ "หากภายในสิบวันพวกคุณหา 'มรรค' มาไม่ได้ครบสามพันหกร้อยชิ้น โลกที่พวกคุณอยู่ก็จะดับสูญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกคุณมองเห็นก็จะต้องถูกฝังกลบไปด้วยกัน"
ประโยคสั้นๆ นี้ทำให้ทุกคนยากที่จะเข้าใจ
" 'มรรค' สามพันหกร้อยชิ้นเหรอ" ฉีเซี่ยขมวดคิ้ว " 'มรรค' คืออะไร แล้วที่คุณบอกว่าโลกที่เราอยู่จะดับสูญ หมายความว่ายังไง"
"มีคำถาม หึหึหึ ดีมากครับ" มนุษย์มังกรพยักหน้า "มีคำถามแสดงว่าพวกคุณยังมีสติสัมปชัญญะดี สิ่งที่เรียกว่า 'มรรค' ก็คือ..."
มนุษย์มังกรล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทสีดำของตัวเอง คลำหาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหยิบลูกบอลสีทองขนาดเล็กออกมาสี่ลูก
วงแหวนรอบนอกของลูกบอลนั้นเป็นสีขาว ส่วนวงแหวนด้านในเป็นสีทอง ทั้งลูกเปล่งประกายสีทองอร่าม ดูแปลกตาไปสักหน่อย
"นี่ล่ะครับคือ 'มรรค' " มนุษย์มังกรพูดต่อ "ขอแค่มี 'มรรค' สามพันหกร้อยชิ้น พวกคุณก็จะรอด"
ฉีเซี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับลูกบอลลูกหนึ่งมา ลูกบอลนี้สัมผัสดูแล้วไม่ได้แข็งกระด้าง ซ้ำยังมีความยืดหยุ่นอยู่บ้าง
"รับไปเถอะครับ เดิมทีมันก็เป็นของพวกคุณอยู่แล้ว" มนุษย์มังกรพูดพลางยิ้ม
ฉีเซี่ยคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรับ 'มรรค' ทั้งสี่ชิ้นมา
"พวกคุณผ่านบททดสอบมาแล้วสี่ด่าน 'คนโกหก' 'หน่อไม้ผุดหลังฝน' 'ความตายร่วงหล่นจากฟากฟ้า' และ 'ถูกหรือผิด' นี่คือรางวัลของพวกคุณ และเป็น 'ชิปเดิมพัน' ของพวกคุณด้วย"
ทุกคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งที่พวกเขาเอาชีวิตเข้าแลกมาหลายต่อหลายครั้ง จะเป็นเพียงลูกปัดเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตาเหล่านี้ ตอนนี้ต่างก็พูดอะไรไม่ออก
" 'มรรค'..." ฉีเซี่ยขมวดคิ้ว พูดด้วยสีหน้าจนปัญญา "คุณหมายความว่า ถ้าพวกเราหาลูกบอลเล็กๆ แบบนี้ไม่ได้ครบสามพันหกร้อยลูก ที่นี่ก็จะถูกทำลายงั้นเหรอ"
"หึหึหึ ถูกต้องครับ ถ้าที่นี่ถูกทำลาย...พวกคุณก็จะออกไปไม่ได้นะ" มนุษย์มังกรพยักหน้า เกล็ดปลาและแผงคอสิงโตบนใบหน้าของเขาส่ายไปมาตามจังหวะการขยับศีรษะ ดูพิลึกพิลั่นเป็นอย่างยิ่ง
"ดูเหมือนว่าคุณจะมีลูกบอลแบบนี้อยู่ไม่น้อยเลย ทำไมคุณไม่หาให้ครบสามพันหกร้อยลูกเองล่ะ" สารวัตรหลี่โพล่งขึ้นมาอย่างเด็ดขาด "แถมคุณยังแข็งแกร่งกว่าพวกเราตั้งเยอะ ทั้งๆ ที่ออกไปหาเองได้ ทำไมต้องเลือกพวกเราด้วย"
"ผมเหรอ" มนุษย์มังกรหัวเราะเยาะ "พวกเราล้วนเป็นคนบาป คนบาปจะได้รับ 'มรรค' ไม่ได้ มีเพียงผู้ถูกเลือกจากสวรรค์อย่างพวกคุณเท่านั้น ถึงจะได้รับ 'มรรค' และกลายเป็น 'พระเจ้า' ในท้ายที่สุด"
"เหลวไหลสิ้นดี!" จางเฉินเจ๋อเอ่ยปากขัดจังหวะมนุษย์มังกร เธอยกมือขึ้นกอดอก แล้วถามด้วยความโกรธเคืองเล็กน้อยว่า "คุณรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่"