“ฉัน...” มนุษย์งูชะงักไปเล็กน้อย เขาอยากจะเลือกคำตอบ ทว่ากลับพบว่าไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็เปล่าประโยชน์
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
จู่ๆ มนุษย์งูก็หัวเราะลั่น หัวเราะจนตัวงอ ก่อนจะหยุดหัวเราะในเวลาไม่นานแล้วพูดว่า “คุณนี่มันน่าสนใจจริงๆ”
“น่าสนใจหรือ” ฉีเซี่ยมองมนุษย์งูด้วยสายตาเย็นชา “น่าสนใจตรงไหนกัน ผมชนะแล้วไม่ใช่หรือไง”
มนษย์งูเดินไปที่ริมกำแพงอย่างช้าๆ แล้วยื่นมือไปดึงคันโยกลง
ทุกคนรู้สึกเพียงว่าร่างกายกระตุกวูบลง ก่อนจะเริ่มลดระดับต่ำลงอย่างช้าๆ
เฉียวเจียจิ้นมีสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง เขาหันขวับไปถามฉีเซี่ย “สิบแปดมงกุฎ หมายความว่าไงวะ ทำไมทำแค่นี้ถึงนับว่าชนะแล้วล่ะ”
ฉีเซี่ยพบว่าเชือกกำลังเลื่อนต่ำลงจริงๆ จึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วพูดว่า “นายลองคิดดูสิ ขอแค่ถามคำถามนี้ออกไป ไม่ว่ายังไงพวกเราก็รอดแล้ว”
“สมมติว่าคำถามต่อไปของผมคือ ‘คุณจะดึงคันโยกลงหรือไม่’ คำตอบของคุณจะเหมือนกับคำถามนี้ไหม...” เฉียวเจียจิ้นทวนคำถามนี้เงียบๆ คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเลยสักนิด
“อย่างนี้นี่เอง...” หมอจ้าวพยักหน้าพลางครุ่นคิด “หากเขาตอบว่า ‘ใช่’ คำถามต่อไปก็ทำได้เพียงตอบว่า ‘ใช่’ เช่นกัน แบบนี้พวกเราก็จะรอด เพราะคำถามต่อไปคือ ‘คุณจะดึงคันโยกลงหรือไม่’”
“แต่ถ้าเขาตอบว่า ‘ไม่’ ล่ะวะ” เฉียวเจียจิ้นรู้สึกเหมือนตนเองค้นพบช่องโหว่อะไรบางอย่าง “เขาตอบว่า ‘ไม่’ ก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือไง”
“หากเขาตอบว่า ‘ไม่’ คำถามต่อไปก็ทำได้เพียงตอบว่า ‘ใช่’ อยู่ดี” หานอีม่อพูดอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “ความแยบยลของคำถามนี้ก็คือ หากเขาตอบว่า ‘ไม่’ ก็เท่ากับยอมรับว่าทั้งสองคำถามเขาจะให้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน จำได้ไหมล่ะ มนุษย์หัวงูคนนี้บอกว่าเขาจะไม่พูดโกหก”
เฉียวเจียจิ้นชะงัก หันขวับกลับมามองฉีเซี่ยอีกครั้ง แล้วเอ่ยถาม “นี่คือนายเพิ่งคิดออกเมื่อกี้เลยงั้นเหรอ... นายมันตัวประหลาดอะไรกันแน่วะ”
“ตัวประหลาดคงไม่กล้ารับหรอก” ฉีเซี่ยส่ายหน้า “ผมก็แค่สิบแปดมงกุฎเร่ร่อนเท่านั้นแหละ”
ระหว่างที่พูดคุยกัน พวกเขาทั้งหลายก็ร่อนลงสู่พื้นอย่างช้าๆ
เนื่องจากถูกห้อยโหนเป็นเวลานาน ฝ่ามือของทุกคนจึงรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเล็กน้อย ส่วนอาการของผู้บาดเจ็บทั้งสองคนก็ยิ่งไม่สู้ดีนัก
“ทุกท่าน ขอแสดงความยินดีที่รอดชีวิตจากการ ‘สัมภาษณ์’ ผลักประตูบานนี้ออกไป โลกใบใหม่กำลังรอพวกคุณอยู่” มนุษย์หัวงูเอามือไพล่หลัง ยืนอยู่ข้างประตูไม้
“ไอ้เวรเอ๊ย...”
เฉียวเจียจิ้นเดินเข้าไปหาอย่างดุดัน ราวกับต้องการระบายความแค้นเคืองทั้งหมดที่มีต่อ ‘มนุษย์แพะ’ และ ‘มนุษย์สุนัข’ ลงบน ‘มนุษย์งู’ ตรงหน้า
มนุษย์งูหันกลับมามองด้วยสายตาเย็นชา จ้องมองเฉียวเจียจิ้นที่พุ่งเข้ามาอย่างเอาเรื่อง ทว่ากลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“พวกแกนี่มันโรคจิตกันหมดเลยหรือไงวะ!” เฉียวเจียจิ้นตะคอกเสียงดัง พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อมนุษย์งู “สวมหน้ากากประหลาดๆ พวกนี้ แล้วก็คิดจะเอาชีวิตพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดฉันก็จับตัวแกได้สักที!”
มนุษย์งูแค่นหัวเราะเย้ยหยัน แล้วพูดเสียงต่ำ “ตอนที่แกยังมีชีวิตอยู่ ฉันขอแนะนำให้รีบปล่อยมือซะ”
“แกว่าไงนะเว้ย!”
เฉียวเจียจิ้นง้างหมัดขึ้นสุดแรง ขณะที่หมัดกำลังจะพุ่งอัดหน้ามนุษย์หัวงู สารวัตรหลี่ก็คว้าแขนเขาเอาไว้เสียก่อน
“นี่นาย ลืมผู้ชายที่ถูกทุบหัวแบะไปแล้วหรือไง” สารวัตรหลี่ตวาดเสียงต่ำ “ถ้าพวกมันเป็นตัวอันตรายแบบเดียวกันหมด นายจะเอาชนะพวกมันได้ยังไง”
“ฉัน...” สีหน้าเจ็บใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าแข็งกร้าวของเฉียวเจียจิ้น เขากัดกรามกรอด ค่อยๆ เค้นคำพูดออกมาสองสามคำ “แต่ไอ้พวกเวรตะไลนี่...”
“ใจเย็นก่อน พวกเรากำลังจะได้ออกไปแล้วไม่ใช่หรือไง” สารวัตรหลี่พูดแทรกด้วยเสียงต่ำ “ขอแค่ออกไปได้ ฉันจะต้องจัดการพวกมันอย่างสาสมแน่”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก ทำเพียงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ามนุษย์งูอย่างช้าๆ
เมื่อมองดูคนผู้นี้ในระยะประชิด ถึงได้พบว่าเขาดูน่าขนลุกพิลึกพิลั่นขนาดไหน
อุณหภูมิรอบตัวมนุษย์หัวงูผู้นี้ต่ำกว่าบริเวณอื่น ชุดสูทเก่าซอมซ่อและหน้ากากที่เขาสวมอยู่บนหัวล้วนส่งกลิ่นเหม็นคาวน่าสะอิดสะเอียนออกมา
ดวงตาทั้งสองข้างของเขากำลังทอประกายจ้องมองผ่านหน้ากากออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็นมนุษย์ ทว่ากลิ่นกายของเขากลับเหมือนงูที่ตายมาเนิ่นนานแล้ว
“ทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่โลกใบใหม่”
เสียงอู้อี้ของมนุษย์หัวงูดังลอดออกมาจากหน้ากาก จากนั้นเขาก็หันกลับไปเปิดประตูห้อง
สิ้นเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังแผ่วเบา แสงสว่างจากภายนอกก็สาดส่องเข้ามา
ฉีเซี่ยขมวดคิ้ว เขาพบว่าด้านนอกประตูไม่ใช่พื้นที่กลางแจ้งเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นโถงทางเดินสายหนึ่ง
“ข้างนอกคือที่ไหน” ฉีเซี่ยถาม
“ฉันบอกไปแล้ว ว่านี่คือโลกใบใหม่” มนุษย์หัวงูค่อยๆ ชูมือทั้งสองข้างขึ้น “ ‘พระเจ้า’ ในอนาคตจะถือกำเนิดขึ้นในหมู่พวกคุณ! จะถือกำเนิดขึ้นในโลกใบใหม่! ช่างน่าตื่นเต้นเร้าใจอะไรเช่นนี้!”
“พระเจ้าบ้าบออะไรอีก...” เฉียวเจียจิ้นถามอย่างดุดัน “ตกลงพวกแกกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่วะ”
เมื่อเห็นว่ามีคนตั้งคำถาม มนุษย์หัวงูก็เกิดความสนใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “พระเจ้าผู้ทำได้ทุกสิ่ง...! เขาสามารถเนรมิตทุกความคิดให้กลายเป็นจริงได้!”
“ผู้ทำได้ทุกสิ่ง?” คิ้วของเฉียวเจียจิ้นขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
หมอจ้าวที่อยู่ด้านข้างโบกมือห้ามเฉียวเจียจิ้นอย่างแนบเนียน แล้วหันไปพูดกับมนุษย์หัวงูว่า “ตกลง พวกเรารู้แล้ว รีบให้พวกเราออกไปเถอะ”
มนุษย์หัวงูชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าแล้วเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง
ฉีเซี่ยเดินนำออกไปเป็นคนแรก ทุกคนที่อยู่ด้านหลังดูเหมือนจะไม่อยากพำนักอยู่ที่นี่นานนัก จึงพากันเร่งฝีเท้าเดินตามไป
ทันทีที่ทุกคนก้าวเท้าเข้าสู่โถงทางเดิน กลิ่นแปลกประหลาดขุมหนึ่งก็ลอยมาเตะจมูกจนเต็มปอด
ควรจะอธิบายกลิ่นนั้นว่าอย่างไรดี
หนักอึ้ง เป็นกลิ่นที่หนักอึ้งเสียเหลือเกิน
กลิ่นนี้เปรียบเสมือนว่าผู้คนหลายพันล้านคนบนโลกตายตกไปหมดสิ้น แล้วถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยอยู่กลางอากาศ กลิ่นเหม็นเน่านี้ดึงดูดแมลงนับไม่ถ้วนให้มาแย่งชิงกันกัดกิน
พวกมันขยายพันธุ์เป็นจำนวนมหาศาล แล้วก็ตายลงเป็นจำนวนมหาศาล จากนั้นก็เน่าเปื่อยไปเช่นกัน
ปล่อยให้กลิ่นเหม็นเน่าที่คละคลุ้งตลบอบอวลนี้ตกตะกอนอยู่พักหนึ่ง รอจนมันไม่ฉุนเตะจมูกอีกต่อไป ก็จะกลายเป็นกลิ่นที่หนักอึ้งดั่งเช่นในตอนนี้
ฉีเซี่ยใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมอง ทว่ากลับพบว่าภาพเบื้องหน้าคืออีกหนึ่งฉากทัศน์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวัง
พวกเขากำลังยืนอยู่ในโถงทางเดินที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด เพดานของที่นี่ทั้งต่ำเตี้ยและชวนให้อึดอัด ทอดยาวไปตามโถงทางเดินนี้เรื่อยๆ
ส่วนสองข้างของโถงทางเดิน ประตูไม้นับไม่ถ้วนกำลังค่อยๆ เปิดออก
เฉกเช่นเดียวกับประตูไม้ที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา
ไม่นานนัก เงาร่างของผู้คนก็เริ่มปรากฏขึ้นที่ประตูไม้ทีละบาน
ส่วนใหญ่คือมนุษย์สวมหน้ากากที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด เมื่อมองจากที่ไกลๆ มีเพียงประตูไม่กี่บานเท่านั้นที่มีคนปกติเดินออกมา
และกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ‘คนปกติ’ เหล่านั้น ก็ล้วนดูมีสีหน้าเหนื่อยล้าอ่อนแรง เดินโซซัดโซเซ
เช่นเดียวกับฉีเซี่ย พวกเขาก็รอดชีวิตมาได้เหมือนกัน
“สถานการณ์อะไรกันเนี่ย...” หานอีม่อถามอย่างอ่อนแรง “คนที่ถูกจับมาไม่ได้มีแค่พวกเราเก้าคนงั้นหรือ”
สีหน้าของฉีเซี่ยดูหนักอึ้งเป็นพิเศษ สถานการณ์ตรงหน้านี้เหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
องค์กรนี้จับคนมานับไม่ถ้วน แล้วก็มาดำเนินเกมมรณะงั้นหรือ
“แต่ว่า... คนที่รอดชีวิตมาได้มันน้อยเกินไปจริงๆ...” จางเฉินเจ๋อลอบถอนหายใจ
กวาดสายตามองไปที่ประตูนับพันบาน มีเพียงคนหยิบมือเดียวเท่านั้นที่เดินออกมา
สถานการณ์แบบ ‘รอดชีวิตทุกคน’ เหมือนในห้องของฉีเซี่ยนั้น แทบจะไม่เห็นเลยแม้แต่ห้องเดียว
“ทุกท่าน เชิญ”
มนุษย์หัวงูผายมือไปด้านข้าง เพื่อบอกทิศทางให้ทุกคนมุ่งหน้าไป จากนั้นก็ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมประตู ดูเหมือนว่าเขาไม่คิดจะจากไปไหน
“ไปกันเถอะ”
ทุกคนรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะแก่การรั้งอยู่นาน จึงต่อแถวเรียงหนึ่งแล้วค่อยๆ เดินจากไป
ขณะที่เดินผ่านประตูไม้เก่าซอมซ่อทีละบาน ทุกคนก็ได้เห็นมนุษย์สวมหน้ากากสัตว์เหล่านั้นในระยะประชิด
ในจำนวนนั้นมีวัว มีม้า มีสุนัข
แล้วก็ยังมีแพะกับงูที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ด้วย
พวกเขาทุกคนล้วนแผ่กลิ่นอายที่น่าขนลุกและตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าออกมาโดยไม่มีข้อยกเว้น ส่วนภาพในห้องส่วนใหญ่ก็เต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกลาด ไม่รู้เลยว่าพวกเขาเข้าร่วม ‘เกม’ อะไรมากันแน่
เดินต่อไปอีกสิบกว่าก้าว ทุกคนก็ต้องตกใจกับหน้ากากสัตว์สองอันตรงหน้า
คนทางซ้ายสวมหน้ากากหนูยักษ์ ยืนพิงกำแพงอยู่ ส่วนคนทางขวาสวมหน้ากากไก่ตัวผู้ยักษ์ ยืนกอดอกอยู่
หน้ากากสองอันนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น แต่ทำมาจากหัวของสัตว์จริงๆ
แต่บนโลกนี้จะมีหนูกับไก่ตัวผู้ที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ได้อย่างไรกัน
สองคนนี้ก็เหมือนกับคนที่สวมหน้ากากสัตว์คนอื่นๆ พวกเขาเพียงแค่ปรายตามองพวกฉีเซี่ยแวบหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรอีก
“สัตว์พวกนี้คืออะไรกันแน่...” หลินฉินรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย จึงถอยห่างจากสองคนนั้นโดยสัญชาตญาณ
ฉีเซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
แพะ สุนัข งู หนู ไก่...
“สิบสองนักษัตร” เขาขยับริมฝีปากแผ่วเบา เปล่งคำพูดออกมาสองสามคำ
ทุกคนชะงักงัน พากันหันไปมอง
หน้ากากสัตว์ที่เหล่าคนที่สวมชุดสูทเก่าซอมซ่อสวมใส่อยู่นั้น ล้วนแต่อยู่ในสิบสองนักษัตรจริงๆ ด้วย