"แน่นอน... หึๆ ข้าย่อมรู้ดีว่าตัวเองกำลังพูดอะไร" มนุษย์มังกรค่อยๆ ก้าวเดินมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยกับทุกคนว่า "มีคนนับไม่ถ้วนเคยเดินออกจากประตูบานนี้ และข้าก็พูดคำเหล่านี้กับทุกคน"
"นับไม่ถ้วน..."
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง สารวัตรหลี่พูดด้วยน้ำเสียงดุดัน "พวกแกเป็นตัวอะไรกันแน่? จับคนมาเท่าไหร่แล้ว?"
"'จับ' มางั้นหรือ?" มนุษย์มังกรเอียงคอ เผยให้เห็นดวงตาขุ่นมัวผ่านช่องว่างของหน้ากาก เขาจ้องมองสารวัตรหลี่อย่างเย็นชาพลางหัวเราะ "เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า? พวกเราเป็นคน 'จับ' พวกเจ้ามาจริงๆ งั้นหรือ?"
"แล้วมันไม่ใช่หรือไง?!" สารวัตรหลี่กัดฟันกรอด "หรือว่าพวกเราเดินมาเอง?!"
หลินฉินถอนหายใจ ก่อนจะหันไปพูดกับฉีเซี่ยและสารวัตรหลี่ "พวกคุณก็รู้ว่าพวกมันเป็นบ้า เพราะงั้นอย่าไปเถียงกับพวกมันเลย รีบออกไปกันเถอะ"
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนได้สติขึ้นมาไม่น้อย พวกที่สวมหน้ากากสัตว์เหล่านี้เดิมทีก็ไม่ปกติอยู่แล้ว ยิ่งคนตรงหน้าที่เอาหัวสัตว์นานาชนิดมาเย็บติดกันยิ่งบ้าหนักเข้าไปใหญ่
หากคล้อยตามความคิดของคนบ้า อีกไม่นานพวกเขาก็คงบ้าตามไปด้วย
ทุกคนเดินอ้อมมนุษย์มังกร มุ่งหน้าไปยังทางออกด้านหลังเขา
"จำไว้ให้ดี หากไม่มี 'เต๋า' สามพันหกร้อยดวง ก็ไม่มีใครออกไปได้ทั้งนั้น" มนุษย์มังกรเอ่ยเตือนเสียงแผ่วเป็นครั้งสุดท้าย
ฉีเซี่ยหันหน้ากลับไปถามเขาอย่างลืมตัว "พวกเราจะหา 'เต๋า' ได้ยังไง?"
"เวรเอ๊ย นายจะไปสนใจมันทำไม?" เฉียวเจียจิ้นผลักฉีเซี่ยอย่างหงุดหงิด "นายจะไปตามหาลูกปัดทองคำพวกนั้นจริงๆ เหรอ?"
"ไม่ว่ายังไง ฉันก็ต้องออกไปให้ได้" แววตาของฉีเซี่ยแฝงไว้ด้วยความแน่วแน่ "มีคนรอฉันอยู่"
มนุษย์มังกรพยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบว่า "ก็คือ 'เกม' ที่พวกเจ้าเพิ่งผ่านมายังไงล่ะ เกมที่ต่างกันก็จะได้รับ 'เต๋า' ที่ต่างกัน"
สีหน้าของฉีเซี่ยดูไม่สู้ดีนัก เขาก้มลงพิจารณาลูกปัดทองคำในมือ "นายหมายความว่า... พวกเราต้องเป็นฝ่ายเข้าไปเล่นเกม ถึงจะได้ 'เต๋า' มางั้นเหรอ?"
"หึๆ ถูกต้อง เก็บมันไว้ เก็บมันไว้ให้ดี" มืออันสกปรกมอมแมมของมนุษย์มังกรโบกไปมาไม่หยุด "ต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ล่ะ"
ฉีเซี่ยมองลูกปัดในมืออย่างครุ่นคิด
ทุกคนไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมเขายังไง จึงได้แต่ทยอยเดินออกจากประตูไป
สายลมแผ่วเบาพัดปะทะใบหน้า นำพากลิ่นอายอันหนักอึ้งที่ยากจะบรรยายมาด้วย
คนทั้งหลายที่อยู่ตรงนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทว่ากลับไม่มีความยินดีราวกับได้ชีวิตใหม่เลยแม้แต่น้อย
เพราะภาพเบื้องหน้าคือเมืองร้างที่ดูราวกับซากปรักหักพัง
บนท้องฟ้าสีแดงคล้ำ มีดวงอาทิตย์สีดินแขวนตระหง่าน พื้นผิวของดวงอาทิตย์ดวงนั้นมีเส้นสีดำบางๆ ที่กำลังลุกลามเข้าไปด้านใน
ภายใต้ท้องฟ้าอันพิลึกพิลั่น สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคือเมืองที่เสื่อมโทรม
ดูเหมือนจะเป็นย่านความเจริญของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง เพียงแต่สภาพมันเหมือนเพิ่งถูกระเบิดลงปูพรม แล้วถูกไฟเผาจนวอดวาย
กองเพลิงลุกไหม้อยู่หลายวันหลายคืนโดยไม่มีใครดับ จนสุดท้ายก็กลายสภาพเป็นเช่นนี้
บ้านเรือนส่วนใหญ่พังทลาย ผนังแตกร้าว พืชสีแดงคล้ำจำนวนนับไม่ถ้วนเลื้อยพันเต็มกำแพง
สารวัตรหลี่กลืนน้ำลาย เอ่ยถามขึ้นว่า "นี่ มนุษย์มังกร แกพาพวกเรามาที่บ้าอะไรเนี่ย..."
เขาหันขวับไปมอง ทว่าเสียงพูดกลับขาดห้วงไปดื้อๆ ปากค่อยๆ อ้าค้าง
ทุกคนหันไปมองตามเสียงของเขา
ด้านหลังของพวกเขาไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ เลย มีเพียงลานกว้างอันว่างเปล่า
ในตอนนี้ทั้งเก้าคนยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางลานกว้าง ราวกับร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
"พวกเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?"
"แล้วประตูที่พวกเราเดินออกมาล่ะ?! มนุษย์มังกรล่ะ?!"
น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่มีใครสามารถตอบคำถามของพวกเขาได้
ตรงใจกลางลานกว้าง มีหน้าจอแสดงผลอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่สะดุดตาเป็นพิเศษตั้งอยู่ ดูเหมือนจะใช้งานมานานหลายปีจนขอบหน้าจอมีสนิมเกาะ
ขณะนี้บนหน้าจอสว่างวาบเป็นข้อความที่ทำให้ทุกคนจับต้นชนปลายไม่ถูก
"ฉันได้ยินเสียงสะท้อนของการ 'เรียกหาหายนะ'"
"เรียกหาหายนะ? บ้าอะไรวะเนี่ย?" เฉียวเจียจิ้นอ่านประโยคนี้ทวนอยู่สองรอบ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ฉีเซี่ยสังเกตเห็นว่าด้านบนของหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ ยังมีระฆังทองแดงใบใหญ่ที่มีรอยด่างดำตั้งตระหง่านอยู่
ของโบราณแบบนี้พอเอามาวางคู่กับหน้าจออิเล็กทรอนิกส์แล้ว ดูขัดหูขัดตาสิ้นดี
ผ่านไปเนิ่นนาน หานอีม่อผู้เป็นนักเขียนก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "สรุปว่าพวกเราตายแล้วจริงๆ... ที่นี่คือยมโลกใช่ไหม?"
ก่อนที่จะได้เห็นภาพเหล่านี้ เขายังพอมีความหวังหลงเหลืออยู่บ้าง
ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะยังไม่ตาย แค่ถูกจับตัวมาที่นี่ก่อนจะสิ้นใจ
แต่โลกที่ไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัดนี้จะอธิบายว่ายังไงล่ะ?
"ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกเราตายหรือยัง รู้แค่ว่าถ้ายังไม่ทำแผลให้นาย นายได้ตายจริงๆ แน่" หมอจ้าวฝืนรวบรวมสติ ประคองแขนของหานอีม่อขึ้นมาพาดบ่า
ประโยคนี้ช่วยดึงสติของทุกคนให้ค่อยๆ กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ไม่ว่ายังไง ตอนนี้พวกเขาดูเหมือนจะยังมี 'ชีวิต' อยู่ ในเมื่อยังมีชีวิต ก็จะยอมแพ้ไม่ได้
"ตรงนั้นเหมือนจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่" หลินฉินชี้มือไปที่ไกลตา "ถึงจะดูพังยับเยินไปหน่อยก็เถอะ แต่ไม่รู้ว่าข้างในจะมีเข็มกับผ้าพันแผลหรือเปล่า?"
เฉียวเจียจิ้นไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาประคองแขนอีกข้างของหานอีม่อขึ้นมา ฝืนยิ้มแล้วพูดว่า
"ลองไปดูกันเถอะ ถ้ามีของกินด้วยก็ยิ่งดี"
ทุกคนค่อยๆ มุ่งหน้าเดินต่อไป
สภาพแวดล้อมของที่นี่แผ่กลิ่นอายความพิลึกพิลั่นออกมาทุกวินาที ทำให้ทุกคนรู้สึกกระวนกระวายใจ
ร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่ตรงช่วงกลางของถนนสายหนึ่ง กระจกหน้าร้านแตกละเอียด ป้ายร้านก็พังถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง
ทว่าตอนที่ทุกคนกำลังจะเดินไปถึงหน้าร้าน กลับต้องค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง
ฝั่งตรงข้ามร้านสะดวกซื้อมีร้านอาหารแห่งหนึ่ง เงาร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่หน้าร้าน
เขาสวมหน้ากากหัววัว สวมชุดสูทสีดำ เอามือไพล่หลัง ยืนนิ่งงันราวกับรูปปั้น
จิตใจของทุกคนอดรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาไม่ได้
พวกที่สวมหน้ากากสัตว์ล้วนเป็นคนบ้าทั้งนั้น
ตอนนี้ที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ หรือว่าจะมาประกาศ 'บททดสอบ' อะไรอีก?
พวกเขาระแวดระวังรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่ามนุษย์หัววัวคนนั้นไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย เขาไม่เพียงแต่ไม่พูดจา ทว่ายังไม่ปรายตามองพวกเขาสักนิด
ในที่สุดทุกคนก็รวบรวมความกล้า ขยับเท้าไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว จนมาถึงหน้าร้านสะดวกซื้อ
"หุ่นกระบอกหรือเปล่าคะ?" เถียนเถียนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
ฉีเซี่ยเพ่งมองมนุษย์หัววัวอย่างละเอียด ดวงตาภายใต้หน้ากากของเขายังคงกลอกไปมาเล็กน้อย ไม่น่าจะใช่หุ่น ดูเหมือนกำลังปกป้องร้านอาหารที่อยู่ด้านหลังมากกว่า
"ช่างหัวมันเถอะว่าเป็นใคร พวกเราก็แค่ทำเหมือนมันไม่มีตัวตน" สารวัตรหลี่หันไปเปิดประตูอันผุพังของร้านสะดวกซื้อ
ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ก็พัดโชยมาเตะจมูก
ลำพังแค่กลิ่นของเมืองนี้ก็ 'หนักอึ้ง' เป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่กลิ่นในร้านสะดวกซื้อกลับยิ่งเลวร้ายกว่า
กลิ่นคาว กลิ่นเหม็นเน่า และกลิ่นไหม้เกรียมปะปนมากับไอร้อนจางๆ อบอวลอยู่ภายในห้องนี้
กลิ่นเหล่านี้ดมดูแล้วยังสดใหม่ เหมือนเพิ่งจะส่งกลิ่นออกมาหมาดๆ
"แหวะ..."
ทนายความจางเฉินเจ๋อทนไม่ไหว โก่งตัวอาเจียนลมออกมาทันที
เถียนเถียนมองเธอด้วยความเป็นห่วง พลางเอ่ยถาม "คุณทนาย ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?"
"ฉันไม่เป็นไร..." จางเฉินเจ๋อเช็ดปาก มองเถียนเถียนแล้วพูดว่า "ดูเหมือนเธอจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยนะ..."
สีหน้าของเถียนเถียนดูไม่เป็นธรรมชาตินัก ทำได้เพียงฝืนยิ้มแล้วตอบไปว่า "อาจจะเกี่ยวกับอาชีพของฉันก็ได้มั้งคะ... ฉันเคยดมอะไรที่เหม็นกว่านี้มาแล้ว"
"อย่า... อย่าพูดเลย..." จางเฉินเจ๋อเกือบจะอ้วกออกมาอีกรอบ
ฉีเซี่ยเอามือปิดปากปิดจมูกเดินเข้ามาด้านใน ชั้นวางของที่นี่ส่วนใหญ่ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น พื้นห้องเป็นสีดำเมี่ยมแถมยังเหนียวเหนอะหนะ ไม่รู้ว่าเป็นคราบอะไร