"คนโกหก..."
ฉีเซี่ยทวนคำสามคำนี้ในใจอยู่หลายรอบ หลังจากยืนยันสถานะของตัวเองแล้ว เขาก็คว่ำการ์ดลงอย่างแนบเนียน
เมื่อหนึ่งนาทีที่แล้ว เขายังเคยจินตนาการถึงความคิดที่ว่า 'ทุกคนรอดชีวิตออกไป'
แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว
ถึงแม้เขาจะไม่รู้จักคนทั้งแปดที่อยู่ตรงหน้าเลย แต่ครั้งนี้ คนที่ต้องตายมีเพียงพวกเขาเท่านั้น
"หากทุกคนไม่มีข้อโต้แย้ง โปรดจำกฎไว้ให้ดี เกมในรอบนี้ 'มีคนโกหกเพียงคนเดียวเท่านั้น'..." หัวแพะยื่นนิ้วชี้ไปที่หญิงสาวสุดเซ็กซี่ทางซ้ายมือของฉีเซี่ย "งั้นเริ่มจากเธอ วนตามเข็มนาฬิกา"
"เอ๊ะ? ฉันเหรอ?" หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบะปาก
ฉีเซี่ยหันไปมอง หากเริ่มเล่าเรื่องวนตามเข็มนาฬิกาจากผู้หญิงทางซ้ายมือของเขา มันจะไม่ค่อยเป็นผลดีกับเขาสักเท่าไหร่
ตัวเขาจะกลายเป็นคนเล่าเรื่องคนสุดท้าย
ภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียดและกดดันถึงขีดสุด ผู้คนมักจะจำได้แค่คนเล่าเรื่องคนแรกกับคนสุดท้ายเท่านั้น
แต่ถ้าจะตั้งข้อสงสัยเอาตอนนี้ ก็ออกจะดูแหวกแนวเกินไปหน่อย จึงทำได้เพียงรอดูสถานการณ์ไปก่อน
หญิงสาวสุดเซ็กซี่ขมวดคิ้วแน่น ดวงตากลมโตกลอกไปมา สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า "ก็ได้... ฉันเล่าก่อนก็ได้ แต่ฉันเล่าเรื่องไม่เก่งมาตั้งแต่เด็ก ถ้าเล่าได้ไม่ดีทุกคนอย่าว่าฉันนะ..."
ตอนนี้ทุกคนไม่รู้จะพูดอะไร จึงทำได้เพียงรับฟังอย่างเงียบๆ
หญิงสาวสุดเซ็กซี่ยื่นนิ้วเรียวยาวออกมาทัดปอยผมไว้หลังใบหู แล้วพูดขึ้นว่า
"ฉันชื่อเถียนเถียน เป็น... เอ้อ... เป็น 'คนทำงานสายเทคนิค' พวกเราหาเงินด้วยความสามารถ ฉันไม่รู้สึกว่ามันน่าอายหรอกนะ"
ถึงตอนนี้ทุกคนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าผู้หญิงที่ชื่อเถียนเถียนคนนี้สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก เธอใส่เพียงชุดเดรสสั้นคอกว้างที่ดูสกปรกมอมแมม แถมยังปิดบังส่วนที่ควรจะปิดไว้ไม่มิดด้วยซ้ำ
"เรื่องราวของฉันหลายเรื่องไม่ค่อยสะดวกเอามาเล่าให้ทุกคนฟังเท่าไหร่... สรุปคือถ้าให้ฉัน 'ลงมือทำ' น่ะพอได้ แต่ถ้าให้ 'บรรยาย' ฉันไม่รู้จะอ้าปากพูดยังไงจริงๆ ถือซะว่าถ้าพอมีความรู้อยู่บ้าง ใครจะมาทำงานแบบฉันล่ะ..."
"สรุปก็คือก่อนที่จะมาที่นี่ฉันกำลังทำงานอยู่ แต่ลูกค้าที่ฉันเจอคนนั้นแปลกประหลาดมาก... ร้านของเรามีสถานที่ให้บริการเตรียมไว้ให้แท้ๆ แต่เขากลับดึงดันจะไปทำในรถของเขาให้ได้ โดยบอกว่าแบบนั้นมันจะเร้าใจกว่า... ดังนั้นเพื่อเงิน ฉันก็เลยทำได้แค่ตามเขาไป..."
"นี่ก็เป็นครั้งแรกของฉันที่ได้ทำงานในรถ นึกไม่ถึงเลยว่ารถที่ดูหรูหราขนาดนั้น ข้างในจะแคบขนาดนี้ ผ่านไปไม่ทันไรก็เหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้ว ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าไอ้สถานที่บ้าๆ แบบนี้มันมีอะไรให้น่า 'เร้าใจ' กันแน่ ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของลูกค้าคนนั้นก็ดังอยู่ตลอดเวลา แต่เขาเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมรับสาย ฉันล่ะหงุดหงิดแทบตาย..."
เถียนเถียนดูเหมือนจะอยากด่าลูกค้าคนนั้นต่ออีกสักสองสามประโยค แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นศพบนโต๊ะเข้าอย่างไม่ตั้งใจ เธอจึงสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า
"เฮ้อ ช่างเถอะ ฉันเลือกอาชีพนี้เอง ฉันยอมรับได้ แค่คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ จะเกิด 'แผ่นดินไหว' ขึ้นมา ตอนแรกฉันยังนึกว่าพวกเราทำรุนแรงกันเกินไป รถก็เลยโยกแรงขนาดนั้น ใครจะไปรู้ล่ะว่าแผ่นดินไหวมันเกิดขึ้นจริงๆ"
พอพูดถึงคำว่า 'แผ่นดินไหว' สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"รถของพวกเราจอดอยู่ในตรอกเล็กๆ... ด้านบนตรงนั้นมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่อยู่พอดี... ตอนนั้นหัวของฉันยื่นออกไปนอกรถ ก็เลยเห็นเข้าพอดี" เถียนเถียนชี้นิ้วไปที่เหนือหัวของตัวเองพร้อมกับทำท่าทางประกอบ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ "ป้ายโฆษณาขนาดยักษ์นั่นไม่รู้เป็นอะไร จู่ๆ ก็มีเสียง 'โครม' ดังขึ้นแล้วมันก็หักโค่นลงมาทับรถพอดี จากนั้นฉันก็หมดสติไป..."
เธอถอนหายใจยาวอีกครั้งก่อนจะพูดว่า "พอตื่นขึ้นมา ฉันก็มาโผล่ที่นี่แล้ว ฉันแทบจะตกใจตายอยู่แล้ว..."
เถียนเถียนเผยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ ซึ่งสีหน้านี้ดูเหมือนจะผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ชายที่ได้เห็นรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง
ชายรอยสักเต็มแขนที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า "ทุกคน พวกเรายังต้องเล่าต่ออีกเหรอ?"
ชายชุดกาวน์ชะงักไป เขาหันไปมองชายรอยสักเต็มแขน "หมายความว่าไง?"
" 'คุณตัว' คนนี้โกหกไปแล้ว พวกเราโหวตเลยก็สิ้นเรื่อง" ชายรอยสักเต็มแขนพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ
"นาย...! นายพูดว่าอะไรนะ?!" เถียนเถียนตกใจ "ฉันโกหกตรงไหน?"
ชายรอยสักเต็มแขนมองเถียนเถียนด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า "ชื่อของเธอไง เธอพูดว่าตัวเองชื่อ 'เถียนเถียน' แต่ผู้หญิงนั่งดริ้งก์ทุกคนล้วนใช้ชื่อปลอมกันทั้งนั้น ชื่อปลอมอย่าง 'เถียนเถียน', 'เสี่ยวฟาง', 'ลี่ลี่' เป็นชื่อที่เห็นได้ทั่วไป ดังนั้นการที่เธอปิดบังชื่อจริงของตัวเอง ก็ถือว่าโกหกแล้ว"
พอพูดประโยคนี้จบ ใบหน้าของเถียนเถียนก็แดงก่ำด้วยความโกรธ
"นาย... นายพูดจาเหลวไหลอะไร? ฉันก็ชื่อเถียนเถียนนั่นแหละ! ชื่อจริงของฉันไม่ได้ใช้มาตั้งหลายปีแล้ว!" พอพูดจบเธอก็มองไปรอบๆ ทุกคนแล้วเสริมอีกว่า "ในที่ทำงานของฉัน มีแค่เรียกฉันว่า 'เถียนเถียน' ถึงจะหาฉันเจอ ถ้าพูดชื่อจริงของฉันก็ไม่มีใครรู้จักหรอกนะ!"
ถึงตอนนี้ทุกคนเริ่มตกอยู่ในห้วงความคิด ส่วนสีหน้าของฉีเซี่ยก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
จากคำพูดของเถียนเถียนเมื่อครู่นี้ ฉีเซี่ยไม่รู้สึกถึงความรู้สึกของการโกหกเลยแม้แต่น้อย ตอนที่เธอเล่าเรื่อง จังหวะการพูดของเธอดูราบเรียบและมีน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
วิธีการเล่าเรื่องที่เหมือนกับการพูดคุยกับเพื่อนแบบนี้ พิสูจน์ได้เพียงสองผลลัพธ์เท่านั้น หนึ่งคือเรื่องที่เธอเล่านั้นอาจจะถูกแต่งขึ้นมานานแล้ว และเธอได้เล่าให้ตัวเองฟังมาแล้วหลายต่อหลายรอบ สองคือเรื่องที่เธอพูดเป็นความจริง
แต่ตอนนี้ชายรอยสักเต็มแขนได้มอบแนวคิดอีกรูปแบบหนึ่งให้กับฉีเซี่ย
นั่นก็คือ 'การโกหกชื่อ'
การโกหกชื่อไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับตรรกะและความสมเหตุสมผล คนทั่วไปจึงยากที่จะมองเห็นข้อบกพร่อง
ทว่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ชื่อก็รับรู้ได้ผ่านการบอกเล่าของอีกฝ่ายเท่านั้น
ฉีเซี่ยลองนึกทบทวนคำพูดของหัวแพะอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาพูดว่า 'ในบรรดาคนเล่าเรื่องทั้งหมด มีคนโกหกเพียงคนเดียว' กฎข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าคนโกหกจะต้องใช้ 'เรื่องแต่ง' ในการโกหก ดังนั้น 'ชื่อปลอม' จึงสามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
เมื่อเถียนเถียนเห็นว่าตัวเองถูกสงสัย เธอก็เบิกตากว้าง ท่าทางดูตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก "ถะ... ถ้าพวกนายยังไม่เชื่อล่ะก็ ชื่อจริงของฉันคือจางลี่จวน... ฉันเป็นคนส่านซี... พวกนายลองเรียกชื่อจริงฉันดูก็ได้ ถ้าพวกนายเรียกชื่อจริงฉันก็จะไม่ขานรับ ฉันจะขานรับแค่ชื่อ 'เถียนเถียน' เท่านั้น... ฉะ... ฉัน..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉีเซี่ยก็ส่ายหน้าเงียบๆ
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ฉลาดอย่างที่คิด
นั่นก็หมายความว่า เธอไม่น่าจะแต่งเรื่องโกหกนี้ขึ้นมาล่วงหน้าได้ และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะนึกแผน 'โกหกชื่อ' นี้ขึ้นมาได้ในกะทันหัน
หัวแพะบอกว่า 'มีคนโกหกเพียงคนเดียวเท่านั้น' งั้นคนคนนี้ก็มีเพียงฉีเซี่ยเอง
หากคนอื่นๆ ไม่ได้สังเกตเห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาเรื่อง 'เถียนเถียน' เขาก็จะพบกับวิธีที่จะชนะอย่างแน่นอนแล้ว
หากต้องการแต่งชื่อปลอมขึ้นมา 'ฉี' ไม่ใช่แซ่ที่ดีนัก แม้แซ่นี้จะไม่หายาก แต่ก็ไม่ถือว่าพบเห็นได้ทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีแซ่ที่ชวนให้คนจำได้ง่ายแบบนี้ปรากฏขึ้น
พูดอีกอย่างก็คือ เนื้อหาทั้งหมดที่เขาเล่าจะต้องไม่เป็นที่สะดุดตาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดังนั้นเขาจึงเตรียมที่จะเรียกตัวเองว่า 'หลี่หมิง'
ส่วนเรื่องราวที่เหลือเขาสามารถเล่าตามปกติได้ ด้วยวิธีนี้ต่อให้เป็นคนที่เก่งกาจแค่ไหนก็ไม่มีทางมองเห็นจุดบกพร่องได้อย่างแน่นอน
เกมกำลังจะจบลงแล้ว