เณรน้อยจะไปขวางท่านปู่ใหญ่เฉินเฉิงปี้ได้อย่างไร
พลังอ่อนหยุ่นสายหนึ่งผลักพระสงฆ์จากดินแดนประจิมเหล่านั้นจนล้มลุกคลุกคลาน ทว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไร ท่านปู่ใหญ่เตะประตูที่ลงกลอนจากด้านในจนเปิดออก ก้าวเท้ายาวๆ สามก้าวรวบเป็นสองก้าว ยื่นมือไปเลิกผ้าห่มของพระพุทธเจ้ามีชีวิตออก แล้วกระชากตัวหลวงตาที่นอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้กระดานขึ้นมา
หิ้วปีกแล้วเดินออกไปข้างนอกทันที
หลวงตาแกว่งไกวไปมาท่ามกลางสายลม ใบหน้าเบื่อหน่ายโลกสุดขีด
เฉินเฉิงปี้ปลอบใจว่า "ระดับของท่าน ไม่นอนก็ไม่เป็นไรหรอก"
หลวงตาด่าทอเสียงหลง
"ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่นอน แบบนั้นข้ายอมตายเสียดีกว่า"
"การบำเพ็ญทุกรกิริยานั่งสมาธิของพุทธศาสนา ไม่กินไม่ดื่มก็ยังไม่เคยห้ามคนไม่ให้นอน"
"ตาเฒ่าบ้า เจ้า เจ้า เจ้า เจ้ายังโหดเหี้ยมกว่าพวกนั้นเสียอีก"
เฉินเฉิงปี้หัวเราะลั่นอย่างไม่ใส่ใจ มือซ้ายหิ้วหลี่กวนอี มือขวาหนีบหลวงตาร่างใหญ่ไว้ใต้รักแร้ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า ภูเขาที่สลับซับซ้อนภายใต้ฝ่าเท้าของเขากลับราบเรียบดั่งทุ่งกว้าง บังเกิดสายลมพัดผ่านรอบกาย เพียงสิบกว่าลมหายใจ หลี่กวนอีก็ถูกพามาถึงยอดเขา
ที่นั่นมีลานกว้างแห่งหนึ่ง ดูราวกับถูกคนใช้ปราณกระบี่ผ่าออก
ด้านบนมีศาลา ศาลาเป็นโครงสร้างชิ้นเดียว ฐานเป็นหินสีเทาอมเขียวแผ่นหนาทึบทั้งก้อน ตามด้วยไม้เนื้อแข็ง แม้จะไม่ใหญ่นัก ทว่าการมีสิ่งนี้อยู่บนภูเขาสูงเช่นนี้ก็ถือว่าเหลือเชื่อมากแล้ว
เฉินเฉิงปี้วางทั้งคนแก่และเด็กหนุ่มลง
หลวงตามองหลี่กวนอีแล้วถาม "เจ้าก็ยังไม่ได้นอนหรือ?"
หลี่กวนอียิ้มแหยพลางพยักหน้า
หลวงตาจึงถอนหายใจออกมา
"เราสองคนโชคร้ายจริงๆ ที่มาเจอตาเฒ่าบ้าแบบนี้" เฉินเฉิงปี้พูดขึ้น "บ้าอะไรกัน ปีนั้นที่ท่านจับคนเหวี่ยงฟาดกับหินจนตายคาที่ แบบนั้นไม่นับว่าเป็นคนบ้าหรือไง?"
หลวงตามีใบหน้าเมตตาอารี "หลวงตาแค่ส่งพวกเขาไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์"
"พระพุทธองค์จะทรงอภัยให้ข้า"
"แต่พระพุทธองค์จะทรงอภัยให้สัตว์ป่าในคราบมนุษย์เหล่านั้นหรือไม่ หลวงตาก็ไม่รู้ได้"
เฉินเฉิงปี้ชี้หน้าเขาแล้วหัวเราะลั่น หลวงตาลูบศีรษะล้านเลี่ยนของตนเองพลางหัวเราะร่วน "คนอย่างข้า ใช้ชีวิตมาทั้งชีวิตแบบนี้ ไม่มีอะไรให้เสียใจ ตายไปแล้วย่อมได้ไปสู่แดนสุขาวดีในทิศประจิมอย่างแน่นอน เฉินเฉิงปี้ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้า"
เฉินเฉิงปี้ไม่ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ เพียงแค่เล่าเรื่องการประลองยุทธ์ให้ฟังรอบหนึ่ง
สำหรับเรื่องนี้ เฉินเฉิงปี้มองเห็นเพียงว่าระดับของซวีฮุ่ยหยางสูงกว่าหลี่กวนอีอยู่หนึ่งขั้น
อีกทั้งยังได้รับการสั่งสอนจากปรมาจารย์วิถีกระบี่ทั่วหล้ามาตั้งแต่เด็ก อายุยังมากกว่าหลี่กวนอี สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่ว่าหลี่กวนอีจะแพ้ แต่กังวลว่าหลี่กวนอีจะไม่มีวิธีสู้กับซวีฮุ่ยหยางให้ดี ไม่สามารถสู้ได้อย่างงดงามและสะใจ
อย่าเพิ่งแพ้ตั้งแต่เริ่มสิ
ทว่าหลวงตากลับมองเห็นว่า นี่คือการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างเครือญาติฝ่ายหญิงกับพรรคพวกขององค์รัชทายาท หรือแม้กระทั่งพัวพันไปถึงยุทธภพ ชาวยุทธภพมากันมากมาย การต่อสู้ครั้งนี้ย่อมต้องถูกเล่าลือออกไปอย่างแน่นอน หลวงตานึกถึงตอนที่ตนเองยังหนุ่มก็พยักหน้ายิ้มๆ กล่าวด่าทอเฉินเฉิงปี้ว่า
"ดี ดี พวกเขามีขุนพล เจ้าก็เลยลากหลวงตามางั้นหรือ?"
หลวงตาส่ายหน้า เด็ดกิ่งไม้ลงมาหนึ่งกิ่งแล้วกล่าว "แม้ข้าจะไม่เข้าใจเพลงกระบี่ แต่วิถียุทธ์ในระดับสูงล้วนมีจุดหมายเดียวกัน ชาตินี้ข้าก็เคยเห็นนักดาบชื่อดังมากมายพาดผ่านยุทธภพดั่งดาวตก ข้าจะลองเลียนแบบดูสักหน่อยก็แล้วกัน"
"ฝ่ายตรงข้ามก็ไปหาขุนพลมา หากจะวัดกันที่เส้นสายและวาสนา ประสกน้อยก็มีวาสนากับข้า"
"ข้าเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า เจ้าจะสามารถตัดเชือกที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้นให้ขาดสะบั้นได้จริงๆ หรือไม่"
หลวงตายิ้ม ยกกิ่งไม้ในมือขึ้น แล้วโจมตีใส่หลี่กวนอีอย่างลวกๆ
เพียงแค่ครั้งเดียว ทว่าราวกับสรรพสิ่งในฟ้าดินล้วนควบแน่นเข้ามา รูม่านตาของหลี่กวนอีหดเล็กลง เขาล่าถอยอย่างฉับพลัน เบื้องหลังคือหน้าผา เฉินเฉิงปี้ต้องการใช้สถานที่เช่นนี้แทนข้อจำกัดของขอบเขตลานประลองยุทธ์ ท่านปู่ใหญ่ไม่รู้ว่าไปหาง้าวศึกที่ยังไม่ได้เปิดคมมาจากไหน โยนให้หลี่กวนอี
หลี่กวนอีกล่าวคำล่วงเกิน แล้วถือทวนบุกโจมตีใส่หลวงตา
ความเร็วของพระพุทธเจ้ามีชีวิตรักษาไว้ที่ชั้นฟ้าที่สาม
หลี่กวนอียังไม่ได้เปิดจุดทวารตา
นัยน์ตาของเขามองเห็นเพียงภาพติดตา นี่คือสาเหตุว่าทำไมผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สองจึงยากที่จะต่อกรกับชั้นฟ้าที่สาม ความเร็วของอีกฝ่ายนั้นเร็วเกินไป ชั้นฟ้าที่สองแทบจะจับวิถีการออกกระบวนท่าไม่ได้เลย บางทีพวกที่โลภเพียงแค่การทะลวงระดับ และไม่ได้ใส่ใจเรื่องจุดทวารมากนักในชั้นฟ้าที่สาม ชั้นฟ้าที่สองธรรมดาก็อาจจะพอสู้ได้
แต่วีรบุรุษอย่างซวีฮุ่ยหยางนั้นกลับต่างออกไป
เขาคือกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในชั้นฟ้าที่สามอย่างแน่นอน
แต่หลี่กวนอีผ่านการขัดเกลาจากท่านเทพยุทธ์เซวีย แม้เขาจะมองเห็นเพียงภาพติดตาของกิ่งไม้นั้น ทว่าก็คาดเดาล่วงหน้าและแทงง้าวออกไปอย่างดุดัน ร่างกายที่กำยำล่ำสันทำให้ง้าวศึกมีความเร็วสูงมาก แหวกอากาศจนเกิดเสียงทุ้มต่ำของการทะลวง
ง้าวศึกฟาดลงบนกิ่งไม้นั้นอย่างแม่นยำ
ทว่ากิ่งไม้เพียงสั่นไหวเล็กน้อย กลับสามารถสะท้อนง้าวศึกให้กระเด็นออกไปได้ เฉินเฉิงปี้ปรบมือหัวเราะร่าอย่างชื่นชม พระพุทธเจ้ามีชีวิตพยักหน้าด้วยความประหลาดใจ แล้วออกกระบวนท่าอีกครั้ง หลี่กวนอีร่ายรำง้าวศึกดุจมังกรพยัคฆ์ แม้ดวงตาจะมองเห็นเพียงภาพติดตา แต่ก็สามารถอาศัยการคาดเดาเพื่อออกง้าวล่วงหน้า ปิดกั้นทิศทางที่ปลายกระบี่พาดผ่าน
เฉินเฉิงปี้เอ่ยปากชมเปาะไม่ขาดปาก "ดี ดี ดี"
"น่าสนุก น่าสนุก ข้าเอาด้วย!"
เขาคว้าจับความว่างเปล่าอย่างลวกๆ ปราณพลังควบแน่นกลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งตัวเข้ามาเข่นฆ่า แรงกดดันของหลี่กวนอีเพิ่มสูงขึ้นในพริบตา ง้าวศึกจากเดิมที่เป็นท่าระดับกลาง เปลี่ยนเป็นท่าสิบหน้าซุ่มโจมตี ซึ่งเป็นวิธีใช้ง้าวศึกระดับล่าง ตั้งรับอย่างแน่นหนา ทว่าแฝงไว้ด้วยความพลิกแพลงของทักษะ
คำวิจารณ์ของท่านเทพยุทธ์เซวียคือ หากเชี่ยวชาญกระบวนท่านี้ กระบวนท่าทั้งมวลย่อมถูกสยบ
ต้องฝืนรับมือหนึ่งต่อสอง แรงกดดันก็ยิ่งทวีคูณ หลี่กวนอีร้องบอก "ท่านปู่ ข้าสู้กับไต้ซือ ท่านก็มาสอด แรงกดดันมันมากเกินไปแล้ว"
เฉินเฉิงปี้เพียงแต่หัวเราะร่วนแล้วบอกว่า "น่าสนุก น่าสนุก!"
หลี่กวนอีถูกตีจนเพลิงแห่งจิตวิญญาณการต่อสู้ลุกโชน ตวาดก้องเสียงดัง สองมือกำง้าวศึกแน่นแล้วสั่นไหวอย่างแรง ใช้วิชาขั้นสุดยอดออกมา ระเบิดพลังมังกรพยัคฆ์โดยตรง ท่าคลื่นม้วนตระกูลเซวียกวาดออกไป เฉินเฉิงปี้ร้องเสียงหลงแล้วกระโดดถอยหลัง พระพุทธเจ้ามีชีวิตก็ทิ้งระยะห่างเช่นกัน
เฉินเฉิงปี้พูดติดๆ กันว่า "ไม่เลว ไม่เลว"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า "กระบวนท่ายุทธ์เช่นนี้ คิดว่าคงได้รับการสั่งสอนมาจากยอดฝีมือ เซียนกระบี่น้อยผู้นั้นในด้านทักษะกระบี่อาจจะเอาชนะเจ้าไม่ได้ แต่เขามีพลังฝึกปรือที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้น สหายตัวน้อยจึงมีข้อบกพร่องเพียงจุดเดียว"
"และข้อบกพร่องนี้ ก็คือจุดเด่นของเจ้าเช่นกัน"
"กายา"
"กายาของเจ้าสามารถรองรับการห้ำหั่นระหว่างเจ้ากับเขาได้ แต่กายาของเจ้ากลับยังไม่เพียงพอที่จะต้านทานแรงกดดันจากปราณภายในที่สูงกว่าชั้นฟ้าที่หนึ่งโดยตรงในยามที่ปะทะกัน นี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ตาเฒ่าบ้านี่พาเจ้ามาพบข้ากระมัง เพียงแต่ บางทีอาจจะทำให้พวกเจ้าต้องผิดหวังเสียแล้ว"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตคลายมือ เสียบกิ่งไม้กลับคืนสู่ต้นเดิมอย่างลวกๆ
กิ่งไม้นั้นกลับงอกติดคืนไปใหม่ กิ่งก้านใบยังคงเขียวชอุ่มไม่เปลี่ยนแปลง
ใช้กิ่งไม้ต่อสู้กับง้าวศึกเหล็กผสมในมือของหลี่กวนอี ปะทะกันไม่รู้ว่ากี่สิบกี่ร้อยครั้ง กิ่งไม้นั้นก็ยังคงเหนียวนุ่ม ไม่ทิ้งร่องรอยไว้แม้แต่น้อย วิธีการเช่นนี้ ยกของหนักดั่งของเบา ยิ่งแสดงให้เห็นถึงฝีมือที่เหนือล้ำกว่าพลังในการเคลื่อนภูเขาเสียอีก
หลวงตาให้หลี่กวนอีและเฉินเฉิงปี้นั่งลง
เขาหยิบป้านชาออกมาจากแขนเสื้อ ชงชาอย่างสบายอารมณ์ แล้วกล่าวว่า "เคล็ดวิชาที่หลวงตาอย่างข้าฝึกคือ 'คัมภีร์พระพุทธองค์ตรัสจอมพลังเคลื่อนภูเขา' เป็นวิชาทึ่มทื่อ ที่ต้องการคือพุทธะและเวลา การเริ่มต้นนั้นไม่ยาก คนธรรมดาฝึกฝนก็สามารถเพิ่มพละกำลังได้หลายสิบชั่ง"
"แต่หากจะฝึกฝนจนถึงระดับที่พอจะต่อสู้ได้ ก็ต้องใช้เวลาสิบกว่าปี"
"ตาเฒ่าบ้า การจะฝึกฝนให้ได้กายาสีแก้วอย่างที่เจ้าว่า อย่างน้อยต้องบำเพ็ญเพียรสวดมนต์ภาวนาถึงสามสิบปี!"
"มากอดพระบาทพระพุทธองค์เอาตอนจวนตัว พระพุทธองค์ก็คงจะถีบเจ้ากระเด็นเท่านั้นแหละ"
"ของพรรค์นี้มันไม่มีทางลัดหรอก"
หลี่กวนอีมองพระพุทธเจ้ามีชีวิต
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ระดับวิถียุทธ์ของเฉินเฉิงปี้และเฉินชิงเยี่ยนก็สูงเช่นกัน แต่กลับไม่ได้ควบแน่นกายาธรรม ทว่าพระพุทธเจ้ามีชีวิตกลับมีกลิ่นอายของพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ ตอนที่กระถางสำริดเข้าใกล้พระพุทธเจ้ามีชีวิต มันก็เริ่มสะสมหยาดหยกแล้ว นี่เป็นครั้งที่สามที่ได้เข้าใกล้พระพุทธเจ้ามีชีวิต
หยาดหยกแทบจะสะสมจนเต็ม
เฉินเฉิงปี้ฟังแล้วก็หงุดหงิด จึงพูดอย่างโผงผางว่า "มาถึงนี่แล้ว สอนๆ ไปเถอะน่า"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตมองเขา พยักหน้ายิ้มๆ แล้วจึงเริ่มบรรยายเคล็ดวิชาของ 'คัมภีร์พระพุทธองค์ตรัสจอมพลังเคลื่อนภูเขา' เขากลับไม่ได้เริ่มบรรยายจากตัวคัมภีร์ เฉินเฉิงปี้ถามว่าเหตุใดจึงไม่บรรยายจากตัวคัมภีร์ หลวงตาตอบว่า "วิทยายุทธ์แฝงอยู่ในพระธรรม แต่จงอย่าใช้พระสูตรมาฝึกฝน"
"หากพูดถึงพระสูตรและพระธรรม นั่นก็คือการใช้นิ้วชี้ดวงจันทร์"
หลี่กวนอีทวนคำ "ใช้นิ้วชี้ดวงจันทร์หรือ?"
หลวงตากล่าวว่า "ใช่แล้ว พระสูตรก็คือนิ้วมือ ใช้นิ้วชี้ดวงจันทร์ หวังให้สรรพสัตว์ได้เห็นดวงจันทร์ หน้าที่ของพระสูตรคือการชี้ให้เห็นดวงจันทร์ ทว่าคนมากมายกลับยึดติดอยู่เพียงแค่พระสูตร นั่นไม่ใช่การไม่มองดวงจันทร์แต่มองแค่นิ้วมือหรอกหรือ?"
"นิ้วมือของหลวงตาแก่ๆ มีอะไรให้น่าดู ทั้งแก่ทั้งเหี่ยว ดวงจันทร์ต่างหากคือสัจธรรม"
"แสงจันทร์ที่ตกกระทบในนัยน์ตาคน ต่างหากคือพระธรรม"
"แต่หลายคนกลับยึดติดอยู่กับพระสูตร ยึดติดอยู่กับนิ้วมือนิ้วนั้น"
"ตอนนี้ข้าตัดพระสูตรทิ้งไป บอกให้เจ้ามองแค่ดวงจันทร์ ไม่ดีกว่าหรือ?"
"หัวใจสำคัญของคัมภีร์บทนี้อยู่ที่จอมพลัง หากสืบสาวไปถึงต้นตอ ดูเหมือนจะเกิดจากการผสมผสานระหว่างตำนานพระพุทธเจ้าแห่งดินแดนประจิมในยุคโบราณ กับเรื่องราวของอวี๋กงย้ายภูเขาในแผ่นดินจงหยวน โดยรวมก็คือมนุษย์ประสบภัยจากภูเขา แล้วทวยเทพและพระพุทธองค์ทรงเคลื่อนย้ายมันไป"
"ว่ากันตามหลักการแล้ว เป็นเพียงพุทธศาสนาหีนยานเท่านั้น"
"แต่หากถือเอาตัวข้าเป็นจอมพลัง อุปสรรคนานัปการเบื้องหน้า ต่อให้ใหญ่โตดั่งภูผา ข้าก็จะยืนหยัดอดทน เคลื่อนย้ายมันออกไป นี่ต่างหากคือหลักการที่ยิ่งใหญ่กว่า มาเถิด..."
หลวงตาก็เหมือนกับตอนที่บรรยายธรรมในดินแดนประจิม
พร่ำบ่นและละเอียดลออ ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจของตนเองในคัมภีร์บทนี้ให้แก่เด็กหนุ่มจากแผ่นดินจงหยวนผู้นี้จนหมดสิ้น หลี่กวนอีหลับตาเพ่งมองภายใน ใช้วิทยายุทธ์นี้มาหล่อหลอมร่างกาย กายาของเขาแต่เดิมก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว
ทว่าในตอนที่เขาโคจรพลังครบหนึ่งรอบ เขาก็พลันพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ท่ามกลางกล้ามเนื้อและกระดูกเหล่านี้ พลันมีกระแสความร้อนสายหนึ่งกระจายออกมา
แสงพุทธะสว่างไสวและอบอุ่น
หลี่กวนอีชะงักไปในทันที เขาพลันนึกถึงคำพูดที่ท่านปู่ซือมิ่งเคยกล่าวไว้ ถู่อวี้หุนผู้เป็นทรราชเมื่อสามร้อยปีก่อน ได้บดขยี้แคว้นพุทธจนราบคาบ พระบรมสารีริกธาตุของแคว้นพุทธในทิศตะวันตกก็ถูกหลอมละลายเพื่อนำไปหล่อเป็นตราทอง นั่นก็หมายความว่า กายาของหลี่กวนอีเองก็มีส่วนหนึ่งที่มาจากพุทธศาสนา
จุดเสวียนกวนจู่เชี่ยวที่หว่างคิ้วพลันเกิดความรู้สึกตีบตันและเจ็บแปลบ
ราวกับตอนที่องค์หญิงใหญ่เฉินชิงเยี่ยนควบแน่นน้ำแข็งเป็นเข็ม แล้วค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้
หลี่กวนอีรู้ศึกถึงความผิดปกติ จึงลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน
ยังคงเป็นภูเขาลูกเดิม ศาลาหลังเดิม แต่ไม่มีเฉินเฉิงปี้และหลวงตาแล้ว ทว่าการไม่มีพวกเขาสองคน ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะเงียบสงบและว่างเปล่าลง
หลี่กวนอีมองเห็นพระสงฆ์รูปแล้วรูปเล่านั่งอยู่บนยอดเขานี้
หนาแน่นจนตาลาย
เงยหน้าขึ้น ก็เห็นดวงอาทิตย์กลายเป็นศีรษะล้านเลี่ยน
มุมปากของหลี่กวนอีกระตุก
รู้ตัวว่าตนเองคงจะโดนพวกหัวโล้นเล่นงานเข้าให้แล้ว
ดูจากปฏิกิริยาของจุดเสวียนกวนจู่เชี่ยวที่หว่างคิ้ว เกรงว่าคงไม่ใช่แค่การอาศัยตราราชามาหล่อหลอมกายา จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมในอดีตที่แฝงอยู่ในพระบรมสารีริกธาตุเหล่านั้น ก็ตกค้างอยู่ในกายาของหลี่กวนอีเช่นกัน เดิมทีมันควรจะค่อยๆ สลายไป แต่กลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเคล็ดวิชาของพุทธศาสนา
เรื่องราวเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้ามีชีวิตในอดีต ซือมิ่ง หรือถู่อวี้หุน
หรือแม้แต่อาวุโสแห่งพุทธศาสนาก็ไม่อาจคาดคิดได้
ไม่มีใครคาดคิดว่า คนที่เอาพระบรมสารีริกธาตุไปหลอมรวมแล้วนำมาฝึกวิชา จะยังมาฝึกวิชาของพุทธศาสนาอีก หลี่กวนอีรู้ดีว่าที่นี่เกรงว่าคงเป็นห้วงทะเลจิตสำนึกของตนเอง การที่เจตนารมณ์ตกค้างของพระพุทธเจ้ามีชีวิตเหล่านี้อยู่ที่นี่ ท้ายที่สุดแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องดี พระพุทธเจ้ามีชีวิตในอดีตเหล่านั้นลืมตาขึ้น
หนึ่งในนั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เอ่ยถามอย่างอ่อนโยนว่า "ประสกน้อย เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?"
"เหตุใดพวกข้า จึงได้พบกับเจ้า? พระบรมสารีริกธาตุของพวกข้า..."
"หือ?? อาจารย์ ท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?"
"ยังมีปรมาจารย์อีก?"
เจตนารมณ์ตกค้างของพระพุทธเจ้ามีชีวิตที่ไม่รู้ว่าเป็นของยุคใดผู้นี้ถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง
เขาพลันรู้สึกได้ถึงบางอย่าง มองไปที่หลี่กวนอีแล้วกล่าวว่า
"พระบรมสารีริกธาตุของพวกเราหลอมรวมกันแล้วหรือ?"
หลี่กวนอีรู้สึกเหมือนกำลังแจ้งข่าวการตายให้อีกฝ่ายทราบ จึงจำใจตอบไปว่า
"แคว้นพุทธแห่งดินแดนประจิมล่มสลายไปแล้ว ข้าได้มาด้วยความบังเอิญ"
หลวงตารูปนี้ตกตะลึง ก่อนจะถอนหายใจ แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน "เป็นเช่นนี้เอง ล่มสลายไปแล้วหรือ... แต่ทว่า สรรพสิ่งและสรรพธรรม ล้วนตกอยู่ในความไม่เที่ยง สรรพสิ่งล้วนไม่มีเหตุผลให้คงอยู่ตลอดไป นั่นต่างหากคือสัจธรรม พระพุทธองค์ยังทรงปรินิพพาน นับประสาอะไรกับแคว้นพุทธเล่า?"
"ขอบใจสหายตัวน้อยที่บอกข่าวเช่นนี้แก่พวกเรา"
"การล่มสลายของแคว้นพุทธ เป็นตัวแทนความถูกต้องของพระธรรม"
ทว่าพลันมีเสียงหัวเราะลั่นดังขึ้น "ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดก็ล่มสลายเสียที!"
"ล่มสลายไปได้ก็ดี!"
"หากแคว้นพุทธไม่ล่มสลาย พระธรรมก็ไม่ปรากฏ!"
เป็นพระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งแคว้นพุทธยุคหนึ่งที่บ้าคลั่งเช่นนี้
และมีพระสงฆ์อีกรูปถอนหายใจ เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า
"ล้วนเป็นเหตุเป็นผล พลังที่หลงเหลือของหลวงตา ประสกก็นำไปใช้เถิด"
"พระธรรมปรากฏ โปรดสรรพสัตว์"
แต่กลับมีพระสงฆ์อีกรูปเอ่ยเสียงแข็ง "บำเพ็ญพุทธ บำเพ็ญเต๋า บำเพ็ญจิต บำเพ็ญตน ปราณพลังของพระสงฆ์จะกลับคืนสู่ฟ้าดิน ประสกบำเพ็ญด้วยตนเองต่างหากจึงจะเป็นมรรคาวิถีที่ถูกต้อง พระธรรมโปรดสรรพสัตว์งั้นหรือ?"
"สรรพสัตว์ที่เอาแต่รอคอยให้พระพุทธองค์มาโปรด เดิมทีก็ไม่คู่ควรที่จะได้รับการช่วยเหลืออยู่แล้ว"
"มีเพียงการช่วยเหลือตนเอง ข้ามพ้นด้วยตนเอง จึงจะเป็นพระธรรม"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตหลายยุคสมัยต่างก็เริ่มโต้เถียงกัน หลี่กวนอีนวดหว่างคิ้ว พระสงฆ์ที่สามารถเดินไปจนถึงจุดสูงสุดจนเผาออกมาเป็นพระบรมสารีริกธาตุได้นั้นไม่มีใครธรรมดาเลยสักคน ทว่ากลับมีเสียงที่ไม่เข้าพวกดังขึ้นมาอีกเสียงหนึ่งว่า
"พระพุทธเจ้ามีชีวิตอะไรกัน แม่นางสวยๆ น่าดูกว่าตั้งเยอะ สัจธรรมของพุทธศาสนาคือสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ในเมื่อข้าเกิดมาเป็นชายชาตรี เหตุใดจึงจะเสพสมบำเพ็ญฌานไม่ได้เล่า?"
"แคว้นพุทธล่มสลายไปก็ดีแล้ว หากไม่ล่มสลาย ข้าก็ยังต้องโพกหัวออกมาทุกวันถึงจะได้เจอแม่นาง กฎเกณฑ์ของแคว้นพุทธมันควรจะถูกจับยัดใส่โลงศพไปตั้งนานแล้ว น่าเสียดายที่ข้าเองก็ลงโลงไปแล้วเหมือนกัน..."
ภาพติดตาของพระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งแคว้นพุทธในอดีตหลายรูปที่เพิ่งจะโต้เถียงกันเมื่อครู่หยุดชะงัก
จากนั้นพวกเขาก็พร้อมใจกันหันไปมองพระพุทธเจ้ามีชีวิตรูปหล่อของยุคใดก็ไม่ทราบ
ดังนั้นพวกเขาจึงยกไม้เท้าขักขระและบาตรขึ้นมา ล้อมกรอบพระพุทธเจ้ามีชีวิตรูปนั้นแล้วเตะต่อย เริ่มรุมประชาทัณฑ์โดยตรง ดูเหมือนว่ายุคที่เป็นอาจารย์ของเขาจะถอดรองเท้าออกมาฟาด พระพุทธเจ้ามีชีวิตยุคนั้นกุมหัวร้องลั่น "ข้าเผาออกมาเป็นพระบรมสารีริกธาตุแล้วนะ ข้าเผาออกมาเป็นพระบรมสารีริกธาตุแล้วนะ!"
"พระพุทธองค์ก็ยังทรงเห็นว่าข้าไม่ผิดเลย ไม่อย่างนั้นข้าจะมีพระบรมสารีริกธาตุได้ยังไง?"
"พวกท่านไม่เคยผิดศีลกันเลย แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ากำลังถือศีลอยู่จริงๆ ? หรือแค่ไม่เคยสัมผัสกับโลกใบนี้กันแน่? ไม่เคยเข้าสู่ทางโลก แล้วจะหลุดพ้นจากทางโลกได้ยังไง!"
"แม่นางทั้งตัวหอม ทั้งนุ่มนิ่ม..."
ตู้ม!
พระพุทธเจ้ามีชีวิตยุคหนึ่งเช็ดบาตรเปื้อนเลือดของตนเอง ใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก
"พระพุทธองค์ก็ตาบอดเหมือนกันนั่นแหละ"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตในอดีตเหล่านี้หิ้วปีกซ้ายขวาพระพุทธเจ้ามีชีวิตที่ไม่เอาไหนรูปนั้น สีหน้าของพวกเขากลายเป็นอ่อนโยน มองไปที่หลี่กวนอีแล้วกล่าวว่า "ไม่นึกเลยว่า หลังจากที่พวกข้าตายไปแล้วยังมีโอกาสเช่นนี้ ปราณพลังของพวกข้า จะต้องคืนสู่ฟ้าดิน"
"โลกมนุษย์คือทะเลทุกข์ มาเหมือนไป ไปเหมือนมา"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตหนุ่มที่ถูกซ้อมจนหน้าตาบวมปูดก็ยิ้มเช่นกัน "สรรพสัตว์ผู้มีกิเลส จะจากลาอย่างไร้เยื่อใยได้อย่างไร พระธรรมไม่ควรเป็นมรรคาวิถีที่ไร้ความรู้สึกสิ"
พวกเขาพนมมือเข้าด้วยกัน สีหน้าอ่อนโยนและสงบนิ่ง ค่อยๆ เลือนหายไป ทว่ายังมีพระพุทธเจ้ามีชีวิตอีกมากมายลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาและน่าเกรงขาม เอ่ยว่า "มารร้ายจากที่ใด บังอาจล่วงละเมิดความน่าเกรงขามของพุทธศาสนา!"
"พระธรรมหนึ่งเดียว ทว่ามีสรรพสัตว์ร้อยแปดพันเก้า"
หลี่กวนอีทอดถอนใจ ตะโกนลั่นว่า
"ไต้ซือทุกท่าน พวกท่านควรจะไปผุดไปเกิดได้แล้ว"
หลังจากพระพุทธเจ้ามีชีวิตผู้แสนพิเศษเหล่านั้นจากไป ผู้ปกครองดินแดนประจิมในอดีตที่เหลือเหล่านี้กลับมีเพียงความเฉยชา กล่าวว่า "ข้าคือพระพุทธเจ้าบนโลกมนุษย์ ข้าคือตถาคต"
"สถิตอยู่คู่สรรพสัตว์มาช้านาน เจ้ามีวาสนากับพระพุทธองค์ของข้า"
"ร่างกายของเจ้า ก็คืออารามของพวกข้า"
เสียงซ้อนทับกัน ยิ่งใหญ่ตระการตา น่าเกรงขามกว้างไกล ราวกับพระพุทธองค์บนตำหนักใหญ่ ทั้งที่มีเงาร่างมากมายปานนี้ ทว่าสุดท้ายกลับราวกับมีเพียงคนเดียวที่กำลังเอื้อนเอ่ย ประหนึ่งว่าสถานที่แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นตำหนักใหญ่ของพุทธศาสนา
หลี่กวนอีหลุบตาลง เอ่ยว่า "สาม"
เหล่าพระพุทธเจ้ามีชีวิตลุกขึ้น ดูเหมือนตั้งใจจะลงมือ หลี่กวนอีเอ่ยว่า "สอง"
เจตนารมณ์ตกค้างของพระพุทธเจ้ามีชีวิตในอดีตกลายเป็นเงาร่างขยับเข้ามาใกล้ หนาแน่นจนตาลาย มือขวาของเด็กหนุ่มทิ้งตัวลง กางนิ้วทั้งห้าออก ปราณสังหารสีดำแดงสายหนึ่งปะทุขึ้น ก่อนจะพวยพุ่ง หลี่กวนอีตวัดมือไปตามสัญชาตญาณ สิ่งของชิ้นหนึ่งกวาดผ่าน เสียงแหวกอากาศอันแหลมคมนั้นช่างดุดัน
จิตเทวะของพระพุทธเจ้ามีชีวิตที่อยู่หน้าสุดถูกฟันขาด กลายเป็นปราณพลังบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมา
ถูกกระถางสำริดกลืนกินเข้าไป
สิ่งหนึ่งค้ำยันพื้นดินท่ามกลางจิตเทวะแห่งนี้
เสียงคำรามของอาวุธดั่งพยัคฆ์ร้ายคำรามกลบเสียงสวดมนต์
อาวุธเทพ·ง้าวศึกพยัคฆ์คำรามฟ้า
ปราณสังหารเยือกเย็น ราวกับเป็นของจริง หลี่กวนอียกง้าวศึกขึ้น พยัคฆ์ขาวเบื้องหลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า เขามองไปยังพระพุทธเจ้ามีชีวิตในอดีตเบื้องหน้า สีหน้าสงบนิ่ง แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่า กล่าวว่า
"ไม่สง่างามเลยนะ ไต้ซือ"
ส่วนทางด้านนอก หลวงตาและเฉินเฉิงปี้ก็พบความผิดปกติของหลี่กวนอีในทันที
พวกเขาล้อมรอบเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความตื่นตะลึง
เฉินเฉิงปี้เอ่ยว่า "เจ้าเด็กนี่ ทำไมถึงมีกลิ่นอายของพุทธศาสนาได้? บนตัวเขามีพระบรมสารีริกธาตุหรือ?"
หลวงตาพระพุทธเจ้ามีชีวิตตอบว่า
"ไม่เหมือน ความรู้สึกนี้ เหมือนกับเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบดเป็นผง แล้วเอาไปอาบน้ำมากกว่า"
ขณะที่กำลังจะปลุกให้ตื่น สายตาของหลวงตาก็แข็งค้าง เห็นเด็กหนุ่มหลุบตาลง
บนร่างกายของเขามีแสงพุทธะจางๆ ไหลเวียนและสว่างขึ้น
บนผิวหนัง ดูเหมือนจะมีแสงสีแก้ว
สีหน้าของพระพุทธเจ้ามีชีวิตเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
"หือ???"