จูกวงเฉี่ยนเล่นหมากรุกที่ครอบครัวตระกูลเถามาทั้งเช้า ตอนเที่ยงยังอยู่กินข้าวกลางวันฟรีอีกมื้อถึงค่อยเตรียมตัวกลับอย่างสบายใจเฉิบ
เมื่อเช้าพี่เมียออกไปพบเพื่อนแล้ว พ่อตาเถาจึงให้หลินเฉาหยางเดินไปส่งตาแก่ที่หน้าประตู
“เมื่อไม่กี่วันก่อน มีฝรั่งหนุ่มคนหนึ่งมาขอยืม ‘จินผิงเหมย’ ที่ห้องสมุดของเราครับ” หลินเฉาหยางพูดกลั้วหัวเราะกับจูกวงเฉี่ยน
ทำเรื่องแย่ๆ ไว้แล้วโดนจับได้ ตาแก่กลับไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด
“ฝรั่งคนนั้นพูดมากเกินไป ฉันกำลังวิ่งอยู่แท้ๆ ก็ยังจะมาชวนคุยให้ได้ เกือบทำฉันจุกตายแล้วมั้ยล่ะ”
ที่แท้ตาแก่ก็รำคาญเวลาคนอื่นมาชวนคุยตอนวิ่ง แต่หลินเฉาหยางรู้สึกว่านี่เป็นแค่ข้ออ้างของตาแก่เท่านั้น เขาแค่อยากจะแกล้งอาเหมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อาเหมาตัวสูงกว่าตาแก่ตั้งเยอะ เหตุผลข้อนี้จึงดูสมเหตุสมผลเอามากๆ
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็น่าจะแนะนำหนังสือที่มันเข้าท่ากว่านี้หน่อยสิครับ นี่อะไร แนะนำ ‘จินผิงเหมย’ ซะงั้น”
“ไม่เข้าท่าตรงไหน? ถ้าอ่าน ‘จินผิงเหมย’ รู้เรื่อง เขาก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนแล้ว”
“เขายังพูดไม่ชัดเลยด้วยซ้ำ! ผมเลยแนะนำสรรพนิพนธ์เหมาเจ๋อตงให้เขาไปแล้วครับ”
จูกวงเฉี่ยนปรายตามองหลินเฉาหยาง เจ้าเด็กนี่มีหน้ามาว่าฉันอีกเหรอ?
วันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางไปแอบเรียนที่ภาควิชาภาษาจีน พอเลิกเรียน ก็เห็นเฉินเจี้ยนกงกับพวกกำลังจูงจักรยาน ที่เบาะหลังบรรทุกของเป็นห่อๆ
“จะไปไหนกันน่ะ?”
“ไป ‘ส่ง’ นิตยสารไง”
คำว่า ‘ส่ง’ นี้ใช้ได้แยบยลมาก ช่วงเทศกาลปีใหม่เวลาคนอื่น ‘ส่ง’ เทพเจ้าแห่งโชคลาภมาให้ คุณจะปฏิเสธได้เหรอ? คุณต้องรับไว้ ไม่ใช่แค่รับไว้ แต่ยังต้องบอกว่า ‘เชิญ’ เทพเจ้าแห่งโชคลาภด้วย
ชมรมวรรณกรรมห้าสี่กลับมาเปิดอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงอุดมศึกษาของม.เยียนจิง ตอนนี้นิตยสารของชมรมตีพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์แล้ว ก็ต้องให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาร่วมแสดงความยินดีด้วย
ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิงเท่านั้น ยังมีโรงเรียนมัธยมปลายบางแห่ง อย่างเช่นโรงเรียนมัธยมที่สี่ ร.ร.สาธิต ม.เยียนจิง พวกนี้ล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เฉินเจี้ยนกงกับพวกต้องการขยายฐาน
“ออกไปข้างนอกก็ระวังตัวหน่อยนะ ถ้าโดนจับได้ก็บอกว่าเป็นคนจากมหาวิทยาลัยข้างๆ”
‘ทะเลสาบเว่ยหมิง’ ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ถูกกฎหมาย การที่นักศึกษาอย่างเฉินเจี้ยนกงกับพวกบรรทุกนิตยสารพวกนี้ไปขายข้างนอก มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกจับได้คาหนังคาเขา
เฉินเจี้ยนกงยิ้มอย่างได้ใจ แววตาแฝงความดูถูกเล็กน้อย “เมื่อกี้อาจารย์เซี่ยยังบอกพวกเราอยู่เลยว่า ถ้าโดนจับก็ให้อ้างชื่อม.เยียนจิงไปเลย วิสัยทัศน์ของนายนี่นะ ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ”
เรื่องที่ทั้งสองคนพูดมานี้ย่อมเป็นแค่คำล้อเล่น
กลุ่มของเฉินเจี้ยนกงมีหกคน แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าตรงไปยังมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ที่อยู่ข้างๆ กลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเยียนจิง และอีกกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าลงใต้ไปยังหน้าประตูร.ร.สาธิต ม.เยียนจิง
คนที่รับผิดชอบร.ร.สาธิต ม.เยียนจิงคือหวังเสี่ยวผิงและกงอวี้ ทั้งสองจูงจักรยานมาถึงหน้าประตูโรงเรียน ดึงดูดความสนใจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยืนรออยู่หน้าประตูโรงเรียน ตอนนี้นักเรียนยังไม่เลิกเรียน ในโรงเรียนจึงไม่มีคนเท่าไหร่
“กริ๊งๆๆ!” เสียงกริ่งดังกังวานแว่วมา นักเรียนเลิกเรียนแล้ว
หวังเสี่ยวผิงและกงอวี้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ชะเง้อมองเข้าไปในโรงเรียน ผ่านไปไม่นานก็เห็นเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงคนหนึ่งพากลุ่มนักเรียนเดินตรงมา
“พี่!” เด็กสาวทักทายกงอวี้ เธอคือ กงอวิ๋น น้องสาวของกงอวี้นั่นเอง
เมื่อวานกงอวี้บอกกงอวิ๋นเรื่องที่ชมรมวรรณกรรมห้าสี่จะออกมาขาย ‘ทะเลสาบเว่ยหมิง’ ข้างนอกแล้ว วันนี้กงอวิ๋นจึงระดมเพื่อนร่วมชั้นกลุ่มหนึ่งมาช่วยอุดหนุน
คนสองกลุ่มกำลังยืนคุยกันโดยมีประตูโรงเรียนกั้นกลาง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประตูเห็นสถานการณ์นี้จึงเดินเข้ามา
หวังเสี่ยวผิงเห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาก็รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย จึงกระตุกแขนเสื้อกงอวี้เบาๆ เธอมีสีหน้าเรียบเฉย “อย่าลนสิ!”
พูดจบ เธอก็ล้วงเอาเข็มมหาวิทยาลัยเยียนจิงในกระเป๋าออกมาติดไว้ที่หน้าอก
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ห่างจากทั้งสองคนไม่ถึงสามเมตรเหลือบมองเข็มมหาวิทยาลัยบนหน้าอกของกงอวี้แวบหนึ่ง ก็ไม่ได้เดินเข้ามาอีก เขาหันหลังกลับเข้าไปในห้องยาม
“เอ๊ะ ได้ผลจริงๆ ด้วย!” หวังเสี่ยวผิงพูดอย่างดีใจ
กงอวี้พูดอย่างภูมิใจเล็กน้อยว่า “ปีที่แล้วจ้าวเจิ้นไข่กับพวกเดินสายแปะ ‘วันนี้’ ตั้งแต่ซีตานลามไปจนถึงม.เยียนจิง ม.เหรินต้า นายเดาซิว่าทำไมถึงรอดมาได้ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน?”
‘วันนี้’ เป็นนิตยสารใต้ดินที่ก่อตั้งโดยกลุ่มกวีซึ่งมีจ้าวเจิ้นไข่และหมางเค่อเป็นแกนนำ โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเยียนจิงจำนวนไม่น้อยเข้าไปมีส่วนร่วม
ท่านไข่ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าในยุคหลัง ตอนนี้ยังเป็นแค่ลูกกระจ๊อกที่คอยสาดกาวแปะป้ายลงบนกำแพงตอนที่ ‘วันนี้’ ออกตระเวนแปะประกาศอยู่เลย
หวังเสี่ยวผิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาติหรือรัฐบาล ล้วนปฏิบัติต่อนักศึกษาอย่างพวกเขาเป็นพิเศษ บางครั้งถึงขั้นตามใจด้วยซ้ำ
กลุ่มนักเรียนที่กงอวิ๋นพามาให้ความสนใจนิตยสาร ‘ทะเลสาบเว่ยหมิง’ เป็นอย่างมาก ในบรรดาพวกเขา มีบางคนที่ปีนี้จะต้องสอบเข้าม.เยียนจิงได้อย่างแน่นอน จึงมีความใฝ่ฝันถึงชมรมวรรณกรรมห้าสี่เป็นธรรมดา
กลุ่มนักเรียนแย่งกันควักเงินซื้อนิตยสาร บางคนก็แทบรอไม่ไหวที่จะเปิดอ่าน
“กงอวิ๋น ผลงานของสวี่หลิงจวินอยู่ตรงไหนล่ะ?”
“ฉันเคยบอกตอนไหนว่าผลงานของสวี่หลิงจวินตีพิมพ์อยู่ในนี้? เขาเป็นที่ปรึกษาต่างหาก”
“ที่ปรึกษาเหรอ!”
เพื่อนนักเรียนหาจากรายชื่อด้านหน้า แล้วพูดอย่างประหลาดใจว่า “เป็นเขาจริงๆ ด้วย!”
กลุ่มคนพากันรุมเข้ามา “มีชื่อสวี่หลิงจวินอยู่จริงๆ เหรอ?”
มีคนถามหวังเสี่ยวผิงว่า “สวี่หลิงจวินอยู่ม.เยียนจิงของพวกพี่จริงๆ เหรอคะ?”
หวังเสี่ยวผิงพยักหน้าอย่างลังเล ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องปิดเป็นความลับแล้วมั้ง
กงอวี้พูดอย่างเปิดเผยว่า “สวี่หลิงจวินอยู่ม.เยียนจิงของเราจริงๆ ค่ะ นี่เป็นนามปากกาของเขา”
ขณะที่พูด กงอวี้ก็นึกถึงคำพูดที่เธอเคยบอกน้องสาวเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาได้ เธอจึงเรียกน้องสาวมาหลบมุม
“เธออย่าเอาข้อมูลของเขาไปป่าวประกาศสุ่มสี่สุ่มห้านะ เดี๋ยวจะไปกระทบการทำงานของเขาเข้า”
กงอวิ๋นตบหน้าอกตัวเอง “พี่วางใจได้เลย ฉันไม่ได้เอาไปป่าวประกาศซี้ซั้วหรอก”
ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังคุยกัน เพื่อนนักเรียนหลายคนก็ซื้อนิตยสารกันเสร็จแล้ว แต่นิตยสารที่หวังเสี่ยวผิงกับกงอวี้พามายังเหลืออีกกองเบ้อเริ่ม
กงอวิ๋นพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวฉันไปเรียกคนมาให้พวกพี่อีกหน่อยดีกว่า”
เธอพูดพลางวิ่งไปทางอาคารเรียน แล้วก็บังเอิญสวนกับเด็กสาวหน้าตาสะสวยน่ารักคนหนึ่ง
“อวี้โม่ ทำไมเธอเพิ่งมาล่ะ?”
“ไปเข้าห้องน้ำมาน่ะ ยังมีนิตยสารเหลืออยู่มั้ย?”
“มี รีบไปเร็วเข้า!”
“โอเค”
ทั้งสองคนเดินสวนกันไป
คืนนั้น ขณะที่หลินเฉาหยางกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออยู่ จู่ๆ หมึกปากกาหมึกซึมก็หมด เขาจึงสะบัดปากกา
“อย่าสะบัด อย่าสะบัด!” เถาอวี้ซูรีบห้าม เธอหยิบปากกามา “บอกคุณไปกี่รอบแล้วว่าถ้าหมึกหมดก็เติมเอา อย่าเอาแต่สะบัด เลอะเทอะเต็มห้องไปหมดแล้วเนี่ย”
หลินเฉาหยางมองเถาอวี้ซูหมุนปลอกปากกาออก จุ่มปลายปากกาลงในขวดหมึกสีดำ ดูดหมึกจนเต็มหลอด แต่ตรงปลายปากกากลับไม่มีหมึกส่วนเกินติดมาเลย
“ภรรยา ฝีมือการเติมหมึกของคุณนี่ร้ายกาจมากเลยนะ!”
เถาอวี้ซูค้อนขวับ “ดีแต่พูดจาหวานหูหลอกฉันล่ะสิ!”
“จะหาว่าหลอกได้ยังไงล่ะครับ? มีข้อดีก็ต้องพูดออกมาอย่างเปิดเผยสิ!”
มุมปากของเถาอวี้ซูยกขึ้นเล็กน้อย “พอแล้ว รีบเขียนงานของคุณต่อเถอะ”
หลินเฉาหยางรับปากกาหมึกซึมมา พูดอย่างสบายใจว่า “เหลืออีกอย่างมากก็พันตัวอักษร คืนนี้อดหลับอดนอนหน่อย ปิดจ็อบได้เลย”
เถาอวี้ซูประหลาดใจไม่น้อย “เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเฉาหยางก็ใจหายวาบ เร็วไปเหรอ? รู้งี้เขียนให้ช้ากว่านี้หน่อยก็ดี
ช่วงนี้ก็เขียนลื่นไหลเกินไปหน่อย เลยเบรกไม่อยู่
“อืม ยังต้องแก้ไขอีกหน่อยน่ะครับ” เขาหาข้อแก้ตัว
เถาอวี้ซูพยักหน้า “ใช่ค่ะ เดี๋ยวฉันช่วยดูให้ก่อน แล้วคุณค่อยเอาไปส่งที่กองบรรณาธิการ ให้บรรณาธิการช่วยหาจุดบกพร่องให้ แล้วค่อยแก้ แบบนี้จะได้มีประสิทธิภาพมากกว่า”
เถาอวี้ซูไม่เพียงแต่รักการเรียนเท่านั้น แต่ยังมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาประสิทธิภาพในการเรียนด้วย โดยไม่รู้ตัวเธอก็มักจะตั้งข้อเรียกร้องบางอย่างกับหลินเฉาหยางด้วย
ผ่านไปอีกหลายวัน ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนมีนาคมแล้ว
ปลายต้นหลิวริมทะเลสาบเว่ยหมิงผลิใบสีเขียวอ่อน ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยอ่อนๆ ผิวน้ำในทะเลสาบเป็นประกายระยิบระยับ
หลินเฉาหยางลางานกับทางห้องสมุด วันนี้เขาต้องไปส่งต้นฉบับให้ ‘เยียนจิงวรรณศิลป์’
เขานั่งรถเมล์โคลงเคลงไปตลอดทางจนถึงลานกว้างของสำนักวัฒนธรรมประจำเมือง ด้วยประสบการณ์ที่มีเฉินเจี้ยนกงพามาในครั้งก่อน ครั้งนี้หลินเฉาหยางจึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดีและหากองบรรณาธิการเจออย่างง่ายดาย
“เต๋อหนิง!”
จางเต๋อหนิงได้ยินคนเรียกชื่อ จึงเงยหน้าขึ้นมองเห็นหลินเฉาหยาง สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “คุณมาได้ยังไงคะ? เอาต้นฉบับมาส่งให้ฉันหรือเปล่า?”
“ถ้าไม่เอาต้นฉบับมาส่ง ผมจะมาหาคุณไม่ได้เหรอครับ?” หลินเฉาหยางพูดติดตลก
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเต๋อหนิงหุบลงทันที “ไม่มีต้นฉบับหรอกเหรอคะ!”
“พวกคุณที่เป็นบรรณาธิการเนี่ย เลือดเย็นและมองแต่ความเป็นจริงกันซะจริงนะ”
หลินเฉาหยางพูดพลางตบกระดาษต้นฉบับปึกหนึ่งลงบนโต๊ะ
ใบหน้าของจางเต๋อหนิงเบ่งบานด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง และเป็นรอยยิ้มที่ดูไร้ราคาเอามากๆ
“โอ๊ะ! มีต้นฉบับจริงๆ ด้วย ปึกหนาขนาดนี้เลยเหรอคะ?”
เธอยิ้มหน้าบานลูบคลำกระดาษต้นฉบับที่เพิ่งเขียนเสร็จใหม่ๆ สายตาแทบจะละไปจากมันไม่ได้เลย
ปึกหนาขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวล่ะนะ?







