บทสนทนาของทั้งสองดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ ในกองบรรณาธิการจนต้องหันมามอง
หลังจากประคองกระดาษต้นฉบับและดีใจอยู่นาน จางเต๋อหนิงก็นึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำหลินเฉาหยางให้เพื่อนร่วมงานในกองบรรณาธิการรู้จัก
คราวก่อนตอนที่เฉินเจี้ยนกงพาหลินเฉาหยางมาตรงกับช่วงสุดสัปดาห์พอดี จึงมีแค่โจวเยี่ยนหรูกับจางเต๋อหนิงและบรรณาธิการหญิงอีกคนชื่อหวังเจี๋ย มาคราวนี้หลินเฉาหยางได้พบกับเฉินซื่อชง หลิวเหิง ฟู่หย่งหลิน และบรรณาธิการคนอื่นๆ ด้วย
ตอนที่จางเต๋อหนิงแนะนำหลิวเหิง หลินเฉาหยางก็มองเขาอยู่นานหน่อย หากจำไม่ผิด หลิวเหิงคนนี้น่าจะเป็นนักเขียนบทคู่บุญของเหล่าโหมวในยุคหลัง และตัวเขาเองก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงมากเช่นกัน
'จูโต้ว' 'ชีวิตเปี่ยมสุขของจางต้าหมินจอมฝอย' 'ฉู่ป้าหวังผู้พิชิต' 'คำสั่งรวมพล' 'สิบสามบุปผาแห่งจินหลิง' บทภาพยนตร์ชื่อดังมากมายล้วนมาจากฝีมือของเขา ขณะเดียวกันเขายังเป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย
รวมถึง 'ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ' ที่หลินเฉาหยางใช้นามปากกาชื่อแฝงเขียนก่อนหน้านี้ ต้นฉบับเดิมคือนิยายที่เฉินหยวนปินแต่งขึ้นในช่วงยุคเก้าศูนย์ และบทภาพยนตร์ก็เขียนโดยหลิวเหิง
ไม่เพียงแต่หลินเฉาหยางที่กำลังสังเกตเหล่าบรรณาธิการ พวกเขาก็กำลังสังเกตหลินเฉาหยางอยู่เช่นกัน
แม้ 'คนเลี้ยงม้า' จะเป็นเพียงเรื่องสั้น แต่ในช่วงเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา มันกลับสร้างอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อวงการวรรณกรรมในประเทศและกลุ่มผู้อ่าน
นามปากกา "สวี่หลิงจวิน" กลายเป็นผู้นำกระแสในแวดวงวรรณกรรม ตลอดทั้งปีที่แล้ว นามปากกานี้ร่วมกับชื่อของ "หลิวซินอู่" และ "หลูซินฮวา" ได้กลายเป็นตัวแทนของวรรณกรรมบาดแผลที่เพิ่งผงาดขึ้นมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอิทธิพลอันแข็งแกร่งของ 'คนเลี้ยงม้า' หรือไม่ นับตั้งแต่ 'คนเลี้ยงม้า' ตีพิมพ์ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ก็ได้ทยอยตีพิมพ์ 'คำทักทายจากปลายเท้า' และ 'เป็ดอัดหนานจิง' ของหวังเหมิงตามมา
ในเดือนมีนาคมที่กำลังจะผ่านพ้นไป ก็ได้ตีพิมพ์ 'ไส้ศึก' ของฟางจื้อ ซึ่งนิยายเหล่านี้ล้วนได้รับกระแสตอบรับไม่น้อยในหมู่ผู้อ่าน
โดยเฉพาะ 'ไส้ศึก' ของฟางจื้อ สไตล์การแต่งนั้นฉีกกฎเกณฑ์การสร้างสรรค์แบบ "สามโดดเด่น" ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากตีพิมพ์ก็กลายเป็นที่ถกเถียงอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเพียงครึ่งปี ยอดขายของ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อิทธิพลของผลงานก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งช่วยยกระดับสถานะของ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ในวงการนิตยสารวรรณกรรมระดับประเทศโดยตรง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของหลี่ชิงฉวน ผู้รับผิดชอบคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง แต่บางครั้งทุกคนก็แอบเชื่อโชคลาง โดยยกความดีความชอบที่ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จอย่างรวดเร็วในวันนี้ ว่าเป็นเพราะ "สวี่หลิงจวิน" และ 'คนเลี้ยงม้า' ช่วยเบิกฤกษ์ที่ดีให้กับนิตยสาร
ทว่าแม้สวี่หลิงจวินจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่กลับทำตัวเรียบง่ายมาก
ฟังจากที่จางเต๋อหนิงบอก เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองมีฐานะเป็นนักเขียน ถึงขั้นปฏิเสธความคิดของกองบรรณาธิการที่อยากจัดงานเสวนาผลงานให้กับ 'คนเลี้ยงม้า' เห็นได้ชัดว่าเป็นคนเก็บตัวแค่ไหน
พอได้เจอหลินเฉาหยางในวันนี้ ทุกคนในกองบรรณาธิการต่างก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
นามปากกาสวี่หลิงจวินที่ผูกติดอยู่กับตัวเอกของนิยาย มักจะทำให้ทุกคนอดจินตนาการไปต่างๆ นานาไม่ได้ แต่พอมองดูตอนนี้ เขาก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง แน่นอนว่าคำว่า "ธรรมดา" นี้หมายถึงรูปร่างหน้าตา
แต่เมื่อฟังบทสนทนาระหว่างหลินเฉาหยางกับจางเต๋อหนิง จากคำพูดคำจาแล้วก็ยังพอฟังออกว่าเขาเป็นคนมีความรู้
หลังจากคุยกับจางเต๋อหนิงได้สักพัก หลินเฉาหยางก็ตั้งใจจะขอตัวกลับ แต่จางเต๋อหนิงกลับดึงดันจะพาเขาไปพบหลี่ชิงฉวน ผู้รับผิดชอบนิตยสารให้ได้
เมื่อได้พบหน้า หลี่ชิงฉวนนั้นผอมมาก อายุห้าสิบกว่าปี หนวดเคราและเส้นผมขาวโพลน สภาพเช่นนี้พบเห็นได้บ่อยในหมู่ปัญญาชนยุคปัจจุบัน เพราะในช่วงหลายปีก่อน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนตกระกำลำบากมาไม่น้อย
เขาพูดคุยกับหลินเฉาหยางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นมาก่อนว่าช่วงนี้กองบรรณาธิการมีแผนจะทำรวมบทวิจารณ์ให้กับ 'คนเลี้ยงม้า' โดยรวบรวมบทความวิจารณ์ที่มีอิทธิพลซึ่งตีพิมพ์ในสื่อสาธารณะในช่วงเกือบครึ่งปีที่ผ่านมาเข้าไว้ด้วยกัน
หลินเฉาหยางมีสีหน้าประหลาดใจ "เรื่องนี้... ไม่จำเป็นมั้งครับ"
ตามหลักแล้วเรื่องรวมบทวิจารณ์ไม่ควรเป็นหน้าที่ของกองบรรณาธิการ และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหลินเฉาหยางมากนัก
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ต้องการจะปั้นหลินเฉาหยางให้โด่งดัง จุดประสงค์ที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยาก การผงาดขึ้นของนิตยสารวรรณกรรมใดๆ ย่อมต้องมาพร้อมกับการแจ้งเกิดของนักเขียนชื่อดังหนึ่งคนหรือหลายคน ทั้งสองสิ่งนี้เกื้อกูลและส่งเสริมซึ่งกันและกัน
สาเหตุที่หลินเฉาหยางต่อต้านเรื่องนี้ เป็นเพราะสำหรับเขาแล้วมันไม่มีผลประโยชน์อะไรให้กอบโกย ซ้ำยังอาจต้องเสียเรี่ยวแรงไปกับเรื่องนี้อีกด้วย
ด้วยชื่อเสียงของ 'คนเลี้ยงม้า' ในตอนนี้ เรื่องรวมบทวิจารณ์ก็เป็นแค่การประดับดอกไม้บนแพรพรรณ ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลยจริงๆ
เพราะถึงจะยกยอจนเกินจริงไปแค่ไหน มันก็เป็นแค่นิยายเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งอยู่ดี
"พวกเราก็แค่เป็นคนริเริ่มเท่านั้น ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่ ยังต้องดูการตัดสินใจของสำนักพิมพ์นักเขียน ตอนนี้ผมก็แค่บอกคุณไว้ก่อน"
ในเมื่อหลี่ชิงฉวนพูดมาแบบนี้ หลินเฉาหยางก็ไม่สะดวกที่จะพูดอะไรอีก แม้จะเป็นรวมบทวิจารณ์ของ 'คนเลี้ยงม้า' แต่ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลินเฉาหยางโดยตรง ทางกองบรรณาธิการกับสำนักพิมพ์เต็มใจจะทำ ก็ไม่เกี่ยวกับเขา
หลังจากหลินเฉาหยางจากไป จางเต๋อหนิงก็เปิดกระดาษต้นฉบับที่เขาส่งมาให้
กระดาษต้นฉบับแผ่นใหญ่แบบมาตรฐานห้าร้อยช่องหนาเต็มหนึ่งเล่ม ดูแล้วน่าจะมีสักห้าถึงหกหมื่นตัวอักษร
"รองเท้าผ้าใบคู่นั้นสกปรกเกินไปแล้ว ต่อให้เป็นในหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากจนไปทั่วสารทิศแห่งนี้ น้ำเสียที่เกิดจากน้ำฝนปนเปื้อนมูลสัตว์ก็อาจจะยังสะอาดกว่ามัน..."
จิตใจของจางเต๋อหนิงจดจ่ออยู่กับเนื้อหาบนกระดาษต้นฉบับ ตัวอักษรตรงหน้าค่อยๆ ก่อตัวเป็นภาพขึ้นมา
เธอดำดิ่งอยู่ในโลกแห่งตัวอักษร อินไปกับความสุขความเศร้าของตัวละคร และหลั่งน้ำตาให้กับความพลิกผันของเนื้อเรื่อง
ในตอนนั้นเอง จางเต๋อหนิงก็รู้สึกว่ามีคนมาตบไหล่เธอ เธอเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับขอบตาที่แดงก่ำ
"เสี่ยวจาง จะเลิกงานแล้ว เอาต้นฉบับของสวี่หลิงจวินมาไว้ที่ผมก่อน ผมจะเอากลับไปอ่าน" หลี่ชิงฉวนพูด
หลี่ชิงฉวนเป็นผู้รับผิดชอบนิตยสารที่มีความกล้าหาญและมีความรับผิดชอบ แต่เขามีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือมักจะไม่รอให้ลูกน้องตรวจทานรอบแรกหรือรอบสอง แต่จะตรวจต้นฉบับด้วยตัวเองโดยตรง
เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนเขาเคยเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการของ 'วรรณกรรมประชาชน' มีประสบการณ์สูงและมีความสามารถมาก ประกอบกับหลังจากเข้ามารับช่วงต่อกองบรรณาธิการได้ไม่ถึงครึ่งปี เขาก็นำพา 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ไปสู่อีกระดับหนึ่ง ดังนั้นทุกคนในกองบรรณาธิการจึงค่อนข้างเชื่อถือเขา
หลังจากหลี่ชิงฉวนหยิบต้นฉบับไป จางเต๋อหนิงก็อดบ่นพึมพำในใจไม่ได้ เมื่อกี้เธอเพิ่งจะอ่านถึงตอนที่กำลังสนุกเลยเชียว
ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเสี่ยวกั๋วจื่อจะวิ่งชนะไหมนะ? จะได้รองเท้าผ้าใบคู่ใหม่นั่นหรือเปล่า?
เมื่อออกมาจากกองบรรณาธิการ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' หลินเฉาหยางก็ไม่ได้กลับม.เยียนจิงทันที นานๆ ทีจะได้เข้าเมืองสักครั้ง เขาตั้งใจจะซื้อของฝากกลับไปให้คนที่บ้านเสียหน่อย
เดิมทีหลินเฉาหยางอยากจะซื้อเป็ดย่างสักตัว แต่พอไปถึงเฉวียนจวี้เต๋อ ราคา "ตัวละสิบหยวน" บนป้ายเมนูก็ทำเอาเขาต้องถอยกรูด
คนงานธรรมดาในเมืองเยียนจิงมีรายได้เดือนละสามสิบสี่สิบหยวนเท่านั้น เป็ดหนึ่งตัวมีมูลค่าเท่ากับหนึ่งในสี่ของเงินเดือนทั้งเดือน หากเทียบกับค่าครองชีพของเยียนจิงในอีกสี่สิบปีให้หลัง เป็ดตัวนี้คงราคาตั้งสองสามพันหยวน ต่อให้โตมาด้วยการดื่มนมก็ยังไม่แพงขนาดนี้เลย
หลินเฉาหยางพอจะมีเงินอยู่ในมือก็จริง แต่มันไม่ใช่การใช้จ่ายแบบผลาญเงินเล่นเช่นนี้
ก่อนออกจากร้าน เขามองเตาอบอิฐแดงบนพื้นที่มีไฟถ่านลุกโชนอยู่ตลอดเวลาของเฉวียนจวี้เต๋ออย่างเคียดแค้น ที่ปากเตามีคำกลอนคู่เขียนไว้ว่า: เตาไฟทองคำลุกโชนไม่ดับสูญนับพันปี ตะขอเงินแขวนรสชาติสดใหม่หลากชนิดอยู่เสมอ และมีคำกลอนแนวนอนเขียนว่า: นายแห่งเตา
ช่างดูดีมีระดับเสียเหลือเกิน!
ไว้รอให้ข้ามีเงินก่อนเถอะ!
เมื่อออกจากเฉวียนจวี้เต๋อ เขาก็หันหลังเดินไปยังห้างสรรพสินค้าของรัฐที่อยู่ข้างๆ ซื้อครีมหิมะให้เถาอวี้ซูหนึ่งกระปุก แล้วก็ไปร้านเต้าเซียงชุนเพื่อซื้อขนมเปี๊ยะท้ออีกสองชั่ง จากนั้นถึงกลับม.เยียนจิง
เมื่อกลับมาถึงห้องสมุด หลินเฉาหยางก็แบ่งขนมให้เพื่อนร่วมงานที่จุดยืมหนังสือไปครึ่งชั่งกว่า
ขนมเปี๊ยะท้อมีไม่มาก พอแบ่งให้คนสี่ห้าคน ก็ดูน้อยลงไปอีก
แต่ในช่วงเวลานี้ทุกคนต่างก็ไม่ได้มีเงินทองเหลือเฟือ บ้านไหนมีเด็กก็อาจจะตัดใจซื้อให้ลูกกิน แต่ก็ใช่ว่าจะซื้อมาลองชิมเอง ถือเสียว่าเป็นเครื่องปลอบประโลมใจเล็กๆ น้อยๆ ในยามบ่ายอันน่าเบื่อหน่ายนี้ก็แล้วกัน
"จริงสิ เฉาหยาง ตอนเที่ยงมีนักศึกษาสองกลุ่มมาหาคุณน่ะ" หูเหวินฉงเตือน
"ใครเหรอครับ ทิ้งโน้ตไว้หรือเปล่า" หลินเฉาหยางนึกว่าเป็นคนจากภาควิชาภาษาจีนกลุ่มนั้น
"ไม่ได้ทิ้งไว้ค่ะ"
หากเป็นคนรู้จักมีธุระมาหาเขา ย่อมต้องทิ้งโน้ตไว้หรือฝากหูเหวินฉงช่วยบอกกล่าวอย่างแน่นอน หลินเฉาหยางรู้สึกสงสัยเล็กน้อย ใครกันนะที่มาหาเขา?







