หากจะบอกว่าเมืองแทนซานยังมีสถานที่ใดที่ทำให้กาเวนไม่รู้สึกผิดหวังมากนัก และพอจะได้สัมผัสถึงกลิ่นอายต่างโลกที่ผสานความคลาสสิกและความสง่างามเข้าด้วยกันได้บ้าง สถานที่แห่งนั้นก็คงมีเพียงย่านคนรวยซึ่งตั้งอยู่ค่อนไปทางเหนือของใจกลางเมืองเท่านั้น ถนนไม่กี่สายกับกำแพงหนึ่งทอดได้แบ่งแยกที่นี่ออกจากย่านสลัมภายนอก ผู้มีหน้ามีตาและฐานะดีต่างก็อาศัยอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างสะอาดสะอ้านแห่งนี้
ที่นี่มีอาคารสองชั้นหลังเล็กสวยงามตั้งอยู่ ทุกหลังล้วนสร้างขึ้นจากหินสีเทาอ่อนและไม้ซีดาร์ บนระเบียงที่ยื่นออกมาจากชั้นสองของอาคารมีการตากปลาแห้งและเนื้อหมักเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัวที่มีฐานะ
แม้ว่าโดยรวมแล้วแทนซานจะเป็นเพียงแค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ซึ่งยังห่างไกลจากขนาดของเมืองใหญ่มากนัก ทว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านคนรวยต่างก็เรียกขานตนเองว่าเป็นพลเมืองผู้ทรงเกียรติและน่าภาคภูมิใจ
พวกเขาล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่มีทั้งอิสรภาพ สามารถจ่ายภาษีต่างๆ ได้ และยังมีหน้าที่การงานที่มีหน้ามีตาในเมือง ซึ่งก็คือเจ้าของฟาร์มและหัวหน้าคนงานเหมือง
และในวันนี้ บุคคลผู้มีหน้ามีตาเหล่านี้ก็ออกมายืนอยู่บนระเบียงที่ตากปลาแห้งและเนื้อหมักของตนเหมือนเช่นเคย พวกเขากำลังพูดคุยกับเพื่อนบ้านถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทุกเรื่องที่ดูน่าสนใจสักเล็กน้อยล้วนคู่ควรแก่การนำมาสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ และเรื่องที่น่าพูดถึงมากที่สุดในระยะนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแคว้นเซซิลอย่างไม่ต้องสงสัย
เมืองแทนซานและพื้นที่โดยรอบเป็นดินแดนศักดินาของไวเคานต์แอนดรูว์ แคว้นเซซิลกับดินแดนของไวเคานต์แอนดรูว์นั้นเป็นเพื่อนบ้านกัน แม้ว่าระหว่างย่านเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองแคว้นจะมีพื้นที่รกร้างกว้างใหญ่คั่นกลาง แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีถนนหลวงเชื่อมต่อ ดังนั้นแม้จะอยู่ในยุคสมัยที่การสื่อสารข้อมูลไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นเซซิลก็ยังคงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองแทนซานตั้งแต่เนิ่นๆ
เริ่มแรกมีกลุ่มคนที่ดูเหมือนผู้ลี้ภัยหนีตายมายังสถานที่แห่งนี้ภายใต้การนำของอัศวินหนึ่งนายและทหารอีกสิบกว่านาย จากนั้นข่าวคราวที่ว่าแคว้นเซซิลถูกฝูงสัตว์ประหลาดจำนวนมหาศาลและคลื่นพลังธาตุกลืนกินและทำลายล้างจนย่อยยับก็แพร่กระจายออกไป
ข่าวร้ายที่น่าตกใจนี้ราวกับเรื่องราวที่พวกกวีพเนจรแต่งขึ้นมามั่วๆ ในตอนแรกเหล่าพลเมืองที่ใช้ชีวิตในยุคสงบสุขมานานหลายปีแทบไม่เชื่อเลยว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง ทว่าผู้ลี้ภัยและทหารที่อยู่ในสภาพทุลักทุเลเหล่านั้นกลับเข้ามาในเมืองจริงๆ ซ้ำร้ายหลังจากนั้นไวเคานต์แอนดรูว์ก็ออกคำสั่ง ไม่เพียงแต่บังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวที่เข้มงวดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มกำลังคนลาดตระเวนในพื้นที่รอบเมืองอีกด้วย เรื่องราวสยองขวัญที่ดูไร้สาระจึงกลายเป็นความจริงขึ้นมา
เหล่าพลเมืองได้ยกระดับข่าวร้ายที่เกิดขึ้นในแคว้นเซซิลจากเรื่องคุยเล่นหลังอาหารให้กลายเป็น... เรื่องที่พูดคุยกันอย่างจริงจัง
ในตอนแรกพวกเขาเพียงแค่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันบ้างเป็นครั้งคราวเวลาบังเอิญเจอกันในโรงเตี๊ยม แต่ตอนนี้พวกเขาถึงขั้นต้องออกมายืนบนระเบียง โดยมีปลาแห้งและเนื้อหมักเป็นฉากหลังเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว
และในขณะที่บรรดาผู้มีหน้ามีตาเหล่านี้กำลังพูดคุยกันว่า ตระกูลเซซิลที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ในที่สุดคราวนี้ก็ถึงกาลอวสานอย่างแท้จริงแล้วนั้น ผู้นำของตระกูลเซซิลก็ได้เดินผ่านย่านคนรวยและย่านโบสถ์ เข้าไปในปราสาทของไวเคานต์แอนดรูว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่ว่าชีวิตของชาวสลัมในเมืองแทนซานจะยากแค้นแสนเข็ญเพียงใด แต่บ้านของไวเคานต์แอนดรูว์นั้นล้วนโอ่อ่าตระการตา อันที่จริงด้วยความมั่งคั่งของแคว้นและวิธีการกอบโกยความมั่งคั่งของตระกูล ปราสาทที่ท่านไวเคานต์ผู้นี้สร้างขึ้นจึงงดงามกว่าป้อมปราการซอมซ่อที่รีเบคก้าอาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กมากนัก
หลังจากแจ้งสถานะของผู้มาเยือนต่อปราสาทแล้ว พ่อบ้านของไวเคานต์แอนดรูว์ก็เชิญพวกของกาเวนเข้ามาในปราสาทแห่งนี้ พวกเขาถูกพาไปยังห้องรับแขกที่สว่างไสวและกว้างขวาง นั่งอยู่หลังโต๊ะยาวที่ทำจากไม้มาฮอกกานี เพื่อรอคอยการต้อนรับจากท่านไวเคานต์
ขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่ที่กว้างขวางและสะดวกสบาย พลางมองดูชุดน้ำชาอันประณีตที่ทำจากเงินตรงหน้า กาเวนกลับอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชาวสลัมที่สวมเสื้อผ้าผ้าไม่ปิดกายและมีรูปร่างผ่ายผอมอยู่ข้างนอก รวมถึงบ้านเรือนที่ดูราวกับเพิงพักเหล่านั้น ต้องยอมรับเลยว่า เขารู้สึก... หมดศรัทธาต่อโลกแฟนตาซีแห่งดาบและเวทมนตร์ใบนี้อยู่บ้าง
"ท่านบรรพบุรุษคะ" รีเบคก้าที่นั่งอยู่ข้างกาเวนลอบสะกิดข้อศอกของบรรพบุรุษตัวเองเบาๆ "เดี๋ยวพวกเราจะแนะนำท่านว่าอย่างไรดีคะ?"
"ก็พูดไปตรงๆ ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อกี้เลย" กาเวนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย "อยู่ที่นี่ พวกเราทำตัวให้โดดเด่นเข้าไว้ก็พอ"
"ท่านบรรพบุรุษคะ" เฮตตี้เอ่ยขึ้นบ้าง พร้อมกับบุ้ยปากไปทางแอมเบอร์ "ท่านคิดว่า... เธอเหมาะที่จะมาปรากฏตัวที่นี่จริงๆ หรือคะ?"
แอมเบอร์นั่งอยู่ตรงข้ามกับกาเวน หญิงสาวฮาล์ฟเอลฟ์ผู้นี้กำลังศึกษาชุดน้ำชาเงินที่อยู่ตรงหน้าอย่างขะมักเขม้น วิธีการศึกษาหลักๆ ของเธอก็คือการเทน้ำชาทิ้ง แล้วยัดถ้วยชาเข้าไปในอกเสื้อ และในจังหวะที่กาเวนเงยหน้าขึ้นมา เธอก็ยัดช้อนซุปเข้าไปอีกคันหนึ่ง
กาเวนถลึงตาใส่ฝั่งตรงข้าม "แอมเบอร์!"
"หวา!" คุณหนูโจรสาวร้องอุทานออกมาอย่างเกินจริงไปสักหน่อย จากนั้นก็ล้วงของในอกเสื้อออกมาวางบนโต๊ะอย่างเก้อเขิน ซึ่งประกอบไปด้วยถ้วยชาสองใบ ช้อนซุปสามคัน ถาดเงินหนึ่งใบ นาฬิกาพกหนึ่งเรือน ถั่วหนึ่งกำมือ จอกเหล้าสองใบ และแว่นตาข้างเดียวที่ห้อยอยู่บนอกของคุณพ่อบ้านเมื่อครู่นี้
กาเวน: "?!"
เชี่ยเอ๊ย แม่สาวโดราแอมเบอร์คนนี้ นี่เธอทำได้ยังไงวะเนี่ย?!
ในวินาทีนี้ กาเวนอดไม่ได้ที่จะลูบดาบแห่งผู้บุกเบิกที่อยู่ข้างกาย และรู้สึกขอบคุณจากใจจริงที่จอมโจรผู้นี้ไม่ได้ขโมยของตอนที่ขุดหลุมศพเขาก่อนหน้านี้...
"เธอเป็นพยานคนสำคัญในการคืนชีพของข้า" กาเวนพยายามกลั้นอาการใบหน้ากระตุก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อีกอย่าง เจ้าไม่คิดหรือว่าถ้าปล่อยยัยนี่ไว้ในที่ที่เราจับตาดูไม่ได้ มันจะยิ่งทำให้เสียเรื่องเอาง่ายๆ น่ะ?"
เฮตตี้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งในทันที
ในตอนนั้นเอง ไวเคานต์แอนดรูว์ผู้นั้นก็เดินเข้ามาในห้องรับแขกในที่สุด
ประตูไม้โอ๊กถูกผู้ติดตามผลักออก ชายร่างผอมสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขาสวมชุดทักซิโด้หางยาวสีดำรัดรูป ผมสั้นสีน้ำตาลดำแนบติดกับหนังศีรษะหลังจากชโลมด้วยน้ำมันหอม หนวดทรงดินสอสองเส้นเรียงตัวอย่างประณีตอยู่ใต้จมูกชี้ไปด้านข้าง ส่วนใบหน้าของเขานั้นซีดเซียวแต่กลับมีรอยแดงระเรื่อที่ดูผิดปกติแฝงอยู่ ใบหน้าที่ดูอมโรคเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ขุนนาง โดยเฉพาะพวกขุนนางที่ไม่ค่อยมีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์หรือทักษะการต่อสู้
เพื่อที่จะได้สัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติที่เกินกว่าพรสวรรค์ของตนเอง และเพื่อการเสพสุขอย่างดื่มด่ำมากยิ่งขึ้น พวกเขาจะใช้โพชั่นราคาแพงเกินขนาดเพื่อ 'เสริมสร้างการรับรู้' และผลข้างเคียงของโพชั่นชนิดนี้ก็จะแสดงออกมาทางสีหน้า
พวกเขาถึงขั้นภาคภูมิใจกับสิ่งนี้ และมองว่าใบหน้าที่ซีดเซียวเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความเป็นขุนนาง
ในจุดนี้ ลูกหลานตระกูลเซซิลที่ยังคงปฏิบัติตามคำสอนของบรรพบุรุษ ฝึกฝนทักษะอย่างซื่อสัตย์ และพึ่งพาความพยายามส่วนตัวในการเรียนรู้วิชาการต่อสู้ (หรือเวทมนตร์) กลับกลายเป็นพวกนอกคอกในแวดวงขุนนางไปเสียอย่างนั้น แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรตระกูลเซซิลก็ตกต่ำลงแล้ว อย่าว่าแต่โพชั่นที่มักจะมีราคาแพงแต่หาซื้อไม่ได้เลย รีเบคก้าไม่มีกระทั่งเงินที่จะนำมาซ่อมแซมรอยรั่วบนปราสาทของตระกูลด้วยซ้ำ ทว่าแน่นอนว่าตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องซ่อมรอยรั่วนั่นอีกต่อไปแล้ว
"อา ท่านหญิงเฮตตี้ผู้เลอโฉม และคุณหนูรีเบคก้าที่งดงามไม่แพ้กัน ข้าต้องขออภัยจริงๆ ที่มาสาย" ทันทีที่เข้ามาในห้อง ไวเคานต์แอนดรูว์ผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัด น้ำเสียงมีจังหวะจะโคน และบนใบหน้าก็ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงใจ "แต่ข้ายุ่งมากจริงๆ ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นในแคว้นเซซิลแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนของข้าแล้ว ประชาชนกำลังหวาดผวา ข้าจึงต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการจัดการเรื่องการป้องกันแคว้นและรับฟังรายงานจากหน่วยลาดตระเวน"
กาเวนขนลุกซู่ขึ้นมาทันที และบ่นพึมพำเสียงเบา "การคุยกับขุนนางสมัยนี้ต้องใช้น้ำเสียงราวกับร้องโอเปร่าแบบนี้ด้วยหรือ?"
รีเบคก้าลดเสียงลง "ขุนนางในสมัยของท่านบรรพบุรุษไม่ได้เป็นแบบนี้หรือคะ?"
"สมัยก่อนพวกเรามักจะหมกตัวอยู่ในโรงเตี๊ยม ดื่มเหล้าดีกรีแรงๆ ไปพลาง อวยกันเองไปพลาง แล้วก็คุยธุระกันไปในตัวเลยน่ะ"
"...ถ้าอย่างนั้นธรรมเนียมในตอนนี้ก็คงต่างจากสมัยก่อนจริงๆ นั่นแหละค่ะ แน่นอนว่าวิธีการพูดของไวเคานต์แอนดรูว์นั้น... ค่อนข้างจะพิเศษกว่าคนอื่นอยู่สักหน่อย"
"พวกเราเข้าใจค่ะ ตอนนี้ท่านควรจะยุ่งอยู่จริงๆ" เฮตตี้เห็นว่ารีเบคก้าซึ่งเป็นทายาทสายตรงของตระกูลเซซิลกลับมัวแต่คุยเล่นกับบรรพบุรุษ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าควรจะลุกขึ้นยืนเพื่อตอบรับ เธอจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนและถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างนึกโมโหที่ไม่ได้ดั่งใจ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน "แต่ข้าก็ยังต้องขอเตือนสักนิด ท่านควรเรียกขานรีเบคก้าว่าไวเคานต์ ไม่ใช่คุณหนู เธอสืบทอดบรรดาศักดิ์ของตระกูลมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ในโอกาสเช่นนี้ ท่านควรเรียกเธอว่าไวเคานต์รีเบคก้า หรือไวเคานต์เซซิลถึงจะถูกค่ะ"
ดูเหมือนว่ากฎเกณฑ์ในการเรียกขานบรรดาศักดิ์ของขุนนางในโลกนี้ในสถานการณ์ทั่วไปจะไม่เข้มงวดนัก สามารถนำหน้าด้วยชื่อตัวหรือชื่อสกุลก็ได้
รีเบคก้าถูกเฮตตี้ถลึงตาใส่ จึงเพิ่งจะรู้สึกตัวและลุกขึ้นยืน เธอค้อมตัวทำความเคารพไวเคานต์แอนดรูว์ตามธรรมเนียมที่ขุนนางระดับเดียวกันพึงกระทำเมื่อพบหน้ากัน ซึ่งท่าทางก็ถือว่าได้มาตรฐานอยู่บ้าง "ไวเคานต์แอนดรูว์ ขอบคุณมากสำหรับการต้อนรับของท่านค่ะ"
"เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว ไวเคานต์เซซิล" แอนดรูว์ถูกเฮตตี้เตือนด้วยน้ำเสียงกึ่งแข็งกึ่งอ่อน จึงนึกขึ้นได้ถึงชื่อเสียงของสตรีผู้นี้ในแวดวงขุนนาง เขาเลยสงวนท่าทีลงบ้าง และตอนที่เรียกขานรีเบคก้า เขาก็จงใจเลือกใช้ชื่อสกุลนำหน้าบรรดาศักดิ์แทนชื่อตัว ซึ่งเป็นวิธีการเรียกขานที่ค่อนข้างเป็นทางการ "ข้ารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นเซซิล นั่นเป็นภัยพิบัติอย่างแท้จริง แต่เรื่องที่น่ายินดีก็คือท่านปลอดภัยดี ดูเหมือนว่าการสืบทอดของตระกูลเซซิลจะไม่ถึงคราวต้องขาดสะบั้นลงแล้ว"
สิ่งที่ตามมาคือคำทักทายและคำแสดงความยินดีที่แทบจะไร้สาระ ฝ่ายหนึ่งแสดงความห่วงใยอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ส่วนอีกฝ่ายก็ต้องพยายามแสดงความรู้สึกซาบซึ้งและตื้นตันใจหลังจากได้รับความอบอุ่นนั้น เห็นได้ชัดว่าคุณหนูรีเบคก้าที่สมองเหมือนจะโดนประตูหนีบมานั้นไม่ค่อยถนัดเรื่องการเข้าสังคมในด้านนี้เท่าไรนัก เธอจึงดึงหัวข้อสนทนากลับเข้าสู่เรื่องหลักอย่างทื่อๆ "ก่อนที่ปราสาทจะแตก อัศวินฟิลิปได้นำกองกำลังคุ้มกันพลเรือนฝ่าวงล้อมออกมา พวกเขาควรจะล่าถอยมาที่นี่ ตามกฎหมายที่ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งประเทศทรงบัญญัติไว้ ตอนนี้พวกเขาควรจะได้รับการคุ้มครองจากท่าน ไม่ทราบว่าสถานการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้างคะ?"
"แน่นอน กฎหมายที่อดีตกษัตริย์ทรงบัญญัติไว้นั้นศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนของข้าแม้จะเล็ก แต่ก็เหลือเฟือที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่ตกทุกข์ได้ยาก" แอนดรูว์พยักหน้า "อัศวินผู้กล้าหาญท่านนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลในตอนที่มาถึง และตอนนี้ก็ยังไม่หายดี ข้าจัดให้เขาพักผ่อนอยู่ในโบสถ์ของศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ ที่นั่นสามารถให้การรักษาที่ดีที่สุดแก่เขาได้ ส่วนทหารผู้ภักดีและพลเรือนผู้น่าสงสารเหล่านั้น ข้าได้จัดให้อยู่ในเขตเมืองฝั่งตะวันออกและฝั่งใต้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครต้องตายเพราะความหนาวเหน็บหรือความหิวโหยเลยสักคน"
ประชาชนชาวเซซิลที่หนีตายมาที่นี่ไม่มีใครต้องตายเพราะความหนาวเหน็บหรือความหิวโหยเลย นี่ถือเป็นการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่แล้ว แน่นอนว่าการที่ไวเคานต์แอนดรูว์ยินดีรับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไว้ก็มีเหตุผลอยู่เช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนชาวเซซิลทุกคนที่เขารับไว้จะถูกคำนวณเป็นหนี้สินที่ตกหนักอยู่บนบ่าของรีเบคก้า หากรีเบคก้าต้องการฟื้นฟูตระกูล เธอจะต้องจ่าย 'ค่าตอบแทน' ให้กับไวเคานต์แอนดรูว์ตามจำนวนหัว
เช่นเดียวกับที่ 'ควรช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากตามกำลังความสามารถ ขุนนางพึงให้ที่พักพิงและคุ้มครองประชาชนของขุนนางประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบภัย' ถูกจารึกไว้ในกฎหมายของอันซู 'ผู้รับความช่วยเหลือพึงจ่ายค่าตอบแทนที่จำเป็นแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือ' ก็ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายเช่นกัน ซึ่งกาเวนรู้เรื่องนี้ดีทีเดียว
เพราะถึงอย่างไร กฎหมายสองข้อนี้ กาเวนเซซิลและชาร์ลส์ที่ 1 ก็เป็นคนช่วยกันร่างขึ้นมากับมือในสมัยนั้น...
แม้ว่ารีเบคก้าจะยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอในฐานะขุนนาง แต่เธอก็ยังเข้าใจกฎข้อนี้ดี หลังจากได้ยินคำพูดของไวเคานต์แอนดรูว์ สีหน้าของเธอก็อดไม่ได้ที่จะดูแย่ลง เพราะเธอสงสัยอย่างยิ่งว่าตัวเองยังมีความสามารถที่จะชำระหนี้สินที่มาเยือนอย่างกะทันหันนี้ได้หรือไม่
เธออดไม่ได้ที่จะปรายตามองกาเวนแวบหนึ่ง ในหัวผุดความคิดที่ทั้งกล้าหาญและน่าโดนอัดขึ้นมา
ท่านบรรพบุรุษ... มีแต่ของโบราณทั้งตัวเลยนี่นา... หรือจะยุให้ชายชราเอาเสื้อผ้าชุดนั้นไปขายดีไหมนะ?