หลังจากเฮตตี้พูดจบ แทบทุกคนในที่นั้นก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
ยกเว้นเพียงเบ็ตตี้เท่านั้น—เด็กสาวฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด
รีเบคก้าอดไม่ได้ที่จะนึกเชื่อมโยงไปถึงพวกสัตว์ประหลาดที่ทำลายล้างแคว้นของตระกูล สัตว์ประหลาดพวกนั้นคือผลิตผลจากคลื่นเวทมนตร์ ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่าพวกมันเร่ร่อนมาจากแดนทิ้งร้างกอนดอร์ ทะลวงผ่านกำแพงยิ่งใหญ่ และบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของอันซู—ยังไงเสียแคว้นเซซิลก็ตั้งอยู่ตรงพรมแดนทางใต้ของอันซู ซึ่งอยู่ใกล้กับแดนทิ้งร้างกอนดอร์มาก หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับหอคอยยามรักษาการณ์แห่งใดแห่งหนึ่งจนทำให้กำแพงยิ่งใหญ่เกิดช่องโหว่ การจะมีสัตว์ประหลาดหลุดรอดออกมาบ้างก็เป็นเรื่องที่พอจะจินตนาการได้
แต่ตอนนี้ รีเบคก้าอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น—ถ้าหากสัตว์ประหลาดพวกนั้นไม่ได้มาจากแดนทิ้งร้างกอนดอร์ แต่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในแคว้นเซซิลล่ะ?
ถ้าหากสัตว์ประหลาดพวกนั้น...หมายถึงคลื่นเวทมนตร์ระลอกใหม่ล่ะ?
"นี่...พวกเราตื่นตระหนกกันเกินไปหน่อยหรือเปล่า?" แอมเบอร์เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ หญิงสาวฮาล์ฟเอลฟ์พยายามเค้นรอยยิ้ม พลางชี้ไปที่สมุดบันทึกในมือของเฮตตี้ "ก็แค่ไดอารี่ที่นักเวทเถื่อนคนหนึ่งทิ้งไว้ เนื้อหาที่บันทึกก็ยังคลุมเครือ จะให้โยงไปถึงคลื่นเวทมนตร์โดยตรงเลยงั้นเหรอ?"
กาเวนไม่ได้โต้แย้งเธอ กลับพยักหน้าเห็นด้วย "อืม ก็เป็นไปได้ว่าฉันอาจจะประสาทเสียไปเอง"
ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเพียงการวิเคราะห์ส่งเดชโดยอิงจากความทรงจำที่สืบทอดมาในหัว แม้ว่าการได้ท่องจำเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนแบบรวดเดียวจบในมุมมองบุรุษที่หนึ่งจะรู้สึกสะใจดีพิลึก แต่หลังจากท่องจบ เขากลับรู้สึกเองว่าเรื่องนี้มันฟังดูน่าตื่นตระหนกเกินไปหน่อย
"ก็ใช่น่ะสิ" พอแอมเบอร์เห็นกาเวนพยักหน้า ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกตามทันที "ท่านน่ะตายไปตั้งเจ็ดร้อยปีแล้ว สมองยังยึดติดอยู่กับเรื่องในยุคนั้นไม่ยอมเปลี่ยน—ฉันรู้ว่าตอนนั้นท่านเคยผ่านเหตุการณ์คลื่นเวทมนตร์มา คงจะเป็นแผลในใจที่ฝังลึกเกินไป...โอ๊ย!!"
รีเบคก้าเอาไม้เท้าเวทมนตร์เคาะหัวฮาล์ฟเอลฟ์ไปหนึ่งที พร้อมกับถลึงตาใส่ "ห้ามเสียมารยาทกับท่านบรรพชนนะ!"
กาเวนมองไม้เท้าเวทมนตร์ของรีเบคก้าด้วยสายตาแปลกประหลาด นึกในใจว่าทีตอนแม่หนูนี่งัด 'เพลงกระบองสู่สุคติ' มาฟาดฟันบรรพบุรุษของตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ ทำไมถึงไม่ยักรู้สึกว่าเสียมารยาทบ้างเลยนะ...
"ไม่ว่าเรื่องพวกนี้จะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน พอไปถึงเซนต์ซูเนียร์แล้ว ก็ต้องรายงานให้องค์กษัตริย์ทรงทราบ" เฮตตี้พูดพลางคืนสมุดบันทึกเล่มนั้นให้กาเวน "ส่วนองค์กษัตริย์จะทรงเชื่อมากน้อยเพียงใด...นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปก้าวก่ายได้แล้ว"
กาเวนเก็บสมุดบันทึกอย่างเงียบๆ กดข่มความขัดแย้งว้าวุ่นสารพัดไว้ในใจ
จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น มองดู 'ดวงอาทิตย์' ขนาดยักษ์บนท้องฟ้า
เหนือลานโล่งในป่าไม่มีเรือนยอดไม้บดบัง ท้องฟ้าเปิดกว้าง ดวงอาทิตย์ขนาดยักษ์กำลังลอยสูงขึ้นสู่จุดสูงสุดของวัน มงกุฎแห่งแสงอันมหึมาและเต็มไปด้วยแรงกดดันกำลังนำพาแสงสว่างและความร้อน ตลอดจนพลังแห่งเวทมนตร์มาสู่โลกใบนี้
บางทีอาจเป็นเพราะองค์ประกอบประการสุดท้ายนี้เอง ที่นำพากฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่แตกต่างจากบนโลกมนุษย์อย่างสิ้นเชิงมาสู่โลกใบนี้
สายตาของกาเวนกวาดมองไปบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ยักษ์ ลวดลายที่เลือนรางเหล่านั้นน่าจะเป็นพายุบนพื้นผิวของดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ เขาพยายามมองหาลวดลายสีแดงเข้มอันเป็นลางร้ายจากในนั้น ทว่าท้ายที่สุดก็คว้าน้ำเหลว ลวดลายพวกนั้นคงเป็นแค่ภาพลวงตาที่โผล่มาเพียงชั่วครู่ และตอนนี้พวกมันก็หายไปหมดแล้ว
ทว่าความรู้สึกตึงเครียดในใจของกาเวนกลับไม่ได้มลายหายไป เขาเพียงแค่กดมันไว้ในใจชั่วคราว และวางแผนเส้นทางที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคตอย่างเงียบๆ
อันดับแรก ต้องตั้งหลักบนโลกใบนี้ให้ได้เสียก่อน แม้จะเป็นแค่ตระกูลเก่าแก่ที่ตกต่ำ...แต่มีจุดเริ่มต้นก็ยังดีกว่าทะลุมิติมาอยู่ในสุสานร้างกลางป่าเขาล่ะนะ
หลังจากทะลวงผ่านป่าทึบมาได้ หนทางก็ดูราบรื่นขึ้นมาก บางที 'กฎการอนุรักษ์โชค' คงจะมีอยู่จริง คณะเดินทางไม่ถูกสัตว์ประหลาดหรือ 'ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ' ประหลาดๆ โจมตีอีกเลย พวกเขาก้าวเข้าสู่ถนนหลวงได้อย่างราบรื่น ซ้ำยังบังเอิญพบกับกองคาราวานสินค้าขนาดเล็กกลางทางอีกด้วย หลังจากจ่ายเงินในราคาที่มากพอ ในที่สุดคณะของกาเวนก็หลุดพ้นจากความยากลำบากที่ต้องใช้สองขาเดินข้ามเขา และได้นั่งรถม้าของกองคาราวานมุ่งหน้าสู่เมืองแทนซาน
หัวหน้ากองคาราวานเป็นชายชาวเหนือร่างท้วม เขาเดินทางจากดินแดนอันมั่งคั่งของอาณาจักรมายังชายแดนใต้แห่งนี้เพื่อทำธุรกิจค้าขายของป่าและสมุนไพร ว่ากันว่าเดิมทีเขาตั้งใจจะเดินทางไปยังแคว้นเซซิลเพื่อทำการค้าขายครั้งสุดท้าย แต่ระหว่างทางได้ยินข่าวภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในแคว้นเซซิลเสียก่อน จึงจำต้องหันหลังกลับกลางคัน สำหรับกาเวนและพรรคพวกที่มีกลิ่นอายของการเข่นฆ่าแผ่ซ่านออกมา พ่อค้าร่างท้วมคนนี้ก็รู้สึกระแวดระวังและต่อต้านอยู่ในทีแรก แต่สุดท้ายเฮตตี้ก็ใช้ทองคำสองก้อนโน้มน้าวหัวหน้ากองคาราวานผู้รอบคอบคนนี้ได้สำเร็จ ถึงขั้นทำให้เขายอมสละรถม้าของตัวเองให้เลยทีเดียว
ทองคำคือผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาต่อรองทางธุรกิจที่มีคารมคมคายที่สุดจริงๆ (มั่นใจเต็มเปี่ยม)
ในวันที่เจ็ดนับตั้งแต่ออกจากแคว้นเซซิล ประตูเมืองแทนซานก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคนในที่สุด
นี่นับเป็นครั้งแรกที่กาเวนได้สัมผัสกับเมืองของมนุษย์บนโลกใบนี้อย่างใกล้ชิด—แน่นอนว่าตอนที่เพิ่งออกจากแคว้นเซซิล เขาได้ปีนขึ้นไปบนภูเขาเพื่อมองดูที่ดินคฤหาสน์ในนามของตัวเองแวบหนึ่ง แต่ตอนนั้นพื้นที่แถบเซซิลทั้งหมดถูกพลังธาตุที่บ้าคลั่งปั่นป่วนจนกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว แถมยังโดนมังกรฟ้าที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้พ่นน้ำลายใส่จนกลายเป็นภาพนามธรรมไปอีก บอกตามตรงว่ามองไม่ออกถึงวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมอะไรเลยแม้แต่น้อย ส่วนเมืองแทนซานที่อยู่ตรงหน้านี้...พูดกันตามตรง มันให้ความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับเขา
ถึงขั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างน่าผิดหวังด้วยซ้ำ
เมืองแทนซานมีขนาดใหญ่มาก—นี่คือคำพูดของรีเบคก้า อาจเป็นเพราะตั้งอยู่บนที่ราบ ดินอุดมสมบูรณ์ และอยู่ติดแม่น้ำ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในเขตแดนใต้ มีผู้คนเกือบหนึ่งหมื่นคนอาศัยอยู่บนที่ดินราบเรียบรูปสามเหลี่ยมผืนนี้ แม่น้ำไวท์วอเตอร์ไหลมาจากทิศตะวันตก และแยกออกเป็นสองสายที่หน้าเมืองแทนซาน ไหลผ่านทั้งทางเหนือและใต้ของเมือง มันช่วยหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่บริเวณใกล้เคียง และยังเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักของที่นี่อีกด้วย ส่วนทางตะวันออกของเมืองนั้นติดกับเหมืองแร่แห่งหนึ่ง ซึ่งเหมืองแร่นั้นก็คือแหล่งรายได้ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของทั้งเมือง
ทว่าเมืองที่มีทั้งที่นาอุดมสมบูรณ์ เหมืองแร่ และแม่น้ำที่ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือได้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นดินแดนทำเลทองแห่งนี้ สิ่งที่กาเวนเห็นมากที่สุดหลังจากเข้ามาในเมืองกลับเป็นชาวบ้านที่ผอมโซหน้าตาซีดเซียว บ้านไม้เตี้ยๆ ผุพังนับไม่ถ้วน และถนนหนทางที่สกปรกโสมมส่งกลิ่นเหม็นสารพัด
เนื่องจากอารยธรรมของโลกใบนี้ยังห่างไกลจากความเจริญรุ่งเรืองถึงขั้นที่มนุษย์สามารถบดขยี้ธรรมชาติ และจับสัตว์ประหลาดหรือสัตว์ร้ายต่างๆ ไปไว้ในสวนสัตว์ได้ ประกอบกับพื้นที่ชายแดนมักจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่เสมอ ภายนอกเมืองทั้งเมืองจึงมีกำแพงเตี้ยๆ ล้อมรอบเพื่อป้องกัน ส่วนย่านสลัมที่ทรุดโทรมก็กองสุมกันอยู่ภายในกำแพงเมือง เบียดเสียดซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ราวกับตะไคร่น้ำและแผลเน่าเปื่อย บ้านเรือนผุพังพวกนั้นไม่มีความสวยงามเลยแม้แต่น้อย อย่างดีก็ทำได้แค่บังลมกันฝนเท่านั้น ทว่าจากประตูเมืองไปจนถึงใจกลางเมืองกลับมีถนนสายกว้างขวางเส้นหนึ่ง แต่ทิวทัศน์บนถนนสายนั้นก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่เลย
กาเวนนั่งอยู่บนรถม้าของกองคาราวาน มองดูสภาพบนท้องถนนข้างนอก เขามองเห็นคนยากจนสวมเสื้อตัวสั้นเดินอยู่ริมถนนทั้งสองข้าง มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สวมรองเท้า ส่วนใหญ่ก็เอาเศษผ้ามาพันเท้าไว้ และยังมีคนยากไร้ที่แม้แต่เศษผ้าก็ไม่มีปัญญาหามาพันปะปนอยู่ในนั้นด้วย ในขณะที่กลุ่มคนที่เดินอยู่กลางถนนนั้นเห็นได้ชัดว่าสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านกว่ามาก และทุกคนก็มีรองเท้าสวมใส่ที่เท้า
พวกเขาไม่มีการพูดคุยสื่อสารกัน และไม่มีแม้แต่ความขัดแย้งใดๆ พวกเขาเพียงแค่เดินไปตามทางของตัวเองเงียบๆ ราวกับถูกกั้นไว้ด้วยคนละโลก
ทั้งที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเดียวกัน เดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน แต่พวกเขากลับแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนราวกับเป็นคนจากสองโลก
กาเวนค้นหาความทรงจำของเซซิล แต่กลับพบว่าในส่วนนี้แทบไม่มีอะไรให้ใช้อ้างอิงได้เลย กาเวนเซซิลเกิดในจักรวรรดิกอนดอร์อันรุ่งโรจน์ อีกทั้งยังเติบโตในดินแดนที่มั่งคั่ง ในยุคสมัยและสถานที่แห่งนั้นไม่มีภาพทิวทัศน์เช่นนี้ให้เห็น ต่อมาเมื่อคลื่นเวทมนตร์แห่งกอนดอร์ปะทุขึ้น เซซิลได้นำพาผู้คนฝ่าฟันอุปสรรคหลั่งเลือดมุ่งหน้าสู่แดนเหนือ ตลอดการเดินทางทุกคนล้วนร่วมทุกข์ร่วมสุข ยิ่งไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นสูงต่ำ จากนั้นอันซูก็ถูกก่อตั้งขึ้น เหล่าผู้บุกเบิกได้สร้างอาณาจักรบนดินแดนรกร้าง ทุกสิ่งเริ่มต้นจากศูนย์ แม้แต่แกรนด์ดยุกผู้ก่อตั้งประเทศหลายท่านและองค์กษัตริย์เองก็เคยมีประสบการณ์ในการวางดาบลงแล้วจับคันไถลงนา แล้วจะไปเคยเห็นฉากแบบนี้ได้จากที่ไหนกัน?
แล้วหลังจากนั้น...หลังจากนั้นกาเวนเซซิลก็พลีชีพในสนามรบตรงแนวชายแดนทางใต้ วีรบุรุษผู้จากไปก่อนวัยอันควรด้วยวัยเพียงสามสิบห้าปีคนนี้ ไม่มีโอกาสได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ได้เห็นความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นและฐานะเกิดขึ้นในประเทศที่ตนเองร่วมบุกเบิกมากับตาเลย
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงขอคำชี้แนะจาก 'ลูกหลานของตัวเอง' โดยเอ่ยถามถึงกฎเกณฑ์บนถนนสายนั้น
"คนที่เดินอยู่ริมถนนทั้งสองข้างคือพวกทาสติดที่ดิน แล้วก็พวกทาสแรงงานในเหมืองแร่" เฮตตี้อธิบาย "นอกจากนี้ยังมีสามัญชนอิสระที่ยากจนจากพื้นที่รอบนอกด้วย พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินบนถนนสายหลัก—เพราะตอนที่สร้างถนน พวกเขาก็ไม่มีเงินบริจาค ส่วนคนที่เดินอยู่ตรงกลางถนนคือ 'พลเมือง' ผู้มีหน้ามีตา แล้วก็พวกพ่อค้าหรือทหารรับจ้างจากข้างนอก คนพวกนี้สามารถจ่ายภาษีต่างๆ ได้ จึงสามารถเดินอยู่ตรงกลางถนนได้"
กาเวนนึกถึงตอนที่กองคาราวานเข้าประตูเมืองมา พ่อค้าร่างท้วมคนนั้นได้ยัดเหรียญสองสามเหรียญใส่มือทหารยามเฝ้าประตู—นั่นก็คงจะเป็นภาษีเข้าเมืองสินะ
จากนั้นเขาก็นึกถึงทหารนายนั้นที่ถูกฝังไว้ในป่า—ลูกชายของทาสติดที่ดินคนนั้น
การที่เขาสามารถจับดาบขึ้นสู้และตายเพื่อเจ้าผู้ครองแคว้นได้นั้น เป็นเพราะความเมตตาของรีเบคก้า แต่ถึงแม้เขาจะตายเพื่อเจ้าผู้ครองแคว้นแล้ว เขาก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฝังอย่างสมเกียรติในแบบของนักรบ นั่นเป็นเพราะเขายังไถ่ถอนตัวเองไม่สำเร็จ แม้แต่ดาบเล่มนั้นของตัวเอง เขาก็ยังผ่อนใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ
"ท่านบรรพชน มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ?" เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของกาเวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เฮตตี้ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
กาเวนดึงสายตาที่มองออกไปนอกรถกลับมา พลางส่ายหน้าเบาๆ "เปล่า ไม่มีปัญหาอะไร"
เขาเพียงแค่รู้สึกต่อต้านเรื่องพวกนี้ด้วยสัญชาตญาณในฐานะของผู้ทะลุมิติเท่านั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะไปวิพากษ์วิจารณ์และ 'แก้ไข' อะไร
เพราะเขายังไม่เข้าใจโลกใบนี้ดีพอ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หันไปมองเฮตตี้ "ต่อไปพวกเธอตั้งใจจะทำยังไง?"
เฮตตี้เห็นได้ชัดว่ามีแผนการอยู่แล้ว "ไปหาเจ้าผู้ครองแคว้นของที่นี่ก่อน ไวเคานต์แอนดรูว์นับว่าเป็นคนที่พูดคุยด้วยค่อนข้างง่าย ถ้าผ่านเขาไปก็น่าจะติดต่อกับอัศวินฟิลิปได้ง่ายขึ้น หากทางอัศวินฟิลิปทุกอย่างราบรื่นดี เราก็จะสามารถตามหากองกำลังที่ฝ่าวงล้อมออกไปในวันนั้นพบ จากนั้นค่อยดูสถานการณ์ว่าจะจัดการให้ชาวเมืองตั้งถิ่นฐานอยู่ตรงนี้ก่อน หรือจะมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลวงเลย เรื่องที่เกิดขึ้นในแคว้นเซซิลไม่ใช่เรื่องที่จะส่งผู้ส่งสารไปแค่คนสองคนก็จบ รีเบคก้าจำเป็นต้องไปเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์เพื่ออธิบายสถานการณ์ด้วยตัวเองถึงจะถูก"
กาเวนรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร (หลักๆ คือเขาที่เป็นผู้ทะลุมิติ แถมยังเป็น 'บรรพบุรุษ' ที่มีช่องว่างระหว่างวัยกับคนยุคนี้ถึงเจ็ดร้อยปี ก็คิดคำแนะนำอะไรไม่ออกจริงๆ) "งั้นก็เอาตามนี้ไปก่อนแล้วกัน"
(ตอนที่สองมาแล้วจ้า มีโหวตก็ช่วยโหวตกันหน่อยนะ~~)