เจ๊หงพาจางพ่านพ่านกลับไปแล้ว
จางเซิ่งตามหลินเซี่ยกลับมาในร้านอาหารเพื่อกินมื้อเที่ยง
ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา โทรศัพท์ของหลินเซี่ยก็ดังขึ้น หลินเซี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเหลือบมองจางเซิ่ง
เมื่อเห็นจางเซิ่งพยักหน้า หลินเซี่ยถึงได้เดินออกไปรับโทรศัพท์
หลังจากรับโทรศัพท์กลับมา ขอบตาของหลินเซี่ยก็แดงเรื่อเล็กน้อย แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา เธอเพียงแต่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงข้ามจางเซิ่งโดยไม่พูดอะไรเลยอยู่พักใหญ่
เมื่อกินมื้อเที่ยงไปได้พอสมควรแล้ว หลินเซี่ยถึงได้เงยหน้าขึ้นและเล่าเรื่องในโทรศัพท์ให้จางเซิ่งฟัง
โทรศัพท์สายนั้นโทรมาจากจางพ่านพ่าน
จางพ่านพ่านร้องไห้โฮออกมาในสายอีกครั้ง แถมยังร้องอยู่นานจนหลินเซี่ยแทบหาจังหวะพูดแทรกไม่ได้เลย
ต่อมา...
ใจความสำคัญของจางพ่านพ่านคือ หวังว่าหลินเซี่ยจะช่วยเธอสักครั้ง
เธอรับประกันว่าบริษัทจะดูแลนิยายของหลินเซี่ยเป็นอย่างดี และรับรองว่าสัญญาจะไม่ผูกมัดตัวหลินเซี่ย แต่จะเซ็นแค่นิยายเรื่องนี้เท่านั้น
เธอบอกว่า เธอต้องการโอกาสนี้มากๆ เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองในใจของเจ๊หง ขณะเดียวกันก็คิดว่าหลินเซี่ยเองก็ต้องการโอกาสแบบนี้เช่นกัน เพื่อให้นิยายถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ แล้วโด่งดังมากยิ่งขึ้น
หลังจากหลินเซี่ยวางสาย ในใจก็ว้าวุ่นไปหมด
ความรู้สึกผิดเอ่อล้นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ตลอดสามปีในชั้นมัธยมปลาย ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจางพ่านพ่านดีมาโดยตลอด ถึงขนาดมีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากทั้งสองแอบดื่มเหล้ากันนิดหน่อย ก็ได้สัญญากันว่าจะเป็นเพื่อนรักกันไปตลอดชีวิต
แต่ตอนนี้ อีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือ แถมการช่วยครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย ทว่าเธอกลับปฏิเสธไปเสียได้
ความรู้สึกผิดนี้ก่อตัวขึ้นในใจ ทำให้ความเด็ดเดี่ยวที่มีอยู่เดิมเกิดรอยร้าว ถึงขั้นที่ครั้งหนึ่งเธอเกือบจะตอบตกลงเรื่องนี้ไปแล้วในสายโทรศัพท์
นิยายแค่เล่มเดียว...
เท่านั้นเอง!
ไม่ใช่หรือไง?
เมื่อเธอเล่าเรื่องพวกนี้ให้จางเซิ่งฟังจบ จางเซิ่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเธออย่างจริงจัง "คนเราเกิดมาบนโลกใบนี้ มักจะถูกหลายสิ่งหลายอย่างล่อลวงให้หลงผิด..."
"มิตรภาพ ความรัก หรือแม้แต่ความผูกพันทางสายเลือด"
"หลายสิ่งหลายอย่างล้วนส่งผลต่อวิจารณญาณที่ถูกต้องของเรา แล้วทำให้เราแสดงพฤติกรรมที่ขาดสติออกมา"
"จางพ่านพ่านกำลังอยู่ในหลุม ถึงใช้คำเปรียบเทียบแบบนี้อาจจะดูแปลกไปหน่อย แต่พูดตรงๆ จากโทรศัพท์ของเธอเลยก็คือ เธอหวังให้คุณกระโดดลงไป แล้วใช้บ่าแบกเธอขึ้นมาจากหลุม..."
"แต่เธอไม่รู้เลยว่า ถ้าคนสองคนตกลงไปในหลุมพร้อมกัน แล้วหลุมนั้นก็ลึกมาก ต่อให้เอาความสูงของทั้งสองคนมารวมกันก็ยังเอื้อมไม่ถึงปากหลุม ถ้าอย่างนั้น ใครจะดึงพวกคุณขึ้นมาได้ล่ะ?"
"ที่เราทำแบบนี้ไม่ใช่การช่วยเธอด้วยซ้ำ หรืออาจจะช่วยอะไรไม่ได้เลย แถมมีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ..."
"เพื่อนนักเรียนหลิน เราต้องยืนอยู่ปากหลุม หย่อนเชือกลงไป ให้เธอจับเชือกไว้ เธอถึงจะปีนขึ้นมาได้"
"..."
ภายในห้องส่วนตัว
จางเซิ่งพูดคำเหล่านี้ออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบมาก
บนโลกใบนี้ มีเรื่องราวมากมายที่เอาสิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพเข้ามาเกี่ยวพัน แล้วสุดท้ายก็ต้องมาผิดใจกัน
ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการยืมเงินและการค้ำประกัน...
คุณรู้อยู่เต็มอกว่าเขาเป็นหนี้ท่วมหัว แต่ด้วยความผูกพันที่เรียกว่ามิตรภาพ ความรัก หรือสายเลือด คุณก็ยังให้เขายืมเงิน หรือไปค้ำประกันให้เขา
แล้วคุณก็ทวงเงินคืนไม่ได้...
จากนั้น...
เพราะสถานะคนค้ำประกัน คุณเลยต้องมานั่งใช้หนี้แทนเขา
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา จางเซิ่งเห็นคนมามากต่อมากที่ต้องมาแตกคอกับพี่น้อง หรือแม้กระทั่งครอบครัวแตกแยก บ้านแตกสาแหรกขาดเพราะสาเหตุทำนองนี้
หลังจากหลินเซี่ยฟังจบ ในใจก็ยังคงรู้สึกผิด เธอเงียบไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดก็พยักหน้า
"เราพอจะช่วยอะไรเธอได้บ้างไหม"
"เธออยากยกเลิกสัญญาไหมล่ะ"
"เหมือนจะ..." ตอนแรกหลินเซี่ยอยากจะตอบว่าอยาก แต่เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว เธอก็ส่ายหน้า "เธอแค่อยากให้บริษัทแฟร์กับเธอหน่อย ให้ความสำคัญกับเธอ แล้วก็ป้อนงานให้เธอ..."
"แล้วเธอให้อะไรตอบแทนได้บ้างล่ะ" จางเซิ่งถาม
"ศักยภาพของเธอไง เธอร้องเพลงเพราะมาก หน้าตาก็สะสวย ถ้าได้เจอคนตาถึง ก็จะมีมูลค่าทางการตลาดสูงมาก"
"หา? คนร้องเพลงเพราะมีน้อยนักหรือไง จริงๆ ผมก็ร้องเพลงเพราะนะ คุณเองก็หน้าตาสะสวยเหมือนกัน!"
"แต่ว่า..."
"กินข้าวเถอะ"
จางเซิ่งยิ้มบางๆ เขาเพียงแต่กินข้าวต่อไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
โลกใบนี้ น่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน
ลาภลอยอาจจะมีตกลงมาจากฟ้าบ้าง แต่ก็คงหล่นใส่คนแค่ไม่กี่คน แถมในมุมที่มองไม่เห็น ลาภลอยนั้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกคนจัดฉากไว้แล้ว
คนโชคดีน่ะมีอยู่จริง แต่ความโชคดีนั้นจะตกอยู่กับคนที่ไม่ได้เตรียมพร้อม ไม่มีคุณค่า หรือไม่ได้ทุ่มเทอะไรเลยอย่างนั้นหรือ?
ภายในห้องส่วนตัวตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ในใจหลินเซี่ยสับสนวุ่นวาย ความรู้สึกมากมายตีรวนอยู่ข้างใน แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับจางเซิ่งดี
มื้อเที่ยงจบลงอย่างรวดเร็ว จางเซิ่งลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับ
จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป จางเซิ่งก็ลังเลขึ้นมาอีกครั้ง เขาหันไปมองหลินเซี่ย
"เพื่อนนักเรียนหลิน..."
"หืม?"
"เรื่องลิขสิทธิ์ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เลือกไป ผมเชื่อว่าสุดท้ายคุณจะเจอคนซื้อที่เหมาะสม และในระหว่างนี้ ผมก็จะช่วยคุณค่อยๆ หาไปเหมือนกัน..."
"จางเซิ่ง ฉันขายให้คุณดีไหม! ในอนาคตคุณก็ต้องเข้าไปในอุตสาหกรรมบันเทิงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ" จู่ๆ หลินเซี่ยก็มองจางเซิ่ง เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "คุณ... ติดเงินฉันไว้ก่อนก็ได้ รอให้หาเงินได้แล้วค่อยจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ฉัน..."
"ถ้าเป็นผมในอีกหนึ่งปีข้างหน้า คงจะตอบตกลงด้วยความยินดีและดีใจมาก แต่..."
"แต่อะไรเหรอ"
"ผมก็อยู่ในหลุมเหมือนกัน..."
หลินเซี่ยมองจางเซิ่งอย่างเหม่อลอย
จางเซิ่งยิ้มบางๆ "ผมยังเป็นหนี้อยู่อีกสองล้าน เป็นลูกหนี้เบี้ยวหนี้ที่ใช้บัตรธนาคารหรือซิมโทรศัพท์ไม่ได้เลยสักอย่าง มีแต่จะลากคุณลงหลุมไปด้วยกันเปล่าๆ..."
รอยยิ้มของจางเซิ่งดูจะสดใสอยู่เสมอ ราวกับว่าหนี้สินสองล้านนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไร้น้ำหนัก
จู่ๆ หลินเซี่ยก็รู้สึกจุกแน่นในอก ความรู้สึกนี้ถึงขั้นทำให้เธอแทบจะหายใจไม่ออก
เธอมองส่งจางเซิ่งเดินออกจากห้องส่วนตัวไป แล้วก้มหน้าลงมองโต๊ะ
เธอ... เกือบจะลืมไปแล้วว่าเขากำลังแบกรับอะไรอยู่
หนี้สินสองล้านที่กดทับอยู่บนบ่าของนักศึกษาคนหนึ่ง ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดที่หนาวเหน็บ แม้กระทั่งสิ่งของที่เรียบง่ายที่สุดก็ยังใช้แบบเปิดเผยไม่ได้
จู่ๆ เธอก็นึกถึงคนพวกนั้นที่อยู่ใต้สะพาน ในมหานครที่เจริญรุ่งเรืองอย่างเยียนจิง...
วินาทีนี้...
ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันมั่วไปหมด
เธอ เป็นแค่คนโชคดีคนหนึ่ง
นอกจากจะเกิดมาในครอบครัวที่ดีกว่าคนพวกนั้น ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพแล้ว เธอมีอะไรอีกบ้าง?
…………………………
จางเซิ่งขลุกอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตตั้งแต่บ่ายจนถึงสองทุ่ม
หลังจากอัปโหลดตอนล่าสุดของ 'ทะลวงทะลุฟ้า' ทั้งหมดลงไปแล้ว เขาก็ดูยอดสถิติคร่าวๆ
พอได้พื้นที่โปรโมต ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จำนวนตัวอักษรทะลุสองแสนคำแล้ว ขณะเดียวกันยอดเก็บเข้าชั้นก็ทะลุหมื่น ยอดตั๋วแนะนำก็ทะลุหมื่น แถมยังทยอยได้รับเงินโดเนทเป็นกำลังใจไม่น้อย ในเวลาเดียวกัน เสียงด่าทอในช่องคอมเมนต์ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ
'ทะลวงทะลุฟ้า' คือนิยายสายมันส์สะใจ มีนักอ่านที่คอยติดตาม ก็ย่อมมีคนวิพากษ์วิจารณ์หรือด่าทอเป็นธรรมดา เรื่องพวกนี้ถือเป็นเรื่องปกติมาก
หลังจากเปิดคิวโก่วขึ้นมา ก็มีข้อความทิ้งไว้จากบรรณาธิการ "กิเลน"
ในข้อความได้พูดคุยกับจางเซิ่งเรื่องการติดเหรียญของ 'ทะลวงทะลุฟ้า' เขามีโควตาให้ติดเหรียญได้ในวันศุกร์นี้ จึงสอบถามจางเซิ่งว่าต้องการจะวางขายหรือไม่ ถ้าไม่ติดเหรียญรอบนี้ ก็ต้องรอไปจนถึงเดือนหน้า ซึ่งก็คือเดือนตุลาคม ในเดือนตุลาคม นักเขียนระดับแพลตตินัมหลายคนจะเบียดเสียดกันติดเหรียญในเดือนนี้ 'ทะลวงทะลุฟ้า' จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น และพื้นที่โปรโมตหลังจากติดเหรียญไปแล้วก็คงจะขอได้ยากขึ้น...
จางเซิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตอบกลับไปว่า "ตกลง"
ในเมื่อ "กิเลน" พูดมาขนาดนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้น หากยอดซื้อตอนแรกที่ติดเหรียญออกมาไม่แย่นัก อีกฝ่ายก็น่าจะมั่นใจว่าสามารถขอพื้นที่โปรโมตหลังติดเหรียญได้
การรอให้ถึงเดือนตุลาคมค่อยติดเหรียญ แล้วจะไปไล่ฆ่าเทพปราบมาร พิสูจน์ตัวเองด้วยการคว้าอันดับหนึ่งในอันดับตั๋วรายเดือนโดยไม่มีพื้นที่โปรโมตเลยนั้น เป็นพล็อตเรื่องที่ไม่สมจริงเอาเสียเลย มันมีอยู่แค่ในนิยายสนองนี๊ดเท่านั้น
แม้จะรู้ว่ายอดขายหลังติดเหรียญอาจจะไม่ได้ดีอะไรมากมาย แต่หลังจากจางเซิ่งตอบกลับบรรณาธิการกิเลนไปแล้ว ในใจก็จู่ๆ ก็เกิดความคาดหวังขึ้นมาอีกหลายส่วน
ปิดคิวโก่วเสร็จ จางเซิ่งก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านอินเทอร์เน็ต
ตอนเพิ่งเปิดเทอม สภาพแวดล้อมในร้านยังถือว่าดีอยู่ แต่พอเปิดเทอมไปสักพัก คนมาเล่นเน็ตเยอะขึ้น คนสูบบุหรี่ก็เริ่มเยอะตามไปด้วย
แม้กระทั่งคีย์บอร์ดที่เขาใช้อยู่ ก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่และคราบทาร์...
หลังจากติดเหรียญแล้ว การจะมานั่งปั่นต้นฉบับที่นี่คงไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่...
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยควันบุหรี่ เขาเดินออกจากร้านอินเทอร์เน็ต
ระหว่างทางที่เดินกลับมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง เขาคอยมองดูประกาศให้เช่าบ้านรอบๆ ไปตลอดทาง และจดจำแต่ละสถานที่เอาไว้ในใจเงียบๆ
เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้กลับหอพักในทันที แต่เดินตรงไปยังทิศทางของสภานักเรียน
เขาต้องรวบรวม "สื่อ" ของตัวเองเข้าด้วยกัน แล้วก่อตั้งทีมงานหลักของสื่อขึ้นมา!
นี่คือก้าวแรกของแผนการ "อาณาจักรบันเทิง"...







