เป็นไปตามที่ไป๋เหวยเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ นิกายไรน์ดูเหมือนจะไม่เคยคิดเลยว่าอูรูจะย้อนกลับมา ทั้งเมืองซอมไม่มีการป้องกันเรื่องนี้แม้แต่น้อย ปล่อยให้อูรูเดินเข้าเมืองทางประตูใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
และในที่สุดไป๋เหวยก็สามารถสังเกตการณ์แผนที่ที่สองในเกมนี้ได้อย่างเต็มที่เสียที แม้ว่าในเกมเขาจะเคยเดินผ่านมันมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ถึงกับรู้แจ้งเห็นจริงทุกซอกทุกมุม แต่ก็ถือว่าค่อนข้างคุ้นเคย ทว่าก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่อยู่ในเกมนั้นเป็นเพียงของตาย แต่ตอนนี้ เมืองเวทมนตร์อันสูงตระหง่านซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหารไรน์ตะวันตกแห่งนี้ ได้กลับมามีชีวิตในสายตาของไป๋เหวยแล้วจริงๆ
ถ้าเป็นไปได้ ไป๋เหวยอยากจะใช้ขาทั้งสองข้างสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองนี้ให้เต็มที่ น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาเป็นเพียงแค่นิ้วมือหนึ่งนิ้ว หากอยากให้มุมมองกว้างขึ้นก็ทำได้เพียงให้อูรูยกมือขึ้นสูงๆ เท่านั้น เพียงแต่ตอนนี้อูรูไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเขาเหมือนตอนแรกแล้ว... จิ๊ ช่างรับมือยากเสียจริง
ถ้าเกิดมาอยู่ที่ดวงตาเลยจะดีแค่ไหนกันนะ
ไม่ใช่แค่ไป๋เหวย ตอนนี้อูรูก็มีอารมณ์ที่ซับซ้อนเช่นกัน ยามที่มองไปยังเมืองที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตานี้ ในหัวของเขามักจะนึกถึงประสบการณ์ตอนที่มาสอบเข้าเรียนที่นี่เมื่อสิบปีก่อนอย่างไม่รู้ตัว ตอนนั้นเขาเต็มไปด้วยจินตนาการเกี่ยวกับทุกสิ่งในเมืองนี้ คิดเพียงว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะอยู่ที่นี่ให้ได้
แต่หลังจากนั้น ความทรงจำในคืนก่อนวันสอบที่เขาถูกเคลซีทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียโอกาสนี้ไปอย่างถาวรก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นี่เป็นฝันร้ายที่ทรมานอูรูมาอย่างยาวนานเช่นกัน
โชคดีที่เมื่อเคลซีเหลือเพียงครึ่งท่อน ฝันร้ายนี้ก็ควรจะจบลงเพียงเท่านี้... ถึงขั้นที่ในอนาคตอาจจะกลายเป็นฝันดีเลยก็เป็นได้
แต่อูรูก็นึกถึงราคาที่ตัวเองต้องจ่ายสำหรับฝันดีนี้ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
...นี่ข้ากำลังคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย?
อูรูส่ายหัวด้วยสีหน้าแปลกประหลาด สลัดความคิดไร้สาระเหล่านั้นออกจากหัว ก่อนจะถามในใจว่า "ตอนนี้ควรทำอะไรต่อ?"
"เจ้าควรไปหาคนคนหนึ่ง"
"ใคร?"
"คนที่เจ้ารู้จัก"
อูรูตื่นตัวขึ้นมาทันที "เจ้าจะให้ข้าไปหาบิชอปคอรีงั้นหรือ?"
"อย่าเกร็งไปเลย ไม่ใช่เจ้านั่นหรอก" ไป๋เหวยพูดอย่างเนิบนาบ "แม้ว่าการไปหาเขาโดยตรงจะช่วยประหยัดเวลาได้มากจริงๆ เพราะเขารู้ทุกเรื่องที่เจ้าอยากรู้... แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อความจริงข้อนี้ อย่างน้อยพวกเราก็ยังมีทางเลือกอื่น บาทหลวงที่รอดชีวิตจากเมื่อยี่สิบปีก่อนมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่ลูจีคนเดียวเสียหน่อย ไม่ใช่หรือ?"
อูรูดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าไป๋เหวยต้องการทำอะไร ดังนั้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ถามขึ้น "ถ้าอย่างนั้นจะไปหาตอนนี้เลยไหม?"
"ถ้าเจ้าอยากไปตอนนี้เลยก็ได้ แต่ข้าไม่แนะนำ" ไป๋เหวยกล่าว "ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วใช่ไหม? แม้ว่าเมืองซอมจะยังไม่ได้ออกหมายจับเจ้าอย่างเป็นทางการ แต่การที่เจ้าเดินอาดๆ เข้าไปในโบสถ์ตอนกลางดึกแบบนี้ มันไม่ดู... รนหาที่ตายมากไปหน่อยหรือ?"
อูรูเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกลับขอบฟ้า แม้จะไม่ค่อยอยากยอมรับนัก แต่เขาก็รู้ว่าไป๋เหวยพูดถูก
ดังนั้นจึงควรหาที่พักเสียก่อน
ถ้าเขายังเป็นบาทหลวงอยู่ เมื่อมาถึงเมืองซอมย่อมมีที่พักเตรียมไว้ให้ แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่แล้ว และเมื่อมองย้อนกลับไปในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา เขาก็ไม่มีประสบการณ์ในการหาที่พักเลยจริงๆ ดังนั้นหลังจากไตร่ตรองเล็กน้อย เขาก็ถามไป๋เหวย "เรื่องที่พัก เจ้ามีข้อเสนอแนะอะไรไหม?"
"แค่เรื่องที่พักยังต้องขอคำแนะนำจากข้าอีกหรือ?" ไป๋เหวยพูด "ถ้าเจ้าถามข้า ข้าก็แนะนำให้เจ้าไปพักในที่ดีๆ ที่ที่ค่าเช่าแพงๆ ยิ่งหรูหรา ยิ่งแพง ก็ยิ่งดี"
อูรูขมวดคิ้วแน่น "นั่นไม่เท่ากับเดินไปติดกับดักเองหรอกหรือ?"
"อาร์ชบิชอปของเจ้าคงคิดไม่ถึงหรอกว่าเจ้านอกจากจะกล้าเดินอาดๆ กลับมาที่เมืองนี้แล้ว ยังกล้าเข้าไปพักในโรงแรมหรูอย่างเปิดเผยอีก" ไป๋เหวยอยากจะใช้นิ้วชี้กับนิ้วนางทำท่า "ยักไหล่" อีกครั้ง แต่เมืองซอมไม่เหมือนเมืองเล็กเปแต็ง ที่นี่มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาเยอะเกินไป การทำอะไรที่สะดุดตาเกินไปคงไม่ดีนัก เขาจึงล้มเลิกความคิดนั้น "นี่แหละที่เรียกว่า ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด"
อูรูพิจารณาคำแนะนำของไป๋เหวยอย่างจริงจัง ก่อนจะเดินเข้าไปในตรอกซอกซอยที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง และพบกับโรงแรมที่ซอมซ่อมาก
อูรูอธิบายเรื่องนี้ว่า "ไม่มีเงินมากพอจะไปเสวยสุขแล้ว"
แต่ไป๋เหวยเข้าใจดีว่า นี่เป็นเพียงจิตวิทยา "ต่อต้าน" ของอูรูเท่านั้น
อูรูในตอนนี้ แม้ปากจะไม่พูด แต่ความหวาดกลัวและความระแวดระวังที่เขามีต่อไป๋เหวยในใจนั้นพุ่งสูงถึงขีดสุด ยิ่งกว่าตอนที่เขายังเรียกไป๋เหวยว่า "ท่านวิซาส" เสียอีก
เขาหวาดกลัวทุกคำพูดที่ไป๋เหวยเอ่ย หวาดกลัวทุกคำแนะนำที่ไป๋เหวยมอบให้ ประสบการณ์ตลอดสองวันที่ผ่านมาทำให้อูรูเข้าใจแล้วว่า "ท่านวิซาส" ในร่างของเขามีพลังที่จะผลักเขาลงสู่ขุมนรกได้ด้วยเพียงคำพูด แต่ตอนนี้อูรูก็ขาดไป๋เหวยไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นต่อคำพูดและคำแนะนำของไป๋เหวย เขาจึงทำได้เพียงใช้วิธีรับมือแบบเรียบง่ายและซื่อตรง
อย่างเช่น การทำตรงกันข้าม
และสำหรับความคิดเล็กๆ น้อยๆ นี้ของอูรู ไป๋เหวยก็ไม่ได้เปิดโปงมันออกมา
เพราะว่า...
เมื่ออูรูมายืนอยู่หน้าโรงแรมเล็กๆ ที่ชื่อว่า "ออด" ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างยังคงอยู่ในแผนการของไป๋เหวย แม้ว่าอูรูจะไม่มีทางคิดถึงจุดนี้ได้เลยก็ตาม
อูรูผลักประตูโรงแรมเข้าไป สิ่งที่ดังขึ้นพร้อมกับกระดิ่งต้อนรับลูกค้าคือเสียงของเด็กผู้หญิงที่สดใสและไร้เดียงสา "ยินดีต้อนรับค่ะ... เอ๊ะ คุณลุงคนนั้นนี่นา"
คำพูดนี้ทำเอาอูรูตกใจจนตัวเกร็ง นึกว่ามาอยู่ที่นี่ยังจะเจอคนรู้จักอีก
พอเขาจ้องมองดีๆ ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาเล็กน้อย
เป็นคนรู้จักจริงๆ แต่ไม่ได้สนิทนัก
เธอคือเด็กผู้หญิงที่นั่งรถม้าคันเดียวกันและยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาก่อนหน้านี้
แต่ถึงกระนั้น ในใจของอูรูก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดความระแวดระวังขึ้นมาสายหนึ่ง——มันจะบังเอิญขนาดนี้เลยหรือ?
บนใบหน้าของเด็กหญิงคนนั้นไม่ได้มีความผิดปกติใดๆ กลับดูดีใจเล็กน้อยด้วยซ้ำ "คุณลุง ยังไออยู่ไหมคะ?"
"อืม ไม่ไอค่อกๆ..." เพิ่งจะบอกว่าไม่ไอ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไอออกมาสองที ทำให้อูรูรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาจึงรีบกลั้นเอาไว้ แล้วปั้นหน้าพูดว่า "ไม่ไอแล้วล่ะ"
"อ๋า งั้นคุณลุงจะมาพักที่นี่หรือคะ?" เด็กหญิงส่งยิ้มให้อูรูอีกครั้ง "นี่เป็นร้านของคุณป้าหนูเอง คุณลุงรอเดี๋ยวนะคะ หนูจะไปเรียกคุณป้าออกมาให้"
พูดจบ เด็กหญิงก็วิ่งเหยาะๆ เข้าไปที่ห้องด้านหลัง ความเร็วของเธอนั้นทำเอาอูรูยังไม่ทันได้เอ่ยคำว่า "ไม่ ข้าไม่พัก" ออกจากปาก ร่างของเธอก็หายลับไปเสียแล้ว
"ยัยเด็กนี่ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง?"
อูรูขมวดคิ้วแน่น อยากจะเดินออกไปเลย แต่ไม่รู้ทำไม ภาพตอนที่เด็กหญิงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาบนรถม้าถึงผุดขึ้นมาในหัว เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์
จากนั้นเขาก็พบว่าบนเคาน์เตอร์นั้นสกปรกมาก ราวกับไม่ได้ทำความสะอาดมานาน มีคราบสกปรกเกาะอยู่เป็นชั้นๆ ในอากาศก็มีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปหมด
สภาพแวดล้อมด้านสุขอนามัยของร้านนี้มันช่างย่ำแย่เกินไปแล้ว
อูรูอดไม่ได้ที่จะคิดในใจ จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลง มองดูคราบสกปรกบนโต๊ะ แล้วมองดูมือซ้ายของตัวเอง จู่ๆ ในใจก็เกิดความคิดอันตรายขึ้นมา
จู่ๆ เขาก็อยากจะแก้แค้นไป๋เหวยให้สาสม
และความคิดอันตรายนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาในหัวของอูรู การกระทำของเขาก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกัน เขาแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ วางมือซ้ายลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ถูไถไปตรงคราบสกปรกนั้นอย่างไม่แยแส ราวกับจะใช้มือตัวเองแทนผ้าขี้ริ้ว
จากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงที่ดังขึ้นอย่างเนิบนาบของไป๋เหวย "เจ้าทำแบบนี้ข้าไม่ห้ามหรอกนะ แต่ข้าก็ต้องขอเตือนเจ้าไว้ก่อน ว่าตอนนี้ข้าสามารถควบคุมมือซ้ายของเจ้าได้แล้วเหมือนกัน ถ้าเจ้าไม่อยากลิ้มรสชาติว่าประตูหลังอันหลวมโพรกของเจ้ามันมีรสชาติยังไงตอนที่กำลังหลับล่ะก็... แน่นอนว่า ต้องใช้นิ้วของเจ้าเองนะ"
อูรูรีบชักมือกลับทันที ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น