กลับมาถึงบ้านในตอนเย็น หลินเฉาหยางก็พบว่าพ่อตาเถากำลังดวลหมากล้อมกับใครบางคนอยู่ แถมคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเขายังรู้จักอีกต่างหาก คำว่า "ตาเฒ่า" เกือบจะหลุดออกจากปาก
รอจนเล่นหมากกระดานนั้นจบ ก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นพอดี พ่อตาเถาถึงได้แนะนำหลินเฉาหยางให้ชายชราคนนั้นรู้จัก
"พี่กวงเฉี่ยน นี่คือสามีของอวี้ซู เขาชื่อหลินเฉาหยาง ทำงานอยู่ที่ห้องสมุด"
"สวัสดีครับศาสตราจารย์จู!" หลินเฉาหยางเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
จูกวงเฉี่ยนยิ้มตาหยี รอยย่นบนใบหน้ากองรวมกัน ดูเหมือนจิ้งจอกเฒ่าตัวหนึ่ง
"วันก่อนตอนฉันไปห้องสมุดก็บังเอิญเจอเขาเข้าพอดี มีวาสนาต่อกันจริงๆ เรียกศาสตราจารย์ดูห่างเหินไปหน่อย เรียกท่านลุงเถอะ"
"สวัสดีครับท่านลุงจู!" หลินเฉาหยางเรียกใหม่อีกครั้ง
ชายชราพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "หน้าตาธรรมดาไปหน่อย จับคู่กับยัยหนูอวี้ซูแล้วยังดูด้อยไปนิดจริงๆ"
ตาเฒ่า ปากคอเราะร้ายนัก แล้วถ้า "หน้าตาธรรมดา" แกจะพยักหน้าทำไม?
"แต่ก็ตาถึงใช้ได้ ที่สามารถแต่งยัยหนูอวี้ซูมาเป็นภรรยาได้ ถือว่าเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเรียนสุนทรียศาสตร์!"
นี่สิถึงจะค่อยฟังดูเป็นภาษาคนหน่อย!
แต่พอเขาลองคิดดูอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ถูก ตาเฒ่านี่ตบหัวแล้วลูบหลังชัดๆ จะหลงกลไม่ได้เด็ดขาด
หลินเฉาหยางด่าตาเฒ่าอยู่ในใจ แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยท่าทีว่านอนสอนง่าย
ก็ใครใช้ให้ชายชราตรงหน้าเป็นถึงปรมาจารย์ผู้บุกเบิกกันล่ะ?
ผู้บุกเบิกการศึกษาสุนทรียศาสตร์ของจีน!
แค่ตำแหน่งนี้เพียงตำแหน่งเดียวก็สามารถสังหารหมู่ปัญญาชนในจีนไปได้มากกว่า 99% แล้ว
คราวนี้หลินเฉาหยางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมวันนั้นชายชราถึงไปหาเรื่องแกล้งเขาที่ห้องสมุด ที่แท้ก็เป็นสหายสนิทของพ่อตาเถานี่เอง
เนื่องจากการมาเยือนของจูกวงเฉี่ยน อาหารเย็นของบ้านสกุลเถาในวันนี้จึงอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ ก่อนจะเริ่มทานอาหาร เถาอวี้โม่จ้องมองอาหารเลิศรสบนโต๊ะจนตาเป็นประกาย
"ดื่มสักหน่อย ดื่มสักหน่อย"
จูกวงเฉี่ยนเพิ่งจะนั่งลงก็เร่งเร้าพ่อตาเถา ทว่าพ่อตาเถากลับกล่าวว่า "ก่อนนายจะมา ฉันรับปากกับคนบ้านนายไว้แล้วนะ"
"พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่สักหน่อย"
"นายคิดว่าพอดื่มเหล้าเสร็จแล้วพวกเขาจะไม่ได้กลิ่นหรือไง?" พ่อตาเถาพูดต่อ
"ชงชาสักป้านก่อนกลับสิ ไม่ได้ดื่มเยอะเสียหน่อย"
ดูท่าทางแล้ว ชายชราน่าจะเป็นผู้กระทำผิดซ้ำซาก แถมยังมีขั้นตอนการลงมือที่เชี่ยวชาญมากเสียด้วย
พ่อตาเถาทนการรบเร้าของเขาไม่ไหว จึงไปหยิบจอกเหล้าใบเล็กมาสองใบ จอกหนึ่งความจุสามเฉียน "แค่สามจอกนะ!"
"อวี้ซูเอ๊ย อีกไม่กี่ปีต้องจับตาดูพ่อของเธอให้ดีนะ อย่าปล่อยให้เขาแอบดื่มได้"
จูกวงเฉี่ยนหันไปบ่นความไม่พอใจที่มีต่อพ่อตาเถาให้เถาอวี้ซูฟัง เถาอวี้ซูหัวเราะพลางพูดว่า "ลุงจูคะ พ่อหนูไม่ได้ติดเหล้าหนักเท่าคุณลุงหรอกค่ะ!"
"ยัยเด็กคนนี้ ไม่น่ารักเหมือนตอนเด็กๆ เลยจริงๆ"
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ จูกวงเฉี่ยนก็ดื่มชาไปหนึ่งป้านจริงๆ ก่อนกลับเขายังเอามือป้องปากแล้วเป่าลมหายใจออกมาดมดู พอแน่ใจว่าไม่มีกลิ่นเหล้าถึงได้ยอมเดินออกจากบ้าน
หลินเฉาหยางนึกไปถึงเหตุการณ์ "หมูสามชั้นน้ำแดง" ก่อนหน้านี้ แล้วก็ชักจะสงสัยขึ้นมาว่าสองพี่น้องเถาอวี้ซูเรียนรู้นิสัยแบบนี้มาจากเขากันตั้งแต่เด็กหรือเปล่า
คำโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดจริงๆ อยู่ใกล้ 'จู' ก็ย่อมกลายเป็นสีแดง
บ้านของจูกวงเฉี่ยนอยู่ที่สวนเยียนหนาน ซึ่งอยู่ห่างจากสวนหล่างรุ่นที่นี่ไปพอสมควร พ่อตาเถาจึงให้พี่เมียเป็นคนเดินไปส่งเขากลับบ้าน
ตอนกลางคืนเมื่อกลับเข้าห้อง หลินเฉาหยางก็เอาตั๋วหนังที่ซื้อมาจากหลิวเจิ้นอวิ๋นส่งให้เถาอวี้ซู
"เอามาจากไหนเนี่ย?" เถาอวี้ซูถาม
หลินเฉาหยางจึงเล่าเรื่องที่หลิวเจิ้นอวิ๋นและเหล่านักศึกษาภาควิชาภาษาจีนทำงานพาร์ทไทม์หาเงินเรียนให้เธอฟัง "เป็นหนังฉายภายในน่ะ พ่อกับแม่ก็น่าจะสนใจเหมือนกัน"
"นี่เริ่มประจบประแจงแล้วเหรอ?"
"พี่เมียเป็นคนให้แรงบันดาลใจมาน่ะ อีกอย่าง อะไรคือประจบประแจง นี่เขาเรียกว่าการเติมเต็มชีวิตยามว่างและเสริมสร้างอารยธรรมทางจิตวิญญาณต่างหาก ระดับจิตสำนึกของเธอนี่นะ ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ"
"ฮึ!" เถาอวี้ซูย่นจมูกใส่เขา แล้วรับตั๋วหนังไปอย่างเบิกบานใจ
การเลี้ยงหนังคนในครอบครัว หากเป็นในยุคหลังคงดูเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้อยู่สักหน่อย
แต่กิจกรรมบันเทิงของชาวบ้านในยุคนี้ขาดแคลนมากจริงๆ การดูหนังจึงแทบจะเป็นรูปแบบความบันเทิงที่เข้าถึงคนหมู่มากที่สุดแล้ว
ในปี 1979 ที่กำลังจะมาถึง อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของจีนจะสร้างสถิติโลกด้วยยอดผู้เข้าชมภาพยนตร์ถึง 29.3 พันล้านครั้ง
นี่ไม่ใช่เพียงสถิติที่ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีใครทำลายได้ในภายหลัง แต่ยังเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นที่สุดในวงการภาพยนตร์โลกอีกด้วย
หากคำนวณจากจำนวนประชากรจีน 975 ล้านคนในปี 79 คนจีนแต่ละคนจะดูหนังเฉลี่ยคนละ 30 ครั้งในปีนั้น นี่ต่างหากคือช่วงเวลาแห่งจุดสูงสุดของตลาดภาพยนตร์จีนอย่างแท้จริง
การที่หลินเฉาหยางหาตั๋วหนังมาให้ที่บ้านได้หลายใบขนาดนี้ นับว่าเป็นการหากิจกรรมบันเทิงดีๆ ให้ทุกคนได้จริงๆ
หลังจากที่เถาอวี้ซูเอาตั๋วหนังไปให้คนในครอบครัว หลินเฉาหยางก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศในบ้านดูผ่อนคลายและเบิกบานขึ้น
โดยเฉพาะเถาอวี้โม่ น้องเมียวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีที่กำลังอยู่ในวัยรักสนุก การได้ดูหนังทำให้เธอมีความสุขมาก เธอถึงกับแอบมาหาเถาอวี้ซูเพื่อถามว่าจะขอตั๋วเพิ่มอีกสักใบได้ไหม เพราะอยากชวนเพื่อนนักเรียนไปดูด้วยกัน
ปฏิกิริยาแรกของเถาอวี้ซูคือ "ผู้ชายหรือผู้หญิง?"
"พี่คะ~ พี่พูดอะไรเนี่ย?" เถาอวี้โม่หน้าแดงด้วยความเขินอาย "ก็ต้องเป็นเพื่อนผู้หญิงสิคะ"
"เธอจะร้อนตัวไปทำไม ฉันก็แค่ถามดู"
"ใครร้อนตัวกันคะ?"
เถาอวี้โม่อ้อนวอนอยู่นาน ในที่สุดก็ได้ตั๋วหนังจากพี่สาวมาสองใบ
เมื่อเธอเดินจากไป หลินเฉาหยางก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า "ตอนนี้ในบ้านหลังนี้ เต็มไปด้วยเพื่อนฝูงแล้ว"
เถาอวี้ซูพูดประชดประชันว่า "แม่ฉันคนเดียวก็เทียบเท่าได้สิบคนแล้ว"
"พลังต่อสู้ของแม่เธออาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่แม่เธอไม่มีสหายร่วมรบนี่นา ตัวคนเดียวย่อมต้านทานไม่ไหว การสร้างเพื่อนให้เยอะๆ และทำให้ศัตรูน้อยลง นี่แหละคือเคล็ดลับแห่งชัยชนะ"
"พูดจาเหลวไหล! ปากนายนี่อย่าได้เอาไปพูดส่งเดชข้างนอกเชียวนะ"
ผ่านไปอีกสองวัน ก็ใกล้จะถึงวันเสี่ยวเหนียนแล้ว
หลินเฉาหยางได้รับพัสดุที่พ่อแม่ส่งมาจากบ้านเกิดในตงเป่ย ข้างในเต็มไปด้วยของป่า อย่างน้อยๆ ก็สิบจิน แถมยังเป็นของตากแห้งทั้งหมด ปริมาณมากพอให้คนบ้านเถากินไปได้ถึงครึ่งปี และยังมีจดหมายแนบมากับพัสดุด้วย
สองสามีภรรยาชราใจตรงกันกับเถาอวี้ซู ในจดหมายบอกว่าครั้งก่อนเถาอวี้ซูเพิ่งจะกลับมาตอนกลางเดือนสิงหาคม ระยะเวลามันห่างกันไม่นานนัก ปีใหม่นี้ก็ไม่ต้องกลับมาหรอก จะได้ให้สองสามีภรรยาประหยัดค่าเดินทางไว้
ของป่าที่ส่งมาเหล่านี้ตั้งใจจะมอบให้ครอบครัวดองกัน ใกล้จะปีใหม่แล้ว ถือเป็นการเพิ่มกับข้าวให้กับที่บ้าน ชอบกินอะไรก็ให้เขียนจดหมายมาบอก ตงเป่ยไม่มีอะไรอย่างอื่นหรอก มีแต่ของป่านี่แหละที่เยอะ
เย็นวันนั้น เถาอวี้ซูเอาของป่าห่อใหญ่มาโชว์ให้ครอบครัวเถาดู
สภาพความเป็นอยู่และระดับวัตถุสิ่งของในตอนนี้ยังห่างไกลจากความอุดมสมบูรณ์ในยุคหลังมากนัก แม้แต่ในเยียนจิงก็เป็นเช่นเดียวกัน ของป่าจากป่าเขาในตงเป่ยถุงใหญ่ที่ถูกกางออกบนโต๊ะ จึงดึงดูดสายตาของครอบครัวเถาได้เป็นอย่างมาก
"ห่อนี้น่ะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีมูลค่าสักหกเจ็ดสิบหยวนเลยมั้ง?" พี่เมียพูดขึ้น
ของป่าจากตงเป่ยฟังดูบ้านๆ แต่ของพวกนี้ราคาไม่ถูกเลยจริงๆ โดยเฉพาะในยุคที่ยังไม่มีการเพาะเลี้ยงขึ้นมาเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะมันเป็นของที่ผ่านการผึ่งลมและตากแห้งมาแล้ว ปริมาณที่แท้จริงจึงมีมากกว่าที่ทุกคนเห็นอยู่มาก
สองพี่น้องเถาอวี้เฉิงและเถาอวี้โม่มองดูของป่าจนตาเป็นประกาย ในของป่าห่อใหญ่นี้ไม่ได้มีแค่เห็ดหูหนูดำ เห็ดหัวลิง และเห็ดโคนเท่านั้น แต่ยังมีไก่ป่าตากแห้งอีกสองตัวด้วย
ถ้านำมาทำเป็นอาหาร มันจะหอมฉุยขนาดไหนกัน!
เถาอวี้ซูถ่ายทอดคำฝากฝังของผู้อาวุโสทั้งสองแห่งบ้านสกุลหลินในจดหมายให้พ่อตาเถาฟัง สีหน้าของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
"ทำให้พ่อดองแม่ดองต้องสิ้นเปลืองแล้ว แบบนี้จะให้พวกเราเกรงใจได้ยังไง" พ่อตาเถาพูดกับหลินเฉาหยาง
"พ่อครับ ล้วนเป็นคนครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น พ่อพูดเกรงใจกันเกินไปแล้วครับ"
ไม่ว่าจะเป็นพ่อตาเถา หลินเฉาหยาง หรือครอบครัวเถา ต่างก็เข้าใจดีว่าการที่สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนส่งของพวกนี้มา ไม่ได้เป็นเพียงการส่งของขวัญให้ครอบครัวดองเท่านั้น แต่ยังเป็นการซาบซึ้งใจที่บ้านสกุลเถาช่วยดูแลและโอบอ้อมอารีต่อลูกชายของพวกเขาด้วย
การส่งของให้ในเวลาปกติอาจดูจงใจเกินไป แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงช่วงปีใหม่แล้ว ของขวัญชิ้นนี้จึงดูรอบคอบและใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง
"ตอนตอบจดหมายก็ฝากขอบคุณพ่อแม่ของเธอแทนครอบครัวเราด้วยนะ" พ่อตาเถามีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยต่อว่า "ในเมื่อปีนี้ไม่ได้กลับบ้านเกิด งั้นก็อยู่ฉลองปีใหม่ที่บ้านนี่แหละ พวกเธอสองคนก็แต่งงานกันมาจะครบปีแล้ว งานแต่งก็ไม่ได้จัด สองครอบครัวยังไม่เคยได้เจอกันเลยสักครั้ง เรื่องนี้คงปล่อยผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ รอให้ถึงปีหน้าลองหาเวลาดู พวกเราจะไปเยือนตงเป่ยสักรอบ"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา หลินเฉาหยางก็ประหลาดใจเล็กน้อย เถาอวี้ซูยิ้มแย้มด้วยความดีใจ มีเพียงแม่ยายเถาที่ไม่ได้พูดอะไรมาตลอดซึ่งมีสีหน้าดำทะมึนลงในทันที
แต่ต่อให้เธอจะไม่พอใจแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วพ่อตาเถาก็เป็นผู้นำครอบครัวอยู่ดี เธอคงไม่ถึงขั้นฉีกหน้าคัดค้านออกมาตรงนั้นหรอก
หลินเฉาหยางแอบลอบมองปฏิกิริยาของแม่ยายเถา ในที่ทำงานน่ะอย่าไปกลัวที่จะล่วงเกินใคร สิ่งสำคัญคือต้องตามให้ถูกคนต่างหาก
ต่อให้แม่ยายจะมองเขาขัดหูขัดตาแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปตงเป่ยอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?







