หากมองด้วยสายตาทางโลกตามแบบฉบับของคนจีน การแต่งงานระหว่างหลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูนั้นเต็มไปด้วยความไม่เหมาะสมมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะมองจากเงื่อนไขส่วนตัวหรือภูมิหลังทางครอบครัวก็ล้วนเป็นเช่นนั้น
อีกทั้งด้วยความพิเศษของยุคสมัย ทำให้การครองคู่ของพวกเขาลดทอนพิธีรีตองอันยุ่งยากซับซ้อนไปจนหมดสิ้น
หลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย ทั้งสองคนไม่เคยแม้แต่จะถ่ายรูปแต่งงานด้วยซ้ำ ทว่าแต่งงานกันมาได้หนึ่งปีแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายกลับยังไม่เคยพบหน้ากันเลยสักครั้ง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ในเรื่องนี้ ด้านหนึ่งเป็นเพราะระยะทางและการเดินทาง ส่วนอีกด้านซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือความรอบคอบของทั้งสองครอบครัว
หากมองจากมุมของพ่อและแม่หลิน การที่หลินเฉาหยางได้แต่งงานกับลูกสะใภ้ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แถมครอบครัวของเธอยังเป็นตระกูลปัญญาชนแห่งม.เยียนจิง หากผลีผลามขอพบหน้า ถ้าอีกฝ่ายตกลงก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ตกลงจะไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? อีกทั้งอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่อต้าน และเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาอยากจะตีสนิทเกี่ยวดองด้วย
ส่วนในมุมของพ่อตาเถาและแม่ยายเถา ก่อนที่พวกเขาจะได้พบกับหลินเฉาหยาง พวกเขาไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาและพ่อแม่ตระกูลหลินมากนัก การที่พวกเขายอมรับให้หลินเฉาหยางมาปักกิ่งได้ก็เป็นเพราะลูกสาวดึงดันยืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่จะแน่ใจว่าหลินเฉาหยางเป็นคู่ชีวิตที่คู่ควรให้ลูกสาวฝากฝังชีวิตไว้ด้วยหรือไม่ พวกเขาก็ไม่อยากจะยอมรับการแต่งงานครั้งนี้อย่างลวกๆ เช่นกัน
คืนนี้ เมื่ออาศัยของขวัญชิ้นใหญ่จากพ่อแม่ตระกูลหลิน พ่อตาเถาเป็นฝ่ายเอ่ยปากเรื่องการจัดให้ทั้งสองครอบครัวมาพบกันในปีหน้า นั่นเป็นการพิสูจน์แล้วว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา การกระทำของหลินเฉาหยางเอาชนะใจจนได้รับการยอมรับจากเขา และมองว่าหลินเฉาหยางเป็นลูกเขยของบ้านอย่างแท้จริง
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว เถาอวี้ซูยังถือว่าแสดงออกอย่างอดกลั้น แต่พอได้กลับมาที่ห้องของตัวเอง เธอก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของหลินเฉาหยางทันที
“ของขวัญจากคุณพ่อคุณแม่ชิ้นนี้มาถูกเวลาจริงๆ!”
สิ่งที่เถาอวี้ซูใส่ใจย่อมไม่ใช่ตัวของขวัญ แต่เป็นการที่ชีวิตคู่ของเธอกับหลินเฉาหยางได้รับการยอมรับและคำอวยพรจากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างหาก
อย่าเห็นว่าปกติเธอจะเถียงแม่ฉอดๆ เหมือนปืนใหญ่จิ๋ว แต่ไม่มีลูกคนไหนหรอกที่ไม่อยากได้รับคำอวยพรในชีวิตคู่จากพ่อแม่
ยังไม่ทันที่หลินเฉาหยางจะได้พูดอะไร เธอก็พูดขึ้นอีกว่า “ของป่าห่อใหญ่ขนาดนั้น ต้องไม่ถูกแน่ๆ ตอนพวกเราจากมาคุณแม่ก็เพิ่งให้เงินฉันมาตั้งห้าร้อยหยวน ท่านทั้งสองสิ้นเปลืองมากเกินไปแล้ว”
“คุณก็กำลังจะส่งเงินร้อยหยวนไปให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่เหรอ? ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจกันไง”
“มันไม่เหมือนกันสิ เงินก้อนนี้เดิมทีก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่อยู่แล้ว ถึงต่อไปจะใช้เงินของพวกเราเอง นั่นก็เป็นสิ่งที่เราสมควรแสดงความกตัญญูต่อท่านทั้งสองอยู่ดี
แต่ของป่าพวกนี้คุณพ่อคุณแม่เป็นคนส่งมาให้ที่บ้าน ต้องหาทางให้พ่อแม่ฉันยอมควักกระเป๋าบ้างแล้วล่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเฉาหยางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “คุณนี่นะ ไม่กลัวโดนแม่คุณด่าเอาหรือไง?”
“เมื่อกี้คุณก็เพิ่งพูดเองนี่ว่าตอบแทนน้ำใจกันไง!” เถาอวี้ซูไม่ใส่ใจเลยสักนิด
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ได้เตรียมการไว้?”
เถาอวี้ซูลองคิดดูอย่างจริงจัง “ก็จริง ต่อให้แม่ฉันไม่อยากให้ของขวัญตอบแทน พ่อฉันก็ต้องนึกถึงเรื่องนี้ได้แน่”
“นินทาแม่ยายลับหลังอีกแล้วนะ ระวังผมจะเอาไปฟ้อง!”
“อย่ามาบิดเบือนความหมายของฉันนะ แม่ฉัน... ก็คงไม่ถึงขั้นเสียมารยาทหรอก เธอแค่ยังไม่ค่อยยอมรับคุณเท่านั้นเอง คุณก็อย่าไปมีอคติกับเธอเลย เธอแค่... แค่ยังเปลี่ยนทัศนคติไม่ได้น่ะ”
หลินเฉาหยางกุมมือเธอไว้อย่างแผ่วเบา “ท่านอุตส่าห์ให้กำเนิดลูกสาวที่ดีขนาดนี้มาเป็นภรรยาของผม ผมขอบคุณท่านยังแทบจะไม่ทันเลย! อีกอย่าง ถึงปากแม่จะบอกว่าไม่ชอบขี้หน้าผม แต่มื้อไหนๆ ท่านก็ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องทนหิวเลยนะ!”
เถาอวี้ซูถูกเขาโอ้โลมจนในใจหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ทว่าตอนนั้นเองเธอก็ได้ยินเขาพูดต่อว่า “แค่ฝีมือทำอาหารแย่ไปหน่อยเท่านั้นเอง”
เธออดไม่ได้ที่จะทุบหลินเฉาหยางไปหนึ่งที “ระวังแม่ได้ยินเข้าล่ะ!”
“ถ้าแม่รู้ก็แสดงว่าคุณนั่นแหละที่เป็นคนเอาไปฟ้อง!”
เป็นไปตามที่สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางคาดไว้ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พ่อตาเถาก็เริ่มจัดการเรื่องของขวัญตอบแทนครอบครัวดอง โดยลากแม่ยายเถาที่ดูไม่ค่อยเต็มใจนักออกไปซื้อของด้วยกัน
รอจนกระทั่งหลินเฉาหยางเลิกงานกลับมา ข้าวของทั้งหมดก็ถูกห่อเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
“เฉาหยาง พรุ่งนี้เช้าเธอเอาของไปส่งไปรษณีย์นะ คาดว่าน่าจะส่งไปไม่ทันช่วงปีใหม่แล้วล่ะ”
พ่อตาเถาสั่งความกับหลินเฉาหยางเสร็จ น้ำเสียงก็แฝงแววเสียดายเล็กน้อย หากได้รับของก่อนช่วงปีใหม่ก็คงจะยิ่งน่ายินดีมากขึ้นไปอีก
เช้าตรู่วันนั้น หลินเฉาหยางเอาของไปส่งไปรษณีย์ จากนั้นจึงค่อยไปทำงานที่ห้องสมุด
ในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว ห้องสมุดจะเปิดตอนแปดโมงเช้า การมาทำงานของเขาจึงสบายขึ้นมาก
คนที่มาขอยืมหนังสือมีจำนวนลดลง ช่วงนี้ในห้องสมุดจึงค่อนข้างว่าง แต่บางครั้งก็มีงานหนักอยู่บ้างเหมือนกัน
อย่างเช่นวันนี้ ห้องสมุดเพิ่งจะมีหนังสือล็อตใหม่เข้ามา จำนวนก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แค่หนึ่งหมื่นเล่มเท่านั้นเอง
จำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม หากต้องช่วยกันขนก็ถือว่าไม่เยอะจริงๆ นั่นแหละ เพราะถึงอย่างไรในห้องสมุดก็มีพนักงานตั้งหลายสิบคน
แต่ความยากที่แท้จริงอยู่ที่ชั้นวางหนังสือนั้นถูกยึดตายตัว เมื่อมีหนังสือใหม่เพิ่มเข้ามา ก็ต้องเอาหนังสือเก่าส่วนหนึ่งบนชั้นลงมาสับเปลี่ยน หรือที่เรียกกันติดปากว่าการสลับชั้นหนังสือ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นงานที่เหนื่อยยากที่สุดในบรรดางานทั้งหมดของห้องสมุด เป็นรองแค่ตอนที่ลิฟต์ส่งของเสียเท่านั้น
ถ้าชั้นหนังสือยังมีที่ว่างก็แล้วไป แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือบนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือ ซึ่งไม่เพียงแต่จะต้องย้ายของเก่าออกเพื่อเอาของใหม่เข้าไปแทนที่ แต่ยังต้องจัดระเบียบและลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด ยุ่งยากเอามากๆ
หลินเฉาหยางจัดว่าเป็นกำลังหลักของห้องสมุด งานแบบนี้เขาจึงต้องรับหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าถ้าเขาไม่ทำ ผู้อำนวยการห้องสมุดก็คงไม่ยอมอยู่ดี
ชั้นหนังสือด้านหนึ่งจุหนังสือได้สองพันกว่าเล่ม วันนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องสลับชั้นหนังสือให้ได้สักสี่ถึงห้าด้าน
เพิ่งจะสลับชั้นหนังสือไปได้แค่ด้านเดียว หลินเฉาหยางก็ชักจะทนไม่ไหวแล้ว เขาหันไปพูดกับตู้หรงที่เป็นคู่หูว่า “พักสักเดี๋ยวเถอะ!”
ตู้หรงหอบหายใจ “คุณเป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ ทำไมถึงมีพละกำลังสู้ฉันไม่ได้ล่ะเนี่ย?”
เมื่อถูกสหายหญิงดูแคลน หลินเฉาหยางก็ไม่รู้สึกอับอายเลยสักนิด “การสลับชั้นหนังสือไม่ได้วัดกันที่พละกำลัง แต่วัดกันที่ความอดทนและความอึดต่างหาก ด้านนี้พวกคุณสหายหญิงถือว่าได้เปรียบนะ”
ตู้หรงเอ่ยแซว “มิน่าล่ะถึงคว้าลูกสาวของศาสตราจารย์เถามาแต่งงานด้วยได้ ปากคุณนี่ช่างเจรจาซะจริงๆ”
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวันกับการสลับชั้นหนังสือ ตกบ่ายหลินเฉาหยางก็นอนแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้โดยไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหนแล้ว ในขณะที่ตู้หรงยังมีกะจิตกะใจเดินไปยืมที่ห้องวารสาร
นิตยสารส่วนใหญ่มักจะตีพิมพ์ทุกๆ วันที่ลงท้ายด้วยเลขห้าหรือเลขศูนย์ วันนี้เป็นวันที่ 20 มกราคม ห้องวารสารก็น่าจะมีนิตยสารล็อตใหม่มาส่งแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินเฉาหยางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" ก็เหมือนจะตีพิมพ์ทุกวันที่ 20 ของเดือนเช่นกัน
ไม่รู้เหมือนกันว่านิยายของเขาเรื่องนั้นจะได้ตีพิมพ์ในฉบับนี้หรือเปล่า นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสี่เดือนแล้ว
หลินเฉาหยางคิดในใจ พลางก้าวเท้าอันหนักอึ้งเดินมุ่งหน้าไปยังห้องวารสาร
ผลปรากฏว่าพอสอบถามดู นิตยสาร "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" สองสามเล่มที่เพิ่งมาส่งในวันนี้ต่างก็ถูกคนยืมไปหมดแล้ว แถมคนที่ยืมไปก็เป็นพนักงานในห้องสมุดล้วนๆ
หลินเฉาหยางอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบในใจ พวกคุณนี่มันช่างว่างกันซะจริงๆ
รอจนเขาเลิกงานกลับบ้าน ก็พบว่าเถาอวี้ซูดันติดนิตยสาร "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" กลับมาบ้านด้วยฉบับหนึ่งเหมือนกัน
“"ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" เหรอ ฉบับนี้มีผลงานอะไรดีๆ บ้างไหม?” หลินเฉาหยางถาม
สายตาของเถาอวี้ซูจับจ้องอยู่ที่นิตยสาร แล้วตอบกลับมาว่า “เพิ่งซื้อมา ยังไม่ทันได้อ่านเลย”
“ผมขอดูหน่อยสิ” หลินเฉาหยางพูดพลางยื่นมือออกไป
เถาอวี้ซูเบี่ยงตัวหลบ “ฉันขอดูตาก่อน ดูจบแล้วเดี๋ยวค่อยให้คุณ”
เธอพูดพลางหยุดมือลง พอดีกับที่เปิดไปเจอหน้าแรกของนิยายเรื่องหนึ่ง
เห็นเพียงชื่อเรื่องเขียนเอาไว้ว่า: "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" ผู้แต่ง: หวังชิ่งไหล
ชื่อแฝง!
เจอชื่อแฝงอีกแล้ว!
นิยายเรื่อง "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" เป็นนิยายที่หลินเฉาหยางใช้ชื่อแฝงส่งไปให้ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" พอดี และนั่นทำให้เขาได้รับค่าต้นฉบับมาถึง 168 หยวน
น่าเสียดายที่ช่วงนี้เขาใช้จ่ายมือเติบไปหน่อย เงินก้อนนี้ตอนนี้เลยเหลืออยู่แค่ 100 หยวน
คราวก่อนเขาสารภาพไปแค่เรื่อง "คนเลี้ยงม้า" แต่กลับไม่ได้พูดถึงเรื่อง "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" เลย
ดังคำกล่าวที่ว่ากระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง เป็นนักเขียนทั้งที ใครบ้างจะไม่มีชื่อแฝงสักสองสามชื่อ!
เงินเก็บส่วนตัวควรเก็บสะสมเอาไว้ แถมในใจเขายังมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่อยู่อีกหนึ่งอย่าง...
เก็บเงินเปลี่ยนไปอยู่บ้านหลังใหญ่
ก่อนหน้านี้การเปลี่ยนเตียงเป็นเพียงเป้าหมายระยะสั้นในการยกระดับคุณภาพชีวิต ในเมื่อทำสำเร็จแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนไปหาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม
น่าเสียดายที่ยุคนี้อัตราการหมุนเวียนของที่อยู่อาศัยต่ำเกินไป การจะหาซื้อบ้านที่ถูกใจสักหลังจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้จะชอบพูดอยู่เสมอว่าอยากนอนชิลๆ ไม่ดิ้นรน แต่เขาก็เข้าใจดีว่า อย่างแรกเลยคือต้องสร้างเงื่อนไขบางอย่างให้พร้อมเสียก่อน ถึงจะมีสิทธิ์นอนชิลได้
นี่ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังเพื่อเถาอวี้ซู และยิ่งไปกว่านั้นคือเพื่อความปรองดองในครอบครัว
ถ้ามีบ้านเป็นของตัวเอง ถึงตอนนั้นอวี้ซูก็น่าจะมีความสุขมากแน่ๆ ใช่ไหมล่ะ?
เมื่อนึกถึงความประหลาดใจแกมยินดีของเถาอวี้ซูในตอนนั้น ในใจของหลินเฉาหยางก็พลันเอ่อล้นไปด้วยความคาดหวัง







