ชิงซู่ทะลวงสู่ขั้นเทียนเซียนเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
หลี่ต้าจื้อขี่เมฆาพาหลี่ผิงอันมุ่งหน้าไปยังบริเวณยอดเขาเมฆาสายรุ้ง ตลอดทางพบปะเซียนที่คุ้นเคยไม่น้อย เสียงทักทายปราศรัยดังแว่วเข้าหูไม่ขาดสาย
หลี่ผิงอันยืนอยู่เบื้องหลังบิดาบังเกิดเกล้าของตนเอง ระบายยิ้มอย่างมีมารยาท
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ติดตามบิดาเข้าร่วม 'งานใหญ่' ภายในสำนัก จู่ๆ ก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนตอนอยู่มัธยมที่ต้องตามพ่อไปร่วมงานแต่งงานอย่างไรอย่างนั้น
ทุกหนแห่งล้วนมีการทักทายปราศรัย มองไปทางใดก็เห็นแต่ใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร
แม้หลี่ผิงอันจะอยากตั้งใจจดจ่อกับการชมความยิ่งใหญ่ของการทะลวงสู่ขั้นเทียนเซียน แต่ยามนี้ก็ไม่อาจเสียมารยาทจนเกินงาม ได้แต่ผงกศีรษะยิ้มรับอย่างต่อเนื่อง เมื่อบิดาแนะนำประมุขยอดเขาคนนี้ หรือผู้อาวุโสคนนั้น เขาก็ทำความเคารพตามมารยาทของศิษย์อย่างว่าง่าย
หลี่ผิงอันแอบจดจำตัวเลขไว้ในใจ ตลอดเส้นทางเมฆาจากสำนักเมฆาคล้อยจนถึงยอดเขาเมฆาสายรุ้ง เขาได้ทักทาย 'ผู้อาวุโส' ไปทั้งสิ้นหกสิบกว่าท่าน ทำความรู้จักกับผู้บำเพ็ญเพียรชาย 'ที่ดูเหมือนจะรุ่นราวคราวเดียวกัน' สิบสองคน และผู้บำเพ็ญเพียรหญิง 'ที่ภายนอกดูเหมือนเด็กสาวแต่ความจริงอายุแปดเก้าสิบปีแล้ว' อีกสี่สิบกว่าคน อีกทั้งผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์เหล่านี้ล้วนเป็นต้นกล้าเซียนของแต่ละยอดเขา ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตสะพานฟ้าดิน
รูปแบบการพูดคุยของทุกคนก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เริ่มจากถามไถ่ว่าช่วงนี้การบำเพ็ญเพียรราบรื่นดีหรือไม่ จากนั้นก็นัดแนะว่าหากมีโอกาสค่อยไปดื่มสุราด้วยกัน ตามด้วยการเริ่มเอ่ยปากชมเชยศิษย์ของอีกฝ่าย
เหล่าเซียนร่วมสำนักต่างสรรหาวิธีมาพูดจาเยินยอหลี่ผิงอัน หลี่ต้าจื้อเองก็ใช้คารมคมคายชมเชยลูกศิษย์ของเซียนเหล่านี้ราวกับน้ำไหลไฟดับ
การเข้าสังคมในสำนักเซียน ก็ไม่พ้นเรื่องพรรค์นี้
ในที่สุด หลี่ผิงอันก็พบกับผู้มาโปรดของตน
"ศิษย์พี่ผิงอัน! ทางนี้ใกล้กว่าเจ้าค่ะ!"
มู่หนิงหนิงในชุดศิษย์สีฟ้าอ่อน กำลังยืนอยู่เบื้องหลังอาจารย์ของตน บนก้อนเมฆสีขาวที่ไม่ไกลนัก นางกำลังโบกไม้โบกมือให้หลี่ผิงอันอย่างต่อเนื่อง
หลี่ต้าจื้อเอาไหล่ชนหลี่ผิงอันเบาๆ พลางพูดกลั้วหัวเราะ "ไปเถอะ พ่อยังต้องไปคุยกับผู้อาวุโสอีกหลายท่าน จะไม่พาเจ้าไปด้วยแล้ว"
หลี่ผิงอันกราบขอบพระคุณบิดาบังเกิดเกล้าในความกรุณาที่ 'ไม่ต้องไปเข้าสังคม' ท่ามกลางสายตาจับจ้องของบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ เขาก็ลอยตัวไปอยู่ข้างกายมู่หนิงหนิง
"ศิษย์ผิงอัน คารวะผู้อาวุโสชิงซวี่ขอรับ"
เจินเซียนชิงซวี่ผงกศีรษะยิ้มรับ "มิกล้ารับคำเรียกขานว่าผู้อาวุโสหรอก สหายตัวน้อยตามสบายกับหนิงหนิงเถิด"
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสขอรับ!"
หลี่ผิงอันระบายลมหายใจเบาๆ ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับมู่หนิงหนิง เงยหน้ามองออกไปไกล
ดอกบัวน้ำแข็งที่ดูราวกับมีตัวตนจริงเบ่งบานอยู่บนยอดเขา เส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าพันจั้ง มีเงาร่างเลือนรางสายหนึ่งเรือนร่างนั่งขัดสมาธิอย่างสงบอยู่ใจกลางดอกบัวน้ำแข็งนั้น
ดอกบัวน้ำแข็งนี้ก็คือการปรากฏของมรรคาแห่งชิงซู่
มู่หนิงหนิงยิ้มแย้มอย่างเบิกบานใจ "ศิษย์พี่ อาจารย์ป้าชิงซู่เป็นคนแรกในรุ่นอักษรชิงของยอดเขาเมฆาสายรุ้งที่ทะลวงสู่ขั้นเทียนเซียนเลยนะเจ้าคะ! คนที่สองจะต้องเป็นอาจารย์ของข้าอย่างแน่นอน!"
"กลิ่นอายมรรคาของเทียนเซียนช่างซับซ้อนยิ่งนัก"
หลี่ผิงอันจ้องมองลวดลายที่ไหลเวียนอยู่บนดอกบัวน้ำแข็งตาไม่กะพริบ พยายามทำความเข้าใจกลิ่นอายมรรคาแม้เพียงเศษเสี้ยว
ทว่ากลับรู้สึกว่ากลิ่นอายมรรคาแต่ละสายสำหรับตัวเขาในยามนี้ ล้วนยิ่งใหญ่กว้างขวางถึงเพียงนั้น คล้ายกับซุกซ่อนความลึกล้ำอันไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้
มู่หนิงหนิงกระซิบเสียงเบา "ศิษย์พี่ ว่ากันว่าในภายภาคหน้าอาจารย์ป้าชิงซู่มีความหวังที่จะทะลวงสู่ขั้นจินเซียนด้วยนะเจ้าคะ"
หลี่ผิงอันพูดกลั้วหัวเราะ "หากทะลวงผ่านได้จริง นั่นย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง สำนักหมื่นเมฆาของเราก็จะมีจินเซียนคอยคุ้มครองเพิ่มอีกหนึ่งคน"
มู่หนิงหนิงทอดถอนใจ "ข้าได้ยินพวกอาจารย์คุยกันว่า ขั้นตอนจากเทียนเซียนไปสู่จินเซียนจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าพันปี อาจจะต้องใช้เวลาหลายหมื่นปี หรือแสนปี... อายุขัยของเทียนเซียนสามารถอยู่ได้หลายหยวนฮุ่ย น่าอิจฉาจริงๆ เจ้าค่ะ"
"พยายามบำเพ็ญเพียรเข้า เส้นทางเซียนย่อมมีความหวัง"
"เอ่อ... ศิษย์พี่..."
หลี่ผิงอันก้มหน้ามองมู่หนิงหนิง
นางน่าจะถูกอาจารย์พาตัวออกมาระหว่างที่กำลังบำเพ็ญเพียร แม้จะเป็นใบหน้าสดไร้เครื่องสำอาง แต่ผิวพรรณยังคงขาวกระจ่างใส ใบหน้าที่ดูเบาบางราวกับเป่าก็ขาดดีดก็ทะลุนั้นไร้ซึ่งรอยตำหนิใดๆ
นี่ก็คือข้อดีของการได้รับการหล่อเลี้ยงจากปราณวิญญาณทุกวัน
มู่หนิงหนิงพูดเสียงเบา "ศิษย์พี่ สิ่งนี้ให้ท่านเจ้าค่ะ"
ปลายนิ้วของนางมีเชือกแดงพันอยู่ นางดึงเชือกแดงออกไปด้านนอก ดึงเอาเครื่องรางคุ้มภัยที่เพิ่งถักเสร็จได้ไม่นานออกมาอันหนึ่ง
นางเงยหน้ามองหลี่ผิงอัน "นี่คือ... ของตอบแทนสำหรับหยกพกชิ้นนั้นเจ้าค่ะ"
"สิ่งนี้เจ้ากินเดือนละหนึ่งเม็ดนะ"
หลี่ผิงอันรับเครื่องรางคุ้มภัยมา แล้วถือโอกาสยัดขวดยาเซียนเผยหยวนที่ทางสำนักเคยมอบให้เป็นรางวัลใส่มือนางไปหนึ่งขวด
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ต่างฝ่ายต่างเก็บของในมือเข้าสู่ของวิเศษเก็บของ
เจินเซียนชิงซวี่ที่ยืนอยู่ด้านหน้า ในยามนี้อดไม่ได้ที่จะเอามือไพล่หลัง เงยหน้ามองปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ
วิธีถักเครื่องรางคุ้มภัยนั่น นางผู้เป็นอาจารย์ก็เป็นคนสอนเอง
ถือเป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของยอดเขาเมฆาสายรุ้งของพวกนางเลยทีเดียว
หลี่ผิงอันเงยหน้ามองบิดาตนเอง พบว่าบิดากำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับผู้อาวุโสสายนอกหลายท่าน ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งก็อยู่ด้านข้างด้วย พวกเขาผงกศีรษะยิ้มแย้มเป็นระยะ
'หยกพกประจำตระกูล' ของบิดาในครานี้ ได้ทำลายจังหวะที่เขาวางแผนไว้แต่เดิมจนปั่นป่วนไปหมด
'หาอะไรให้ท่านพ่อทำเสียหน่อยดีกว่า หลังจากบรรลุเป็นเซียนแล้ว เขาก็ยิ่งว่างกว่าเดิมเสียอีก'
อีกด้านหนึ่ง
หลี่ต้าจื้อดึงตัวผู้อาวุโสสายนอกรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งมา ส่งเสียงผ่านปราณกระซิบกระซาบ "ท่านหาพวกหยกพก กำไลหยกอะไรทำนองนั้นให้ข้าอีกสักสองสามชิ้นได้หรือไม่... ใช่ๆ แบบคราวที่แล้วนั่นแหละ ไปหาจากโลกมนุษย์ ทางที่ดีเอาเป็นหยกล้ำค่าประจำตระกูลของคนธรรมดา ที่ถูกขัดเกลามาอย่างดี... ใช่แล้ว ต้องเป็นของที่มีอายุเก่าแก่หน่อย และมีกลิ่นอายของมนุษย์ติดอยู่... หามาให้ข้าเยอะๆ หน่อยนะ! ขอบใจมาก ขอบใจมาก!"
ผู้อาวุโสท่านนั้นลูบเคราผงกศีรษะรับ
สำนักหมื่นเมฆาของพวกเขาครอบครองราชวงศ์เซียนในโลกมนุษย์ขนาดกลางหนึ่งแห่ง และขนาดเล็กอีกสองแห่ง การตามหาหยกธรรมดาสามัญเช่นนี้ย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าปรมาจารย์อาต้าจื้อจะเอาของพรรค์นี้ไปทำอะไร
กลางอากาศ ดอกบัวน้ำแข็งดอกนั้นเข้าสู่ช่วงเวลาเบ่งบานในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
ชิงซู่มาถึงช่วงเวลาสำคัญของการทะลวงขั้น เกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ ในอากาศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บริเวณยอดเขามีหิมะตกหนักราวกับขนห่านปลิวว่อน
ผู้บำเพ็ญเพียรไม่น้อยเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ จึงรวบรวมสมาธิเพื่อทำความเข้าใจ
หลี่ผิงอันเริ่มนั่งขัดสมาธิบนก้อนเมฆแล้ว รอบกายเขามีผลึกน้ำแข็งเล็กน้อยลอยวนเวียนอยู่
ค่ายกลพิทักษ์เขาของสำนักหมื่นเมฆาเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ กำแพงค่ายกลที่บางเฉียบและลื่นไหลถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง ปิดบังความยิ่งใหญ่ภายในสำนักเอาไว้
...
บนยอดเขาแห่งหนึ่งภายในสำนัก เงาร่างสิบกว่าสายยืนอยู่ที่ศาลาพักร้อน ทอดสายตามองไปยังทิศทางของยอดเขาเมฆาสายรุ้ง
รองเจ้าสำนักม่ออี้และผู้อาวุโสอีกหลายท่านกำลังรวมตัวกันอยู่ที่นี่ พูดคุยเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของมรรคาใจพิสุทธิ์ ชื่นชมที่ภายในสำนักมียอดฝีมือขั้นเทียนเซียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"หรือว่า โชคชะตาของสำนักหมื่นเมฆาเราจะถูกอาจารย์อาต้าจื้อดึงให้พุ่งสูงขึ้นจริงๆ? ช่วงนี้ยังมีเจินเซียนที่ใกล้จะถึงวาระสุดท้ายอีกหลายคนมาถึงขอบเขตของการทะลวงขั้น และเริ่มเก็บตัวฝึกตนแบบปิดตายแล้ว"
บรรยากาศภายในศาลาพักร้อนเย็นยะเยือกขึ้นมาในทันที
มีผู้อาวุโสถลึงตาใส่คนที่พูดประโยคนี้ แล้วกดเสียงต่ำ "การบำเพ็ญเพียรล้วนพึ่งพาความเข้าใจและวาสนาของตนเอง จะมีเรื่องดึงให้พุ่งสูงขึ้นอะไรกัน"
รองเจ้าสำนักม่ออี้พูดกลั้วหัวเราะ "ไม่แน่ว่าอาจจะมีอิทธิพลในด้านนี้จริงๆ แต่ทว่า การบำเพ็ญเพียรท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องของตัวเอง ภายนอกอย่าได้พูดเช่นนี้ออกไปเลย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ศิษย์ร่วมสำนักที่เพิ่งทะลวงขั้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ต้องกระอักกระอ่วนใจ"
"ถูกต้อง"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว!"
มีผู้อาวุโสสายในเดินเข้าไปข้างกายรองเจ้าสำนักท่านนี้ ชุดเต๋าของทั้งสองแนบชิดกัน และเริ่มส่งเสียงผ่านปราณหากัน
ผู้อาวุโสท่านนั้นกล่าว
"ท่านรองเจ้าสำนัก โชคชะตาอันยิ่งใหญ่ของหลี่ต้าจื้อผู้นี้ จะทำให้เขาก้าวขึ้นสวรรค์ในคราวเดียวได้จริงๆ หรือ? จดหมายลับที่เซียวเยว่ส่งมา นักพรตยากไร้ผู้นี้ได้อ่านดูแล้ว
"ตามที่เซียวเยว่กล่าวมา เพียงแค่นางคิดจะสร้างความลำบากให้หลี่ผิงอันผู้นั้น ก็จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น แผนการหลายต่อหลายครั้งล้มเหลวไม่เป็นท่า
"ยังมีเรื่องที่หลี่ผิงอันช่วยชีวิตชิงซู่กลับมาอีก ศิษย์ขอบเขตแสงควบแน่นคนหนึ่ง สั่งการผู้ดูแลที่เพิ่งบรรลุเป็นเซียนได้ไม่นาน กลับสามารถรอดพ้นจากการไล่ล่าของยอดฝีมือมากมายถึงเพียงนั้น และหลบหนีมาได้นับหมื่นลี้
"หากเรื่องนี้ไม่มีโชคชะตาของบิดาเขาคอยคุ้มครอง นักพรตยากไร้ผู้นี้ไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน"
"เรื่องของโชคชะตา ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่อาจพิสูจน์ได้"
ม่ออี้พูดกลั้วหัวเราะ
"ชายหนุ่มผู้นี้มีไหวพริบอยู่บ้าง เก่งกาจเรื่องการพลิกแพลง น่าเสียดายที่พรสวรรค์ไม่เอาไหน เส้นทางเซียนมีอุปสรรคมากมาย ชั่วคราวนี้ยังไม่น่ากังวล
"ส่วนเซียวเยว่... จดหมายลับของนางก็แค่อ่านผ่านๆ ไปเถอะ เด็กคนนี้ฉลาดแกมโกงมาตั้งแต่เด็ก แม้ข้าจะมองดูนางเติบโตมา แต่นางก็ไม่ได้สนิทสนมกับข้าเท่าไรนัก ทำงานก็ชอบกั๊กเอาไว้ นางก็แค่อยากจะยืนดูอยู่บนกำแพงเพื่อรอรับผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย ค่อนข้างจะโลภมากไปสักหน่อย
"อันที่จริงนางมีพรสวรรค์และความเข้าใจที่จะทะลวงสู่ขั้นเทียนเซียน น่าเสียดายที่ทางสำนักเห็นว่านางมีสติปัญญาเฉียบแหลม จึงมอบหมายเรื่องทางโลกให้นางจัดการมากเกินไป ตอนนี้นางก็ให้ความสำคัญกับเรื่องทางโลกเหล่านี้ การบำเพ็ญเพียรของตัวเองกลับถูกปล่อยปละละเลย
"หลังจากนี้ก็คอยดูว่านางจะทำอะไร ไม่ต้องไปฟังว่านางพูดอะไร หากไม่ไหวก็เกลี้ยกล่อมให้นางกลับมาบำเพ็ญเพียรที่เขาอย่างสงบ การไปมาหาสู่ในโลกมนุษย์อยู่เสมอ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะแปดเปื้อนไอขุ่นมัวบางอย่าง"
"ขอรับ ท่านรองเจ้าสำนักกล่าวมีเหตุผล"
ผู้อาวุโสท่านนั้นถามอีก "หลี่ต้าจื้อบรรลุเป็นเซียนแล้ว แม้ทางสำนักจะไม่ได้ประกาศข่าวนี้ออกไปภายนอก แต่ผู้อาวุโสสายในล้วนได้รับการแจ้งจากท่านเจ้าสำนักแล้ว
"ความหมายของท่านเจ้าสำนัก คืออยากให้เหล่าผู้อาวุโสปรึกษาหารือกันเพื่อมอบหมายงานให้หลี่ต้าจื้อ เป็นงานที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจมากนัก และยังสามารถรับตำแหน่งในหกตำหนักได้อีกด้วย
"เช่นนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าต้องการปูทางให้หลี่ต้าจื้อ... เฮ้อ ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านเจ้าสำนักคิดอย่างไรกันแน่"
"ท่านเจ้าสำนักก็พิจารณาเพื่อสำนักหมื่นเมฆาของเรานั่นแหละ"
ม่ออี้หรี่ตาลงเล็กน้อย
"การจัดเตรียมของท่านเจ้าสำนัก พวกเราก็แค่ทำตาม ไม่ต้องคิดอะไรมาก
"ศิษย์หลานเซียวเยว่ลงใต้ไปในครั้งนี้แม้จะไม่มีผลงานอะไร แต่แนวคิดที่นางเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ถือว่าถูกต้อง"
ผู้อาวุโสครุ่นคิดอย่างละเอียด แล้วพูดกลั้วหัวเราะ "นักพรตยากไร้ผู้นี้เข้าใจแล้ว หลี่ต้าจื้อได้รับความคุ้มครองจากปรมาจารย์ ใครก็แตะต้องเขาไม่ได้ แต่คนที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือหลี่ผิงอันผู้นั้น หลังจากนี้เพียงแค่หาโอกาสทำให้หลี่ผิงอันกลายเป็นตัวตลก ก็สามารถทำลายชื่อเสียงของสองพ่อลูกได้แล้ว"
"ชื่อเสียง" ม่ออี้ทอดถอนใจเล็กน้อย "ชื่อเสียงในวันนี้ก็คือบารมีในวันหน้า นี่แหละคือกฎเกณฑ์ของดินแดนสำนักเซียน"
ผู้อาวุโสมองไปยังทิศทางของยอดเขาประธานแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เช่นกัน แล้วส่งเสียงผ่านปราณรำพึงรำพัน
"ดวงตะวันแผดเผากลางนภา"
ทิศทางของยอดเขาเมฆาสายรุ้งปรากฏความผิดปกติเล็กน้อย เหล่าเซียนในศาลาต่างรวบรวมสมาธิเฝ้ามอง นักพรตเฒ่าทั้งสองจึงไม่ส่งเสียงผ่านปราณคุยกันอีก
ดอกบัวน้ำแข็งขนาดยักษ์ดอกนั้นเบ่งบานอย่างสมบูรณ์แล้ว
ลำแสงสีฟ้าทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สาดส่องทะลุค่ายกลพิทักษ์เขา ม้วนเอาเมฆหมอกเป็นชั้นๆ ขึ้นไปบนอากาศ
ฟ้าดินเปลี่ยนสีตามไปด้วย ดวงตะวันและดวงจันทราหม่นหมองไร้แสง
ภายในลำแสงนั้น เซียนหญิงผู้หนึ่งค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามสายลม ชายกระโปรงสั่นไหวเบาๆ ราวกับเกลียวคลื่น ใบหน้าที่เยือกเย็นเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ คล้ายกับจะล่องลอยไปตามมรรคา
...
"อาจารย์ป้าชิงซู่กำลังจะทะลวงสู่ขั้นเทียนเซียนแล้ว!"
"อาจารย์ป้าชิงซู่งดงามเหลือเกิน!"
"หากข้ามีตบะสักหนึ่งส่วนของปรมาจารย์ชิงซู่ ชาตินี้ก็ตายตาหลับแล้ว!"
ข้างกายมู่หนิงหนิงมีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงรุ่นเยาว์เพิ่มมาอีกหลายคน ล้วนกำลังเงยหน้าจ้องมองเงาร่างของชิงซู่ ปากก็พูดคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด
หลี่ผิงอันถูกเสียงเอะอะโวยวายของศิษย์หญิงยอดเขาเมฆาสายรุ้งขัดจังหวะการเข้าฌาน เขานั่งขัดสมาธิเงยหน้ามองขึ้นไป จ้องมองลำแสงสีฟ้าเส้นนั้น
พลังอำนาจของการที่เจินเซียนทะลวงสู่ขั้นเทียนเซียน ยิ่งใหญ่ตระการตากว่าตอนที่เวยเหยียนจื่อบรรลุเป็นเซียนไม่รู้ตั้งกี่ร้อยเท่า
ก็ดีเหมือนกัน
ตอนนี้ชิงซู่บรรลุเป็นเทียนเซียนแล้ว เช่นนั้นยาคุ้มภัยจินเซียนที่นางเคยบอกว่าจะคืนให้ ก็ถือว่ามีหวังแล้ว
เมื่อครู่นี้หลี่ผิงอันเกิดความเข้าใจบางอย่าง ทำให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อสิ่งที่เรียกว่ามรรคาใจพิสุทธิ์
มรรคาใจพิสุทธิ์หมายถึงวิธีการ 'ควบคุมตนเอง' รูปแบบหนึ่ง จัดอยู่ในประเภท 'เคล็ดวิชาเสริม' เดินตามเส้นทางของการชำระล้างจิตใจและลดละความปรารถนา ทำให้จิตมรรคายังคงอยู่ในสภาวะกระจกเงาที่ไร้ระลอกคลื่นราวกับบ่อน้ำโบราณ เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจมหาเต๋า
เคล็ดวิชาหลักของเซียนชิงซู่ หรือก็คือแหล่งที่มาของพลังเซียนของนาง ยังคงเป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร "เคล็ดหมื่นเมฆา" ของสำนักหมื่นเมฆา
หลี่ผิงอันเคยเห็นในตำราโบราณของสำนักว่า หากจะสืบสาวราวเรื่อง "เคล็ดหมื่นเมฆา" นั้นมีต้นกำเนิดมาจาก "บันทึกล้ำค่าแผนผังเมฆา" ที่อวิ๋นจงจื่อผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหยกสุญญตาบนเขาคุนหลุนเป็นผู้ประพันธ์ขึ้น
ความจริงแล้วจุดนี้ไม่อาจตรวจสอบได้ มีความเป็นไปได้สูงว่าเซียนรุ่นก่อนของสำนักหมื่นเมฆาจะจับแพะชนแกะ เพื่อขอพึ่งพาชื่อเสียงของสำนักซานชิง
ไม่ว่าอย่างไร "เคล็ดหมื่นเมฆา" ก็ได้รับการพิสูจน์จากนักพรตคงหมิงแล้วว่า เป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรอันล้ำค่าที่สามารถฝึกปรือจนมีอายุยืนยาวได้
เคล็ดวิชาหลักที่เซียนชิงซู่ฝึกฝนก็คือ "เคล็ดหมื่นเมฆา" เช่นกัน 'คุณสมบัติ' ของพลังเซียนภายในร่างก็คล้ายคลึงกับเซียนคนอื่นๆ ในสำนัก บนพื้นฐานเช่นนี้ นางก็ได้เดินไปบนมรรคาของตนเอง
เมฆากำเนิดจากวารี เมฆาซุกซ่อนน้ำแข็ง
โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นเช่นนี้
หลี่ผิงอันเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ เริ่มครุ่นคิดถึงเส้นทางที่ตนเองสามารถเลือกเดินได้ในภายภาคหน้า
โดยมีมรรคาแห่งเมฆาเป็นพื้นฐาน แล้วเขาควรจะต่อยอดไปในทิศทางใด? ธาตุทั้งห้าของเขาเอนเอียงไปทางธาตุไม้และขาดธาตุดิน ภายภาคหน้าการพัฒนาไปในทิศทาง 'วารีหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง' ย่อมเป็นอุดมคติที่สุด ก่อนจะบรรลุเป็นเซียนสามารถฝึกฝนวิชาควบคุมน้ำให้มากขึ้น ใกล้ชิดกับน้ำให้มากๆ และทำความเข้าใจมรรคาแห่งวารี
มรรคาคือวิถี กฎเกณฑ์ล้วนซุกซ่อนอยู่ในธรรมชาติ...
ในใจหลี่ผิงอันเกิดความเข้าใจขึ้นมาอีกครั้ง เขามองดูเซียนหญิงที่กำลังอาบแสงเซียนอันไร้ขอบเขตกลางนภาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าหลับตาลงเพื่อทำความเข้าใจมรรคาของตนเองต่อไป
เมื่อดึงจิตสัมผัสที่แผ่ขยายออกไปตลอดเวลากลับคืนสู่ห้วงจิตวิญญาณชั่วคราว เสียงรบกวนรอบข้างก็เบาลงไปกว่าครึ่งจริงๆ
ไม่นานนัก รอบกายหลี่ผิงอันก็ปรากฏกระแสปราณหมุนวนเป็นสายๆ
การกระทำเช่นนี้ของเขาความจริงแล้วไม่ถือว่าสะดุดตา ในยามนี้ยอดเมฆทุกแห่งบริเวณยอดเขาเมฆาสายรุ้ง ล้วนมีศิษย์ร่วมสำนักจำนวนไม่น้อยกำลังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่
ทว่าหลี่ผิงอันกลับค่อยๆ รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เริ่มจากอากาศรอบข้างสดชื่นขึ้นเล็กน้อย ปราณวิญญาณก็เพิ่มมากขึ้น
ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายรอบข้างที่จู่ๆ ก็หายไป
ราวกับมีคนมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ความรู้สึก 'ร้อนผ่าว' จากการถูกเหล่าเซียนจับจ้องปรากฏขึ้นอีกครั้ง ข้างหูก็มีเสียงเรียกเบาๆ ของมู่หนิงหนิงดังขึ้น
"ศิษย์พี่ผิงอัน... ศิษย์พี่!"
"หืม?"
หลี่ผิงอันลืมตาขึ้น สิ่งที่มองเห็นคือชายกระโปรงสีฟ้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนผ้าโปร่งบาง
เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเงยหน้ามอง เซียนหญิงรูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณทั่วร่างเปล่งประกายแสงเซียนระยิบระยับผู้นั้น ในยามนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา
เส้นผมสีดำขลับราวกับน้ำตก นัยน์ตาเย็นเยียบกะพริบเบาๆ
เทียนเซียนชิงซู่!
นางลงมาตั้งแต่เมื่อไรกัน?
หลี่ผิงอันรีบลุกขึ้นยืน ชิงซู่เอ่ยปากแล้ว เนื่องจากเพิ่งทะลวงขั้นได้ไม่นาน น้ำเสียงของนางจึงแฝงความรู้สึกเลื่อนลอยอยู่หลายส่วน
"ก่อนหน้านี้ที่ข้าไม่ตอบรับเจ้า เป็นเพราะเจินเซียนไม่สามารถเปิดถ้ำบำเพ็ญเพียรแยกต่างหากภายในสำนักได้ และยอดเขาเมฆาสายรุ้งก็ไม่รับศิษย์ชาย
"บัดนี้ข้าก้าวเข้าสู่ขั้นเทียนเซียนแล้ว สามารถย้ายออกจากยอดเขาเมฆาสายรุ้งได้
"ยังอยากกราบอาจารย์อยู่หรือไม่?"
หลี่ผิงอันชะงักไปเล็กน้อย
หลังจากกลับมาที่สำนัก นางไม่ได้ไปเสนอแนะเขาให้เซียนคนอื่น เป็นเพราะนางเข้าใจความหมายของเขาผิดไป นางคิดว่าคำพูดเหล่านั้นของเขาก็คือต้องการกราบไหว้นางเป็นอาจารย์งั้นหรือ? หลี่ต้าจื้อที่อยู่ไกลออกไปเบิกตากว้าง เขาเพิ่งจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดที่มาถึงริมฝีปาก กลับต้องกลืนลงคอไปอย่างยากลำบาก
ไม่มีเหตุผลอื่นใด เพียงเพราะหลี่ต้าจื้อเห็นประกายแห่งความตื่นเต้นเปล่งประกายในดวงตาของลูกชาย
หลายปีมาแล้ว ที่หลี่ต้าจื้อไม่เคยสัมผัสได้ถึงอารมณ์เช่นนี้จากตัวลูกชาย ครั้งสุดท้ายที่หลี่ผิงอันแสดงสีหน้าเช่นนี้ ก็คือตอนที่ได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียน...
"อยาก! อยากขอรับ!"
หลี่ผิงอันรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา เขาก้มหน้าโขกศีรษะ ตะโกนประโยคที่เตรียมการมานานหลายปีออกมา
"ศิษย์ผิงอัน ขอกราบฝากตัวเป็นศิษย์ขอรับ!"
ชิงซู่โน้มตัวลงเล็กน้อย ขณะที่คนรอบข้างคิดว่านางจะประคองหลี่ผิงอันขึ้นมา นางกลับลูบศีรษะของหลี่ผิงอันเบาๆ
"อืม ตามข้ามา"







