"ศิษย์เอ๋ย สิ่งที่เจ้าเรียนรู้มานั้นช่างหลากหลายนัก แม้จะสามารถหลอมรวมจนแตกฉานได้ แต่เวลาต่อสู้มักจะคิดมากจนเกินไป"
"การประลองศิษย์ที่กำลังจะมาถึง เจ้าได้รับอนุญาตให้ใช้วิชาอาคมเพียงสามอย่างในการต่อสู้กับศิษย์คนอื่น... อืม แต่ถ้าใกล้จะแพ้ก็ใช้วิชาอื่นเพิ่มได้ พยายามเอาชนะให้ได้ และอย่าให้ตัวเองบาดเจ็บล่ะ"
"การฝึกฝนวิชาต่อสู้ก็เพื่อปกป้องมรรคผลของตนเอง อย่าได้หลงลืมแก่นแท้ไปคว้าเอาเปลือกนอก จงจำไว้เสมอว่ามรรคาคือสิ่งเดียวที่สำคัญ"
คำกำชับของอาจารย์ชิงซู่ยังคงดังก้องอยู่ในหู
ภายในป่าเหลือเพียงหลี่ผิงอันอยู่ตามลำพัง
เขานั่งขัดสมาธิลงบนผืนหญ้า ใช้ศิลาวิญญาณเก้าก้อนจัดวางค่ายกลรวบรวมวิญญาณขนาดเล็ก หอกยาวของวิเศษระดับเซียนวางพาดอยู่บนตัก กลิ่นอายจางๆ สายหนึ่งลอยออกจากจมูกและปากของหลี่ผิงอัน ไหลรวมเข้าไปในด้ามหอก
หลี่ผิงอันกำลังหลอมรวมหอกยาวเล่มนี้ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณตามวิธีที่อาจารย์ถ่ายทอดให้
ผู้บำเพ็ญเพียรเมื่ออยู่ขั้นรวบรวมจิต วิญญาณของตนจะรวมตัวเป็นจิตวิญญาณ รอจนถึงขั้นหลอมความว่างเปล่าจึงจะสามารถ 'ผลัดเปลี่ยนจิต' ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นจิตวิญญาณดั้งเดิมได้
การที่อาจารย์ให้เขาใช้วิชาอาคมเพียงสามอย่างในการประลอง เป็นการเพิ่มความยากลำบากให้กับเส้นทางการประลองของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
หลี่ผิงอันย่อมเข้าใจดีว่า อาจารย์ต้องการให้เขาเปลี่ยนจากความซับซ้อนไปสู่ความเรียบง่าย ลดทอนกระบวนท่าการต่อสู้ให้เรียบง่ายที่สุด
แล้วเขาจะมีวิธีใดได้อีกล่ะ?
เมื่อเทียบกับผู้เป็นพ่อ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาช่างเชื่องช้าเหลือเกิน เพื่อให้มีทักษะติดตัวมากขึ้น ก็ทำได้เพียงฝึกฝนวิชาอาคมให้มากขึ้นเท่านั้น
วันนี้หลี่ผิงอันไม่ได้เปิดเผยกระบวนท่าต่อสู้ทั้งหมดให้อาจารย์เห็น เขาแอบซ่อนวิชานอกรีตบางอย่างที่คิดค้นขึ้นมาเองไว้
ประการแรก วิชานอกรีตเหล่านี้คงไม่ได้ใช้ในการประลองในสำนัก
ประการที่สอง เป็นเพราะ... วิชานอกรีตเหล่านี้มีจุดเด่นคือ 'ดูไม่เหมือนวิชาของฝ่ายธรรมะ'
แน่นอนว่า วิชานอกรีตแบบปกติหลี่ผิงอันก็มีเช่นกัน อย่างเช่น 'เคล็ดระเบิดวิญญาณ' ที่สามารถจุดชนวนระเบิดของวิเศษที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ และ 'ค่ายกลของวิเศษจุดชนวน' ซึ่งสามารถชดเชยข้อด้อยเรื่องระดับขั้นต่ำและพลังเวทอ่อนด้อยของหลี่ผิงอันในตอนนี้ได้มาก เวลาต่อสู้ใช้พลังเวทกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็สามารถระเบิดพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งออกมาได้ในพริบตา ช่วยบรรเทาอาการหวาดกลัวการขาดแคลนอำนาจการยิงที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของหลี่ผิงอันได้ชั่วคราว
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของกระบวนท่านี้คือ ค่อนข้างสิ้นเปลืองศิลาวิญญาณ
'ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการประลองครั้งนี้ก็เป็นแค่รางวัลในสำนัก การมีชื่อเสียงในสำนักก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับข้า ไปได้ถึงไหนก็ถึงนั่น ติดห้าสิบอันดับแรกของทำเนียบสวรรค์ได้ก็ถือว่าชนะแล้ว'
หืม? สัมผัสวิญญาณของหลี่ผิงอันบังเกิดลางเตือนภัยกะทันหัน มีคนแอบเข้ามาใกล้ข้างกายเขาแล้ว อีกทั้งทั่วทั้งร่างของอีกฝ่ายยังไม่มีกลิ่นอายเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย! เขาเตรียมจะลุกพรวดหนีและตะโกนเรียกอาจารย์ แต่กลับได้ยินเสียงผู้เป็นพ่อร้องเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ถูกกดต่ำ:
"ผิง — อัน —"
"พ่อ?"
หลี่ผิงอันหันหน้าไปมองตรงมุมหนึ่งด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
ครึ่งท่อนบนของหลี่ต้าจื้อพาดอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ขาทั้งสองข้างยังคงฝังอยู่ในลำต้นของต้นไม้ใหญ่ เขากำลังกวักมือเรียกเบาๆ
ข่าวดี: พ่อฟังคำแนะนำของเขาจริงๆ และตั้งใจฝึกฝนวิชาหลบหนีเบญจธาตุ
ข่าวร้าย: พ่อนำวิชาหลบหนีเบญจธาตุไปใช้ในที่แปลกๆ
หลี่ผิงอันปล่อยให้หอกยาวลอยอยู่ด้านหลัง เดินทอดน่องไปที่ใต้ต้นไม้ พลางยิ้มขื่นแล้วพูดว่า "พ่อ พ่อก็มาแบบเปิดเผยสิขอรับ ทำไมต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ด้วย"
"ก็กลัวว่าจะไปจ๊ะเอ๋กับอาจารย์แกเข้าน่ะสิ เดี๋ยวจะทำให้อึดอัดกันเปล่าๆ"
หลี่ต้าจื้อหัวเราะแหะๆ รอยยิ้มนั้นแฝงความไม่มั่นใจอยู่บ้าง เขาจงใจหาเรื่องคุย "เอ่อ... สองสามวันนี้แกฝึกไปถึงไหนแล้วล่ะ"
แววตาของหลี่ผิงอันเฉียบคมขึ้นมาทันที "พ่อ พ่อบอกว่าจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรไม่ใช่เหรอขอรับ?"
"คือเรื่องนี้ มีคนเรียกพ่อออกมาทำงานจริงๆ พ่อก็ปฏิเสธยากซะด้วย"
หลี่ต้าจื้อพูดจาอึกอักเล็กน้อย
หลี่ผิงอันลอบถอนหายใจในใจ แล้วยิ้มถาม "พ่อ พ่อไปรับปากเรื่องอะไรใครข้างนอกมาหรือเปล่า ถึงได้รู้สึกลำบากใจอยู่ตอนนี้?"
"ลูกพ่อนี่รู้ใจพ่อจริงๆ! อาฮ่าๆ!"
หลี่ต้าจื้อปีนออกมาจากลำต้น กระโดดลงมาตรงหน้าหลี่ผิงอัน หัวเราะร่วนพลางทุบไหล่หลี่ผิงอันเบาๆ แต่จู่ๆ ก็ทำหน้าขึงขัง "แต่ครั้งนี้แกเดาผิดเต็มๆ
"พ่อไม่ได้ไปสุ่มสี่สุ่มห้ารับปากอะไรใครหรอกนะ เป็นคำสั่งของท่านเจ้าสำนักต่างหาก ท่านเจาะจงเลือกพ่อเลยเชียวนะ"
หลี่ผิงอันก็งงไปเหมือนกัน "คำสั่งเจ้าสำนัก? ทำไมจู่ๆ ท่านเจ้าสำนักถึงออกคำสั่งล่ะขอรับ?"
"เรื่องนี้ อะแฮ่ม! คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแกตอนนี้ก็คือ!"
หลี่ต้าจื้อยืดอกเชิดหน้า เอามือไพล่หลังราวกับแม่ทัพใหญ่บนเวทีงิ้ว โยกหัวไปมายืดอกอวดโอ้อยู่นาน ถึงได้ส่งเสียงบอกอย่างใจเย็นว่า "ศิษย์สายตรงคนสุดท้ายของปรมาจารย์หมื่นเมฆา บิดาของศิษย์ผู้แข็งแกร่งที่สุดในอนาคตของสำนักหมื่นเมฆา และ ผู้กำกับใหญ่การประลองศิษย์สำนักหมื่นเมฆา!"
อะไรนะ? บนหน้าผากของหลี่ผิงอันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
หลี่ต้าจื้อถอนหายใจ แล้วพูดตามตรง:
"ไอ้คำว่าผู้กำกับใหญ่นี่พ่อเติมเองแหละ
"ท่านเจ้าสำนักให้ตำหนักเมฆาวิเศษ ตำหนักเมฆาบำรุง และตำหนักธุรการ คอยช่วยเหลือพ่ออย่างเต็มที่ ในการเตรียมการประลองศิษย์สายในครั้งนี้ แล้วยังบอกอีกว่าให้พยายามจัดงานให้แปลกใหม่ขึ้นหน่อย ให้จัดอย่างครึกครื้นสักนิด"
หลี่ผิงอันได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว "นี่จะมีใครขุดหลุมพรางให้เรากระโดดลงไปหรือเปล่าขอรับ?"
"พ่อก็ลองไปสืบดูแล้วเหมือนกัน" หลี่ต้าจื้อถอนหายใจ "ตอนที่เบื้องบนของสำนักประชุมกัน มีผู้อาวุโสแซ่ปี้คนหนึ่งเสนอขึ้นมา บอกว่าพ่อก็เป็นศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักเหมือนกัน ต้องเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ด้วย"
แววตาของหลี่ผิงอันดุดันขึ้นมาทันที
คนผู้นี้ซ่อนเจตนาร้ายไว้
หลี่ต้าจื้อกล่าวต่อ "ดีที่ท่านเจ้าสำนักช่วยพ่อไว้ เปลี่ยนจากการเข้าร่วมประลองมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องนี้แทน"
หลี่ต้าจื้อหันมองซ้ายขวา การส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณก็ระมัดระวังมากขึ้น สำเนียงท้องถิ่นก็หนักขึ้นเล็กน้อย:
"บุญคุณของท่านเจ้าสำนักครั้งนี้เราต้องจำเอาไว้
"ไอ้พวกคนพาลพวกนั้น รอให้พ่อเก่งพอจะจัดการพวกมันได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยเอาคืนทีละคน ตอนนี้ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน หรอก หลักๆ คือฝีมือเรายังไม่ถึง
"ความยุ่งยากของเรื่องนี้ก็คือ ท่านเจ้าสำนักให้พ่อมาเตรียมการประลองครั้งนี้น่ะสิ...
"ผิงอัน แกก็รู้ว่าสมัยก่อนพ่อจัดงานสานสัมพันธ์ในโรงงานยังพังไม่เป็นท่า ให้พ่อคุมเรื่องการผลิตน่ะไม่มีปัญหาหรอก ตอนนั้นพ่อเกือบจะได้เป็นช่างฟิตระดับแปดอยู่แล้ว แต่พวกงานเลี้ยงสังสรรค์ งานพบปะ งานกีฬาสีอะไรพวกเนี้ย พ่อทำไม่เป็นจริงๆ! ตอนนี้หัวพ่อมันวิ้งๆ ไปหมด รู้สึกเหมือนสมองจะงอกใหม่เลย ต้องให้แกมาช่วยพ่อหน่อยแล้วล่ะ
"ผิงอัน แกมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับไหมล่ะ?"
"พ่อ" หลี่ผิงอันพูดอย่างอ่อนใจ "ตอนนี้ข้าเป็นศิษย์สายใน ต้องเข้าร่วมการประลองครั้งนี้นะขอรับ"
"การเป็นศิษย์เข้าร่วมการประลอง กับการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับช่วยเตรียมงานประลอง มันไม่ได้ขัดแย้งกันสักหน่อยนี่"
หลี่ต้าจื้อใช้หลังมือทุบอกหลี่ผิงอันเบาๆ แล้วส่งเสียงบอกอีกว่า:
"ตอนนี้ต้องมีคนอยากเห็นพ่อแกหน้าแตกเยอะแน่ๆ
"แกทนดูพ่อโดนพวกตาแก่พวกนั้นรุมกินโต๊ะได้ลงคอเหรอ?
"มาอยู่เป็นเพื่อนพ่อหน่อย... อืม ไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกตาแก่พวกนั้น ทำให้พวกมันตกตะลึงกับสังคมวิทยาศาสตร์สักหน่อย!"
"พ่อ ในเมื่อพ่อตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะทำขอรับ พ่อปล่อยให้ข้าคิดก่อนว่าจะจัดการยังไง"
หลี่ผิงอันกอดอกเดินไปมา ในใจก็ครุ่นคิดอย่างละเอียด
พ่อขอให้ช่วย เขาย่อมไม่มีทางปฏิเสธ พ่อลูกเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่วมเป็นร่วมตายร่วมเกียรติยศ
ปัญหาตอนนี้คือ พวกเขาไม่มีเวลาเตรียมตัวมากนัก การประลองครั้งนี้ก็จวนตัวเต็มที บัตรเชิญ 'สำนักพันธมิตร' ของสำนักหมื่นเมฆาก็ส่งออกไปหมดแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ประมาณหกวันเท่านั้น
"พ่อ ข้าจะพยายามวางแผนให้พ่อก็แล้วกัน แต่ข้าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการลงมือทำจริงๆ หรอกนะ แล้วเราก็ต้องตกลงกันไว้สามข้อก่อน"
"ไม่มีปัญหา!"
"ข้อหนึ่ง พ่อห้ามถามความคิดเห็นของข้าต่อหน้าคนนอก เราค่อยปิดประตูกลับมาคุยกันเรื่องพวกนี้ ต่อหน้าคนอื่น ข้าก็แค่ไปเกาะใบบุญพ่อเท่านั้น พ่อเป็นหลัก ข้าเป็นรอง"
"ได้!"
"ข้อสอง เจอเรื่องอะไรพ่อก็อย่าเพิ่งใจร้อน พวกเขาอาจจะหาวิธียั่วโมโหพ่อ การใจร้อนโมโหจะเป็นผลเสียต่อจิตใจที่มุ่งมั่นในมรรคผล"
"แกก็ดูถูกพ่อแกเกินไปแล้ว" หลี่ต้าจื้อแสยะยิ้ม "ตอนที่ทำโรงงานอยู่ที่บ้านเกิด พ่อก็แกล้งทำตัวเป็นหลานต่อหน้าพวกผู้ใหญ่มาไม่น้อย แกล้งทำต่ออีกสักกี่ปีจะเป็นไรไป"
"พ่อ มันคนละเรื่องกันนะขอรับ การบำเพ็ญเพียรต้องการให้จิตใจปลอดโปร่ง ใครที่คิดจะทำลายจิตใจในการบำเพ็ญเพียรของพ่อ คนนั้นก็คือศัตรูคู่อาฆาตที่รองลงมาจากศัตรูที่หมายเอาชีวิตเลยนะขอรับ
"ข้อสาม... ช่วงนี้พ่ออย่าดื่มเหล้าเลยนะขอรับ"
หลี่ผิงอันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง:
"เรื่องนี้ถ้าทำพัง จะส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของพ่อในสำนักหลังจากนี้นะขอรับ
"แต่ถ้าทำออกมาดี ผลตอบแทนก็คงไม่น้อย อย่างน้อยที่สุด... ตอนนี้ท่านเจ้าสำนักมอบหมายงานสำคัญให้พ่อ ถ้าพ่อรับมือกับเรื่องนี้ได้ หน้าตาของท่านเจ้าสำนักก็จะมีสง่าราศีตามไปด้วย"
หลี่ต้าจื้อหัวเราะ "เรื่องไหนสำคัญเรื่องไหนเร่งด่วน พ่อรู้ดีน่า พ่อไม่ใช่พวกขี้เมาหยำเปสักหน่อย ที่ปกติเที่ยวไปกินเหล้าที่นั่นที่นี่ ก็แค่เพื่อจะได้ผูกมิตรกับพวกเซียนในสำนักให้เร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง"
"ถ้าอย่างนั้น..."
สีหน้าของหลี่ผิงอันดูจริงจังขึ้น เขาประสานเสียงว่า:
"พ่อลองไปที่ตำหนักธุรการดูก่อน ไปหาพวกผู้อาวุโสฝ่ายนอกที่สนิทสนมเพื่อคุยเรื่องนี้ดู
"พ่ออาจจะชิงบอกไปก่อนว่า ทุกอย่างให้ทำตามธรรมเนียมเดิม แล้วคอยดูว่าจะมีใครออกมาป่วนหรือเปล่า
"เดี๋ยวข้าจะทำแผนงานอย่างละเอียดให้ ทีหลังพ่อก็แค่ทำตามขั้นตอนไปก็พอ สี่ชั่วยามก็น่าจะเสร็จ"
หลี่ต้าจื้อถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในที่สุดเขาก็พอจะมีความมั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว
หลี่ผิงอันกล่าวเสริม "จริงสิพ่อ ตอนที่พ่อผ่านยอดเขาเมฆาสายรุ้ง ช่วยส่งข่าวถึงศิษย์น้องมู่ทีนะ บอกให้นางมาที่นี่ตอนเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ ข้าจะสอนกระบวนท่าต่อสู้ให้นางสักหน่อย"
หลี่ต้าจื้อรับคำอย่างขันแข็ง หันหลังกลับก็ส่งหยกสื่อสารไปให้มู่หนิงหนิงทันที
นี่สิถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ของตระกูลหลี่ เขาจะสะเพร่าแม้แต่น้อยได้อย่างไร
...หลังจากพ่อจากไป หลี่ผิงอันก็กลับไปที่ถ้ำเพื่อคารวะอาจารย์ของตน และรายงานว่าเดี๋ยวเขาจะต้องไปช่วยพ่อจัดการเรื่องการประลองในสำนัก
"หืม?"
ชิงซู่ไม่ค่อยเข้าใจนัก:
"พ่อของเจ้าเพิ่งจะบรรลุขั้นหยวนเซียนไม่ใช่หรือ? เขาจะมาเตรียมการประลองครั้งนี้งั้นหรือ?"
"เรื่องนี้" หลี่ผิงอันผายมือและยักไหล่ "ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับว่าทำไมท่านเจ้าสำนักถึงมอบหมายงานสำคัญเช่นนี้ให้ท่านพ่อ"
"เจ้าก็ไปช่วยเถอะ"
ชิงซู่พยักหน้าเบาๆ:
"ถ้าขาดคนช่วยยกของ ก็มาเรียกข้าได้นะ"
หลี่ผิงอันแทบจะหลุดขำออกมา "ท่านอาจารย์วางใจเถอะขอรับ ศิษย์ฝ่ายนอกมีตั้งมากมาย แถมยังมีผู้ดูแลอีกเพียบ... เพียงแต่ ศิษย์เกรงว่าจะไม่สามารถทุ่มเทเตรียมตัวสำหรับการประลองครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่"
"ไม่เป็นไรหรอก" ชิงซู่พูดอย่างจริงจัง "ถ้าเจ้าตกรอบเร็วเกินไป ข้าจะช่วยชดเชยของรางวัลให้ ไม่ให้เจ้าน้อยหน้าคนอื่นหรอก"
หลี่ผิงอัน: ...
เขาไม่ได้ขัดสนทรัพย์สินในการบำเพ็ญเพียร แต่อาจารย์พูดมาขนาดนี้แล้ว เขาจะทำให้อาจารย์เสียหน้าไม่ได้ หลี่ผิงอันจึงแกล้งทำสีหน้าดีใจ ก่อนจะรีบซ่อนสีหน้านั้นไว้อย่างรวดเร็ว แล้วประสานมือคารวะอาจารย์
"ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์! ศิษย์จะไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้"
ชิงซู่ดูเหมือนจะพอใจมาก นางบำเพ็ญเพียรทำความเข้าใจมรรคาอยู่ข้างตาน้ำต่อไป
กล่าวถึงหลี่ผิงอัน เมื่อกลับมาที่ห้องของตน เขากางผืนผ้าออก พลางนึกย้อนไปถึงงานกีฬาสีฤดูร้อนสองครั้งที่เขาเคยเข้าร่วมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างละเอียด
เขาเริ่มจากการร่างโครงร่างแผนงาน
จากนั้นก็ลงมือเขียนอย่างรวดเร็ว วางโครงสร้างขั้นตอนการประลองในสำนักอย่างเป็นรูปธรรม แล้วค่อยๆ ทบทวน ตรวจสอบข้อบกพร่องและอุดช่องโหว่
หลังจากพ่อบรรลุเป็นเซียน สถานะในสำนักก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแยบยล
สำหรับพ่อแล้ว การเตรียมการประลองครั้งนี้ ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างชื่อเสียง
ถ้าพ่อแสดงให้เห็นถึง 'ภาวะผู้นำ' และ 'ความสามารถในการจัดการ' มากพอ ย่อมได้รับการดูแลจากท่านเจ้าสำนักมากขึ้น อนาคตก็จะสดใสยิ่งขึ้น
แต่ทุกเรื่องต้องระวังอย่าให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ทำอะไรก็ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้บ้าง
การประลองในสำนักครั้งนี้ ขอแค่ได้ผลลัพธ์แบบ 'มั่นคงแต่แปลกใหม่' ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องโดดเด่นจนเกินไป
หลี่ผิงอันก้มหน้าก้มตาเขียนๆ วาดๆ เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปสามสี่ชั่วยามแล้ว
หยกสื่อสารชิ้นหนึ่งแหวกอากาศพุ่งเข้ามา แขวนอยู่หน้าประตูถ้ำ
หลี่ผิงอันเข้าใจทันที เขาเก็บม้วนผ้าเจ็ดแปดม้วนตรงหน้า สรุปเนื้อหาในหยกที่อยู่ในมือให้เรียบร้อย เปลี่ยนไปใส่ชุดศิษย์สีฟ้าอ่อน แล้วเตรียมตัวรีบไปที่ยอดเขาประธาน
เขาเพิ่งจะลอยตัวขึ้นไป ก็เห็นเวยเหยียนจื่อรออยู่บนเมฆแล้ว
หลี่ผิงอันยิ้มถาม "ผู้ดูแล ท่านไม่ได้จะไปรับตำแหน่งที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกหรอกหรือขอรับ?"
"ต้องรอให้การประลองในสำนักเสร็จสิ้นก่อนถึงจะออกเดินทางได้น่ะ"
เวยเหยียนจื่อมีสีหน้ากลัดกลุ้ม "ตอนนี้ในสำนักกำลังขาดคน... เฮ้อ ข้างนอกจะไปสบายสู้ในเขาได้ยังไงล่ะ แต่พวกผู้อาวุโสจัดแจงไว้หมดแล้ว ข้าก็ทำได้แค่ทำตามคำสั่ง"
เวยเหยียนจื่อขี่เมฆพาเขาเดินทางต่อไป และส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณตามความเคยชิน
หลี่ผิงอันถามถึงสถานการณ์การประลองในปีก่อนๆ อย่างคร่าวๆ เวยเหยียนจื่อก็ตอบทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง
สรุปสั้นๆ ก็คือ ปีก่อนๆ จะตั้งเวทีประลองที่ตีนยอดเขาประธาน แล้วให้ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักขึ้นไปประลองทีละคน
หลี่ผิงอันถาม "ความกระตือรือร้นของศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันเป็นยังไงบ้างขอรับ?"
"ความกระตือรือร้น?"
เวยเหยียนจื่อไม่ค่อยคุ้นชินกับคำศัพท์แบบนี้เท่าไหร่ หลังจากคิดทบทวนดูอย่างละเอียดถึงได้เข้าใจ เขายิ้มตอบ "ทุกคนให้ความสำคัญกับการประลองแบบนี้มาก ถึงยังไงก็สร้างชื่อเสียงได้ แถมของรางวัลที่สำนักให้ก็ไม่ใช่น้อยๆ"
ถ้าอย่างนั้น ความกระตือรือร้นของผู้เข้าแข่งขันก็ไม่มีปัญหา
ถ้าอยากจะจัดการประลองให้ครึกครื้นขึ้น ก็ต้องเริ่มจากจุดอื่น
"ผู้ดูแล ปีก่อนๆ มีพวกเซียนมาดูการประลองเยอะไหมขอรับ?"
"เรื่องนี้ไม่เยอะจริงๆ"
เวยเหยียนจื่อยิ้ม "คนที่มาในวันประลอง ส่วนใหญ่ก็เป็นศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองนั่นแหละ พวกศิษย์สายในที่อายุเกินเกณฑ์เข้าร่วมส่วนใหญ่จะไม่โผล่มาหรอก พวกเซียนที่อยู่ในงานส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ทำงานอยู่ในหกตำหนักทั้งนั้น
"ครั้งนี้บังเอิญว่าเป็นเพราะเรื่องที่ชิงซู่ถูกตามล่า เซียนหลายคนก็เลยออกจากด่านเก็บตัว สำนักก็เลยอยากจะใช้โอกาสนี้จัดงานให้ครึกครื้นสักหน่อย"
เป็นไปตามที่หลี่ผิงอันคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน
การต่อสู้ของศิษย์ที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรต่ำ สำหรับพวกเซียนแล้วก็ไม่มีอะไรน่าดูจริงๆ
ปัญหาเรื่องผู้ชมไม่ยากที่จะแก้ไข เขาได้เขียนวิธีแก้ปัญหาไว้หลายวิธีในหยกแล้ว
บินมาได้ครึ่งทาง เวยเหยียนจื่อมีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เปิดปากพูดออกมา:
"ผิงอัน ตอนนี้สถานการณ์ในตำหนักธุรการดูไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไหร่"
"ยังไงหรือขอรับ?"
เวยเหยียนจื่อมองไปข้างหน้า ริมฝีปากขยับมุบมิบ "เดิมที การประลองก็แค่จัดตามธรรมเนียมเดิมก็พอแล้ว รวมๆ แล้วก็มีแค่สามเรื่อง สร้างเวที ตั้งค่ายกล กำหนดกฎเกณฑ์ ให้ผู้อาวุโสสายในคนไหนมาเป็นประธานก็จัดการได้สบายๆ
"แต่ครั้งนี้ จู่ๆ ท่านเจ้าสำนักก็ให้ปรมาจารย์อาต้าจื้อมาเป็นคนวางแผนจัดการประลองในสำนัก
"ตอนแรกปรมาจารย์อาต้าจื้อก็ตั้งใจจะจัดตามธรรมเนียมเดิม ตอนที่เขาปรึกษากับผู้อาวุโสฝ่ายนอกสองสามคน จู่ๆ ก็มีผู้อาวุโสฝ่ายนอกที่ไม่ค่อยจะยุ่งเกี่ยวกับการงานโผล่มา ทั้งยกยอปอปั้นทั้งเหน็บแนม บีบให้ปรมาจารย์อาต้าจื้อต้องรับหน้า
"ดูจากท่าทางของพวกนั้นแล้ว ถ้าการประลองปีนี้จัดออกมาไม่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ก็แปลว่าปรมาจารย์อาต้าจื้อไร้ความสามารถ ทำงานไม่ได้เรื่อง
"จิ๊ เจ้าว่าน่าโมโหไหมล่ะ"
หลี่ผิงอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใช้สัมผัสวิญญาณส่งเสียงบอก "ผู้ดูแล เดี๋ยวพอถึงตำหนักธุรการแล้ว ช่วยชี้ตัวผู้อาวุโสพวกนั้นให้ข้าดูหน่อยนะขอรับ"
"ได้ เดี๋ยวข้าจะเดินไปข้างหลังพวกนั้นรอบนึง แล้วค่อยกลับมายืนข้างหลังเจ้านะ"
"รบกวนผู้ดูแลด้วยขอรับ"
ระหว่างที่คุยกัน ตำหนักธุรการของยอดเขาประธานก็อยู่ตรงหน้าแล้ว
...
พอหลี่ผิงอันมาถึงตำหนักธุรการ ก็พบว่าสภาพของพ่อไม่ค่อยจะสู้ดีนักจริงๆ
พ่อนั่งอยู่กับผู้อาวุโสฝ่ายนอกสิบกว่าคนตรงกลางโถงใหญ่ วงนอกมีพวกเซียนยืนมุงดูอยู่ไม่น้อย ผู้อาวุโสสองคนกำลังอธิบายโครงสร้างของค่ายกลเวทีประลอง พ่อนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยอาการมึนงง
พูดสั้นๆ ก็คือ: หมดสภาพ
หลี่ผิงอันเอามือไพล่หลังยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก จู่ๆ ความทรงจำบางส่วนในวัยเด็กก็ผุดขึ้นมาในใจ
นี่เป็นเพียงความทรงจำเดียวในวัยเด็กที่เขามี:
[ป้ายผ้าสีแดงผืนใหญ่ หลอดไฟที่แขวนอยู่บนที่สูง บนเวทีประธานที่เรียบง่ายมีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่ บนโต๊ะมีไมโครโฟนวางอยู่หนึ่งตัว ผู้จัดการโรงงานที่ตอนนั้นยังดูหนุ่ม หวีผมปาดหลังจนมันแผลบ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจในการผลิตให้กับพนักงานด้านล่างอย่างฮึกเหิม]
"ผิงอัน ผิงอัน?"
เวยเหยียนจื่อเรียกเบาๆ อยู่ด้านข้าง เขาเดินอ้อมไปด้านหลังผู้อาวุโสฝ่ายนอกสี่คนมาแล้วรอบหนึ่ง และกลับมาอยู่ตรงหน้าหลี่ผิงอันแล้ว
หลี่ผิงอันดึงแขนเวยเหยียนจื่อมากระซิบสองสามประโยค แล้วยัดถุงหอมเก็บของใส่มือให้
ถึงเวยเหยียนจื่อจะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เขารับของที่หลี่ผิงอันให้มา แล้วก้มหน้าเดินจ้ำอ้าวไปอีกทาง
ครู่ต่อมา ศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนก็แบกโต๊ะยาวเจ็ดแปดตัว รีบเดินมาที่กลางโถงใหญ่ ท่ามกลางสายตาขมวดคิ้วสงสัยของเหล่าผู้อาวุโส พวกเขาเอาโต๊ะยาวมาต่อกันเป็นรูปตัว '门' (ประตู) แล้วปูผ้าเนื้อหยาบสีแดงเข้มทับลงบนโต๊ะ
หลี่ต้าจื้อก็งงเหมือนกัน "ทำบ้าอะไรเนี่ย?"
เวยเหยียนจื่อรีบเดินเข้ามาหา แล้ววางของสามอย่างลงตรงหน้าหลี่ต้าจื้อ
'กระบอกชา' ที่แกะสลักจากหยกขาว ของวิเศษขยายเสียงทรงยาวแบบตั้งโต๊ะ และหยกบันทึกเรื่องราวแบบเรียบง่าย
ขอบบนของกระบอกชาใบนั้นวาดเส้นสีฟ้า ด้านบนมีภาพวาดเซียนแบบเรียบง่าย ด้านซ้ายขวาของภาพวาดมีคำกลอนคู่เล็กๆ อยู่ด้วย
ด้านขวาเขียนว่า: จิตมุ่งมรรคาหลอมรวมกระดูกเซียน
ด้านซ้ายเขียนว่า: ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสำนัก
แนวนอนเขียนว่า: ทำตัวเรียบง่าย
หลี่ต้าจื้อเห็นกระบอกชานี้ก็ชอบใจทันที เขาใช้มือซ้ายจับไว้ สัมผัสถึงความร้อนของน้ำชาข้างใน พอก้มหน้าลงดูก็เห็นผลไม้เล็กๆ สีแดงคล้ายเก๋ากี้ลอยอยู่บนน้ำชา เขาหลับตาลงแล้วถอนหายใจอย่างพึงพอใจ
เขาส่งสัมผัสเซียนเข้าไปในหยกบันทึกเรื่องราว พอเห็นข้อกำหนดที่เขียนไว้อย่างชัดเจน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"นี่มัน?"
"ปรมาจารย์อาต้าจื้อ?"
เหล่าผู้อาวุโสฝ่ายนอกพากันงุนงง
หลี่ต้าจื้อหันมองไปรอบๆ ไม่นานก็เห็นหลี่ผิงอันยืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง
สองพ่อลูกสบตากัน หลี่ต้าจื้อก็ฉีกยิ้มกว้าง
เขายกกระบอกชาขึ้นจิบชาร้อนกรุ่น กระแอมไอเบาๆ ดึงของวิเศษขยายเสียงมาตรงหน้า โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาเป็นประกายเจิดจ้า
"เอาล่ะ! ข้าขอพูดอะไรสั้นๆ สักสองสามประโยค!"