โลกแห่งเงา
กาเวนไม่รู้ว่าประเทศของมนุษย์ในปัจจุบันมีความเข้าใจเกี่ยวกับโลกแห่งเงาอย่างไร แต่ในความทรงจำที่สืบทอดมานั้น เมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีก่อน จักรวรรดิกอนดอร์มีการศึกษาวิจัยในด้านนี้อยู่ไม่น้อย เหล่านักวิชาการผมขาวโพลนต่างหมกมุ่นอยู่กับตำราและข้อมูลอันน่าเบื่อหน่ายตลอดทั้งวัน จ้องมองมาตรวัดผลึกที่ฝังอยู่ในบ่อเวทมนตร์เพื่อสันนิษฐานถึงรูปลักษณ์ที่แท้จริงของโลกใบนี้ และมีแบบจำลองคลาสสิกชิ้นหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบาย "การแบ่งชั้น" ของโลก
ในแบบจำลองคลาสสิกนี้ นักวิชาการเชื่อว่าโลกถูกแบ่งออกเป็น "ชั้น" ต่างๆ หลายชั้น โดยชั้นบนสุดคือโลกวัตถุที่มั่นคงที่สุด ทุกสิ่งในนั้นล้วนมีกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติตาม สามารถสัมผัสได้โดยตรง สังเกตได้ง่าย และยังเป็นชั้นที่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลกอาศัยอยู่ ภายใต้โลกวัตถุคือโลกแห่งเงาที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถสัมผัสได้โดยตรง โลกแห่งเงาคือภาพสะท้อนอันบิดเบี้ยวของโลกวัตถุ มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถสัมผัสและสังเกตเห็นมันได้โดยตรง แต่สามารถรับรู้และวัดค่ามันได้ผ่านทักษะทางเวทมนตร์และจิตวิญญาณ ถัดจากโลกแห่งเงาลงไปก็คือโลกแห่งเงามืด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ว่างเปล่าและลึกลับมากยิ่งขึ้น มันคือภาพสะท้อนของโลกแห่งเงา และอยู่ในระดับที่เวทมนตร์และพลังจิตใดๆ ก็ไม่สามารถสำรวจได้ มีเพียงจอมเวทผู้โชคดีบางคนที่จับสิ่งมีชีวิตในเงาซึ่งมีสติปัญญาพื้นฐานและสามารถสื่อสารได้มาจำนวนหนึ่ง จึงสามารถคาดเดาถึงการมีอยู่ของโลกแห่งเงามืดได้จากคำพูดเพียงหยิบมือของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น
และยังมีนักวิชาการหัวรุนแรงบางคนที่ขยายแบบจำลองคลาสสิกนี้ออกไป พวกเขาเชื่อว่าภายใต้โลกแห่งเงามืดอาจยังมีชั้นที่ลึกลงไปอีก เพียงแต่ชั้นนั้นจัดอยู่ในอาณาเขตของเหล่าทวยเทพ เป็น "รากฐานแห่งจุดกำเนิด" ที่พระผู้สร้างได้วางไว้เมื่อครั้งสร้างโลกใบนี้ ซึ่งไม่ใช่ขอบเขตที่มนุษย์เดินดินจะสามารถศึกษาวิจัยได้อีกต่อไป
แต่ในความเข้าใจของกาเวน แบบจำลองนี้ก็เหมือนกับกระดาษคราฟต์กึ่งโปร่งแสงที่วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ภาพจริงของโลกแห่งความเป็นจริงตั้งอยู่ด้านหน้าสุด และเงาของภาพจริงนี้ก็ฉายทาบลงบนกระดาษแต่ละชั้น ยิ่งอยู่ด้านหลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพร่ามัวและบิดเบี้ยวมากเท่านั้น
จุดที่เขาและแอมเบอร์ยืนอยู่ ก็คือด้านหลังของกระดาษแผ่นแรก ซึ่งก็คือโลกแห่งเงานั่นเอง
แม้จะเป็นเพียงชั้นที่สอง แต่มันก็เป็นสถานที่ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยย่างกรายเข้ามาแล้ว
เขาฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้แอมเบอร์ในเวลานี้ว่าทำไมเธอถึงมีความสามารถในการเข้ามาในโลกแห่งเงาได้ และจากคำพูดของแอมเบอร์เมื่อครู่นี้ก็พอจะเดาได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอ "เข้ามาลึกขนาดนี้" เช่นกัน ขืนถามไปก็คงไม่ได้คำตอบอะไรอยู่ดี
โลกใบนี้ยังมีความลับอีกมากมายที่รอให้ค้นหา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ใช่ว่าแค่แขวนอยู่บนฟ้ามานานหลายปีแล้วจะสามารถเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง
หลังจากการประเมินสถานการณ์ง่ายๆ กาเวนก็รู้สึกว่าการเดินตามรอยเท้าของเบ็ตตี้ไปคือทางออกเพียงทางเดียว
ทว่าก่อนที่จะออกไปจากตรงนั้น เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองด้วยความไม่สบายใจ เฮตตี้กับรีเบคก้าและคนอื่นๆ ยังคงยืนแข็งทื่ออยู่ในสภาพ "ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ" ร่างเนื้อของพวกเขากำลังต่อต้านการรุกรานของหมอกวิญญาณอาฆาตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ในภาพฉายบนโลกแห่งเงา พวกเขากลับถูกหยุดเวลาไว้ในชั่วขณะที่ถูกโจมตี และหมอกสีดำที่ซึมซาบขึ้นมาจากใต้ดินเหล่านั้นก็กำลังสลายร่างของพวกเขาไปอย่างต่อเนื่อง
โชคดีที่เมื่อดูจากความเร็วในการกัดกร่อนของหมอกเหล่านั้น พวกเขายังพอมีเวลาเหลืออยู่อีกระยะหนึ่ง
"บางทีนี่อาจจะเป็นสภาพที่แท้จริงของหมอกวิญญาณอาฆาตก็ได้" แอมเบอร์มองตามสายตาของกาเวนไปเช่นกัน เธอส่ายหน้าพลางพูดว่า "นี่ ถ้าเราเอาการค้นพบนี้ไปขายให้สมาคมเวทเร้นลับหรือสมาคมนักโหราศาสตร์ คุณว่ามันจะได้สักเท่าไหร่กัน"
"พวกเขาก็จะกรอกน้ำยาให้เธอเป็นกระบุง แล้วก็มัดผลึกบันทึกภาพไว้บนหัวเธอ ตบท้ายด้วยเวทเนรเทศ โยนเธอเข้ามาในโลกแห่งเงาเพื่อใช้เป็นเครื่องจักรสังเกตการณ์เนื้อมนุษย์ยังไงล่ะ" กาเวนกลอกตาใส่แอมเบอร์ "ตามมา เรื่องสำคัญต้องมาก่อน"
แอมเบอร์เดินตามหลังกาเวนไปพลางบ่นงุบงิบไปพลาง "แต่ให้คุณออกหน้าก็ได้นี่ ยังไงคุณก็เป็นถึงบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศอันซูเชียวนะ พวกเขาจะกล้ากรอกน้ำยาใส่บรรพบุรุษตัวเองหรือไง"
"แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ" กาเวนกระตุกมุมปาก "พวกเขายินดีที่จะแขวนฉันไว้บนผนัง เขียนถึงฉันในหนังสือ ตั้งบูชาฉันไว้บนโต๊ะ หรือแม้แต่พระราชาก็ยังยินดีที่จะพาครอบครัวมาวางช่อดอกไม้ให้ฉันด้วยตัวเองทุกปีพร้อมกับให้วันหยุดตัวเองสักสามวัน มันไม่มีความเสี่ยงอะไรเลยแถมยังได้ชื่อเสียงดีๆ อีก แต่ถ้าบรรพบุรุษคนนี้ดันกระโดดออกมาจากโลงศพจริงๆ ปฏิกิริยาแรกของไอ้พวกที่เคยตั้งบูชาฉันไว้บนหิ้งก็คงเป็นการจับฉันยัดกลับลงไปในโลงศพ แล้วก็ตอกตะปูสักสองร้อยกว่าตัวปิดตายไว้ทุกทิศทุกทาง ถ้าโหดหน่อยก็คงเทตะกั่วทับลงไปด้วยซ้ำ..."
แอมเบอร์ตกใจจนตาค้าง "ทำไมล่ะ!"
กาเวนปรายตามองฮาล์ฟเอลฟ์ผู้ไม่ประสีประสาคนนี้แวบหนึ่ง ก่อนจะกระแทกเสียงตอบกลับไปว่า "ก็เพราะวันหยุดเช็งเม้งสามวันของคนทั้งประเทศมันจะหายวับไปน่ะสิ!!"
พูดจบกาเวนก็ก้าวฉับๆ เดินไปข้างหน้า ปล่อยให้แอมเบอร์ยืนประมวลผลอยู่ด้านหลังตั้งนานกว่าจะโวยวายขึ้นมากะทันหัน "เดี๋ยวก่อน! คุณเข้าใจผิดแล้ว! ตอนไปกราบไหว้คุณน่ะเขาไม่ได้ให้วันหยุดหรอกนะ! เขาให้หยุดสามวันก็เฉพาะตอนจัดพิธีรำลึกถึงปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งประเทศเท่านั้นแหละ! คุณตายเร็วไปก็เลยไม่รู้ล่ะสิ..."
กาเวนแทบจะหน้าทิ่มลงไปกองกับพื้น
ทว่าแม้จะดับความคิดที่แอมเบอร์จะเอาข้อมูลของโลกแห่งเงาไปขายได้แล้ว แต่กาเวนก็มีความคิดเป็นของตัวเอง เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกแห่งเงานี้เป็นอย่างมาก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ... เขาสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ทั้งใบเลยต่างหาก
เพราะฉะนั้น สักวันหนึ่ง เขาจะต้องทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ให้กระจ่างให้ได้
รอยเท้าสายนั้นไม่ได้ทอดยาวออกไปไกลนัก
บางทีสภาพแวดล้อมของโลกแห่งเงาอาจจะพิเศษเกินไป จนทำให้ความเคยชินในการกะระยะทางใกล้ไกลในโลกวัตถุไม่สามารถนำมาใช้ที่นี่ได้ กาเวนกับแอมเบอร์เดินตามรอยเท้าไปได้เพียงระยะทางสั้นๆ กระท่อมไม้หลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาอย่างกะทันหัน
กระท่อมไม้หลังนั้นทั้งเล็กและซอมซ่อ ไม่รู้ว่ามันตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้ว รอบๆ กระท่อมไม้มีรั้วที่พังทลายไปบางส่วนล้อมรอบอยู่ ดูจากความห่างของซี่รั้วแล้ว เกรงว่ามันคงไม่สามารถใช้ป้องกันอะไรได้อีกต่อไป และที่มุมหนึ่งของกระท่อมไม้ กาเวนก็สังเกตเห็นสีสันแต่งแต้มอยู่
นั่นคือสีของตะไคร่น้ำ ซึ่งดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษในโลกที่มีแต่สีขาวดำใบนี้ แถมเมื่อเวลาผ่านไป สีสันเล็กๆ น้อยๆ นั้นก็กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว
รอยเท้าของเบ็ตตี้ทอดยาวไปจนถึงหน้าประตูของกระท่อมไม้
แอมเบอร์ชักกริชเล่มเล็กของตัวเองออกมา กวัดแกว่งไปมาตรงหน้าอกด้วยความประหม่า "เดี๋ยวพอท่านผู้เฒ่าเปิดโหมดเทพจุติบุกทะลวงเข้าไปฟันแหลกแล้ว ฉันจะคอยคุมเชิงอยู่ข้างหลังให้เอง..."
กาเวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาข่มความรู้สึกอยากจะหิ้วคอเสื้อแอมเบอร์แล้วโยนเธอเข้าไปกู้ระเบิดข้างในเอาไว้ เปลี่ยนเป็นใช้มือข้างหนึ่งจับด้ามดาบแห่งผู้บุกเบิกไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ค่อยๆ ผลักบานประตูสีเทาขาวบานนั้นออกอย่างระมัดระวัง
ทว่ากลับไม่มีการโจมตีใดๆ พุ่งเข้าใส่
ภายในกระท่อมไม้ก็เป็นเพียงห้องธรรมดาๆ เก่าแก่ ซอมซ่อ ราวกับภาพถ่ายขาวดำใบเก่า
แต่ข้างในนั้นมีคนอยู่
ชายหนวดเคราเฟิ้ม สวมเสื้อคลุมสั้นตัวเก่าขาดรุ่งริ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะสี่เหลี่ยมกลางกระท่อมไม้ เขาดูซูบผอมและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน จนกาเวนไม่สามารถเดาอายุที่แท้จริงของเขาได้เลย และที่ด้านหลังของชายคนนี้ ก็มีชั้นไม้สองชั้นที่เต็มไปด้วยขวดโหลต่างๆ นานา รวมถึงโต๊ะแปรธาตุเก่าๆ ตัวหนึ่ง
ทุกซอกทุกมุมของกระท่อมสามารถมองเห็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทดลองเวทมนตร์ แต่พวกมันกลับถูกกองรวมกับของใช้จิปาถะที่ผุพังอีกมากมาย จอมเวทปกติคนไหนมาเห็นฉากอันแสนอนาถาและน่าเวทนานี้เข้าก็คงแทบอยากจะร้องไห้ออกมา
ชายที่อยู่หลังโต๊ะสี่เหลี่ยมเงยหน้าขึ้น มองมาทางกาเวน เขาเผยรอยยิ้มแข็งทื่อออกมา "อา แขกนี่เอง... ไม่มีแขกมาเยือนห้องทดลองของฉันนานมากแล้ว แถมยังมากันตั้งสองคนเชียว"
แอมเบอร์ชะโงกหัวเล็กๆ ออกมาจากข้างกายกาเวน ใบหน้าของเด็กสาวฮาล์ฟเอลฟ์เต็มไปด้วยความระแวดระวัง "มะ... ไม่สู้เหรอ"
กาเวนไม่ได้ชักดาบออกมา แต่ก็ไม่ได้ปล่อยมือให้ห่างจากด้ามดาบมากนัก เขายังคงรักษาสภาพที่พร้อมจะโจมตีได้ทุกเมื่อขณะก้าวเข้าไปในกระท่อมไม้ "พวกเราแค่ผ่านมาทางนี้ มาตามหาคน เป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบห้าสิบหก เธอถือกระทะมาด้วยใบหนึ่ง..."
ทว่าชายที่อยู่หลังโต๊ะกลับทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดของกาเวน เขายังคงยิ้มอย่างเชื่องช้าและพยักหน้าเบาๆ "เชิญหาที่นั่งตามสบายเถอะ แอนนี่กำลังเตรียมอาหารกลางวันอยู่ ในป่าเขาลำเนาไพรแบบนี้คงหาที่พักเหนื่อยยาก ถ้าไม่รังเกียจก็อยู่กินข้าวด้วยกันที่นี่สิ"
"แอนนี่เหรอ" กาเวนถามกลับไปตามสัญชาตญาณ
"ลูกสาวฉันเอง" ชายคนนั้นหัวเราะ "เชื่อฟังมากเลยล่ะ"
ตอนนั้นเองก็มีเสียงอุทานของเด็กสาวดังมาจากด้านข้าง "นายท่าน?"
กาเวนหันไปตามเสียง ก็เห็นเบ็ตตี้กำลังยืนทำหน้าประหลาดใจอยู่ข้างประตูบานเล็กตรงมุมกระท่อม
"เบ็ตตี้? เธอปลอดภัยก็ดีแล้ว" กาเวนถอนหายใจด้วยความโล่งอกในทันที "ฉันมารับเธอน่ะ"
แต่เบ็ตตี้กลับส่ายหน้าเบาๆ ชายที่อยู่หลังโต๊ะสี่เหลี่ยมจึงหันไปมองเด็กสาวตาม แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แอนนี่ เตรียมอาหารกลางวันเสร็จหรือยัง"
เบ็ตตี้พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง "ใกล้เสร็จแล้วค่ะ คุณพ่อ"
เด็กสาวหันหลังกลับแล้วมุดเข้าไปในห้องครัว กาเวนกับแอมเบอร์สบตากัน เมื่อแน่ใจว่าชายท่าทางแปลกประหลาดที่อยู่หลังโต๊ะสี่เหลี่ยมไม่มีปฏิกิริยาอะไร พวกเขาก็เดินตามเธอเข้าไป
เบ็ตตี้กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว โดยใช้กระทะใบโปรดราวกับของล้ำค่าของเธอ เปลวไฟสีซีดจางเต้นเร่าอยู่ในเตา ไส้กรอกบนกระทะถูกทอดจนส่งเสียงดังฉ่าๆ
จุดที่แอมเบอร์ให้ความสนใจนั้นช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน "ในโลกแห่งเงาก็ทำกับข้าวได้ด้วยแฮะ?"
"นี่มันเรื่องอะไรกัน" กาเวนเดินเข้าไปหาเบ็ตตี้ แล้วกระซิบถาม
จากท่าทางและพฤติกรรมของเด็กสาว พอจะเดาได้ว่าเธอไม่ได้ถูกเวทมนตร์ประเภทควบคุมจิตใจเล่นงาน แต่เธอกลับรั้งอยู่ที่นี่เพื่อทำกับข้าวด้วยความเต็มใจ แถมยังเรียกชายแปลกประหลาดข้างนอกนั่นว่า "คุณพ่อ" อีกต่างหาก นี่มันชักจะแปลกเกินไปแล้ว
"หนูก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันค่ะ" ใบหน้าของเบ็ตตี้เผยให้เห็นความงุนงงเล็กน้อยเหมือนเช่นเคย "แต่คนข้างนอกนั่นเหมือนจะคิดว่าหนูเป็นลูกสาวเขาน่ะค่ะ..."
แอมเบอร์เบิกตากว้าง "แล้วเธอก็ยอมเรียกเขาว่าพ่อซะว่าง่ายอย่างนี้เนี่ยนะ!"
เบ็ตตี้ส่ายหน้า "เขาน่าสงสารมากเลยนี่คะ... หนูเลยอยากทำกับข้าวให้เขากินสักมื้อก่อนค่อยไป"
กาเวนกับแอมเบอร์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
จากนั้นเบ็ตตี้ก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงชุดเมดของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบสมุดบันทึกเก่าๆ เล่มหนึ่งยื่นไปตรงหน้ากาเวน
"นายท่าน รับไปสิคะ ผู้ชายคนนั้นให้หนูมา ในนี้มีหลายอย่างที่หนูอ่านไม่ค่อยเข้าใจ แต่นายท่านน่าจะดูออกค่ะ"
กาเวนรับสมุดบันทึกที่ไม่ได้หนามากเล่มนั้นมาด้วยความสงสัย พอเปิดดูก็พลิกอ่านบันทึกในหน้าท้ายๆ อย่างรวดเร็ว
แอมเบอร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น "อะไรๆ ขอฉันดูหน่อยสิ... สูตรเวทมนตร์เหรอ การจัดเรียงอักษรรูนงั้นสิ"
แม่สาวฮาล์ฟเอลฟ์ที่ถูกสัญลักษณ์และสมการอันซับซ้อนเหล่านั้นทำเอามึนตึ้บเงยหน้าขึ้น มองกาเวนด้วยสีหน้างุนงง "ที่แท้ตาแก่ประหลาดนั่นก็เป็นจอมเวทหรอกเหรอเนี่ย"
"ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นนักเวทเถื่อนน่ะ" กาเวนม้วนสมุดบันทึกแล้วเคาะลงบนหัวแอมเบอร์ทีหนึ่ง "แล้วตอนที่เดินเข้ามาเห็นอุปกรณ์ทดลองเวทมนตร์เยอะแยะขนาดนั้น เธอไม่ได้ดูออกเลยหรือไง!"