อูรูซึ่งได้รับ "คำปลุกใจ" จากไป๋เหวยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาเปิดประตูโบสถ์ออก
เช่นเดียวกับทุกวัน ด้านนอกประตูมีผู้คนที่หิวโหยรอคอยมานานรวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นโบสถ์เปิดทำการ พวกเขาก็กรูเข้ามาดั่งฝูงซอมบี้ แต่สิ่งที่ต่างจากซอมบี้ก็คือพวกเขาไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากมายขนาดนั้น ถึงขั้นที่เวลาเดินก็ดูเหมือนจะล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ
เมื่อเห็นเช่นนั้น อูรูก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เขาแอบสบถในใจว่า "ตายอดตายอยากมาจากไหนวะ" จากนั้นจึงเบี่ยงตัวหลบ ปล่อยให้คนเหล่านี้พุ่งเข้าไปกินโจ๊กในโบสถ์
แน่นอนว่าอูรูไม่ได้เป็นคนต้มโจ๊ก สองวันนี้เขามีธุระยุ่งเหยิงมากมาย ทั้งต้องฆ่าคน ฝังศพ แถมยังต้องสับนิ้วมืออีก จะเอาเวลาที่ไหนมาจัดการกับเสบียงบรรเทาทุกข์พวกนี้
เรื่องพวกนี้โบสถ์ไหว้วานให้ศาสนิกชนเป็นคนทำ แต่ถึงจะบอกว่าไหว้วาน อันที่จริงก็ไม่ได้เสียเงินจ้างหรอก โดยปกติแล้วจะยกหน้าที่นี้ให้กับบรรดาเจ้าที่ดินรายย่อยในละแวกนั้นที่ศรัทธาในนิกายไรน์ เจ้าที่ดินจะสั่งให้คนรับใช้ต้มโจ๊กเตรียมไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า แล้วค่อยส่งมาให้ในตอนเช้าตรู่ เพื่อแจกจ่ายในนามของนิกายไรน์
"เจ้าที่ดินรายย่อยพวกนั้นใจดีขนาดนี้เลยเหรอ?" ไป๋เหวยถามขึ้นเมื่อฟังคำอธิบายของอูรูจบ "ไม่คิดเงินเลย?"
"พวกมันยังจะอยากได้เงินอะไรอีก?" อูรูพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน "ข้าเอาเสบียงที่เบื้องบนส่งมาขายเลหลังให้พวกมันในราคาถูก พวกมันก็ฟันกำไรไปบานตะไทแล้ว ได้กำไรไปตั้งเยอะ ควักเนื้อแค่นี้พวกมันยังมีหน้ามาไม่พอใจอะไรอีก?"
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
ในที่สุดไป๋เหวยก็เข้าใจกระจ่าง
หลังจากเกิดทุพภิกขภัย เบื้องบนของไรน์จะแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ลงมายังเบื้องล่าง เสบียงเหล่านี้จะตกมาถึงโบสถ์ระดับล่างสุด ซึ่งก็คือโบสถ์ระดับเดียวกับอูรู จากนั้นอูรูก็จะนำเสบียงเหล่านี้ไปขายต่อให้เจ้าที่ดิน พอเจ้าที่ดินซื้อเสบียงไปแล้ว ก็จะจัดหาอาหารแปรรูประดับต่ำที่สุดอย่างเช่นโจ๊กเปล่ากลับมาให้แต่ละโบสถ์
ของแบบนี้แหละเหมาะสมที่สุด ทำปริมาณเยอะๆ ได้ง่ายแต่กินไม่อิ่ม ชวนให้สงสัยว่าที่ซดเข้าไปคือโจ๊กหรือน้ำเปล่ากันแน่ แต่มันก็ใช้ตบตาตอนถูกตรวจสอบได้ เพราะเมื่อตักใส่ถังเรียงรายกันแล้ว มันก็ดูมีปริมาณเยอะจริงๆ
กระบวนการที่เกี่ยวโยงกันเป็นทอดๆ แบบนี้ ทำให้ดูเหมือนว่านิกายไรน์ตั้งใจจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยจริงๆ แต่กลับถูกเบื้องล่างรีดไถไปทีละขั้น จนแทบจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ได้เลย
ราวกับว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมของนิกายไรน์นั้นดีงาม แต่เป็นเพราะสูญเสียอำนาจควบคุมโบสถ์ระดับล่าง เรื่องราวถึงได้ลงเอยสภาพนี้
ทว่าจากความเข้าใจที่ไป๋เหวยมีต่อนิกายไรน์ ประกอบกับจดหมายที่ลูจีเขียนถึงท่านบิชอปผู้นั้น ดูเหมือนว่าเบื้องบนของไรน์จะรับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่แล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ที่นี่คือโลกแฟนตาซีตะวันตกที่มีพลังเหนือธรรมชาติธำรงอยู่ การที่เบื้องบนของบรรดานิกายใหญ่ๆ จะไม่มีอำนาจควบคุมเบื้องล่างอะไรเทือกนั้น... มันจะเป็นไปได้ยังไง
เมื่อเห็นไป๋เหวยจู่ๆ ก็ถามถึงเรื่องนี้ อูรูก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที "เอ่อ ท่านวิซาส ท่านรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องพวกนี้งั้นหรือครับ?"
ไม่พอใจงั้นเหรอ?
แน่นอนว่าต้องไม่พอใจอยู่แล้ว
แม้ว่าในเกม ความอดอยากนี้จะเป็นเพียงแค่เนื้อเรื่องพื้นหลัง แต่ตอนนี้มันคือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงๆ ในฐานะผู้สืบทอดอุดมการณ์สังคมนิยมขนานแท้ การได้เห็นโบสถ์แห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้ประสบภัยที่ใกล้จะอดตาย และพอคิดว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้มีแค่ภัยธรรมชาติแต่ยังรวมถึงน้ำมือมนุษย์ด้วยแล้ว ย่อมไม่มีทางรู้สึกยินดีปรีดาได้ลงคอแน่
เพียงแต่เขาไม่อาจแสดงความไม่พอใจนี้ออกมาได้ เพราะตอนนี้เขาคือวิซาส เขาไม่สามารถเผยอารมณ์ที่ไม่สอดคล้องกับฐานะนี้ออกมาได้ อย่างเช่น... ความเวทนา
"ไม่ได้ไม่พอใจอะไรหรอก" ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงตอบกลับไปอย่างราบเรียบ "ข้าแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย"
"...แปลกใจ?"
"ใช่" ไป๋เหวยกล่าว "ตอนนี้ตำแหน่งมันต่ำเกินไป ข้ามองไม่ค่อยเห็นอะไรเลย แกชูข้าให้สูงขึ้นหน่อย"
อูรูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงมองนิ้วกลางมือซ้ายของตัวเองตามสัญชาตญาณ... โอ้ ไม่สิ นี่คือท่านวิซาส
"ชูท่าน... ให้สูงขึ้นอีกนิดเหรอครับ?" อูรูรู้สึกงุนงงกับคำสั่งนี้ เขาลังเลก่อนจะถามออกไป "ผมต้อง... ทำยังไงครับ?"
"พอแกถามประโยคนี้ออกมา ข้าก็ชักจะสงสัยแล้วสิว่าการเลือกแกมาเป็นสาวกของข้ามันเข้าท่าหรือเปล่า" ไป๋เหวยพูดอย่างอารมณ์เสีย "แกฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องหรือไง? ชูให้สูงขึ้น ชูให้สูงขึ้น ชูให้สูงขึ้น! ข้าทวนให้แกฟังถึงสามรอบ ทีนี้เข้าใจหรือยัง?"
เมื่อเห็นว่าไป๋เหวยเริ่มรำคาญแล้ว อูรูก็ไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป เขาทำได้เพียงยกมือซ้ายขึ้นทันที
"บะ แบบนี้ได้ไหมครับ?"
"ชูให้สูงกว่านี้อีก ข้ายังมองเห็นไม่ค่อยชัด"
อูรูไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยกมือให้สูงขึ้นไปอีก จนแทบจะตั้งตรงแหน่วอยู่แล้ว
"บะ แบบนี้ได้หรือยังครับ?"
"ความสูงพอแล้ว แต่แกจะชูนิ้วขึ้นมาตั้งมากมายทำไม? มันบังสายตาข้า" ไป๋เหวยกล่าว "เอานิ้วอื่นลงไป"
อูรูจำต้องทำตามคำสั่งอีกครั้ง เขาหดนิ้วทั้งสี่กลับไป เหลือเพียงนิ้วกลางที่ชูโด่ดเดี่ยวอยู่เพียงนิ้วเดียว
ในที่สุดทัศนวิสัยของไป๋เหวยก็กว้างขวางขึ้น แม้ว่าเขาจะสามารถใช้พลังของตัวเองกดนิ้วทั้งสี่นั้นลงไปได้เลยก็ตาม แต่นั่นย่อมทำให้อูรูเกิดความตื่นตระหนก และคิดว่าร่างกายของตนเองไม่สามารถควบคุมได้แล้ว
แต่ถ้าเป็นแบบในตอนนี้ล่ะก็ อูรูจะต้องคิดว่าพลังของไป๋เหวยยังคงถูกกักขังเอาไว้ในนิ้วกลางนิ้วนั้นอย่างแน่นอน
ทว่าการที่ไป๋เหวยสั่งให้อูรูชูตัวเองขึ้นสูงๆ นั้นไม่ได้เป็นเพียงการกลั่นแกล้ง แต่เขากำลังสังเกตสถานการณ์อยู่จริงๆ
เขาเริ่มจากการสังเกตจำนวนผู้ประสบภัยในโบสถ์ หากเขาจำไม่ผิด วันนี้จำนวนผู้ลี้ภัยในโบสถ์น้อยกว่าสองวันที่ผ่านมาถึงครึ่งหนึ่ง
นี่ไม่ใช่เพราะจู่ๆ ทุกคนก็เลิกหิวกันขึ้นมาหรอกนะ แต่เป็นเพราะผู้ลี้ภัยอีกครึ่งหนึ่งนั้น ไม่มีหนทางที่จะเดินทางมาที่นี่ได้แล้วต่างหาก
ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ...
ไป๋เหวยทอดสายตาออกไปนอกโบสถ์ แต่ก็ยังมองเห็นไม่ค่อยชัดเจนนักเพราะมีกำแพงบังอยู่
"สูงขึ้นอีก" ไป๋เหวยออกคำสั่ง
สะ สูงขึ้นอีกเหรอ?
อูรูรู้สึกหนักใจเล็กน้อย เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าตัวเองชูจนสุดแขนแล้ว ถ้าจะให้สูงกว่านี้ก็ทำได้แค่เขย่งปลายเท้าเท่านั้น แต่นั่นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้สูงขึ้นสักเท่าไหร่เลย
ทว่าเขาไม่มีความกล้าที่จะพูดคำนี้ออกไปโดยเด็ดขาด เพราะเมื่อครู่ไป๋เหวยก็เพิ่งจะแสดงความหงุดหงิดออกมา หากเขาทำเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้ มันก็ดูจะไร้ประโยชน์เกินไปหน่อยแล้ว
ไม่มีทางเลือกอื่น เขาทำได้เพียงหาวิธีด้วยตัวเองเท่านั้น
ไม่นานนัก ทัศนวิสัยของไป๋เหวยก็กว้างขวางขึ้นอีกโข
คราวนี้ในที่สุดเขาก็มองเห็นด้านนอกโบสถ์ได้เสียที
เป็นไปตามที่เขาคาดคิดไว้ บนถนนสายต่างๆ นอกโบสถ์ ปรากฏร่างอัศวินของนิกายไรน์จำนวนไม่น้อย พวกเขากำลังตรวจสอบผู้คนที่สัญจรไปมาทุกคน และคนที่มีท่าทีน่าสงสัยก็จะถูกผลักให้ไปนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมกำแพง
การตอบสนองของนิกายไรน์ช่างรวดเร็วเสียจริง
คาดว่าเมื่อคืนนี้หลังจากพบศพของลูจีและโรเจอร์ หัวหน้าอัศวินผู้นั้นก็คงจะติดต่อเบื้องบนทันที จากนั้นก็ใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนคืน อัศวินจำนวนมากขนาดนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับเสกได้ เห็นได้ชัดว่าถูกเกณฑ์ตัวด่วนมาจากโบสถ์แห่งอื่นๆ และไม่ได้มีเพียงแค่อัศวินเท่านั้น ในหมู่คนที่กำลังทำการตรวจสอบยังมีคนที่สวมเกราะผ้าอยู่อีกไม่น้อย คนเหล่านี้น่าจะเป็นคนรับใช้ของบรรดาเจ้าที่ดิน ซึ่งถูกเกณฑ์มาใช้งานด้วยเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่า พวกเขาคิดว่าตนเองยังคงอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ และไม่คิดจะปล่อยให้เขาเล็ดลอดออกไปได้
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร เพราะเดิมทีเรื่องนี้ก็อยู่ในแผนการของไป๋เหวยอยู่แล้ว ทว่าแผนการยังไม่บรรลุผลโดยสมบูรณ์ ไป๋เหวยต้องการจะทำให้เรื่องราวมันบานปลายใหญ่โตยิ่งขึ้น เพื่อล่อให้ท่านบิชอปผู้นั้นเดินทางมาที่นี่ ท้ายที่สุดแล้ว ดวงตาของเขาก็ยังคงอยู่ที่นั่นนี่นา
ในขณะที่ไป๋เหวยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น อูรูที่อยู่ด้านล่างก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น "วะ ท่านวิซาส แม้ว่าผมจะไม่อยากขัดจังหวะท่านในเวลาแบบนี้ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า การที่ผมขึ้นมายืนบนโต๊ะแล้วชูนิ้วกลางใส่ผู้ประสบภัยทุกคนแบบนี้ มันจะดู... เตะตาเกินไปหน่อยไหมครับ?"