"แค่กๆๆๆ..."
อูรูสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงไออย่างรุนแรงอีกครั้ง
เขารู้สึกทรมานมากราวกับจะไอเอาปอดออกมาให้ได้ ในลำคอมีรสชาติคาวหวานของเลือดคละคลุ้ง
"ร่างกายของเจ้านี่มันช่างอ่อนแอเสียจริง" เสียงเนิบนาบของไป๋เหวยดังขึ้นในหัวของเขา "การต่อสู้เมื่อคืนนี้สร้างภาระหนักหนาเกินไปสำหรับร่างกายของเจ้าสินะ"
"...ขออภัยครับ ท่านวิซาส" อูรูทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย "ผม... ผมจะพยายามให้มากกว่านี้"
ไป๋เหวยแค่นเสียง "หึ" และไม่ได้พูดอะไรต่อ อย่างไรเสียเป้าหมายของเขาก็บรรลุแล้ว นั่นคือการทำให้อูรูคิดว่าร่างกายที่ทรุดโทรมลงเป็นผลมาจากการต่อสู้เมื่อคืน ไม่ใช่เพราะการจุติของเขา
แต่อูรูไม่รู้เรื่องนั้นเลย หนำซ้ำพอเห็นว่าไป๋เหวยไม่ได้เยาะเย้ยอะไรตนอีก เขากลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตอนนี้เขากลัวจริงๆ ว่าท่านวิซาสจะทอดทิ้งเขาไปอีกคน
อูรูมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง บ่งบอกว่าเขาไม่ได้นอนหลับไปนานนัก
พูดตามตรง ตอนนี้เขาเหนื่อยล้ามาก ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะล้มตัวลงนอนต่อ แล้วหลับยาวไปจนถึงเวลานี้ของวันพรุ่งนี้เลย
หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงทำแบบนั้นได้จริงๆ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงทุพภิกขภัย และมีผู้ประสบภัยจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่หน้าโบสถ์เพื่อรอให้เขาแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ เขาก็ยังสามารถนอนหลับต่อไปได้อย่างไร้ความรู้สึกผิดใดๆ ในเมื่อยังไม่เปิดประตู ก็ถือเสียว่าเป็นประสงค์ของพระเจ้า
แต่ตอนนี้ สหายของเขากำลังพลิกแผ่นดินหาของที่อยู่บนมือซ้ายของเขา... อะแฮ่ม หาตัวท่านวิซาสอยู่ เขาจึงไม่กล้าเผยพิรุธให้เห็นมากนัก ทำได้เพียงฝืนลากสังขารอันเหนื่อยล้า เลิกผ้าห่มแล้วลุกจากเตียง
(อืม... ก่อนนอนเราห่มผ้าเรียบร้อยดีแล้วงั้นเหรอ?)
อูรูรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ความสงสัยนั้นก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในหัวเขานานนัก ก่อนจะเลือนหายไป
"ท่านวิซาส" หลังจากนั่งพักบนเตียงครู่หนึ่งจนพอมีแรงขึ้นมาบ้าง อูรูก็เอ่ยถามไป๋เหวยอย่างระมัดระวัง "วันนี้ผมควรทำอะไรดีครับ?"
"ทำตัวตามปกติก็พอ" ไป๋เหวยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เมื่อคืนนี้กวนน้ำจนขุ่นไปแล้ว ตอนนี้เป้าสายตาไม่ได้อยู่ที่ตัวเจ้า ดังนั้นเจ้าก็แค่รักษาสถานการณ์ปัจจุบันเอาไว้ ปกติเวลานี้เจ้าทำอะไร ก็ไปทำสิ่งนั้นซะ"
"เข้าใจแล้วครับ" อูรูพยักหน้า ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ผมจะไปทำงานแล้ว"
ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงสองก้าว เขาก็ชะงักฝีเท้าลง
"มีอะไร?" ไป๋เหวยถาม
"เอ่อ..." อูรูเกาหัวด้วยความเก้อเขินเล็กน้อยแล้วพูดว่า "ปกติแล้วผมไม่เคยตื่นมาทำงานเช้าขนาดนี้ วันนี้ขยันผิดหูผิดตา มันจะดู... ผิดปกติไปหน่อยหรือเปล่าครับ?"
ไป๋เหวยพูดด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งว่า "คนเกียจคร้านจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาขยัน กลัวคนอื่นจะคิดว่าเจ้ามีชนักติดหลังงั้นสิ?"
อูรูยิ้มเจื่อนๆ
"ก็แล้วแต่เจ้าเถอะ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าปกติเจ้าทำตัวอย่างไร" ไป๋เหวยกล่าว "ข้าไม่ใช่แม่เจ้านะ ไม่ต้องมาถามข้าทุกเรื่อง ข้าจะนอนแล้ว"
"ขะ เข้าใจแล้วครับ ท่านวิซาส"
หลังจากประโยคนั้น ไป๋เหวยก็ไม่ตอบกลับมาอีก ราวกับว่าเขาหลับไปแล้วจริงๆ
ตอนนั้นเองอูรูก็มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง พลางคำนวณในใจว่าตนควรจะออกไปตอนไหนถึงจะดูเป็นปกติ แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกเสียใจ ตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก เขาจะนอนต่ออีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ยังได้ แม้ตอนนี้จะกลับไปล้มตัวลงนอนต่อได้ก็เถอะ แต่นอนลมน่ะมันง่าย ทว่าเดี๋ยวพอจะลุกขึ้นมาอีกครั้งนี่สิคงลำบากน่าดู
(ทนอีกนิดก็แล้วกัน)
อูรูถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งหน้าโต๊ะหนังสือของตน แล้วเผลอเหลือบมองกระจกบนโต๊ะโดยสัญชาตญาณ
คนในกระจกนั้น แม้แต่อูรูเองก็แทบจะจำไม่ได้ แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ดูราวกับคนที่เพิ่งตะเกียกตะกายออกมาจากโลงศพอย่างไรอย่างนั้น
แตกต่างจากเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนราวกับเป็นคนละคน
และต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพราะเขาได้รับพลังของวิซาสตามตำนานมาครอบครอง
ทว่าเพื่อแลกกับพลังนี้ เขากลับต้องสูญเสียแทบทุกสิ่งที่เคยมี แถมยังเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย... ทั้งหมดนี้ มันคุ้มค่าจริงหรือ?
อูรูจ้องมองกระจกอย่างเหม่อลอย แววตาสับสนเล็กน้อย
"สภาพของเจ้าตอนนี้ เหมือนเขียนคำว่า 'ข้าผิดปกติ' แปะไว้บนหน้าเลยนะ" เวลานั้นเอง เสียงของไป๋เหวยก็ดังขึ้นจากส่วนลึกในใจของเขาอีกครั้ง ทว่าไม่เพียงเท่านั้น ไป๋เหวยยังพยายามยืดตัวให้ตรง ใช้ 'หัวเล็กๆ' จ้องตากับอูรู น้ำเสียงแฝงการเย้ยหยันจางๆ "ถ้าเจ้าทนรับแรงกดดันแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ จะตัดข้าทิ้งซะตอนนี้เลยก็ได้ แล้วก็ทิ้งทุกอย่างหนีไปซะ อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตรอดไว้ได้... ล่ะมั้งนะ"
อูรูได้สติกลับมาทันที เขามองนิ้วกลางที่ตั้งตรงด้วยความลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย "ทะ ท่านวิซาส ท่านยังไม่ได้ไปพักผ่อนอีกหรือครับ?"
"ความขี้ขลาดและความหวาดกลัวทำให้ข้านอนไม่หลับ" ไป๋เหวยกล่าวอย่างกำกวม
แต่นั่นคือความจริง
หลังจากจุติลงมาเมื่อคืนนี้ ไป๋เหวยไม่เพียงแต่ควบคุมร่างกายของอูรูได้มากขึ้น (มากถึงหนึ่งข้างเต็มๆ) แต่ในระดับวิญญาณก็ยังเข้ากันได้กับอูรูมากขึ้นด้วย ดังนั้นเขาจึงสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ จากส่วนลึกในจิตใจของอูรูที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสัมผัสได้ อย่างเช่นความสับสนและความเสียใจที่วาบขึ้นมาเมื่อครู่
อารมณ์ความรู้สึกพวกนี้มันดีงั้นหรือ?
ไม่ดีเอาเสียเลย
เพื่อความปลอดภัย ไป๋เหวยตัดสินใจว่าจะไม่แกล้งหลับแล้ว หันมาจัดการกับ... อืม สาวก? หรือตัวตายตัวแทน? เฮ้อ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ไป๋เหวยตัดสินใจว่าต้องทำจิตบำบัดด้วยการพูดคุยให้เขาอีกสักรอบ
ก่อนหน้านี้ไป๋เหวยสวมบทบาทเป็นเทพมารที่คอยล่อลวงจิตใจคนมาตลอด โดยใช้ทั้ง 'ไม้แข็ง' และ 'ไม้อ่อน' ควบคู่กันไปกับอูรู ถึงได้ทำให้อูรูเดินมาถึงจุดนี้ได้ แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าแค่นั้นจะไม่ได้ผลเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นลองเปลี่ยนแนวคิดดูบ้าง กลายเป็นพี่สาวแสนดี... ถุย! เป็นผู้เฒ่าโอสถผู้รู้ใจอะไรทำนองนั้นดูน่าจะดีกว่า
ดังนั้น ไป๋เหวยจึงทำทีเป็นคิดแทนอูรู โดยเสนอทางถอยเพียงทางเดียวให้อูรูอย่างกระตือรือร้น นั่นคือทิ้งทุกอย่างที่มีอยู่ แล้วรีบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แบบนี้ถึงจะรอดชีวิต
แต่อูรูจะเลือกเส้นทางนี้งั้นหรือ?
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
อูรูลังเลอยู่เพียงไม่กี่วินาที ก็ส่ายหน้าติดๆ กัน "ไม่ๆๆ ยังไม่ถึงเวลาแบบนั้นครับ ผมเข้าใจความหมายของท่าน ท่านวิซาส ตอนนี้ผมยังมีความช่วยเหลือจากท่าน ผมก็ไม่น่าจะต้องกลัวใครทั้งนั้น"
"หึๆ คิดตกได้แบบนี้ ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นมาบ้างแล้ว" ไป๋เหวยกล่าว "พอจะมีบารมีสมกับเป็นสาวกของข้าขึ้นมาหน่อย"
คำพูดของไป๋เหวยทำให้อูรูชะงักไปเล็กน้อย "ทะ ท่านว่าอะไรนะครับ? ผมเป็น... สาวกของท่านหรือ?"
เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ในความทรงจำของเขา ตลอดสองวันที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋เหวย 'เอ่ยชม' เขา แม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจว่าระดับนี้ถือเป็นคำชมหรือไม่ แต่การที่ไป๋เหวยยอมรับว่าเขาเป็นสาวกของตน ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อูรูรู้สึกประหลาดใจ
"หึๆ..." ไป๋เหวยพยายามยืดร่างกายของตน หรือก็คือนิ้วมือข้างนี้ให้ตั้งตรงขึ้นอีกนิด ราวกับว่าทำแบบนี้แล้วจะดูมีสง่าราศีมากขึ้น "วิญญาณของข้าอยู่ในร่างเจ้า เจ้าสามารถใช้พลังของข้าได้ แล้วถ้าเจ้าไม่ใช่สาวกของข้า จะให้เป็นอะไรได้อีกล่ะ?"
เมื่อมองดูนิ้วกลางที่ตั้งตรงหันมาทางตน ในใจของอูรูก็มีอารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเอ่อล้นขึ้นมา
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เรียกได้ว่าเขาได้เผชิญกับความพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิต
ขาขึ้นคือการได้นิ้วของวิซาสมาครอบครอง ได้รับพลังที่เหนือล้ำกว่าโลกโลกีย์ ส่วนขาลงก็คือ เพื่อให้ได้พลังนี้มา เขาแทบจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ฐานะบาทหลวงแห่งไรน์ ในวันข้างหน้าก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้
อีกทั้งสิ่งที่ไป๋เหวยปฏิบัติกับเขาก็มักจะเป็นการเยาะเย้ยและบีบบังคับเสียมากกว่า สิ่งนี้ทำให้อูรูรู้สึก... โดดเดี่ยวและหวาดกลัวมาก
พูดตามตรง ตั้งแต่เขาผ่านพ้นทุพภิกขภัยครั้งนั้นมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว เขารู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อน วันที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง หิวโหยจนเจียนตาย แต่กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยดึงเขาขึ้นไปเลย
ทว่าตอนนี้ ไป๋เหวยยอมรับแล้วว่าเขาคือสาวกของตน
ชั่วขณะนั้นทำให้อูรูเกิดความรู้สึก... ผูกพันเป็นส่วนหนึ่งอย่างยากจะบรรยาย
ทั้งที่เขากับไป๋เหวยเพิ่งจะรู้จักกันได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น
"ผมเข้าใจแล้วครับ ท่านวิซาส" จิตใจของอูรูค่อยๆ สงบลง "เบื้องหลังผมมีการสนับสนุนจากท่าน งั้นผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องรู้สึกหวาดกลัว"
"หึๆ ก่อนจะพูดคำนี้ ช่วยจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อนเถอะ" ไป๋เหวยกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ "สภาพเจ้าตอนนี้ดูไม่ได้จนข้าไม่อยากจะมองเลยด้วยซ้ำ"
อูรูตกใจ ก่อนจะรีบร่ายเวทฟื้นฟูใส่ตัวเองไปหลายบท ทำให้สีหน้าของเขาดูดีขึ้นมาบ้าง ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อเห็นว่าจิตบำบัดด้วยคำพูดของตนได้ผลอีกครั้ง ไป๋เหวยก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
อะไรนะ? คุณบอกว่าบุคคลระดับตำนานผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา ยังต้องมานั่งสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับคนธรรมดาๆ อย่างอูรูเนี่ยนะ น่าขายหน้าตายชัก?
แล้วมันทำไมล่ะ ก่อนที่บริษัทเพนกวินจะผงาดขึ้นมาได้ หม่าเอ็กซ์เถิงยังเคยแกล้งสวมรอยเป็นพี่สาวแสนดีหรือน้องสาวผู้รู้ใจไปแชตคุยกับคนอื่นเลยไม่ใช่หรือไง?
อย่างน้อยไป๋เหวยก็ไม่ต้องเปลี่ยนเพศล่ะนะ
อีกทั้งเขายังไม่คิดจะหยุดเพียงแค่นี้ ในเมื่อเริ่มต้นไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำแค่ผิวเผิน แบบนั้นทุกคนคงรู้สึกอึดอัด สู้ลงลึกไปอีกสักหน่อยจะดีกว่า
ดังนั้น ไป๋เหวยจึงหันตัวกลับ โฟกัสสายตาไปที่ชั้นหนังสือของอูรู
เมื่อเห็นนิ้วกลางของตัวเองหันขวับไปแบบนั้น อูรูก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาแบบหลอนๆ "ท่านวิซาส ท่านกำลัง..."
"หาหนังสือเกี่ยวกับไรน์มาให้ข้าดูสักสองเล่มซิ" ไป๋เหวยกล่าว "ข้าหลับไปนานเกินไป โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำความเข้าใจเอาไว้ก่อนน่าจะดีกว่า"
อูรูรีบหยิบ 'พันธสัญญาแห่งไรน์' บนชั้นหนังสือลงมาทันที ในฐานะคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของนิกายไรน์ นี่น่าจะเป็นหนังสือที่อธิบายคำว่าไรน์ได้ดีที่สุดแล้ว
จากนั้นไป๋เหวยก็พบว่า 'พันธสัญญาแห่งไรน์' เล่มนี้ดูเก่าและขาดวิ่นกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ บนชั้นมาก
แต่ไม่ใช่ความเยินแบบที่เกิดจากการเก็บรักษาไม่ดี ทว่ามองปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านการเปิดอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แตกต่างจากพวก 'ตำราเรียนที่แจกมาให้ทั้งเทอมแต่ไม่เคยแตะต้องจนดูเหมือนของใหม่' อย่างสิ้นเชิง
หรือว่า...
ไป๋เหวยสั่งให้อูรูเปิดคัมภีร์เล่มนี้ออกดูอย่างเงียบๆ ก่อนจะพบว่ามันเป็นไปตามที่เขาคิดไว้จริงๆ หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยรอยจดบันทึกยิบย่อย ราวกับเป็นตำราเรียนของเด็กเรียนเก่งอย่างไรอย่างนั้น
"รอยจดบนนี้ เจ้าเป็นคนเขียนทั้งหมดเลยรึ?" ไป๋เหวยถาม
"เอ่อ ครับ"
อูรูพยักหน้าโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที
ก็ในเมื่อตอนนี้เขาคือสาวกที่วิซาสยอมรับแล้ว (ในมุมมองของเขา) แต่กลับแสดงออกถึงความศรัทธาต่อ 'พันธสัญญาแห่งไรน์' มากขนาดนี้ มันก็ดูจะ... ไม่ค่อยศรัทธาต่อท่านวิซาสสักเท่าไหร่นัก
แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เขาไม่ได้เปิดหนังสือเล่มนี้มานานมากแล้ว ลืมไปตั้งนานแล้วว่าเคยทิ้งร่องรอยอะไรไว้บนนั้นบ้าง
"เหตุใดเจ้าถึงต้องจดบันทึกบนนี้ด้วย?" ไป๋เหวยถาม "ทำหนังสือสภาพนี้ ไม่ถือเป็นการลบหลู่เทพแห่งไรน์องค์นั้นหรอกรึ?"
"เอ่อ ก็มีส่วนครับ" อูรูพูดด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย "แต่หนังสือเล่มนี้ผมเอาไว้ใช้เอง ไม่ได้เอาไปใช้เผยแผ่ศาสนาก็เลยไม่เป็นไร ส่วนที่ใช้จนสภาพเป็นแบบนี้... หลักๆ ก็เพื่อการสอบประเมินน่ะครับ"
"สอบประเมิน?"
"ใช่ครับ" อูรูอธิบาย "มหาวิหารจะจัดการสอบขึ้นทุกๆ สี่ปี นักบวชจากโบสถ์เล็กๆ แต่ละแห่งสามารถสมัครเข้าร่วมได้"
"รายละเอียดคืออะไรล่ะ?"
"เอ่อ ก็คือผู้ที่ทำคะแนนได้ดีเยี่ยมจะได้เลื่อนขั้นไปอยู่ที่มหาวิหารโดยตรง กลายเป็นอาร์ชบิชอป หรือกระทั่งข้ารับใช้ข้างกายพระสันตะปาปาครับ" อูรูกลัวว่าไป๋เหวยจะคิดว่าเขายังคงมีความจงรักภักดีต่อเทพแห่งไรน์อยู่ จึงรีบเสริมว่า "แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องสมัยที่ผมยังเด็กและอ่อนต่อโลกแล้วล่ะครับ ครั้งสุดท้ายที่ผมสอบก็เมื่อสิบปีก่อนนู่น ความจริงแล้วก็แค่สอบไปงั้นๆ ไม่ได้ตั้งใจอะไรเลย"
สอบไปงั้นๆ ไม่ได้ตั้งใจอะไรเลย...
ไป๋เหวยมองดูหน้ากระดาษที่แทบจะเปื่อยยุ่ย และรอยจดบันทึกที่อัดแน่นอยู่บนนั้น
"ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่นะ" ไป๋เหวยกล่าวเรียบๆ "เจ้าสอบไปกี่ครั้ง?"
อูรูเงียบไป ไม่รู้ว่านึกย้อนไปถึงอะไร ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ถอนหายใจและตอบว่า "สามครั้งครับ"
สามครั้ง ก็คือสิบสองปี
วัยหนุ่มสาวของคนคนหนึ่งเลยทีเดียว
"สอบไม่ติดเลยรึ?"
อูรูฝืนยิ้มออกมา "ถ้าสอบติดก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกครับ"
"ทำไมถึงสอบไม่ติดล่ะ?"
"เรื่องนี้ ไม่มีเหตุผลหรอกครับ" อูรูอยากจะเกาหัวโดยสัญชาตญาณ แต่ก็พบว่าตัวเองยกมือซ้ายขึ้นมา จึงรู้สึกว่าเป็นการลบหลู่อย่างยิ่ง เลยรีบเปลี่ยนเป็นมือขวาแทน แต่พอเปลี่ยนแบบนี้ก็ดูจงใจเกินไปหน่อย จึงตอบกลับด้วยความเก้อเขินว่า "ก็... คือคะแนนไม่ถึงเกณฑ์น่ะครับ เบื้องบนบอกว่าผมสอบไม่ผ่าน มันก็คือสอบไม่ผ่านนั่นแหละ"
หลังจากฟังจบ ไป๋เหวยก็จดจำเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในใจเงียบๆ
พูดตามตรง ไป๋เหวยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จากคำบอกเล่าของอูรู ประกอบกับ 'พันธสัญญาแห่งไรน์' ที่เก่าคร่ำคร่าเล่มนี้ เขาราวกับมองเห็นภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มที่ตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักมาตลอดสิบสองปี เพียงเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ทว่าตอนนี้ เด็กหนุ่มคนนั้นกลับเติบโตมาเป็น... อืม ชายวัยกลางคนสวะๆ อย่างอูรู ความแตกต่างที่ตรงกันข้ามนี้ทำให้ไป๋เหวยรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง
ส่วนอูรูในเกมก็เป็นเพียงแค่ตัวละครเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไร ไม่มีบทบาทมากนัก ผู้เล่นก็ไม่ได้ใส่ใจเขาด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกที่พอจะทำให้ผู้เล่นหยิบยกมาถกเถียงกันได้ อย่างแย่ที่สุดก็ต้องเป็นระดับเดียวกับ【โรเจอร์จอมกัด】โน่นเลย
ดังนั้นไป๋เหวยจึงไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับอูรูในเกมได้มากกว่านี้แล้ว อย่างเช่นเรื่องราวในอดีตของเขา ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อไป คือไป๋เหวยต้องไปดูด้วย 'ตาตัวเอง' ให้มากกว่านี้
แต่ใช่ว่าไป๋เหวยจะไม่มีไพ่ตายอะไรเลย เขามีข้อมูลชิ้นหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทั้งใบของอูรูได้ ทว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะปล่อยออกมา ไป๋เหวยรู้สึกว่า หากสามารถนำไปรวมเข้ากับข้อมูลเรื่องที่อูรูเคยพากเพียรเรียนหนังสืออย่างหนักได้ล่ะก็ นั่นแหละถึงจะเป็นไพ่ตายของจริง
"ใกล้จะได้เวลาแล้วครับ" อูรูมองดูสีของท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะปิด 'พันธสัญญาแห่งไรน์' ลง "ท่านวิซาส ผมควรจะไปทำงานได้แล้ว"
"ไปเถอะ" ไป๋เหวยกล่าวเรียบๆ "อย่าลืมล่ะ ข้าคอยหนุนหลังเจ้าอยู่"
อูรูพยักหน้าหนักแน่น จากนั้นก็ยัด 'พันธสัญญาแห่งไรน์' กลับเข้าไปในชั้นหนังสือ
ราวกับว่า ได้ปิดผนึกเด็กหนุ่มในวันวานคนนั้นไว้ในความทรงจำด้วยเช่นกัน