เมื่อได้รับการเตือนจากอูรู ไป๋เหวยถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าท่าทางของเขามันค่อนข้างจะ... ไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่
เพื่อให้ไป๋เหวยสามารถยืนได้สูงขึ้นและมองเห็นได้ไกลขึ้น อูรูก็ไปยกโต๊ะมาจากไหนไม่รู้แล้วขึ้นไปยืนบนนั้น พร้อมกับเขย่งปลายเท้า ชูมือซ้ายขึ้นสุดแขน และมือซ้ายนั้นก็กำลังชูนิ้วกลางอยู่
ให้ความรู้สึกเหมือนภาพคุ้นตาของตัวเอกในการ์ตูนโชเน็นสายเลือดเดือดที่ชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้า เพียงแต่คนอื่นเขาใช้นิ้วชี้กัน ส่วนอูรูใช้นิ้วกลาง
ท่าทางประหลาดนี้ย่อมดึงดูดสายตาผู้คนจำนวนไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะทุกคนกำลังสติเลื่อนลอยจากความหิวโหยจนไม่มีเรี่ยวแรงจะไปคิดเรื่องอื่นละก็ คงต้องมีคนเดินเข้ามาถามแน่ๆ ว่าท่านบาทหลวงกำลังทำอะไรอยู่ กำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่างใช่หรือไม่ และต้องการให้พวกเขาช่วยอะไรหรือเปล่า
ทว่าพวกเขาก็หิวกันมากเหลือเกิน ดังนั้นแม้จะเป็นการกระทำที่พิลึกพิลั่นถึงเพียงนี้ คนเหล่านั้นก็เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมา ใช้ดวงตาอันไร้ความรู้สึกมองมาทางนี้แวบหนึ่ง แล้วจัดการเลียข้าวต้มก้นชามจนเกลี้ยง ก่อนจะเดินกะเผลกจากไปอย่างเชื่องช้า... ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ยังอุตส่าห์ดึงดูดสายตาพวกเขาได้ ก็ถือว่าแปลกประหลาดมากพอแล้วจริงๆ
"เอาล่ะ ดูจบแล้ว ลงมาได้" ไป๋เหวยที่ได้สติกลับมาเอ่ยเสียงเรียบ
เมื่อได้รับคำสั่ง อูรูก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที เขารีบลงมาจากโต๊ะ ก่อนจะได้ยินไป๋เหวยถามขึ้นว่า "ที่นี่ การชูนิ้วกลางมีความหมายพิเศษอะไรหรือเปล่า"
"มะ... ความหมายพิเศษหรือครับ"
"อืม อย่างเช่นเอาไว้ด่าคนอะไรทำนองนั้น"
"เรื่องนั้น... ไม่น่าจะมีนะครับ" สำหรับคำถามของไป๋เหวย อูรูไม่กล้าประมาท เขาพยายามนึกทบทวนอย่างละเอียด และก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าการชูนิ้วกลางมีความหมายพิเศษอะไร ก่อนจะตอบกลับไปว่า "ผมลองคิดดูแล้ว ไม่มีจริงๆ ครับ"
"อย่างนั้นหรือ" ถ้าไม่มี ไป๋เหวยก็ค่อยวางใจหน่อย "ถ้าเป็นอย่างนั้น วันหลังนายก็ชูนิ้วกลางให้บ่อยขึ้นหน่อยแล้วกัน"
อูรูไม่ค่อยเข้าใจนัก "ทำไมล่ะครับ"
"เพราะมันทำให้ฉันมองเห็นได้ไกลขึ้น" ไป๋เหวยกล่าวเรียบๆ "เรื่องหลายอย่าง ฉันต้องมองเห็นด้วย 'ตาตัวเอง' เท่านั้นถึงจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นายเอาแต่ซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วฉันจะไปเห็นอะไรได้ล่ะ โดยเฉพาะเวลาที่นายเจอใคร ทางที่ดีนายควรจะทำตัวให้ชินกับการชูนิ้วเอาไว้ ไม่อย่างนั้น... ฉันก็อาจจะช่วยนายได้ไม่ทันท่วงที"
จากนั้น ไป๋เหวยก็เล่าสถานการณ์ที่เพิ่งมองเห็นเมื่อครู่ให้อูรูฟังทั้งหมด
พอได้ยินว่ามีอัศวินมาเพิ่ม และทั้งเมืองกำลังถูกประกาศกฎอัยการศึก อูรูก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที แต่พอได้ยินไป๋เหวยบอกว่าจะช่วย เขาเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง ทว่าก็ยังมีความสงสัยอยู่ดี "ผมเข้าใจแล้วครับท่านวิซาส... แต่ถ้าเจอใครก็ชูนิ้วกลางใส่ มันจะไม่ดูแปลกไปหน่อยหรือครับ"
(ถ้าเป็นโลกของฉัน การที่นายเจอใครก็ชูนิ้วใส่แบบนี้ มีหวังโดนกระทืบแน่)
ไป๋เหวยแอบค่อนขอดอยู่ในใจเงียบๆ แต่ก็ยังคงตอบกลับไปด้วยท่าทีนิ่งเฉย "นายออกแบบท่าทางให้มันดูเป็นธรรมชาติหน่อยไม่ได้หรือไง จะต้องให้ฉันสอนซะทุกเรื่องเลยหรือเปล่า"
"ขะ... เข้าใจแล้วครับ"
ตอนนี้ไป๋เหวยอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบในใจ ถ้าเขาได้สิงนิ้วอีกนิ้วหนึ่งก็คงจะดี นิ้วของวิซาสที่กระจัดกระจายอยู่ข้างนอกมีอยู่สองนิ้ว นิ้วหนึ่งคือนิ้วกลางซ้าย ส่วนอีกนิ้วคือนิ้วหัวแม่มือขวา ถ้าเขาสิงนิ้วหัวแม่มือ อูรูก็สามารถสวมบทบาทเป็นคน "ชื่นชม" ผู้อื่น ชูนิ้วโป้งให้เขาได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ คนอื่นนอกจากจะไม่รู้สึกแปลกแล้ว ยังจะรู้สึกเป็นมิตรอีกต่างหาก
แน่นอนว่า ข้อแม้คือต้องไม่ชูคว่ำลงล่ะนะ
ในตอนนั้นเอง ร่างเล็กๆ ที่คุ้นเคยก็ปรากฏตัวตรงหน้าอูรูอีกครั้ง... ยังคงเป็นเด็กชายคนเดิม
"บะ... บาทหลวงอูรู" เด็กชายยังคงก้มหน้า ท่าทางดูกระวนกระวายใจยิ่งนัก "ผะ... ผมมาแล้วครับ"
อูรูก้มมองเด็กน้อย พอคิดว่าเจ้าหนูนี่คงมาขอเสบียงอีกแล้ว เขาก็เผลอถลึงตาใส่ด้วยความเคยชิน "นี่แกมาอีก..."
พูดไปได้ครึ่งประโยค เขาก็นึกขึ้นมาได้กะทันหันว่าการที่ให้เด็กคนนี้มารับเสบียงทุกวันดูเหมือนจะเป็นความประสงค์ของไป๋เหวย จึงจำต้องกลืนคำด่าทอที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากลงคอไป
"ตามฉันมา" เขาพูดกับเด็กชายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังเดินนำไป
เดินไปได้สองก้าวก็พบว่าเด็กชายไม่ได้เดินตามมา เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเด็กชายยังยืนเหม่ออยู่กับที่ จึงตวัดสายตามองทันที "ยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม จะให้ฉันเอาเสบียงให้แกตรงนี้เลยหรือไง"
เด็กชายถึงเพิ่งได้สติ เขารีบเดินตามอูรูมาจนถึงด้านหลังของโบสถ์
อูรูลอบด่าในใจว่า 'เป็นเจ้าหนูที่โลภมากจริงๆ' ไปพลาง ขณะเดียวกันก็แบ่งเสบียงสำหรับสามคนเหมือนเมื่อวาน แล้วนำมาใส่รวมกันยื่นให้เด็กชาย "เก็บไว้ให้ดีล่ะ อย่าให้ใครมาเห็นเข้า"
เด็กชายรับเสบียงมา เขาก้มหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนกำลังพยายามต่อสู้กับตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ต่อสู้กับความคิดตัวเองนานนัก เขาก็เงยหน้าขึ้นมองอูรู แล้วพูดตะกุกตะกักว่า "ทะ... ท่านบาทหลวง มะ... ไม่จำเป็นต้องให้เยอะขนาดนี้แล้วครับ"
"หืม?" อูรูขมวดคิ้วเล็กน้อย "แกหมายความว่ายังไง"
เด็กชายก้มหน้าลงอีกครั้ง มือที่ดำเมี่ยมขยำชายเสื้อที่ดำเมี่ยมไม่แพ้กันไปมาไม่หยุด "มะ... ไม่จำเป็นต้องให้เยอะขนาดนี้แล้วครับ แม่ตายแล้ว เหลือแค่ผมกับน้องสาวแล้วครับ"
รูม่านตาของอูรูหดเกร็งลงเล็กน้อย
แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมามากนัก หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาถึงค่อยๆ เปล่งเสียงออกมา "อ้อ ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เยอะขนาดนั้นแล้วจริงๆ"
เด็กชายพยักหน้ารัวๆ จากนั้นก็แบ่งเสบียงในถุงออกหนึ่งในสามเพื่อคืนให้อูรู ก่อนจะหันหลังวิ่งเหยาะๆ จากไป
อูรูมองแผ่นหลังของเด็กชาย เขาอ้าปากค้างไว้ คล้ายอยากจะเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ แต่พอตอนที่กำลังจะเอ่ยปาก เขาก็เพิ่งตระหนักได้ว่าจนถึงตอนนี้ ตัวเองยังไม่รู้จักชื่อของเจ้าหนูนั่นเลย จึงทำได้แค่มองดูเขาจากไปตาปริบๆ
ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในสายตาของไป๋เหวย ทว่าในระหว่างนี้ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว เพียงแค่มองดูเงียบๆ ราวกับคนหลับไปแล้ว
เพราะเขารู้ดีว่า ในเวลาแบบนี้ คำพูดรังแต่จะเป็นภาระเปล่าๆ
ดังนั้น ไป๋เหวยจึงรอจนกระทั่งอูรูค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้ ถึงค่อยเอ่ยขึ้นมาอย่างเนิบนาบว่า "นายกำลังนึกถึงตัวเองอยู่หรือเปล่า"
สีหน้าของอูรูที่อุตส่าห์สงบลงได้แล้วกลับมาแข็งค้างอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะรีบปฏิเสธ "โอ้ ไม่ ไม่มีทางหรอกครับท่านวิซาส โปรดเชื่อผมเถอะครับ ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้... อ่อนแอขนาดนั้นเสียหน่อย"
"อย่างนั้นหรือ"
"ชะ... ใช่ครับ" ความตื่นตระหนกวาบผ่านเข้ามาในใจของอูรู เวลาเผชิญหน้ากับไป๋เหวยเขามักจะมีความตื่นตระหนกเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เขาอยากจะจบหัวข้อสนทนานี้เต็มทน จึงรีบร้อนถามขึ้นว่า "ต่อไปผมควรทำอะไรดีครับ"
วิธีการพูดเช่นนี้ของอูรูถือเป็นการลบหลู่เบื้องสูงอย่างหนัก แต่ไป๋เหวยก็ไม่ได้ถือสาหาความ เขารู้ว่าบรรลุเป้าหมายของตัวเองแล้ว
"ถึงยังไงก็ว่างอยู่แล้ว สู้ไปดูหน่อยดีกว่าว่าสหายรักของนายกำลังทำอะไรอยู่" ไป๋เหวยกล่าวกลั้วหัวเราะ "เขาอยากจะตามหาเบาะแสของฉันไปทั่วทั้งเมืองไม่ใช่หรือไง ถ้าอย่างนั้นก็สนองความต้องการให้เขาหน่อยแล้วกัน"