"กิเลนงั้นหรือ?"
ปลายพู่กันที่ชุ่มไปด้วยหมึกดำของหลี่กวนอีแทบจะตวัดไปบนใบหน้าของท่านเทพยุทธ์เซวีย ทว่ากลับชะงักไปเพราะสองคำนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะมันคือสัตว์ประหลาดที่ดำรงอยู่แต่ในตำนานปรัมปรา ทว่ายิ่งไปกว่านั้นคือในเรื่องเล่าของเยว่เชียนเฟิง หลังจากท่านอ๋องไท่ผิงยกทัพปราบปรามดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ เขาก็ได้นำไข่มุกของผู้นำเผ่าคนเถื่อนเดินทางมายังเจียงหนาน
สิ่งที่เขาขี่มาก็คือกิเลน
สัตว์เทวะเช่นนี้ แคว้นเฉินที่กว้างใหญ่ไพศาลย่อมไม่มีทางมีถึงสองตัวเป็นแน่
ท่านเทพยุทธ์เซวียยิ้มบางๆ พลางกล่าว "ใช่แล้ว กิเลน"
"หากเจ้าเคยได้ยินเรื่องราวของเขา ย่อมต้องเคยได้ยินประโยคหนึ่งที่ว่า เขาเคยถือกระบี่สังหารพยัคฆ์ร้ายที่มีปีกสองข้าง ทำให้ยักษ์แห่งดินแดนภาคเหนือต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน เฉินป้าเซียนจึงมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา เช่นนั้นเจ้าลองคิดดูสิว่า เหตุใดพยัคฆ์ร้ายที่มีปีกงอกอยู่กลางหลังตัวนั้นจึงทิ้งถิ่นที่อยู่ แล้วจู่ๆ ก็ปรากฏตัวที่จงหยวน?"
ไม่รอให้หลี่กวนอีตอบ ท่านเทพยุทธ์เซวียก็เอ่ยเหตุผลออกมา
"แต่โบราณกาล พยัคฆ์ร้ายที่มีปีกงอกกลางหลังถูกเรียกว่า 'ฉยงฉี' ในดินแดนตะวันตกเฉียงใต้มีพิธีขับไล่ปิศาจใหญ่ ซึ่งในนั้นมีสัตว์เทวะอยู่สิบสองตัว ฉยงฉีก็คือหนึ่งในนั้น ร่างกายของมันใหญ่โตราวกับประตูเมือง กำแพงเมืองของมนุษย์ไม่อาจขวางกั้นมันได้ เพียงแค่กระโจนครั้งเดียวก็สามารถบุกเข้าไปในเมืองได้แล้ว มันกินคนราวกับบี้มดให้ตาย"
"เสียงคำรามของมันดังกึกก้องราวกับอสนีบาต ตอนนั้นเขาถือกระบี่ต่อสู้อย่างดุเดือดถึงสามชั่วยามจนสามารถสังหารฉยงฉีตัวนั้นได้ กระบวนท่าสุดท้ายคือ 'ทลายขุนเขา' ที่แทงทะลุหัวของฉยงฉี และยังทำให้อาวุธของเขายกระดับกลายเป็นอาวุธระดับเทวะ ส่วนสาเหตุที่ฉยงฉีเดินทางมาที่นี่ ล้วนเป็นเพราะสัตว์เทวะตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของเขานั่นแหละ"
หลี่กวนอีกล่าว "กิเลน"
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าว "ถูกต้อง กิเลน ราชาที่เหล่าสัตว์สี่เท้าล้วนเคารพเทิดทูน"
"รูปลักษณ์คล้ายพยัคฆ์ร้าย ทว่ากลับมีลักษณะของมังกร มีทั้งเกล็ดและขนอยู่ร่วมกัน"
"การที่เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินเลือกเมืองเจียงโจวซึ่งเป็นสถานที่ที่ห่างไกลจากจงโจวเช่นนี้เป็นดินแดนศักดินาของตน ท้ายที่สุดก็เพื่อหลีกเลี่ยงราชวงศ์ และเพื่อเก็บรักษาสิ่งที่เป็นความลับนี้เอาไว้ ในตอนนั้น แทบทุกคนที่รู้ความลับนี้ล้วนถูกเขาสังหารจนหมดสิ้น"
"ยกเว้นข้า"
ท่านเทพยุทธ์เซวียยิ้มบางๆ พลางกล่าว "เพราะเขาสู้ข้าไม่ได้"
"ตอนที่เขาพบว่าข้าย้ายที่ดินบรรพชนของตระกูลเซวียมาไว้ที่หน้าประตูบ้านเขา เจ้าไม่ได้เห็นหรอกนะว่าสีหน้าของเขามีอารมณ์หลากหลายยิ่งกว่างิ้วเสียอีก ช่างน่าขันนัก"
หลี่กวนอีเมินเฉยต่อท่านเทพยุทธ์เซวียที่กำลังทำหน้าได้ใจ แล้วกล่าวว่า "กิเลนวัยเยาว์งั้นหรือ?"
ท่านเทพยุทธ์เซวียยื่นมือออกมากะขนาดให้ดูพลางกล่าว "ใช่ ตอนนั้นยังสามารถใส่ไว้ในเสื้อคลุมรบได้ ตัวใหญ่พอๆ กับลูกสุนัขตัวโต จะบอกว่าเป็นสัตว์มงคล สู้บอกว่าเป็นเจ้าเหมียวลายดอกตัวใหญ่สักหน่อยยังจะดีกว่า"
"แถมยังเป็นกิเลนไฟเสียด้วย ราวกับเจ้าเหมียวสีส้มที่ 'ห่มทองนอนเตียงเงิน' อย่างไรอย่างนั้น"
"ดูจากขนาดตัวของมันแล้ว"
"ข้าสงสัยว่ามันเพิ่งจะเกิดมาก็ถูกเจ้านั่นจับตัวกลับมาเสียแล้ว แต่โบราณกาล ความดีและความชั่วก็เปรียบดั่งหยินและหยางสองขั้วที่พึ่งพาอาศัยและอยู่ร่วมกัน ฉยงฉีคือความชั่วร้าย กิเลนคือความเป็นมงคล การที่ฉยงฉีตัวนั้นเฝ้าอยู่ที่นั่น น่าจะเป็นเพราะรอให้กิเลนถือกำเนิดขึ้นมาแล้วกลืนกินมันเข้าไป เพื่อทำให้ตนเองกลายเป็นเทพแห่งความชั่วร้ายที่บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น"
"เฉินป้าเซียนเพื่อที่จะสังหารฉยงฉี กลับกลายเป็นว่าได้พบกิเลนแทน"
"แรกเริ่มเขาตื่นเต้นมาก แต่โบราณมามีเทพยุทธ์คนใดบ้างที่ไม่รักอาวุธเทวะ เกราะวิเศษ และสัตว์ประหลาด กิเลนนั้นไม่ว่าจะนับอย่างไรก็ติดหนึ่งในสิบอันดับสัตว์ประหลาดตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน แม้กิเลนไฟจะเป็นกิเลนเบญจธาตุ ไม่ใช่สัตว์มงคลที่แท้จริงและดั้งเดิมที่สุดก็ตาม"
"ทว่าสำหรับเทพยุทธ์แล้ว กิเลนไฟที่สี่เท้าเหยียบย่ำเปลวเพลิง เมื่อโตเต็มวัยสามารถเดินเหินกลางอากาศได้ เมื่อคำรามสัตว์ทั้งหมื่นล้วนศิโรราบ นับเป็นสัตว์ประหลาดที่สมบูรณ์แบบและเหมาะแก่การบุกตะลุยฝ่าค่ายกลยิ่งกว่าพวกหงส์สาอะไรเทือกนั้นเสียอีก พลทวนเหล็กอะไรนั่น เพียงแค่มันพ่นไฟออกไปคำเดียวก็ต้องละลายกลายเป็นน้ำเหล็กแล้ว"
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าวว่า
"ข้าสงสัยว่าตอนนั้นเจ้าแก่นั่นคงเตรียมแม้กระทั่งชุดคลุมมังกรไว้พร้อมแล้ว"
"ขาดก็แค่เอามาสวมทับบนร่างเท่านั้น"
"น่าเสียดายที่ต่อมาพบว่า สัตว์ประหลาดจำพวกกิเลนนั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าร้อยปีจึงจะโตเต็มวัย"
"และต้องอายุห้าร้อยปีจึงจะเข้าสู่วัยหนุ่มสาว"
"อายุขัยยืนยาวอย่างน้อยก็แปดพันปี"
"แม้เฉินป้าเซียนจะเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งในใต้หล้า เป็นแม่ทัพคุมทหารนับแสน ทว่าไม่มีรากฐานกระดูกหยกกล้ามเนื้อทองคำ อีกทั้งยังผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดมามาก ร่างกายมีบาดแผลนับร้อยแห่ง ย่อมไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานกว่ากิเลนตัวนี้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงซุกซ่อนกิเลนไฟตัวนี้ไว้ในเมืองเจียงโจว เพื่อฝากความหวังไว้กับลูกหลานในภายภาคหน้า ว่าอาจจะมีแม่ทัพผู้เก่งกาจหาตัวจับยากถือกำเนิดขึ้น และได้รับการยอมรับจากกิเลน"
"ในยุคสมัยของเจ้า กิเลนตัวนั้นโตเต็มวัยหรือยัง? ต่อให้ยังไม่โตเต็มวัย อย่างน้อยก็สามารถขี่ได้แล้ว กิเลนอายุห้าร้อยถึงสองพันปี สามารถพ่นเปลวเพลิงที่ร้อนแรงได้แล้ว ทั่วทั้งร่างอาบไปด้วยไฟ สัตว์ทั้งหมื่นล้วนหวาดกลัว"
หลี่กวนอีเลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าว "รู้ข่าวเรื่องกิเลนตัวนี้แล้วจะทำไมล่ะ?"
"ข้าพาตัวมันไปไม่ได้เสียหน่อย"
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าว "นั่นก็ไม่แน่ ปีนั้นเฉินป้าเซียนสู้ข้าไม่ได้ ข้าอุ้มกิเลนเล่นอยู่ตั้งนาน และให้เหยากวงช่วยทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันคือวิชาอาคมอย่างหนึ่ง สัตว์ประหลาดอย่างกิเลนมีความทรงจำที่ดีมาก คนที่มันยอมรับ ต่อให้ผ่านไปพันปีหรือหลายพันปีก็ไม่มีทางลืมเลือน"
"มีตราประทับนี้ อย่างน้อยเจ้าก็สามารถเดินไปอยู่ตรงหน้ากิเลนไฟได้"
"บอกมันว่าสหายเก่ามาเยือน ส่วนหลังจากนั้นจะได้รับการยอมรับจากกิเลนไฟหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้ว"
ท่านเทพยุทธ์เซวียยิ้มบางๆ พลางกล่าว "เป็นอย่างไรล่ะ?"
หลี่กวนอีถอนหายใจ ทิ้งพู่กันลงแล้วกล่าวว่า "เอาเถอะ ข้ายอมรับแล้ว"
"มันคือวิธีใดกัน?"
ท่านเทพยุทธ์เซวียยื่นมือออกไป ควบคุมร่างจำแลงพยัคฆ์ขาวให้แผ่คลื่นพลังพิเศษสายหนึ่งออกมา คล้ายกับกำลังเชื้อเชิญให้มาเล่นด้วยกัน ทั้งกระโจนเข้าใส่และหยอกล้อ ท่าทางนั้นดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก ท่านเทพยุทธ์เซวียยิ้มบางๆ พลางกล่าว "ปีนั้นกิเลนยังเด็ก เป็นข้าที่ใช้ร่างจำแลงพยัคฆ์ขาวอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับมันมาหลายปี มาบัดนี้ห่างหายกันไปนานหลายร้อยปี เมื่อได้พบกับเพื่อนเล่นในวัยเด็กอีกครั้ง มันย่อมไม่อยู่เฉยแน่"
"ข้าจะสอนเจ้าเองว่าต้องเล่นกับมันอย่างไร"
หลี่กวนอีแสยะยิ้ม เอ่ยอย่างเคลือบแคลงใจ "...แค่นี้หรือ?"
ท่านเทพยุทธ์เซวียหัวเราะลั่น "ฮ่าๆ เจ้ากับข้าเป็นมนุษย์ ต่อให้มีพลังฝีมือสามารถทลายภูเขาถมทะเลได้ ทว่าอายุขัยเมื่อเทียบกับสัตว์ประหลาดอย่างกิเลนแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับฟ้าและเหว เวลาหลายร้อยปีนั้นเป็นของจริง หากเทียบเป็นมนุษย์ ก็เปรียบเสมือนตอนที่แก่ชราและร่วงโรย หรือกระทั่งตอนที่แก่หง่อม แล้วได้พบกับสหายสนิทในวัยเด็กอีกครั้ง"
"มิตรภาพเช่นนี้ ต่อให้เป็นสัตว์ร้ายอย่างพยัคฆ์ก็ยังไม่อาจเพิกเฉยได้"
"นับประสาอะไรกับสัตว์มงคลอย่างกิเลนเล่า?"
"ความสัมพันธ์ระดับนี้ ไม่แน่ว่าจะเหนือกว่าพวกแคว้นเฉินพวกนั้นไปไกลโขหรอกหรือ?"
"อีกอย่าง ลูกหลานของเฉินป้าเซียน หากมีความห้าวหาญดั่งบรรพบุรุษก็แล้วไปเถอะ แต่หากตกต่ำจนกลายเป็นเพียงอ๋องโหวธรรมดา ใครเล่าจะอดใจต่อเลือดกิเลนไหว เจ้าลองไปดูเถิด หากตอนนี้กิเลนมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนัก ก็จงพามันไปเสีย"
หลี่กวนอีชะงักไป
ท่านเทพยุทธ์เซวียเอ่ยเสียงเบา "เลือดของกิเลนสัตว์มงคลที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นับหมื่นปี ในยุคของเฉินป้าเซียน มีนักพรตและผู้มีวิชาอาคมไม่รู้ตั้งเท่าไรที่บอกเขาว่า สามารถใช้เลือดกิเลนมาหลอมเป็นยาอายุวัฒนะได้ ทว่าเฉินป้าเซียนก็ขับไล่พวกเขากลับไปจนหมด"
"คนอย่างเขา ทั้งเห็นแก่ตัว ห้าวหาญเทียมฟ้า มีน้ำใจนักเลง และไม่เห็นหัวใคร"
"เชื่อมั่นเพียงทวนของตนเองเท่านั้น"
"แต่ทายาทของเขา อาจจะทนต่อคำล่อลวงไม่ได้"
หลี่กวนอีพยักหน้า
ในเวลานี้ ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
【พาหนะของท่านอ๋องไท่ผิงคือกิเลน】【ราชวงศ์แคว้นเฉินอาจปรารถนายาอายุวัฒนะจากเลือดกิเลน】
เรื่องพวกนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพ่อแม่เขาหรือไม่นะ?
เขากดข่มความคิดเหล่านี้ลงไป
วันนี้ท่านเทพยุทธ์เซวียได้บอกวิธีอยู่ร่วมกับกิเลน รวมถึงของที่กิเลนชอบกิน และเพลงพิณที่มันชอบฟังให้หลี่กวนอีรู้จนหมดสิ้น จากนั้นก็โบกมือพลางกล่าว "เจ้าไปเถอะ แดนเร้นลับแห่งนี้จบลงแล้ว การพบกันครั้งหน้าก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด"
แดนเร้นลับสิ้นสุดลง แสงดาวทั้งหมดก็หดตัวกลับไป
เด็กสาวผมเงินยื่นมือออกไป แสงดาวไร้ที่สิ้นสุดหมุนวนแปรเปลี่ยน ท้ายที่สุดก็แตกสลายกลายเป็นผลึกทรงปริซึมทีละเม็ดๆ
เหยากวงรับสิ่งที่แสงดาวรวมตัวกันเหล่านี้เอาไว้
แล้วเก็บใส่ห่อผ้าของตนเอง
หลี่กวนอีกล่าว "ไปเมืองเจียงโจวด้วยกันไหม?"
เด็กสาวผมเงินส่ายหน้า นางยื่นมือออกไปดึงหมวกคลุมศีรษะขึ้นมาสวม
เผยให้เห็นเพียงปอยผมสีเงินข้างแก้มและคางที่เกลี้ยงเกลา น้ำเสียงของนางราบเรียบ "ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า การถอดรหัสแดนเร้นลับยังต้องใช้เวลา อีกห้าวันให้หลัง ข้าจึงจะทำสำเร็จ ข้าจะจดจำกลิ่นอายของท่านเอาไว้ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในเมืองเจียงโจว หรือที่ใดในใต้หล้า"
"ข้าก็สามารถหาท่านพบได้เสมอ"
"พันธสัญญายังไม่สิ้นสุด ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะจากไป"
หลี่กวนอีมองเด็กสาวตรงหน้าแล้วพยักหน้า เขาหันหลังเดินจากไป ดวงตาของเหยากวงสงบนิ่ง จดจำวิถีการโคจรของแสงดาวภายในแดนเร้นลับ ผ่านไปเพียงครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามาอีกครั้ง เมื่อหันขวับไปมอง เด็กหนุ่มคนนั้นก็กลับมาอีกหน
หลี่กวนอีหิ้วของบางอย่างมาวางไว้ข้างๆ เหยากวง
เมื่อเปิดออกดู ด้านในคือขนมหลากหลายชนิด
เหยากวงมองดู
หลี่กวนอียื่นมือออกไป
หยิบไม้เสียบหมั่นโถวย่างที่ตรงและเรียบเนียนท่อนนั้นขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเด็กสาว
หลี่กวนอีกล่าว "ของสิ่งนี้ข้าขอเก็บไว้ก่อน วันหน้าหากข้าไม่อยู่ ก็อย่าปิ้งหมั่นโถวกินเองอีกเลย ไม่สิ ทางที่ดีอย่าเข้าครัวเลยจะดีกว่า" เด็กสาวตรงหน้านี้เวลาปิ้งหมั่นโถวมักจะอ่านหนังสือจนเหม่อลอยเสมอ เมื่อรู้สึกตัวอีกที หมั่นโถวแบบนั้นก็สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธลับขว้างปาออกไปได้แล้ว
เหยากวงมองเขา น้ำเสียงราบเรียบ "ตกลง"
หลี่กวนอีวางใจ เขาทิ้งเสบียง ขนม และผักสดไว้ให้เหยากวงอย่างเพียงพอ กำชับแล้วกำชับอีกจึงค่อยเบาใจลงบ้าง ก่อนจะลุกขึ้นขี่ม้าจากไป ขบวนของตระกูลเซวียจะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เขาจะกลับไปช้าเกินไปไม่ได้ เหยากวงมองส่งเด็กหนุ่มจากไป
นางหันหลังเดินกลับไปยังตำแหน่งเดิม
ยื่นมือออกไป
ค้นหาในห่อผ้าใบใหญ่
หยิบผลึกปริซึมออกมาหนึ่งเม็ด
วางไว้ข้างๆ อย่างระมัดระวัง
หยิบหนังสือออกมาหนึ่งเล่ม
โยนทิ้งไว้ส่งๆ
ค้นหาต่อไป เมื่อหยิบออกมาอีกครั้ง มันคือท่อนไม้ที่ตรงและเรียบเนียนยิ่งกว่าท่อนเมื่อครู่นี้เสียอีก
เด็กสาวผมเงินชูท่อนไม้ขึ้นสูง พิจารณามันภายใต้แสงดาว
บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
ทว่ากลับมีความรู้สึกกระหยิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก
มือกำท่อนไม้แน่น แล้วปักฉึกลงไป
ปักลงบนพื้นดินได้อย่างสมบูรณ์แบบ หยิบหมั่นโถวออกมาเสียบไว้ ก่อกองไฟ แล้วเปิดหน้าหนังสือ
อ่านหนังสือ
………………
ตอนวันเกิดของหลี่กวนอี เขากินข้าวกับท่านอาหญิง มู่หรงชิวสุ่ยยังคงเป็นเหมือนเช่นเคย เพียงแต่กำชับเขาว่าเมื่ออยู่ในเมืองหลวง อย่าได้ก่อเรื่องก่อราวขึ้นมา วันนี้ยังให้หลี่กวนอีดีดพิณและเดินหมาก นางเอาชนะเด็กหนุ่มไปรวดสามกระดาน จึงยอมปล่อยเขาไปอย่างอารมณ์ดี
วันที่ออกเดินทาง มู่หรงชิวสุ่ยมาส่งหลี่กวนอีออกจากตระกูลเซวีย
นางเพียงบอกว่าฤดูร้อนอากาศร้อน อย่าสวมเสื้อผ้าหนาเกินไป แต่ก็อย่าดื่มน้ำแข็งมากเกินไปจนเสียสุขภาพ หลี่กวนอีรับคำทุกอย่าง รอจนขบวนด้านหน้าของตระกูลเซวียเร่งเร้าอยู่หลายครั้ง เขาถึงได้พลิกตัวขึ้นหลังม้า แล้วกล่าวว่า "ท่านอาหญิง ท่านกลับไปก่อนเถิด ไม่ต้องส่งแล้ว"
มู่หรงชิวสุ่ยยิ้มบางๆ พลางกล่าว "ไม่เป็นไร อาจะอยู่ตรงนี้ รอมองเจ้าเดินไปจนลับตา"
หลี่กวนอีขัดนางไม่ได้ จึงตามขบวนมุ่งหน้าไป เมื่อถึงหัวถนนใหญ่เส้นนี้ หันกลับไปมองก็ยังเห็นร่างของท่านอาหญิงที่หน้าประตูจวนตระกูลเซวีย จนกระทั่งเลี้ยวตรงหัวมุม ร่างนั้นจึงลับสายตาไป
เซวียเต้าหย่งกล่าว "เจ้ากับท่านอาหญิงของเจ้าช่างมีความผูกพันกันลึกซึ้งนัก"
หลี่กวนอีพยักหน้า "ท่านอาหญิงเลี้ยงดูข้ามากับมือ คนที่ข้าสนิทที่สุดบนโลกใบนี้ ก็มีเพียงนางเท่านั้น..."
มู่หรงชิวสุ่ยเรียกแทนตัวเองกับคนภายนอกว่ามู่หลิน
วันวานหลี่กวนอีมักจะต่อล้อต่อเถียงกับท่านอาหญิง ทว่าบัดนี้เมื่อต้องออกจากเมือง พิธีบวงสรวงใหญ่จะเริ่มในอีกยี่สิบวันให้หลัง พิธีบวงสรวงใหญ่กินเวลาสิบห้าวัน ต้องใช้เวลาเดือนกว่าถึงจะได้พบท่านอาหญิงอีกครั้ง ทำให้เขาเริ่มรู้สึกคิดถึงขึ้นมาบ้าง สองข้างทางไม่มีทิวทัศน์อะไรน่าดูนัก ขบวนของตระกูลเซวียยาวเหยียด อีกทั้งยังนำของขวัญสำหรับเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และชนชั้นสูงติดมาด้วย
เซวียเต้าหย่งที่อยู่ด้านหน้า พูดคุยเรื่องราวบางอย่างกับหลี่กวนอี ว่าหลังจากเข้าเมืองแล้ว อย่าได้ก่อเรื่อง แต่ก็อย่าได้กลัวเกรงสิ่งใด เป็นต้น บอกเขาว่าหลังจากนี้ต้องไปรับตำแหน่งในเมืองหลวง ขุนนางแคว้นเฉินมีมากมายซับซ้อน ทั้งระดับขั้น ตำแหน่งลอย และตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ตอนนี้หลี่กวนอีคือผู้กองพิทักษ์ (ขั้นเจ็ด) ซึ่งเป็นเพียงตำแหน่งลอย
หลังจากเข้าเมืองแล้ว ยังต้องไปรับงานใหม่อีกเรื่องหนึ่ง
หลี่กวนอีพยักหน้า มองดูทิวทัศน์สองข้างทาง ระหว่างเมืองเจียงโจวและเมืองกวนอี้มีระยะทางสามร้อยกว่าลี้ ขบวนของตระกูลเซวียต้องเร่งเดินทางให้ถึงภายในหนึ่งวัน หลี่กวนอีพบว่าตลอดทางทุกๆ หลายสิบลี้จะมีสถานีม้าเร็วหนึ่งแห่ง ในนั้นมีรถม้ามากมาย มีคนแปลกหน้าจากแคว้นต่างๆ กำลังดื่มชาและกินอาหารอยู่ที่นั่น
เนื้อสัตว์ที่วางอยู่บนโต๊ะด้านนอกล้วนอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก และมักจะเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก
คนจากต่างแดนที่มาเยือน ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทอง
จากนั้นต่างก็โอ้อวดว่าแคว้นจงหยวนช่างอุดมสมบูรณ์ กว้างใหญ่ไพศาล มีทรัพยากรมากมาย ผู้คนงดงามสมคำร่ำลือ แรกเริ่มคือทุกห้าสิบลี้มีสถานีม้าเร็วหนึ่งแห่ง ต่อมาคือสามสิบลี้ หลังจากนั้นก็กลายเป็นทุกๆ ยี่สิบลี้มีสถานีม้าเร็วหนึ่งแห่ง
นอกเหนือจากนี้ บนถนนยังมีทั้งพระและนักพรต ราวกับกำลังเปิดงานชุมนุมถกมรรคากันอยู่
ยังมีรถม้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา เมื่อมองออกไป บนแม่น้ำลำคลองก็มีเรือสำราญลอยลำต่อกันเป็นสาย แทบจะบดบังแม่น้ำทั้งสายของเมืองเจียงโจวไปจนหมดสิ้น ช่างกว้างใหญ่ไพศาล เมื่อมองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก
ทว่าหลี่กวนอีกลับมองเห็นชาวบ้านมากมายท่ามกลางฝูงชนที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเช่นนี้
บนใบหน้าของชาวบ้านเหล่านี้แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า พวกเขากำลังเร่งรีบเดินทางออกไปข้างนอก ในจำนวนนั้นมีท่านปู่ใหญ่ผู้หนึ่งพาเด็กสองคนก้าวเดินอย่างเร่งรีบ ดูเหมือนว่าอากาศจะค่อยๆ ร้อนขึ้น การเดินตากแดดเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เขาสะดุดล้มคะมำไปข้างหน้า
ชาวบ้านที่ล้มลง กับเหล่าพระ นักพรต และคนจากต่างแดนทั้งสองข้างทางที่เดินขวักไขว่ไปมา ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด
หลี่กวนอีขมวดคิ้ว พลิกตัวลงจากหลังม้าเข้าไปพยุง ทว่ากลับมีชายหนุ่มผิวสีทองแดงอีกคนยื่นมือเข้าไปพยุงท่านปู่ใหญ่ผู้นี้เช่นกัน ทั้งสองสบตากัน หลี่กวนอีจับชีพจรดูแล้วกล่าวว่า "ไม่ได้กินข้าวมานานเกินไปแล้ว อากาศก็ร้อนจัด หาที่ร่มๆ พักผ่อนเถอะ"
ขบวนของตระกูลเซวียเดินหน้าต่อไป ไม่ได้หยุดรอหลี่กวนอีแต่อย่างใด
เซวียเต้าหย่งอนุญาตการกระทำของหลี่กวนอีโดยปริยาย เด็กหนุ่มพยุงท่านปู่ใหญ่ผู้นี้ไปใต้ร่มไม้ ชายชราพกน้ำมาเอง จึงดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง และกินเสบียงแห้งไปเล็กน้อย เมื่อฟื้นกำลังขึ้นมาบ้าง หลี่กวนอีก็กล่าวว่า "ท่านผู้เฒ่าเป็นคนเมืองใดกัน ต้องระวังรักษาสุขภาพให้ดีนะ"
ท่านปู่ใหญ่หอบหายใจจนเป็นปกติ แล้วกล่าวว่า "ขอบคุณทั้งสองท่านที่ห่วงใย ตาเฒ่าอย่างข้า เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านละแวกเมืองเจียงโจวนี่แหละ ตอนนี้อาศัยโอกาสนี้ จะเดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้"
หลี่กวนอีประหลาดใจพลางกล่าว "ไปตะวันตกเฉียงใต้ในเวลานี้หรือ?"
ท่านปู่ใหญ่ยิ้มขื่นพลางกล่าว "ไม่มีอันใดหรอก ท่านไม่รู้หรือ แท้จริงแล้วเป็นเพราะพิธีบวงสรวงใหญ่มันช่าง... ช่าง..."
ชายชราเห็นผ้าไหมบนตัวของหลี่กวนอี ก็เปลี่ยนคำพูด รีบกล่าวว่า "เป็นเพราะเหตุผลส่วนตัวของตาเฒ่าเอง บุญคุณช่วยชีวิตของคุณชาย ตาเฒ่าผู้นี้ตายหมื่นครั้งก็ชดใช้ไม่หมด" เขาโค้งคำนับติดๆ กัน จากนั้นก็ไม่สนที่จะพักผ่อนต่อ พาเด็กสองคนเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
หลี่กวนอีกำลังจะอ้าปากพูด ชายหนุ่มผิวสีทองแดงคนนั้นก็กล่าวเสียงขรึมว่า
"เสื้อผ้าแบบที่เจ้าสวมอยู่นี้ เป็นของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เขาไม่ยอมพูดคุยกับเจ้าหรอก"
หลี่กวนอีเข้าใจความหมาย จึงกระชับด้ามดาบในมือ
ชายหนุ่มตบดาบโค้งที่เอวเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ข้ามาจากทางตะวันตก ได้ยินมาว่าฮ่องเต้จงหยวนดูแลเอาใจใส่ชาวบ้านราวกับองค์จักรพรรดิ ข้าสงสัยนัก จึงขี่อูฐออกจากทะเลทราย แล้วขี่ลาต่อจนมาถึงที่นี่ ทว่าภาพที่เห็น กลับไม่ถูกต้องนัก"
หลี่กวนอีกล่าว "เจ้ารู้หรือว่าเพราะเหตุใด?"
ชายหนุ่มตอบ "รู้ไม่มากนัก ได้ยินมาแค่ว่าระหว่างทาง ทูตและพ่อค้าจากแคว้นต่างๆ เหล่านี้ไม่ต้องเสียเงิน บนถนนของพวกเขามีสถานีม้าเร็ว ข้าเคยฟังลุงคนหนึ่งบอกว่า ต้องให้เขตปกครองในรัศมีห้าร้อยลี้นำอาหารมาถวาย"
"จากนั้นก็ให้เขตปกครองโดยรอบรวบรวมช่างศิลป์ให้ได้ห้าพันครัวเรือน เพื่อเข้าไปบรรเลงดนตรีในเมืองหลวง"
"เงินเหล่านี้ล้วนเป็นชาวบ้านที่ต้องออกเอง เพื่อเฉลิมฉลองพิธีบวงสรวงใหญ่"
หลี่กวนอีขมวดคิ้ว มองดูเมืองเจียงโจว พิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉิน เรื่องใหญ่ระดับแผ่นดิน
ทว่ากลับยังคงต้องกดทับลงบนบ่าของราษฎร ฮ่องเต้แคว้นเฉิน...
หลี่กวนอีไม่ได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง เพียงแค่เร่งฝีเท้าตามขบวนรถม้าของตระกูลเซวียไปอีกครั้ง และเข้าไปในเมืองเจียงโจวพร้อมกับชายชรา ขบวนรถม้าของตระกูลเซวียย่อมไม่มีใครกล้าขัดขวาง ส่วนชายหนุ่มที่มาจากดินแดนประจิมคนนั้นก็นั่งลาตามหลังหลี่กวนอีมาติดๆ
เป็นคนดินแดนประจิม แม้แต่ภาษีรายหัวก็ยังไม่เก็บ
หลี่กวนอีมองดูเมืองขนาดมหึมาเบื้องหน้า
สูงตระหง่าน เคร่งขรึม และใหญ่โตมโหฬาร
ที่นี่คือเมืองเจียงโจว เมืองหลวงของแคว้นเฉิน เป็นสถานที่ที่พ่อแม่ของเขาเคยเดินผ่าน
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ท่านอ๋องไท่ผิงขี่กิเลนก้าวเข้าสู่ประตูเมืองแห่งนี้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของคนรอบข้างใช่หรือไม่? หลี่กวนอีคิดพลางเดินเข้าสู่เมืองเจียงโจว จู่ๆ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยทว่าแปลกประหลาดสายหนึ่ง
ในเวลาเดียวกันกับที่หลี่กวนอีเดินเข้าไปในเมืองเจียงโจวนั้นเอง
ทั่วทั้งเมืองเจียงโจวพลันเงียบสงัด มันคือความเงียบสงัดที่เกิดจากการที่สัตว์สี่เท้าและแมลงทั้งหมดไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ในชั่วพริบตา แม้แต่สายลมก็ยังหยุดนิ่ง หลี่กวนอีสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายนั้นก็สังเกตเห็นเขาแล้วเช่นกัน
กลิ่นอายนั้นสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง จากนั้น...
เสียงคำรามยาวเหยียดที่คล้ายกับพยัคฆ์และมังกรก็ระเบิดดังขึ้น!
กิเลน!