แคว้นเฉินตั้งอยู่ในเจียงหนาน วัฒนธรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุด แม้แต่คนตัดฟืนริมทางหรือคนเดินผ่านไปมาก็ยังสามารถท่องบทกวีได้สักสองประโยค ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยิ่งแตกฉานทั้งอักษรวิจิตรและภาพวาด โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ภูเขาสายน้ำ ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านบทกวีและกาพย์กลอนเป็นอย่างมาก
เมื่อเบื้องบนทำเป็นแบบอย่าง เบื้องล่างก็ปฏิบัติตาม ผู้คนในวังส่วนใหญ่จึงพอจะรู้เรื่องบทกวีและกาพย์กลอนอยู่บ้าง ย่อมฟังออกถึงความงดงามของสองประโยคนี้
ไม่ได้จรดพู่กันบรรยายถึงใบหน้า แต่มุ่งเน้นไปที่ความหมายแฝง นับว่าลึกซึ้งยิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่อเด็กสาวที่มีรูปโฉมงดงามดั่งดอกไม้และดวงจันทร์ผู้นี้ เปล่งน้ำเสียงใสกระจ่าง ขับขานออกมาด้วยสำเนียงอู๋นงอันอ่อนหวาน ชั่วขณะนั้นกลับไม่รู้ว่า 'เมฆาคะนึงหาอาภรณ์ บุปผาคะนึงหาโฉมงาม' กำลังขับขานถึงพระสนมหรือเด็กสาวผู้ขับขานบทกวีกันแน่ เซวียซวงเทาขับร้องสองประโยคถัดมาจนจบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"หากมิได้พานพบที่ยอดเขาฉวินอวี้"
"ย่อมได้พานพบใต้แสงจันทร์ ณ หอเหยาไถ"
หลังจากขับขานจบ ก็ไม่มีใครเอ่ยปากอยู่นาน ฮ่องเต้พึมพำบทกวีนี้ในพระทัย ส่ายพระพักตร์พลางถอนหายใจ ตรัสว่า "ก่อนหน้านี้ได้ยินบทกวี 'นักดาบ' ที่เขาแต่ง ตอนนั้นรู้สึกว่าแม้จะมีไหวพริบเฉียบแหลม แต่ก็มีกลิ่นอายความเหี้ยมหาญแฝงอยู่ 'วันนี้มอบให้ท่านดู ผู้ใดมีเรื่องอยุติธรรม'"
"หรือว่าใต้หล้าของข้ายังไม่สงบร่มเย็น?"
"หรือว่าเจียงหนานแห่งนี้ยังไม่สงบสุขพอ?"
"คมดาบที่เจ้าขัดเกลามาจะเอาไปให้ใครดู? แล้วอยากจะบอกว่าบ้านใดมีเรื่องอยุติธรรมกัน?"
"ทว่าบทกวีในวันนี้ กลับมีถ้อยคำงดงามวิจิตร ช่างถูกใจข้ายิ่งนัก"
พระสนมเอกเซวียมีใบหน้าอ่อนหวานและสูงศักดิ์ แย้มพระสรวลน้อยๆ พลางทูลว่า "เด็กคนนั้นเพิ่งจะสิบกว่าขวบ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าฝึกฝนอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันมาตลอด ฝึกยุทธ์มานานถึงสิบปี แต่กลับถูกบิดากดดัน ไม่สามารถแสดงความสามารถออกมาได้ ความรู้สึกไม่ยินยอมนี้ เห็นได้ชัดว่าปรารถนาจะสร้างชื่อเสียงเพคะ"
"'วันนี้มอบให้ท่านดู' หรือจะไม่ใช่ความหมายที่ว่ายินดีจะจับดาบขึ้นมาเพื่อค้ำจุนบ้านเมืองหรือเพคะ?"
"ฝ่าบาทไม่ทรงดีพระทัยที่มีผู้มีความสามารถรุ่นเยาว์อันฮึกเหิม แต่กลับทรงรู้สึกว่ามีกลิ่นอายความเหี้ยมหาญหนักเกินไป ช่างไม่สมควรเลยนะเพคะ"
คำพูดประโยคนี้ได้ดัดแปลงความหมายของบทกวีของชายหนุ่มอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับพระทัยของฮ่องเต้มากขึ้น ทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์เล็กๆ น้อยๆ ให้กับชายหนุ่มว่าได้ฝึกฝนมาสิบปีและตั้งใจจะแสดงปณิธานออกมา ฮ่องเต้จึงเกิดความรู้สึกเอ็นดูผู้มีความสามารถขึ้นมาในพระทัย ความรู้สึกไม่ดีที่มีต่อเขาอันเนื่องมาจากเรื่องของตระกูลผู้ดีและตระกูลขุนศึกจึงมลายหายไป
พระสนมเอกเซวียทูลพร้อมรอยยิ้มว่า "หม่อมฉันชอบบทกวีนี้มาก ฝ่าบาททรงคิดเห็นอย่างไรเพคะ?"
เมื่ออยู่เป็นการส่วนตัว นางจะไม่แทนตัวเองว่าหม่อมฉัน
นางและฮ่องเต้เป็นสามีภรรยากันมายี่สิบปี ความรักลึกซึ้งผูกพัน บัดนี้ในที่สุดก็ทรงพระครรภ์ ฮ่องเต้ทรงทะนุถนอมนาง ตบหลังมือนางเบาๆ ตรัสว่า "เจ้าบอกว่าชอบก็คือชอบ"
"เป็นเด็กดีจริงๆ"
พระสนมเอกเซวียทูลเสียงเบาว่า "ได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านเสนาบดีกับพวกเขา รวมทั้งแม่ทัพชี่จวิ้นซงมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับเด็กคนนี้อยู่บ้าง อย่างไรเสียก็เป็นลูกหลานตระกูลเซวียของหม่อมฉัน ยังไม่ทันได้พบหน้า ก็ถูกพวกเขากดดันสารพัด สิ่งที่พวกเขากดดันและขัดหูขัดตา แท้จริงแล้วคือเด็กคนนั้น หรือลูกในครรภ์ของหม่อมฉันกันแน่เพคะ?"
ขันทีใหญ่ที่อยู่ด้านข้างร่างแข็งทื่อ เหงื่อเย็นผุดพราย
ทว่าฮ่องเต้กลับตรัสยิ้มๆ ตามปกติ "พวกเขา ก็แค่ดูแลลูกหลานของตัวเองไม่ดี ไปพัวพันกับเรื่องของทหารเลวอย่างเยว่เชียนเฟิง เลยพาลมาลงที่แขกรับเชิญตระกูลเซวียของเจ้า เจ้าอย่าคิดมากเลย ข้ายังรอให้เจ้าคลอดเด็กดีให้ข้าอยู่นะ"
"ส่วนหลี่กวนอี ก็อย่างที่เจ้าว่า เป็นผู้มีความสามารถจริงๆ"
"จิ่งไฉ?"
ขันทีใหญ่ข้างกายค้อมตัวทูล "กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ยกชาขึ้นจิบ ตรัสเรียบๆ "ร่างราชโองการ"
"วันนี้ ข้าได้ยินหลี่กวนอีถวายบทกวี ถ้อยคำงดงามวิจิตร ถูกใจข้ายิ่งนัก เขาเป็นชายหนุ่มตระกูลดี ย่อมไม่มีกลิ่นอายความเหี้ยมหาญอันใด พระราชทานเงินร้อยตำลึง หยกวิเศษหนึ่งคู่ ไปบอกถานไถ่เซี่ยนหมิงกับพวกเขาทีว่า การต่อสู้ในราชสำนัก อย่าได้ดึงผู้บริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องราวในอดีต..."
เรื่องราวในอดีต ก็คือความตายของลูกหลานตระกูลขุนศึกเหล่านั้น
ฮ่องเต้วางถ้วยชาลงอย่างไม่ใส่พระทัย ตรัสเรียบๆ "ก็อย่าได้พูดถึงอีก"
หยวนจิ่งไฉทำความเคารพ "พ่ะย่ะค่ะ"
ทว่าในใจกลับถอนหายใจ รำพึงว่าตอนที่ท่านสมุหนายกถานไถ่เซี่ยนหมิง และตระกูลผู้ดีทั้งหลาย ใช้ลูกชายของชี่จวิ้นซงเป็นจุดแตกหัก ตระกูลผู้ดี ขุนนาง เครือญาติฝ่ายหญิง แม่ทัพ ขุนนางบุ๋น ล้วนกำลังจะทะเลาะกัน ฮ่องเต้เพียงตรัสเบาๆ ประโยคเดียว การต่อสู้ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่นี้ก็ถูกระงับลงแล้ว
จะสู้ก็ยังต้องสู้อยู่ดี แต่ไม่สามารถดึงเรื่องของหลี่กวนอีมาพูดได้อีกแล้ว
ลูกหลานตระกูลขุนศึกพวกนั้นก็ถือว่าตายฟรี
【ถ้อยคำงดงามวิจิตร ถูกใจข้ายิ่งนัก】
แปดคำนี้ เป็นการยืนยันสถานะชายหนุ่มตระกูลดีของหลี่กวนอีอย่างชัดเจน
ตระกูลขุนศึกทั่วไปไม่กล้าใช้เรื่องก่อนหน้านี้มาหาเรื่องเขาอีกแล้ว เขาปรายตามองเซวียซวงเทาที่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าแม่หนูน้อยคนนี้จะรู้ตัวหรือไม่ ว่าตัวเองเพิ่งจะผลักดันการต่อสู้เล็กๆ ครั้งหนึ่ง และยังทำให้เจ้าพนักงานองครักษ์เจนเวยที่ยังมาไม่ถึงเมืองหลวงคนนั้น มีที่พึ่งพิงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
เขาเห็นท่าทางเด็กสาวถอนหายใจอย่างโล่งอก มือที่ทิ้งตัวลงข้างลำตัวกำชายเสื้อไว้แน่น
ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองไปข้างหน้าอย่างตั้งใจ
ตั้งใจยิ่งกว่าบัณฑิตที่กำลังตอบข้อสอบเสียอีก
รู้ว่าการที่นางท่องบทกวีต่อหน้าฮ่องเต้นั้นมีความตื่นเต้นอยู่บ้าง
หยวนจิ่งไฉส่ายหน้า
สมกับเป็นเด็กสาวจริงๆ จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
เพียงแค่อยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มนั่นมีดีอะไร ถึงทำให้นางทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้
หลังจากดื่มชาเสร็จ พระสนมเอกเซวียก็ทรงดีดฉินแต่งทำนองด้วยพระองค์เอง ขับขานบทกวีนี้ออกมา ฮ่องเต้ทรงเคาะจังหวะตาม หลังจากนั้นด้านนอกก็มีเสียงขานรับ ฮ่องเต้ตรัสอย่างจนพระทัย "ต้องไปที่พิธีบวงสรวงใหญ่แล้ว หลายวันนี้จุดธูปภาวนาทุกวัน มีแต่ตอนมาหาเจ้า ถึงจะได้พักใจชั่วครู่"
พระองค์ทรงกุมมือพระสนมเอกเซวีย ตรัสคำหวานอยู่หลายประโยค จากนั้นจึงลุกขึ้นเสด็จจากไป
พระสนมเอกเซวียรอจนฮ่องเต้เสด็จไปไกลแล้ว จึงเรียกให้เซวียซวงเทาเข้ามาหา เซวียซวงเทาประคองท่านอาที่ตั้งครรภ์ได้หลายเดือนให้นั่งลง พระสนมเอกยื่นมือไปจิ้มที่กลางหน้าผากของเซวียซวงเทาเบาๆ แสร้งทำเป็นโกรธเคืองพลางตรัสว่า "แม่หนูน้อย ช่างใจกล้าเสียจริง"
เซวียซวงเทากอดแขนท่านอาแกว่งไปมา ออดอ้อนว่า "ข้าก็แค่เอาบทกวีมาให้ท่านอาไม่ใช่หรือเจ้าคะ ใครจะไปคิดว่าฝ่าบาทก็ทรงประทับอยู่ด้วย? ท่านอา~ ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ"
เดิมทีพระสนมเอกเซวียก็โปรดปรานเซวียซวงเทาผู้เป็นหลานสาวคนนี้อยู่แล้ว
เมื่อเห็นนางออดอ้อน หน้าตาไร้เดียงสา น่ารักจนอยากจะดึงเข้ามากอดรัด
อย่าว่าแต่เดิมทีก็ไม่ได้โกรธเลย ต่อให้โกรธจริงๆ ก็คงหายไปแล้วสามส่วน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ตรัสว่า "ช่างพูดช่างจาเสียจริง"
เซวียซวงเทาถาม "หรือว่าท่านอาไม่ชอบบทกวีนี้หรือเจ้าคะ?"
พระสนมเอกเซวียตรัส "บทกวีดีถึงเพียงนี้ จะไม่ชอบได้อย่างไร? พรสวรรค์ด้านกวีเช่นนี้ 'เมฆาคะนึงหาอาภรณ์ บุปผาคะนึงหาโฉมงาม' เขียนได้ดีจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่า บทกวีนี้เขียนให้ข้า หรือเขียนให้เจ้ากันแน่?"
นางเย้าแหย่ เซวียซวงเทาก็ตอบว่า "ย่อมต้องเขียนให้ท่านอาอยู่แล้วเจ้าค่ะ"
พระสนมเอกเซวียเย้าต่อ "แล้วเขาไม่ได้เขียนบทกวีให้เจ้าสักบทเลยหรือ?"
"ต้องเขียนอยู่แล้วสิเจ้าคะ!"
เซวียซวงเทาตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ แต่บทกวีบทนั้นมีชื่อของนางอยู่ ย่อมเอามาให้ดูไม่ได้ จึงพูดตะกุกตะกักว่า "งะ...งั้นคราวหน้าข้าค่อยเอามาให้ท่านดูแล้วกันเจ้าค่ะ!" พระสนมเอกเซวียแย้มพระสรวลพยักหน้า ตบหลังมือนางเบาๆ ตรัสว่า "ในเมื่อปกป้องเขาถึงเพียงนี้ ท่านพ่อเองก็มองเขาในแง่ดี"
"เช่นนั้นรอจนเขาเข้าเมืองหลวง ข้าจะมีงานเลี้ยงส่วนตัว เจ้าก็ชวนเขามาด้วยสิ"
เซวียซวงเทาดีใจ
นางก็พอมองออกว่า นี่หมายความว่าหลี่กวนอีมีที่พึ่งในเมืองหลวงแล้ว นางมักจะรู้สึกว่าพรสวรรค์ของชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อมาถึงเมืองหลวง ต่อให้ไม่ไปหาเรื่อง ก็จะต้องมีเรื่องมากมายวิ่งเข้ามาหา การมีคนคอยช่วยเหลือ ย่อมดีกว่าเสมอ
วันนั้นตอนกลับไปเขียนจดหมาย เด็กสาวได้บรรจุบ๊วยเชื่อมน้ำตาลลงไปหนึ่งกล่อง
บอกว่าพระสนมเอกชอบบทกวีมาก เพียงแต่บอกว่าวันนี้เป็นวันฤดูใบไม้ผลิ จะช่วยเขียนให้นางอีกสักบทได้หรือไม่
ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็ลบประโยคนี้ทิ้งไป
คิดไปคิดมา ก็เขียนลงไปเพียงแปดคำ
พระสนมเอกเซวียแย่งกระดาษจดหมายของนางไปดู เด็กสาวร้อนใจอยากจะแย่งกลับมา แต่ท่านอาของตัวเองอาศัยว่ากำลังตั้งครรภ์ ทำให้เซวียซวงเทาไม่กล้าแตะต้อง เซวียซวงเทายื่นมือไปแย่งจดหมาย ร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา พูดว่า "ท่านอา ท่านอย่าดูจดหมายของข้านะเจ้าคะ ขะ...ข้าไม่เหมือนเขานี่นา ข้าเขียนบทกวีไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ"
"โอ้? เขียนไม่เป็นงั้นหรือ? เช่นนั้นข้าคงต้องขอดูให้ดีเสียหน่อยแล้ว"
พระสนมเอกเซวียเปิดดูอย่างได้ใจ แต่กลับเห็นเด็กสาวเขียนไว้แปดคำ
【วสันต์บุปผาบาน เฝ้ารอท่านมาเยือน】
พระสนมเอกเซวียยืนนิ่งอึ้งท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิอยู่นาน
นางถอนหายใจ คืนกระดาษจดหมายให้เซวียซวงเทา ลูบผมเด็กสาว มองดูนางที่โกรธจนน้ำตาคลอเบ้า แย้มพระสรวลตรัสว่า "สู้เขาไม่ได้ตรงไหนกัน?"
"เพียงแต่สองประโยคนี้ยังไม่พอหรอก"
"แต่เจ้าเขียนมาเช่นนี้ ก็ไม่ด้อยไปกว่าบทกวีของเขาแล้ว"
【วสันต์บุปผาบาน เฝ้ารอท่านมาเยือน】
นี่มีความหมายว่าอย่างไรกันนะ?
ดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิบานสะพรั่งแล้ว ข้ารอคอยให้ท่านมาหาอยู่ที่นี่
……………………
ภายในแดนเร้นลับ
หลี่กวนอียกง้าวศึกขึ้น ชี้ไปที่ท่านเทพยุทธ์เซวียเบื้องหน้า ลมหายใจยังคงหอบกระชั้น การระเบิดวิชาไม้ตายติดต่อกันสามครั้ง ทั้งยังใช้พลังธรรมกาย ทำให้ลมปราณของเขาถูกเผาผลาญอย่างหนัก ร่างกายเองก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว ทว่าท่านเทพยุทธ์เซวียที่พ่ายแพ้ กลับยังคงสงบนิ่ง ยิ้มบางๆ กล่าวว่า
"ไม่เลว นานๆ ทีจะทำให้ข้าแพ้เจ้าได้ครึ่งกระบวนท่า"
"สิทธิ์ในการรื้อถอนแดนเร้นลับนี้ มอบให้เจ้าแล้ว"
เขาโยนของสิ่งหนึ่งให้หลี่กวนอีอย่างไม่ใส่ใจ มันคือหินหยกก้อนหนึ่ง เมื่อตกลงบนตัวหลี่กวนอี ก็กลายเป็นแสงดาว หายวับไป นี่คือสิทธิ์ในการสร้างแดนเร้นลับขึ้นใหม่ หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่ง นี่ต่างหากคือรากฐานของแดนเร้นลับ
ขอเพียงหลี่กวนอีและเหยากวงอยู่พร้อมหน้ากัน ก็สามารถหาสถานที่ที่เหมาะสมในบริเวณที่พวกเขาอยู่ เพื่อสร้างแดนเร้นลับขึ้นมาใหม่ได้
เมื่อได้ของมาอยู่ในมือแล้ว หลี่กวนอีถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
พอความตึงเครียดผ่อนคลายลง
พลังสมาธิที่ค้ำจุนร่างกายอยู่เมื่อครู่พลันแตกซ่าน ง้าวศึกในมือดูเหมือนจะหนักอึ้งอย่างหาที่เปรียบมิได้ ร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น หลี่กวนอีใช้ง้าวศึกยันกาย หอบหายใจเฮือกใหญ่ รูขุมขนเปิดกว้าง เหงื่อกาฬทะลักออกมาในคราวเดียว เขาต้องควบคุมกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณเพื่อปิดรูขุมขน ป้องกันไม่ให้พลังสมาธิสูญเสียไป
แต่กลับพบว่านอกจากความเหนื่อยล้าแล้ว ร่างกายของตัวเองกลับไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย
แข็งแรงอย่างเหลือเชื่อ
แข็งแกร่งจนน่าตกใจ
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าวว่า "กายาทองกระดูกหยก เอ็นมังกรไขกระดูกเสือ ตั้งแต่โบราณกาลมา ความเจ็บป่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้เป็นแม่ทัพ ก็คือการทำศึกนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า ขุนศึกเลื่องชื่อที่รบพุ่งช่วงชิงใต้หล้าในยุคกลียุค ขนาดและความถี่ของการทำศึกนองเลือดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เหล่าจอมยุทธ์ในยุทธภพจะเทียบติดได้เลยสักนิด"
"การกรำศึกและการเข่นฆ่าที่บ่อยครั้งเกินไป จะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ได้รับบาดเจ็บ หากรักษาบาดแผลให้หายดี ก็ไม่ทำให้สูญเสียรากฐานพลังปราณ แต่ทว่าการทำศึกนองเลือดที่บ่อยครั้งเกินไป มักจะทำให้บาดแผลจากการต่อสู้ครั้งก่อนยังไม่ทันหายดี ก็ต้องเผชิญกับศึกครั้งต่อไป เทพยุทธ์ในยามรุ่งโรจน์นั้นไร้เทียมทาน อาจสร้างชื่อจากการรบร้อยครั้ง ทว่าอาการบาดเจ็บที่ซ่อนเร้นสะสม สุดท้ายก็ยากที่จะจบลงด้วยดี"
"แต่ด้วยรากฐานร่างกายของเจ้า กลับไม่ต้องกังวลเรื่องนี้"
"ความเร็วในการฟื้นฟูบาดแผลนั้นรวดเร็ว พลังป้องกันแข็งแกร่ง ราวกับมังกรและพยัคฆ์จำแลงกาย"
"กายาทองกระดูกหยก คมมีดยากจะระคายผิว นี่คือคุณสมบัติของขุนพลผู้ห้าวหาญไร้เทียมทาน"
หลี่กวนอีเพิ่งจะรู้ถึงความแข็งแกร่งของรากฐานร่างกายนี้
ไม่ใช่แค่การป้องกัน แต่เป็นความต่อเนื่อง
คือความสามารถในการฟื้นฟูอันน่าสะพรึงกลัว คือสิทธิ์ที่สามารถต่อสู้ระยะประชิดกับคู่ต่อสู้ แลกหมัดต่อหมัด บาดแผลต่อบาดแผลได้อย่างไร้ข้อกังขา เขากำหมัด สัมผัสได้ถึงพลังของเลือดที่สูบฉีดอย่างรวดเร็ว ในใจเกิดความสงสัย จึงถามว่า "เมื่อครู่ท่านบอกว่า การผสานธรรมกายงั้นหรือ?"
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าวว่า "ใช่แล้ว หรือจะพูดให้ถูกก็คือ การผสานพลังปราณ"
"อย่างในยุคของพวกเรา ประมาณขั้นที่สี่ก็สามารถสัมผัสถึงธรรมกายได้แล้ว เมื่อถึงขั้นที่ห้า ก็สามารถควบคุมพลังปราณของกองทัพนับหมื่นคน มาเติมเต็มอานุภาพธรรมกายของตัวเองได้..."
"เจ้าก็รู้ว่า ธรรมกายคือการรวมตัวกันของพลังสมาธิ หากสามารถอาศัยค่ายกล นำพลังของคนนับหมื่นนับแสนใส่เข้าไปในกองไฟของธรรมกายนี้ ก็จะก่อให้เกิดอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าภายใต้ค่ายกลรบของสำนักพิชัยสงคราม ปรมาจารย์ยุทธภพคนใดก็ต้องหลบเลี่ยงความคมคายของมัน"
"กองทัพขนาดหมื่นคนตามมาตรฐาน จำเป็นต้องมีหน่วยส่งเสบียงสามหมื่นถึงห้าหมื่นคน หากในนั้นมีทหารม้าด้วย ก็ยิ่งต้องการคนมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้วก็มีรวมกันห้าถึงหกหมื่นคน ในจำนวนนั้น มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับแรกเริ่มสองพันคน ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สองอย่างน้อยสองร้อยคน รองแม่ทัพขั้นที่สามสิบคน ขุนพลผู้ช่วยขั้นที่สี่ห้าคน และในบรรดากองกำลังสำรองก็ยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์อีกด้วย"
"พลังสมาธิของคนมากมายเพียงนี้ รวมเข้าสู่ร่างกายของผู้แข็งแกร่งในวิถียุทธ์เพียงคนเดียว"
"เจ้าคิดว่าธรรมกายที่ฟาดฟันออกไปในชั่วพริบตานั้นจะแข็งแกร่งเพียงใด?"
"นี่แหละคือจิตวิญญาณแห่งค่ายกลรบของสำนักพิชัยสงคราม ผู้ที่สามารถบัญชาการคนนับหมื่นได้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นขุนศึกเลื่องชื่อ ธรรมกายที่รวบรวมไฟแห่งจิตวิญญาณของคนนับหมื่นฟาดฟันออกไป ยอดฝีมือในยุทธภพ ปรมาจารย์วิถียุทธ์หน้าไหน ล้วนเป็นดั่งมดปลวกทั้งสิ้น"
"และหากมีขุนศึกเลื่องชื่อสองคน เคล็ดวิชาที่ฝึกฝน ธรรมกายที่รวบรวมได้ในท้ายที่สุด ล้วนสามารถประสานเข้าด้วยกันได้"
"ยกตัวอย่างเช่น การผสานมังกรพยัคฆ์"
"หรือจะเป็นเบญจธาตุ หรือจะเป็นหยินหยาง มักจะสามารถระเบิดอานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมออกมาได้"
"ยกตัวอย่างเช่น หากมีเทพยุทธ์สองคน คนหนึ่งมีธรรมกายดั่งสายลม อีกคนมีเปลวเพลิงแผดเผาฟ้า หากทั้งสองคนร่วมมือกัน ก็เพียงพอที่จะสร้างฉากราวกับจุดไฟเผาฟ้า สามารถใช้คนน้อยเอาชนะคนมากได้ วิธีการเช่นนี้ หากพูดให้ใหญ่หน่อยก็คือการประสานค่ายกลรบ หากพูดให้เล็กหน่อยก็คือการผสานธรรมกาย"
"จำเป็นต้องขัดเกลาอย่างหนักและเชื่อใจกันและกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยาก"
"แต่เมื่อใดที่ใช้ออกมา มักจะสามารถพลิกสถานการณ์ในสนามรบได้"
"ส่วนเจ้า มีธรรมกายหลายรูปแบบอยู่ในตัว ขอเพียงมีพลังในการบัญชาการกองทัพนับหมื่นคนขึ้นไป ก็เพียงพอที่จะกลายเป็นขุนศึกเลื่องชื่อ การใช้ธรรมกายเกื้อหนุนกัน ใช้คนน้อยเอาชนะคนมาก ก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดา"
ท่านเทพยุทธ์เซวียพลันถอนหายใจ "น่าเสียดายจริงๆ"
หลี่กวนอีสงสัย "อะไรหรือ?"
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าวเสียงเบา "เสียดายที่ไม่ได้เกิดในยุคของเจ้า ท่ามกลางกลียุคของใต้หล้า อยากจะสู้รบเข่นฆ่ากับเจ้าที่เติบโตขึ้นแล้วจริงๆ"
หลี่กวนอีถอยหลังไปครึ่งก้าว กล่าวว่า "ท่านเข่นฆ่าข้าต่างหาก"
"ตาเฒ่า อย่ามามัวรำพึงรำพันเหลวไหลอยู่ตรงนี้เลย"
ท่านเทพยุทธ์เซวียหัวเราะลั่น
หลี่กวนอีลังเลเล็กน้อย นั่งขัดสมาธิลงตรงนั้น เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"แล้วขุนศึกเลื่องชื่อสิบอันดับแรกของใต้หล้า อยู่ในระดับไหนหรือ?"
ท่านเทพยุทธ์เซวียเลิกคิ้ว ถามว่า "ทำไม เจ้าไปผูกใจเจ็บกับพวกเขาหรือ?"
หลี่กวนอีตอบ "เปล่า ข้าก็แค่ลองถามดู"
ท่านเทพยุทธ์เซวียคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ข้าไม่รู้ว่าขุนศึกเลื่องชื่อในยุคของพวกเจ้ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่ในยุคกลียุค วัฒนธรรมเสื่อมถอย การเข่นฆ่าประลองยุทธ์มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในยุคของข้า คุณสมบัติของสิบอันดับแรกมีมาตรฐานอยู่ข้อหนึ่ง"
เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "หนึ่งแสน"
"แม่ทัพคุมทัพหนึ่งแสน นำทัพด้วยตัวเอง ก่อให้เกิดมหาสงครามขนาดใหญ่พิเศษที่ครอบคลุมเก้าแคว้น มีนักรบเข้าร่วมรบระดับล้านคนขึ้นไป โดยที่กองทัพไม่ปั่นป่วน คำสั่งเด็ดขาด สามารถทะลวงกองทัพศัตรูจนได้รับชัยชนะ ก็ถือว่าเป็น 【เทพยุทธ์】 แล้ว"
"ก่อให้เกิดมหาสงครามระดับล้านคน..."
รูม่านตาของหลี่กวนอีหดเล็กลง พึมพำออกมา
ผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งล้านคน ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแรกเริ่มกว่าสองแสนคน
จับดาบจับกระบี่เข้าห้ำหั่นกัน
ธรรมกายคำรามลั่นอยู่กลางเวหา ขุนศึกเลื่องชื่อควบม้าตะบึงไปในสนามรบ เสียงคำรามและเสียงดาบกระบี่ปะทะกันดังปกคลุมไปทั่วจงหยวน โกรธาเพียงครั้ง ใต้หล้าสะเทือนเลื่อนลั่น นี่คือพลังจุดสูงสุดของยุคกลียุค และศัตรูของเขา ปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวที่แท้จริงผู้นั้น ก็คือผู้บัญชาการสูงสุดที่สามารถนำทัพระดับแสนคน รวมกับกองกำลังสำรองและหน่วยส่งเสบียง ก็คือกองทัพนับแสนคนเช่นนี้
หลี่กวนอีรู้สึกว่า หนทางข้างหน้าช่างยาวไกลเหลือเกิน
ท่านเทพยุทธ์เซวียโบกมือ ถามว่า "ว่าแต่ เจ้าจะไปที่ใด?"
หลี่กวนอีเล่าเรื่องที่จะไปเมืองเจียงโจวคร่าวๆ ให้ฟัง
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าว "อ้อ เมืองเจียงโจว แคว้นเฉิน เป็นลูกหลานของเฉินซิงหย่วนนี่เอง"
ท่านเทพยุทธ์เซวียลูบปลายคาง มองดูเจ้าหนุ่มที่พยายามลุกขึ้นนั่ง ถือพู่กันจุ่มน้ำหมึก เบิกตากว้าง จ้องมองหน้าผากของตนเองอย่างไม่ปิดบัง แล้วยิ้มออกมา กล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า "มาทำข้อตกลงกันไหม เจ้าไม่ต้องเขียนอักษรเจิ้งบนหน้าผากข้า แล้วข้าจะบอกความลับเรื่องหนึ่งให้ฟัง"
หลี่กวนอีแสยะยิ้ม แววตาลุกโชน
นั่นคือเปลวเพลิงแห่งการแก้แค้น
"ไม่ต้องพูดเลย!"
"ขีดนี้ในวันนี้ ข้าต้องเขียนให้ได้!"
"ตาเฒ่า!"
"ก่อนหน้านี้ชนะซะสะใจเลยใช่ไหม?"
ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าวอย่างสบายๆ "เป็นเพื่อนเก่าของข้า หรือก็คือปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งแคว้นเฉิน"
"ของดีที่ฝังไว้ในเมืองเจียงโจวเมื่อปีนั้นเชียวนะ"
"ข้าคิดว่า เจ้าต้องสนใจแน่"
มุมปากของท่านเทพยุทธ์เซวียค่อยๆ ยกขึ้น ผายมือออกเล็กน้อย "ปีนั้นข้ากับเขาล้วนถูกฮ่องเต้แห่งจงโจวหวาดระแวง ข้าเป็นคนเกียจคร้าน ยังทิ้งวิธีการเช่นนี้เอาไว้ นิสัยอย่างเขา มีหรือที่จะไม่ซ่อนอะไรไว้บ้าง?"
การกระทำของหลี่กวนอีชะงักงันอย่างแรง ท่านเทพยุทธ์เซวียกล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า
"มันคือสัตว์พาหนะตัวหนึ่ง"
"กิเลน... หนึ่งตัว"