เสียงคำรามนี้ดังกึกก้องเปี่ยมด้วยความน่าเกรงขาม ราวกับว่าทั่วทั้งเมืองเจียงโจวล้วนได้ยิน
ม้าพากันตื่นตระหนก
พวกมันล้มลงคุกเข่ากับพื้นอย่างพร้อมเพรียง
หลี่กวนอีพลิกตัวกระโดดลงจากหลังม้า ติ่งสำริดส่งเสียงหวีดร้องอย่างรุนแรง ราวกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่รุนแรงหาใดเปรียบ
เบื้องหน้าของหลี่กวนอีปรากฏมวลเมฆหมอกลอยขึ้นมา แล้วแปรเปลี่ยนเป็นภาพ
ดังนั้นโลกตรงหน้าของเด็กหนุ่มจึงเกิดระลอกคลื่น ระลอกคลื่นแผ่ขยายออกเป็นผืนน้ำ ภาพระหว่างความจริงและภาพลวงตาแยกออกจากกัน โลกปกติที่อยู่ตรงหน้าเกิดระลอกคลื่น ตัวตนหนึ่งเดินฝ่าออกมาจากการหลับใหล สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือเขาที่เหมือนมังกร จากนั้นคือกรงเล็บที่เหมือนพยัคฆ์หมาป่า เปลวเพลิงห้อมล้อมอยู่รอบกายมันราวกับกำลังห้อมล้อมราชา
คือกิเลน
หลี่กวนอีมองเห็นกิเลนตัวนี้ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า
หัวมังกร กรงเล็บพยัคฆ์ ทั่วร่างมีเกล็ดเกราะ สี่เท้าเหยียบย่ำเปลวเพลิง สายตาของมันค่อยๆ จ้องมองมาที่เขาโดยไม่ขยับเขยื้อน ทว่าคนรอบข้างกลับไม่เห็นรูปลักษณ์ของกิเลนตัวนี้ ได้แต่ตื่นตระหนก หลี่กวนอีชะงักงัน เขาคล้ายกับมองเห็นประกายแสงแห่งความเป็นมนุษย์สายหนึ่งจากแววตาของสัตว์เทพตัวนี้ มองเห็นความตื่นเต้นในก้นบึ้งดวงตาของกิเลน ติ่งสำริดส่งเสียงร้องกระหึ่ม ในใจของหลี่กวนอีคล้ายกับมีคนกำลังพูดคุย
น้ำเสียงของมันแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าและความปีติยินดี
"เป็นเจ้า เป็นลูกของเขา..."
"ดีเหลือเกิน ดีเหลือเกิน"
เสียงของกิเลนดังก้องแผ่วเบาในใจของหลี่กวนอี
"เจ้ารอดชีวิตออกไปได้"
"เจ้ายังมีชีวิตอยู่!"
อารมณ์ในน้ำเสียงนี้ช่างซับซ้อนเกินไป
แผ่วเบา ทว่ากลับทำให้หลี่กวนอีรู้สึกเศร้าสร้อยจนอยากจะร้องไห้
หลี่กวนอีมองเห็นกิเลนร่างยักษ์ตัวนั้นเข้ามาใกล้ตัวเขา อยากจะสัมผัสเขาเบาๆ แต่ก็ระมัดระวังอย่างยิ่งยวดจนทำอะไรไม่ถูก
วินาทีต่อมา พลันได้ยินเสียงโซ่ตรวนดังสนั่น เสียงคำรามของกิเลนดังขึ้น หลี่กวนอีส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ภาพตรงหน้าอันตรธานหายไป สุดท้ายมองเห็นเพียงภาพโซ่ตรวนขนาดมหึมาพุ่งขึ้นมาจากทั้งสี่ทิศในรูปลักษณ์ของสี่สัตว์เทพสี่ทิศ ล็อกตัวกิเลนเอาไว้อย่างแน่นหนา กิเลนคำรามก้อง ท้ายที่สุดภาพนี้ก็แตกสลายไปต่อหน้าหลี่กวนอี
เสียงวุ่นวายเอะอะหลั่งไหลเข้าหูอีกครั้ง เสียงคำรามของกิเลนทำให้เกิดความตื่นตระหนกครั้งใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงสัตว์สี่เท้า แม้แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังขาสั่นระทวยจนทรุดนั่งลงกับพื้น เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มศีรษะ
พยัคฆ์ร้ายคำรามก็สามารถทำให้คนมือเท้าเย็นเฉียบได้แล้ว นับประสาอะไรกับความพิโรธของกิเลน
หลี่กวนอียกมือขึ้นทาบหน้าอก
ชายหนุ่มชาวดินแดนประจิมรูปร่างกำยำที่อยู่ด้านข้างมองลาของตัวเอง ถอนหายใจออกมา นั่งยองๆ ลงแล้วตบหน้าลาเบาๆ
"พี่ลา?"
"พี่ลา? เฮ้ๆๆ ตื่นสิพี่ลา"
เขาจนปัญญา หันไปมองหลี่กวนอีแล้วพูดว่า "พี่ลาของข้าล้มไปแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีวิธีเดินทางไปพร้อมกับพวกเจ้าได้"
"วรยุทธ์ของเจ้าดีมากเลยทีเดียว ตอนอายุเท่านี้ ข้ายังสู้เจ้าไม่ได้เลย"
หลี่กวนอีเงยหน้าขึ้น "ชาวเถี่ยเล่อหรือ?"
ประโยคนี้ของเขาพูดออกมาด้วยภาษาของชาวเถี่ยเล่อ
คู่ต่อสู้คนแรกของเขาคือองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อ จึงพอจะรู้ภาษาเถี่ยเล่อง่ายๆ อยู่บ้าง
ภาษาจงหยวนของชายหนุ่มคนนี้ฟังดูแปร่งหู แฝงกลิ่นอายของชนเผ่าเถี่ยเล่อ
บนใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า "พี่ชาย เจ้ารู้เยอะจริงๆ"
"ทั้งเป็นวรยุทธ์ จิตใจดี แถมยังรู้ภาษาเถี่ยเล่อของพวกเราอีก"
"นี่คือสิ่งที่หนังสือของจงหยวนเรียกว่าวิญญูชนอย่างนั้นหรือ?"
เขาออกแรงแบกลาขึ้นพาดบ่า พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ในหนังสือก็มีเรื่องจริงอยู่บ้าง"
"เดิมทีข้าได้ยินมาว่าฮ่องเต้ของจงหยวนคือองค์จักรพรรดิ แต่เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่าหัวหน้าชนเผ่าในดินแดนประจิมสักเท่าไร นายท่านในดินแดนประจิมตวัดแส้ไล่ต้อนวัวแกะ องค์จักรพรรดิของจงหยวนก็ตวัดราชโองการไล่ต้อนราษฎร กษัตริย์ทุกหนแห่งในใต้หล้า ท้ายที่สุดก็เหมือนกันทั้งนั้น"
"เป็นองค์จักรพรรดิจริงๆ นายท่านในดินแดนประจิมต้องการหนังและเนื้อของวัวแกะ ก็ยังไม่ได้ให้วัวแกะถลกหนังตัวเองแล้วคุกเข่านำไปถวายเลยนี่นา"
ชายหนุ่มคนนั้นแบกลาเอาไว้แล้วพูดว่า
"พี่ลาเอ๋ยพี่ลา เจ้าแบกข้ามาตั้งสามพันกว่าลี้ ถึงเวลานี้ ข้าก็จะเป็นฝ่ายแบกเจ้าบ้างแล้วกัน"
"คุณชายหนุ่มแห่งจงหยวน เจ้าเป็นคนดี หากมีวาสนาพวกเราคงได้พบกันอีก"
หลี่กวนอีพยักหน้ารับ เขามองออกว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีความองอาจไม่ธรรมดา จึงเอ่ยถาม "ผู้ใช้ดาบเช่นเจ้า เหตุใดจึงออกจากเถี่ยเล่อเล่า?"
ชายหนุ่มฉีกยิ้ม ตบดาบโค้งรูปทรงแปลกตาที่เอวเบาๆ แล้วเริ่มร้องเพลง
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเก่าแก่ ทว่าก็เปี่ยมไปด้วยพลัง เขาใช้เท้ากระทืบเป็นจังหวะ และเอ่ยเป็นภาษาของชาวเถี่ยเล่อว่า
"ที่ราบฉื้อเล่อ ใต้เขาอินซาน แผ่นฟ้าดั่งกระโจม ครอบคลุมทั่วสี่ทิศ"
"ฟ้าสีคราม ทุ่งกว้างไกล ลมพัดหญ้าลู่ไหวเห็นฝูงวัวแกะ"
"การปกครองของถู่อวี้หุนในดินแดนประจิมจบสิ้นลงแล้ว ข้ามาที่จงหยวน เดิมทีก็หวังว่าจะได้ตราราชาของอ๋องถู่อวี้หุน"
"เพื่อทำให้ชาวเถี่ยเล่ออย่างพวกเราสามารถหลุดพ้นจากฐานะทาสรับใช้และทาสติดที่ดินในดินแดนประจิมได้เสียที"
"แต่ตราราชาเกรงว่าจะตกไปอยู่ในมือของบุคคลใหญ่โตพวกนั้นแล้ว ข้าจึงได้แต่มาที่นี่ หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากวิญญูชนแห่งจงหยวน เพื่อให้ชนเผ่าเถี่ยเล่อสามารถมีชื่อของตัวเองในดินแดนประจิม หวังว่าเผ่าพันธุ์ของข้าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย หากเป็นไปได้ ข้าก็ยินดีที่จะมอบชีวิตของข้าให้"
"ครั้งหน้าหากมีวาสนาได้พบกันอีก ข้าจะเลี้ยงเหล้าที่หมักจากนมแกะของพวกเรา พวกเราคงเป็นเพื่อนที่เข้าทีไม่เลว"
"ถึงตอนนั้นข้าจะดื่มคารวะเจ้า และบอกชื่อของข้าให้เจ้าฟัง"
นี่คือเพลงฉื้อเล่อ ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านของทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ชายหนุ่มผู้มีกลิ่นอายเก่าแก่และอ้างว้าง ที่เอวแขวนดาบโค้งที่เหมือนกับขององค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อไม่มีผิดเพี้ยน แบกลาเอาไว้ แล้วจากไปอย่างอิสระและห้าวหาญ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจและขบขันของผู้คน
หลี่กวนอีมองแผ่นหลังของเขา เอ่ยเสียงเบาว่า "เพลงฉื้อเล่อ ชนเผ่าเถี่ยเล่อยังคงมีตัวตนอยู่ในยุคสมัยนี้สินะ"
"ทหารม้าดาบโค้งทองคำของเถี่ยเล่อ ได้รับสมญานามว่าเป็นราชาแห่งพลม้าเบาบนทุ่งหญ้า"
เขาพลันนึกถึงคำพูดของท่านเทพยุทธ์เซวียขึ้นมา
หวังว่าจะได้ประลองฝีมือกับเหล่าวีรบุรุษในใต้หล้าจริงๆ
หลี่กวนอีส่ายหน้า สลัดความคิดนี้ทิ้งไป เพียงรู้สึกว่าในโลกนี้มีวีรบุรุษมากเกินไป เมืองเจียงโจวรวบรวมขั้วอำนาจใหญ่ในใต้หล้าเอาไว้ บุคคลผู้โดดเด่นของแต่ละแคว้นล้วนจะมารวมตัวกันที่นี่ ถู่อวี้หุนล่มสลาย ชาวต่างเซี่ยงก่อตั้งแคว้นกลายเป็นปราการป้องกันภายนอกของแคว้นเฉิน ชนเผ่าเถี่ยเล่อก็ย่อมหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากแคว้นเฉินเช่นกัน
หลี่กวนอีรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติ แคว้นเฉินจะต้องสนับสนุนเขาอย่างแน่นอน
ชาวจงหยวน มักจะหวังให้ดินแดนประจิมวุ่นวายเข้าไว้ถึงจะดี
ส่วนเรื่องตราราชา หลี่กวนอีไม่ได้ตั้งใจจะเอาของพรรค์นี้ออกมา
นี่เป็นตัวแทนของพระราชอำนาจอันชอบธรรมในอาณาเขตสามสิบหกชนเผ่าแห่งดินแดนประจิม หากเอาออกมา มีแต่จะนำพาภัยพิบัติมาให้
เซวียเต้าหย่งเดินมาข้างกายเขา แล้วเอ่ยว่า "กวนอี ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
หลี่กวนอีพยักหน้า แสร้งทำเป็นไม่รู้แล้วเอ่ยถาม "เสียงเมื่อครู่นี้คือ..."
เซวียเต้าหย่งตอบ "คือกิเลนอย่างไรล่ะ"
หลี่กวนอีกล่าว "แคว้นเฉิน มีกิเลนด้วยหรือ?"
เซวียเต้าหย่งเอ่ยเสียงเบา "ใช่แล้ว นั่นคือสัตว์ประหลาดพิทักษ์แคว้นเฉินในอดีต ได้ยินว่าเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนตอนที่ปฐมกษัตริย์ยกทัพก่อตั้งแคว้นเฉิน องครักษ์เกราะเหล็กห้าร้อยนายบุกเข้าไปในคฤหาสน์ของพระองค์ ก็ได้กิเลนตัวนี้พ่นไฟกิเลนออกมากำจัดองครักษ์เกราะเหล็กทั้งห้าร้อยนายจนสิ้นซาก ทำให้ปฐมกษัตริย์รอดชีวิตมาได้ ทว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อนกิเลนตัวนี้มีอีกสมญานามหนึ่งที่เป็นที่รู้จักของผู้คน"
ท่านปู่ใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
"พาหนะของท่านอ๋องไท่ผิง"
แววตาของหลี่กวนอีเกิดระลอกคลื่นสั่นไหวอย่างรุนแรง
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ!
ความจริงเรื่องของพ่อแม่ และการมีอยู่ของพาหนะของท่านพ่อ ทำให้คลื่นอารมณ์ในใจของหลี่กวนอีระเบิดออกเป็นระลอก
เขาแทบอดใจไม่ไหวอยากจะพุ่งเข้าไปหากิเลนตัวนั้นเดี๋ยวนี้เลย
ท่านปู่ใหญ่กล่าว "ปีนั้นท่านอ๋องไท่ผิงผู้เก่งกาจ สวมเกราะสีหมึก คลุมเสื้อคลุมสีแดงชาด สวมหน้ากากสีทองหม่น นั่งอยู่บนหลังกิเลน"
"บัญชาการทหารม้าสามแสนนาย ปราบปรามทิศตะวันตกเฉียงใต้ โจมตีดินแดนรกร้าง เป็นเทพยุทธ์สิบอันดับแรกของใต้หล้า"
"ท่วงท่าสง่างามไร้ผู้ใดเทียบเทียม"
"ตอนที่ท่านอ๋องไท่ผิงแต่งงานในปีนั้น กิเลนก็เหยียบผิวน้ำจากไป"
"ได้ยินว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้มีจิตวิญญาณ ฝากฝังความเป็นความตายไว้กับท่านอ๋องไท่ผิง และยังมีตำนานเล่าว่า..."
ตอนที่เซวียเต้าหย่งพูดถึงตำนานนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แล้วพูดว่า "กิเลนไฟมีนิสัยดุร้าย"
"แม้แต่ตัวท่านอ๋องไท่ผิงเอง หากไม่ระวังก็ยังถูกกิเลนตัวนั้นเตะกระเด็นได้"
"แต่ได้ยินมาว่ากิเลนดีต่อลูกของท่านอ๋องไท่ผิงมาก ตอนที่เด็กคนนั้นยังเล็ก มักจะเห็นกิเลนให้เขาขี่หลังเดินข้ามผิวน้ำอยู่บ่อยๆ แถมยังย่อส่วนให้เล็กลง เพื่อเล่นเป็นเพื่อนเด็กคนนั้นด้วย"
"น่าเสียดาย ที่เด็กคนนั้นก็... สุดท้ายได้ยินว่ากิเลนคลุ้มคลั่งเกรี้ยวกราด แขกผู้มีเกียรติของราชสำนักหลายคนต้องตายภายใต้ไฟกิเลน"
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น ข่มอารมณ์เอาไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
"กิเลนหรือ ข้ายังไม่เคยเห็นกิเลนเลย สัตว์ประหลาดตัวนี้อยู่ที่ไหนหรือขอรับผู้เฒ่าเซวีย?"
ท่านปู่ใหญ่กล่าว "ปีนั้นท่านอ๋องไท่ผิงตายโหง กิเลนจึงถูกทิ้งไว้ในวังหลวง"
"ในเมื่ออยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน การคุ้มกันย่อมแน่นหนา ไม่ใช่ว่าใครจะเข้าไปดูได้"
"จะว่าไป กวนอี หากเจ้าอยากจะไปดูกิเลนล่ะก็ นอกเสียจากจะเป็นวันพิธีบวงสรวงใหญ่ ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง"
หลี่กวนอีหัวเราะแล้วถาม "วิธีอะไรหรือขอรับ?"
"ข้าอยู่ข้างนอกมาตั้งแต่เด็ก เลยอยากจะเห็นสัตว์เทพในตำนานอย่างกิเลนบ้าง"
เซวียเต้าหย่งเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "เจ้าไม่ได้รับราชโองการให้แต่งตั้งเป็นขุนนางบู๊ขั้นเจ็ด หนึ่งในเจ็ดสิบสองผู้ติดสอยห้อยตามหรอกหรือ? ขุนนางบู๊จากต่างถิ่นเข้าเมืองหลวง ก็ต้องรับมอบหมายงานเช่นกัน หากเจ้าสามารถรับมอบหมายงานเป็น 【สารวัตรวังหลวง】 ได้ล่ะก็ จะสามารถเข้าออกวังหลวงได้ หอกิเลนที่ใช้คุมขังกิเลน ก็ต้องใช้สารวัตรวังหลวงมาคอยคุ้มกันเช่นกัน"
"แต่ว่า ตำแหน่งอย่างสารวัตรวังหลวงนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกหลานตระกูลขุนศึกที่ดำรงตำแหน่ง"
"แม้จะบอกว่ามีการคัดเลือก แต่หลายปีมานี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นตำแหน่งชุบตัวของพวกลูกหลานชนชั้นสูงไปโดยปริยาย"
"หากเจ้าอยากจะไป ตระกูลเซวียของข้าเป็นเครือญาติฝ่ายหญิงของราชวงศ์ เจ้านับว่าเป็นลูกหลานตระกูลเซวียของข้า การเข้าร่วมคัดเลือกเป็นสารวัตรวังหลวงถือว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ แต่หากเป็นเช่นนั้น ย่อมต้องเกิดความขัดแย้งกับลูกหลานตระกูลขุนศึกที่ต้องการดำรงตำแหน่งสารวัตรวังหลวงพวกนั้นแน่ ตอนนี้องค์จักรพรรดิทรงมีรับสั่ง ลูกหลานตระกูลขุนศึกพวกนั้นถึงได้ระงับความมุ่งร้ายต่อเจ้าเอาไว้"
"หากเจ้าทำเช่นนี้ พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวแน่"
หลี่กวนอีเอ่ยเสียงเบา "หากข้าอยากจะเป็นสารวัตรวังหลวง จะนำความเดือดร้อนมาให้ผู้เฒ่าเซวียหรือเปล่าขอรับ?"
เซวียเต้าหย่งหัวเราะลั่น "ฮ่าๆๆ ความเดือดร้อนงั้นหรือ?"
"หากรุ่นพ่อของพวกลูกหลานตระกูลขุนศึกพวกนั้นอยากจะหาเรื่องล่ะก็ มาสู้กับตาเฒ่าคนนี้สักตั้งสิ!"
"มาดูกันว่าใครจะเอาชนะใครได้?"
"ในเมื่อเจ้ามีความคิดเช่นนี้ ตาเฒ่าคนนี้ก็จะไปลงชื่อให้เจ้าเอง จริงสิ พวกลูกหลานตระกูลขุนศึกพวกนั้นไม่ปล่อยพวกเราไป พวกเราก็ไม่เคยปล่อยพวกเขาไปเช่นกัน มีจิตใจและความห้าวหาญเช่นนี้ ถึงจะนับว่าเป็นบุตรแห่งกิเลนของตระกูลเซวียข้า"
"วางใจเถอะ หากเกิดเรื่องขึ้น ตาเฒ่าคนนี้จะรับหน้าแทนเจ้าเอง"
หลี่กวนอีข่มความรู้สึกเอาไว้ แล้วเอ่ยขอบคุณเสียงเบา
เขาและขบวนของตระกูลเซวียเดินทางมาถึงคฤหาสน์แห่งหนึ่งในเมืองหลวงด้วยกัน
ที่นี่คือคฤหาสน์ของตระกูลเซวียในเมืองหลวง ต้องใช้เงินหลายแสนก้วน ประชากรในเมืองเจียงโจวทั้งเมืองมีจำนวนมาก ราคาบ้านจึงสูงลิ่วจนน่าเหลือเชื่อ ขุนนางหลายคนทำได้เพียงเช่าบ้านอยู่ ทรัพย์สินของตระกูลเซวียมีมากมายมหาศาล จึงไม่จำเป็นต้องไปพักในที่พักที่ราชสำนักจัดเตรียมไว้ให้ หลี่กวนอีก็ได้รับแบ่งเรือนแยกแห่งหนึ่งเช่นกัน หลังจากขนของเข้าไปหมดแล้ว เด็กหนุ่มก็ลูบดาบ ในใจครุ่นคิดถึงเป้าหมายหลังจากนี้
กิเลน เขาจะต้องไปสัมผัสกิเลนให้ได้
ทว่าในเขตพระราชฐานชั้นในนั้นมีผู้เยี่ยมยุทธ์มากมาย จำเป็นต้องหาเปลือกนอกมาสวมใส่เสียก่อนค่อยไป คำนวณไปคำนวณมา ก็ยังคงต้องไปเข้ารับการมอบหมายงานนั้นอยู่ดี ก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นราชโองการของฮ่องเต้ที่นำความยุ่งยากมาให้ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นโอกาสเสียอย่างนั้น
สารวัตรวังหลวงงั้นหรือ...
หลี่กวนอีพึมพำเสียงเบา ลมหายใจยาวลึก
นอกเหนือจากนี้ ยังต้องไปพบท่านผู้เฒ่าจู่ จู่เหวินหย่วน ไปพบท่านปู่ซือมิ่ง
หลี่กวนอีมองไปที่มุมกำแพงโดยสัญชาตญาณ ในใจหัวเราะพลางคิดว่า ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ จะปรากฏศีรษะที่เต็มไปด้วยผมสีขาวโพลนของท่านปู่ซือมิ่งออกมาก่อน หรือจะเป็นเด็กสาวผมเงินคนใดคนหนึ่ง เขาส่ายหน้า บอกกล่าวกับพ่อบ้านของตระกูลเซวียคำหนึ่ง ถือดาบยาวเดินออกจากประตูไป พ่อบ้านตระกูลเซวียกล่าวว่า "คุณชาย หากท่านจะออกไปข้างนอก ก็กลับมาให้เร็วหน่อยนะขอรับ"
"เมื่อเช้าได้รับเทียบเชิญ คืนนี้คุณชายรองแห่งตระกูลกั๋วกงแห่งแคว้นอิ้งจะมาเยี่ยมเยียนท่านปู่ขอรับ"
ตระกูลกั๋วกงแห่งแคว้นอิ้ง?
เป็นคุณชายรองที่เขียนจดหมายมางั้นหรือ?
หลี่กวนอีรู้สึกยินดีในใจ เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ข้าออกไปเดินเล่นข้างนอก เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว"
เขาเดินออกจากประตูไป แยกแยะทิศทาง ขี่ม้าควบออกไป จู่เหวินหย่วนเคยบอกเขาว่า ตอนที่อยู่เมืองหลวงเขาจะพักอาศัยอยู่ที่อารามเต๋าทางตะวันออกของเมือง หากต้องการตามหาเขา สามารถไปที่แห่งนี้ได้ หลี่กวนอีควบม้าออกไป ม้าไม่สามารถวิ่งเร็วได้ ตลอดทางเขาจึงชมทิวทัศน์ของเมืองเจียงโจว เมื่อถึงทางตะวันออกของเมือง หลี่กวนอีก็ลงจากม้าแล้วเดินช้าๆ
ห่างจากอารามเต๋าไม่ไกลนัก ทว่ากลับได้กลิ่นหอมของยาที่เข้มข้นมาก
ภายในอารามเต๋ามีหมอยาหลายคน กำลังตรวจรักษาชาวบ้านอยู่
นักพรตส่วนใหญ่มักจะเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ พวกเขาจะตรวจรักษาชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงโดยไม่คิดเงิน หลี่กวนอีผูกม้าไว้ด้านนอกอารามเต๋า แสดงตัวตน ไม่นานศิษย์น้องนักพรตคนนั้นก็ออกมา แล้วกล่าวว่า "หัวหน้าบัณฑิตกำลังคำนวณค่ายกลที่ใช้ในพิธีบวงสรวงใหญ่ ตอนนี้ยังไม่มีเวลามาต้อนรับท่าน อาจารย์น้อยสามารถชมทิวทัศน์ในอารามเต๋าไปก่อนได้"
หลี่กวนอีพยักหน้า เอ่ยขอบคุณคำหนึ่ง
ศิษย์น้องนักพรตลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอีกว่า "ท่านต้องระวังตัวหน่อยนะขอรับ โดยเฉพาะต้องระวังพระ"
"ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยมา แล้วก็มีเรื่องขัดใจกับพวกศิษย์พี่นิดหน่อย"
หลี่กวนอีเอ่ย "พระหรือ?"
ศิษย์น้องนักพรตพูดอย่างไม่ยอมแพ้ "อืม พวกเขามักจะบอกว่าที่นี่เดิมทีเป็นสถานที่ของพุทธศาสนา ต้องการให้พวกเราหลีกทางให้พวกเขา เพราะตอนช่วงพิธีบวงสรวงใหญ่ ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง ผู้ที่ไม่ใช่นักบวชห้ามลงมือกับพระและนักพรต หากลงมือถือว่าลบหลู่ ดังนั้นมือปราบจึงทำอะไรพวกเขาไม่ได้"
"อาจารย์น้อย ท่านไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอก แค่ชมทิวทัศน์อยู่ที่นี่ก็พอแล้ว"
หลี่กวนอีกล่าวขอบคุณ เดินอยู่ที่นี่เพียงลำพัง จิตใจสงบ
การต่อสู้ระหว่างพุทธและเต๋างั้นหรือ?
ได้ยินว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กวาดล้างวัดวาอารามไปมากมาย นี่ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็เริ่มกลับมาเลื่อมใสในพุทธและเต๋าอีกครั้ง
ของมงคลที่แต่ละพื้นที่ถวายขึ้นมา ไม่รู้ว่ามีมากมายเท่าไร
ดังนั้นพวกพระจึงตั้งใจจะกลับมาแย่งชิงอาณาเขตงั้นหรือ?
หลี่กวนอีรู้สึกว่าแคว้นเฉินดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรือง แต่แท้จริงแล้วปัญหาทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ
บุ๋นบู๊ ชนชั้นสูง เครือญาติฝ่ายหญิงของราชวงศ์ พระราชวงศ์ ตอนนี้ยังมีพุทธและเต๋าอีก
เขาสลัดความคิดเหล่านี้ทิ้งไป พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า รู้สึกได้ว่าจิตใจของตนเองผ่อนคลายลงมาก ขณะกำลังชมทิวทัศน์ พลันรู้สึกได้ว่านกชิงหลวนปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ นกชิงหลวนตัวนี้คล้ายกับสัมผัสอะไรได้บางอย่าง มันดีใจเป็นอย่างยิ่ง บินวนเวียนอยู่ข้างกายของหลี่กวนอี ปีกกระพือไปมา ส่งเสียงร้องกังวานใส ราวกับต้องการจะไปหาใครสักคน หลี่กวนอีก้าวเท้าเดินไปตามสัญชาตญาณ
ท้ายที่สุดนกชิงหลวนก็เร่งความเร็วขึ้นมากะทันหัน หลี่กวนอีรีบก้าวตามไป เลี้ยวผ่านศาลาแห่งหนึ่ง
มองเห็นด้านหน้ามีชายชราผมขาวโพลน สองตาหลับสนิทกำลังดูดวงอยู่ ส่วนด้านหน้าคือเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และเด็กสาวอีกคนหนึ่ง
เด็กสาวคนนั้นมีหน้าตาสะสวยอ่อนโยน นุ่มนวลงดงามและผ่าเผย
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นกลับแตกต่างออกไป เขายืนไพล่หลัง สายคาดเอวหยก บนเสื้อคลุมผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นดอกใหญ่ด้วยดิ้นทอง เกิดมาก็มีวาสนาสูงส่ง
ดวงตาหงส์เรียวยาว คิ้วทั้งสองเฉียงชี้ไปทางขมับ กลางหว่างคิ้วมีรอยประทับสีแดงจุดหนึ่ง ท่าทางสง่างามโดดเด่น
บนไหล่มีหงสาตัวหนึ่งกำลังโบยบิน
หงสาสีชาดและนกชิงหลวนของหลี่กวนอีมาพบกัน กลับดูเหมือนจะดีใจ พวกมันต่างส่งเสียงร้องกังวานใสออกมา
หลวนและหงสาส่งเสียงร้องประสานเสียง โบยบินร่ายรำอยู่กลางอากาศ
หลี่กวนอีมองไปตามสัญชาตญาณ เด็กหนุ่มฝั่งนั้นกำลังรอให้หมอดูฝั่งนั้นเอ่ยปาก และในเวลานี้เด็กหนุ่มคนนั้นก็คล้ายกับรู้สึกได้เช่นกัน ทั้งสองสบตากัน ทว่าในดวงตาคล้ายกับมีเพียงอีกฝ่ายเท่านั้น
เด็กหนุ่มฝั่งตรงข้ามชะงักไป ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าให้
ฉางซุนอู๋โก่วเอ่ยถาม "เป็นอะไรไปหรือ เอ้อร์หลาง?"
เด็กหนุ่มตอบ "ก็แค่อยากจะมองไปทางนั้นดูน่ะ"
มังกรแดงก็ทะยานขึ้นมาเช่นกัน ไล่ตามหลวนและหงสาไป
หลี่กวนอีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก้าวเดินเข้าไป นักพรตคนนั้นขมวดคิ้วจัดเรียงอุปกรณ์ดูดวง เขาเป็นนักพรตเฒ่าในอารามเต๋าแห่งนี้ ตาบอดมาแต่กำเนิด อายุเจ็ดสิบปีแล้ว ไม่มีฝีมืออะไร ก็แค่อาศัยการดูดวงหาเงินเล็กๆ น้อยๆ ทว่าวันนี้กลับยากจะไขปริศนา ชะตาชีวิตของคนตรงหน้านั้นซับซ้อนยิ่งนัก เขาคำนวณไม่ออก
แต่ตอนที่หลี่กวนอีเดินมาถึงด้านข้าง ไม้ติ้วทำนายในมือของนักพรตเฒ่าก็ร่วงลงพื้น พลันไขปริศนาออกมาได้
นักพรตเฒ่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก เอ่ยอย่างเกรงใจว่า "คำนวณดวงชะตาของคุณชายออกมาได้แล้ว"
"โอ้ ขอถามหน่อยว่าเป็นดวงชะตาเช่นไร?"
"เป็นดวงชะตาที่มั่งคั่งร่ำรวยมากเลยล่ะ"
นักพรตเฒ่าตาบอด ลูบคลำไม้ติ้วทำนาย ท่ามกลางวันแห่งฤดูใบไม้ผลิ หลวนและหงสาส่งเสียงประสานกัน นักพรตเฒ่าวางสองมือไว้บนเข่า ไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้ามีเด็กหนุ่มสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งสง่างามโดดเด่น คนหนึ่งหนักแน่นดั่งขุนเขา ชายชราตาบอดวางไม้ติ้วทำนายสองอันลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วดันไปข้างหน้าเด็กหนุ่มทั้งสอง
หลี่กวนอีและเด็กหนุ่มคนนั้นยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
แสงอาทิตย์วสันตฤดูกำลังสาดส่อง ฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินยังคงเตรียมการพิธีบวงสรวงใหญ่ มหาจักรพรรดิแห่งจงโจวโกรธเกรี้ยวและไม่ยินยอม ส่วนราชาแห่งทูเจวี๋ยก็จ้องมองจงหยวนตาเป็นมัน
เหล่ากษัตริย์ขับเคี่ยวแย่งชิงใต้หล้านี้ ราวกับฝูงมังกรแย่งชิงความเป็นใหญ่
ภายในอารามเต๋า
หมอดูเฒ่าที่ตาบอดมาเจ็ดสิบปีตอบกลับเช่นนี้ว่า
"ท่วงท่ามังกรหงสา"
"รูปลักษณ์ดุจสุริยันเบื้องบน"