หลี่ผิงอันคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าเซียวเยว่จะมา
เดิมทีเขาคิดว่าเซียวเยว่จะพาเวินหลิงเอ๋อร์คนนั้นมาด้วยซ้ำ
วินาทีที่เห็นเวินหลิงเอ๋อร์ปรากฏตัวในสำนัก หลี่ผิงอันก็เกิดความสงสัยขึ้นมาแล้ว
เวินหลิงเอ๋อร์ในฐานะคนสนิทของผู้อาวุโสเซียวเยว่ ทำงานให้สำนักหมื่นเมฆาอยู่ที่ตลาดชายเขามาตลอดหลายสิบปี การที่จู่ๆ นางเข้ามาในสำนักนั้นเป็นเรื่องน่าสงสัยอย่างยิ่ง
ตามปกติแล้ว ศิษย์ใช้แรงงานอย่างเวินหลิงเอ๋อร์ หนทางเดียวที่จะเข้ามาในสำนักได้ก็คือการกราบอาจารย์เพื่อเป็นศิษย์สายใน ทว่าตอนนั้นเวินหลิงเอ๋อร์กลับสวมชุดศิษย์สายนอก ทั้งยังมีศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ล้อมรอบ เห็นได้ชัดว่าเซียวเยว่จงใจจัดแจงให้เวินหลิงเอ๋อร์เข้ามาในชั้นสายนอกของสำนักหมื่นเมฆา...
เซียวเยว่ส่งเวินหลิงเอ๋อร์เข้ามาในสำนักด้วยจุดประสงค์แอบแฝงใด หากบอกว่าเป็นแผนสาวงาม หลี่ผิงอันย่อมไม่เชื่อ เขายังคงยืนกรานว่าการวางแผนของเหล่าเซียนไม่น่าจะหยาบช้าเช่นนี้
อีกอย่างเวินหลิงเอ๋อร์นั้นเป็นประเภทน่ารักว่านอนสอนง่าย แผนสาวงามก็ควรจะเป็นผู้อาวุโสเซียวลงมือใช้กับพ่อของเขาด้วยตัวเองไม่ใช่หรือ ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เซียวเยว่ก็ส่งเสียงเรียกอยู่หน้าถ้ำแล้ว "เซียนชิงซู่ เซียวเยว่ขอเข้าพบ"
นางคือเจินเซียน ชิงซู่คือเทียนเซียน การขอเข้าพบเช่นนี้ย่อมสมควรแล้ว
ภายในม่านพลังของถ้ำ ชิงซู่เดินเอามือไพล่หลังเข้ามา รูปร่างผอมเพรียวสูงโปร่งสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าคริสตัลได้อย่างงดงามไร้ที่ติ ร่างของนางกะพริบสองครั้งก็มาปรากฏอยู่หลังประตู นางปิดม่านพลังและเปิดประตูถ้ำออก
หลี่ผิงอันลุกขึ้นจากเก้าอี้เอน ยืนอยู่ข้างสระบัวอย่างสงบเสงี่ยม แล้วกวาดตามองออกไปข้างนอก
คนนอกประตูยังคงเป็นผู้อาวุโสรูปงามคนนั้น
ใบหน้าของเซียวเยว่เหมาะกับการแต่งหน้าเข้ม ริมฝีปากแดงดั่งไฟ นัยน์ตาหงส์เย้ายวน ชุดผ้าแพรพรรณบนร่างมีโครงสร้างซับซ้อนทว่าปกปิดได้ไม่มิดชิด เผยให้เห็นผิวขาวเนียนบริเวณไหล่กลมกลึงและหน้าอกเป็นบริเวณกว้าง รูปร่างอันเร่าร้อนนั้นเมื่อจับคู่กับชุดกระโปรงผ้าโปร่ง กลับให้ความรู้สึกเย้ายวนทว่าไม่ดูหยาบโลนเลยสักนิด
แต่ในยามนี้ ความงดงามของเซียวเยว่กลับไม่อาจข่มความบริสุทธิ์ดุจน้ำแข็งของชิงซู่ได้ ทางเข้าถ้ำราวกับปรากฏเป็นสองโลกแห่งน้ำแข็งและไฟ
"ผู้อาวุโสมาด้วยเรื่องอันใด" ชิงซู่เอ่ยถามอย่างเรียบเฉย
"น้องหญิงจำข้าไม่ได้แล้วหรือ"
เซียวเยว่ยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าวอย่างกระตือรือร้น แล้วดึงแขนของชิงซู่ไว้
"ตอนที่เจ้าสำเร็จเป็นเซียน ข้ายังเคยไปร่วมพิธีที่ยอดเขาเมฆาสายรุ้งอยู่เลย เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าพริบตาเดียวน้องหญิงจะกลายเป็นเทียนเซียนของสำนัก ได้รับเบี้ยหวัดเทียบเท่าผู้อาวุโสสายใน ส่วนพี่สาวกลับยังคงติดอยู่ในขอบเขตเจินเซียน
"พี่สาวมักจะวุ่นวายอยู่ในตลาดชายเขานอกสำนักเป็นประจำ ช่างอิจฉาเจ้าเสียจริง"
ชิงซู่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย นางขืนตัวเบาๆ สลัดมือขวาของเซียวเยว่ออก แล้วถามเสียงเบา "ผู้อาวุโส ท่านมีธุระอะไรหรือเปล่า"
เซียวเยว่ถือโอกาสประสานมือไว้เบื้องหน้า เอ่ยเสียงนุ่มนวล "ก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด ข้าขอพบสหายผิงอันหน่อยได้หรือไม่ มีเรื่องบางอย่างอยากจะปรึกษาหารือกับเขา"
หลี่ผิงอันกำลังจะเดินไปที่ประตู
"ไม่ได้"
ชิงซู่กล่าวอย่างเย็นชา "ศิษย์ของข้าตบะยังต่ำต้อยนัก ไม่เหมาะที่จะสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อาวุโส"
หลี่ผิงอันชะงักฝีเท้าทันที มองออกไปนอกประตูอย่างว่าง่าย
เซียวเยว่ก็ไม่โกรธ นางยิ้มบางๆ แล้วกล่าว "น้องชิงซู่อาจจะไม่รู้ ข้ากับสหายผิงอันก็นับว่าเป็นสหายเก่า การมาหาเขาครั้งนี้ ก็เพื่อสอบถามเรื่องวิชาหลอมอาวุธแบบใหม่ ข้าเองก็อยากจะทำประโยชน์ให้สำนักมากขึ้นบ้าง"
ชิงซู่กล่าว "เช่นนั้นท่านก็หยุดใช้วิชามายาเสน่ห์เสียก่อน ศิษย์ของข้าเพิ่งจะอยู่ขอบเขตรวมแสง ท่านทำเช่นนี้จะทำให้จิตวิถีเต๋าของเขาเสียหายได้"
รอยยิ้มของเซียวเยว่แข็งค้าง ดูเหมือนจะยิ้มแหยๆ มือขวาจีบนิ้วเป็นมุทรา นัยน์ตาหงส์ลดทอนแววตาเย้ายวนลงหลายส่วน หว่างคิ้วกลับเพิ่มความรู้สึกบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาบ้าง
แต่กลับเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนมากขึ้นไปอีก
ชิงซู่หันไปมองหลี่ผิงอัน คล้ายกับจะขอความเห็นจากเขา
"ท่านอาจารย์ ศิษย์เองก็มีเรื่องจะปรึกษากับผู้อาวุโสเซียวเช่นกัน" หลี่ผิงอันกล่าวพลางยิ้ม "ตบะของศิษย์ยังตื้นเขินนัก ท่านก็คอยดูศิษย์อยู่ข้างๆ เถิดขอรับ"
"ได้"
ชิงซู่พยักหน้าเล็กน้อย ผายมือเชิญเซียวเยว่ จากนั้นก็ลอยมาอยู่ข้างกายหลี่ผิงอัน
หลี่ผิงอันพูดขึ้นมาว่า "ท่านอาจารย์ การสนทนาระหว่างข้ากับผู้อาวุโสเซียวไม่สามารถให้คนนอกได้ยิน ท่านกางม่านพลังขึ้นเถิด... ท่านฟังอยู่ตรงนี้ก็พอ ท่านไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย"
มุมปากของชิงซู่เผยรอยยิ้มเล็กน้อย นางกลับไปนั่งที่เก้าอี้เอน ในมือปรากฏหยกบันทึกเพิ่มมาหนึ่งชิ้น
เซียวเยว่ทอดถอนใจเบาๆ
นางทอดสายตามองหลี่ผิงอันอย่างลึกล้ำ แล้วเดินนวยนาดเข้ามาหาเขา
หลี่ผิงอันก้าวไปข้างหน้าพร้อมประสานมือคารวะ เชิญเซียวเยว่ไปที่โต๊ะหินแปดเหลี่ยม นำของว่างและสุราผลไม้ออกมาต้อนรับ มารยาทย่อมรอบคอบยิ่งนัก
เซียวเยว่ถอนหายใจ "เจ้าอายุเพียงเท่านี้ เหตุใดจึงเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก พอม่านพลังกางออก ข้าก็อธิบายกับรองเจ้าสำนักม่ออี้ไม่ถูกแล้ว"
เอ่ยชื่อนักพรตม่ออี้ออกมาตรงๆ เลยหรือ? หลี่ผิงอันหัวเราะ "การที่ผู้อาวุโสมาหาข้าด้วยตัวเอง ย่อมต้องตัดสินใจมาแล้ว เรื่องพรรค์นี้ท่านคงไม่ใส่ใจหรอก"
"คุยกับเจ้านี่ประหยัดแรงไปได้เยอะจริงๆ"
เซียวเยว่กล่าวปนหัวเราะ
"ข้าเพิ่งมาจากตำหนักประธาน เจ้าสำนักกำลังต้อนรับแขก บิดาของเจ้ากับเหล่าผู้อาวุโสกำลังครุ่นคิดกันอยู่ที่นั่นว่าจะทำให้อุปกรณ์เวทชุดนั้นผลิตของวิเศษออกมาได้มากขึ้นอย่างไร ข้าฟังอยู่ที่นั่นก็รู้สึกเบื่อหน่าย มิสู้มาหาเจ้าโดยตรงเสียดีกว่า"
หลี่ผิงอันกล่าวอย่างเนิบนาบ "เกรงว่าจะต้องทำให้ท่านผิดหวังแล้ว อุปกรณ์เวทชุดนั้นความจริงท่านพ่อของข้าเป็นคนทำ ท่านพ่อให้ข้านำไปมอบให้สำนัก ก็เพื่อหาทางให้ข้าได้รับรางวัลบ้างก็เท่านั้น"
"โอ้?"
ปลายนิ้วของเซียวเยว่ลูบไล้ไปตามขอบถ้วยกระเบื้องเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล "แต่เหตุใดอาจารย์อาต้าจื้อจึงบอกว่า เขาขาดเจ้าไปไม่ได้ เขาเป็นคนสร้างขั้นตอนทั้งหมดขึ้นมา ทว่าเจ้ากลับเป็นคนแก้ปัญหาวิธีการสลักค่ายกลและวิธีการฝังศิลาวิญญาณได้เล่า"
หลี่ผิงอัน: ...
ให้ตายเถอะ ท่านพ่อเล่าเรื่องพวกนี้ไปหมดเลยหรือ? ทว่าเซียวเยว่เรียกท่านพ่อว่าอาจารย์อา เมื่อนึกถึงตอนที่นางเคยบอกว่านางก็เป็นศิษย์ของจินเซียนเช่นกัน เช่นนั้นอาจารย์ของเซียวเยว่ก็สมควรจะเป็นศิษย์จินเซียนของปรมาจารย์คงหมิงแล้ว
—จินเซียนอีกสองท่านในสำนัก ท่านหนึ่งคือศิษย์คนที่สามของปรมาจารย์คงหมิง อีกท่านหนึ่งคือสหายสนิทรู้ใจของปรมาจารย์คงหมิง
"ในใจท่านพ่อเก็บความลับอะไรไม่อยู่จริงๆ" หลี่ผิงอันถอนหายใจ "สิ่งที่ข้าทำก็เป็นแค่วิชาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น การรวบรวมและปรับแต่งของท่านพ่อต่างหากที่สำคัญที่สุด"
"ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมอีก"
เซียวเยว่ถามตรงๆ "อุปกรณ์เวททั้งสิบสองชิ้นที่พวกเจ้ามอบให้สำนัก ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธ ย่อมดูพื้นๆ และหยาบกระด้างยิ่งนัก แต่วิธีการใช้อุปกรณ์เวทมาหลอมอุปกรณ์เวทเช่นนี้ กลับทำให้ผู้คนหูตาสว่าง
"ตอนที่ข้ามา ข้าได้คำนวณบัญชีดูแล้ว หากดูจากความสำคัญที่สำนักมอบให้ เรื่องนี้..."
หลี่ผิงอันหัวเราะ "สิ่งนี้เรียกว่าสายพานการผลิต"
"ชื่อเรียกนี้น่าสนใจทีเดียว"
นัยน์ตาหงส์ของเซียวเยว่ทอประกายเจิดจ้าขึ้นเล็กน้อย นางกล่าวอย่างรวดเร็ว
"ตามความคืบหน้าของสำนัก สายพานการผลิตเช่นนี้ ภายในครึ่งเดือนสามารถขยายได้ถึงยี่สิบกว่าชุด หลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นทุกเดือน คาดว่าจะทำกำไรให้สำนักได้ปีละหลายแสนศิลาวิญญาณ
"นี่เป็นแค่การประเมินจากมาตรฐานการหลอมอาวุธในปัจจุบัน อีกทั้งยังถูกจำกัดด้วยจำนวนหน้าร้านของสำนักหมื่นเมฆาและความเร็วในการหมุนเวียนของอุปกรณ์เวท
"ทว่าหากสามารถปรับปรุงวิธีนี้ได้ จนสามารถผลิตอุปกรณ์เวทระดับดีเลิศขึ้นไป หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์เวทระดับสูงสุดได้เป็นจำนวนมาก ศิลาวิญญาณที่สำนักจะได้รับนั้นย่อมเป็นจำนวนที่มหาศาลมาก"
หลี่ผิงอันเพียงแต่มองเซียวเยว่ โดยไม่เอ่ยคำใด
เซียวเยว่ถามอีกว่า "ข้ามีข้อสงสัยอยู่สามประการ สหายตัวน้อยช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าได้หรือไม่"
"ท่านว่ามาเถิด"
"ข้อแรก" เซียวเยว่กล่าว "อุปกรณ์เวททั้งสิบสองชิ้นของเจ้านี้ตัวมันเองไม่ได้ลอกเลียนแบบยาก หากสำนักขยายจำนวนชุดอุปกรณ์เวทพวกนี้ออกไปมากขึ้น คาดว่าอีกสามสี่ปีก็จะมีสำนักอื่นทำตาม เรื่องนี้จะแก้ไขอย่างไร"
"เรื่องนี้ไม่มีทางแก้ และไม่จำเป็นต้องกังวลให้มากความ"
หลี่ผิงอันกล่าว
"สำนักหมื่นเมฆาของเราไม่ได้มีชื่อเสียงด้านการหลอมอาวุธ ในมุมมองของศิษย์ อุปกรณ์เวททั้งสิบสองชิ้นที่ท่านพ่อทำขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำวิธีการหลอมอาวุธแนวนี้ แนวคิดเช่นนี้ เข้ามาสู่วงการบำเพ็ญเพียร
"ท่านบริหารกิจการตลาดชายเขาของสำนักหมื่นเมฆามาหลายปี ย่อมทราบเรื่องเหล่านี้ดี หากมีโอสถใดกลายเป็นสินค้าขายดี ก็จะมีโอสถที่คล้ายคลึงกันปรากฏขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก แหล่งที่มาของสินค้าเหล่านี้ สามส่วนมาจากสำนักต่างๆ เจ็ดส่วนมาจากผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหรือตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่มีจำนวนมหาศาล
"กลับมาพูดถึงเรื่องการหลอมอาวุธ ก็คงคล้ายคลึงกัน
"ท่านพ่อเคยตรวจสอบบัญชีบางส่วนของสำนัก ต้นทุนของกระบี่บินระดับมนุษย์หนึ่งเล่มอยู่ที่ประมาณยี่สิบศิลาวิญญาณระดับต่ำ ราคาขายประมาณสามสิบถึงสามสิบสองศิลาวิญญาณระดับต่ำ เมื่อรวมกับแรงงานที่ต้องใช้ในการหลอมอุปกรณ์เวท ศิลาวิญญาณที่ได้กำไรนั้นไม่ได้มากมายอะไรนัก
"ในขณะที่สำนักหมื่นเมฆาของเราครอบครองราชวงศ์เซียนในโลกมนุษย์ถึงสามแห่ง มีเหมืองวิญญาณนับร้อยแห่ง ตั้งแต่การขุดหาแร่ธาตุไปจนถึงการขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ล้วนไม่ต้องจัดซื้อจากภายนอก ต้นทุนทั้งหมดในส่วนนี้นับเป็นเท่าใด"
นัยน์ตาหงส์ของเซียวเยว่กลอกกลิ้งไปมา นางตอบอย่างรวดเร็ว "หากนับแค่เบี้ยหวัดรายเดือนที่จ่ายเป็นค่าแรง ก็ไม่น่าจะมากนัก"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "ข้าคำนวณมาแล้ว หากคิดตามที่สายพานการผลิตหนึ่งชุดต้องใช้ผู้บำเพ็ญเพียรหกคนผลัดเปลี่ยนกันทำงาน บวกกับต้นทุนแร่ที่สำนักผลิตได้ สายพานการผลิตชุดนี้สามารถกดต้นทุนของกระบี่บินระดับมนุษย์ให้ต่ำลงเหลือเพียงเจ็ดศิลาวิญญาณระดับต่ำได้ เช่นนั้นกระบี่บินของเราก็สามารถขายแค่สิบห้าศิลาวิญญาณระดับต่ำได้ไม่ใช่หรือ นี่ทำกำไรได้มากกว่าการขายแร่โดยตรงเหมือนเมื่อก่อนถึงสามหรือห้าเท่าเลยทีเดียว"
มือเรียวขาวของเซียวเยว่พลิกวูบ ลูกคิดขนาดเล็กที่ส่องแสงสีทองเป็นประกายก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ นางก้มหน้าดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว
นางเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหันแล้วกล่าว "หกศิลาวิญญาณระดับต่ำครึ่งต่างหาก!" "อีกทั้งยังไม่ได้มีแค่กระบี่บิน" หลี่ผิงอันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "เราสามารถวางขายกระบี่บินราคาถูกจำนวนมากได้ ขอเพียงควบคุมคุณภาพของกระบี่บินให้รัดกุม ก็จะสามารถสร้างผลกระทบต่อตลาดซื้อขายอุปกรณ์เวทในปัจจุบันได้"
เซียวเยว่หัวเราะ "สมกับที่เคยเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งในโลกมนุษย์ เรื่องนี้มีผลประโยชน์ให้กอบโกยได้มหาศาล!"
หลี่ผิงอันยิ้มถาม "ผู้อาวุโสยังมีข้อสงสัยอีกสองประการไม่ใช่หรือ"
"พอเจ้าพูดเช่นนี้ ข้อสงสัยประการที่สองก็หายไปแล้ว"
เซียวเยว่กล่าว "ข้อสงสัยประการที่สาม เหตุใดเจ้าจึงต้องนำอุปกรณ์เวทเช่นนี้ออกมาต่อหน้าเจ้าสำนักเหล่านั้นโดยตรงด้วย ทำเช่นนี้ พวกเราก็ไม่อาจแม้แต่จะเก็บเป็นความลับได้ แถมยังต้องแบ่งผลประโยชน์ออกไปอีก"
หลี่ผิงอัน: ...
ก็ไปถามเจ้าสำนักสิ! เจ้าสำนักเป็นคนให้เขาเอาออกมาตรงๆ เองนะ!
ตอนนั้นบรรยากาศมันพาไปถึงขั้นนั้นแล้ว เขาจะไปมีวิธีไหนได้ล่ะ
แต่หลี่ผิงอันเปลี่ยนความคิดอย่างรวดเร็ว เขาประสานมือคารวะไปทางด้านข้างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วถอนหายใจ "ก็แค่สิ่งที่ท่านพ่อจัดเตรียมไว้ก็เท่านั้น"
"โอ้? เพราะเหตุใด"
"ท่านพ่อบอกว่า หากหวังเพียงผลประโยชน์เล็กน้อย ย่อมไม่ส่งผลดีในระยะยาว"
หลี่ผิงอันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
"ท่านพ่อยังบอกอีกว่า อิทธิพลของสำนักหมื่นเมฆาของเราไม่สามารถขยายออกไปภายนอกได้ในเวลาอันสั้น แต่เราสามารถรวมเอาสำนักพันธมิตรที่กำลังถดถอยบางแห่ง ให้มารวมตัวกันอยู่รอบๆ สำนักหมื่นเมฆาของเรา เพื่อเป็นคูเมืองคอยคุ้มกันสำนักหมื่นเมฆาเอาไว้
"ไม่เพียงแค่นั้น ท่านพ่อยังบอกอีกว่า หลังจากนี้เราจะเลือกเพียงอุปกรณ์เวทบางชนิดที่มีการใช้งานสิ้นเปลืองมาทำการผลิตตามสายพานเท่านั้น ไม่สามารถยึดครองช่องทางของอุปกรณ์เวททั้งหมดได้
"ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่อาศัยการหลอมอาวุธเพื่อดำรงชีพมีจำนวนไม่น้อย หากพวกเราทำเรื่องนี้จนถึงที่สุด สำนักหมื่นเมฆาในช่วงไม่กี่ปีนี้ย่อมไม่เป็นอะไร แต่หากวันใดสำนักหมื่นเมฆาของเราต้องเผชิญกับเหตุไม่คาดฝัน เกรงว่าคงจะเกิดภาพกำแพงพังคนแห่ผลักเป็นแน่
"เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านพ่อคิดไตร่ตรองไว้เท่านั้น"
เซียวเยว่ครุ่นคิดอย่างละเอียด มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
นางกล่าวเสียงนุ่มนวล "วิสัยทัศน์และจิตใจที่กว้างขวางของอาจารย์อาต้าจื้อเช่นนี้ ทำให้ข้าเลื่อมใสจริงๆ... เขาก็ไม่ได้เอาแต่ดื่มสุราทำเรื่องไร้สาระไปวันๆ เสียทีเดียว"
"ท่านพ่อของข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "เวลาว่างก็ชอบไปผูกมิตร ดื่มสุราเที่ยวเล่นไปทั่ว พอถึงเวลาจริงจังย่อมไม่ทำตัวเหลวไหล กับผู้อื่นก็อ่อนโยนและใจกว้าง ตอนนี้เขาจงใจแสดงตัวในรูปลักษณ์ที่ดูมีน้ำมีนวล หากเขาเปลี่ยนรูปร่างเสียใหม่ ย่อมต้องหล่อเหลาสง่างามเช่นกัน
"อีกอย่าง ผู้อาวุโสเซียว"
เซียวเยว่ถาม "อะไรหรือ"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "แม้รองเจ้าสำนักม่ออี้จะคอยสร้างความลำบากให้ท่านพ่ออยู่ทุกหนแห่ง แต่ท่านพ่อก็ไม่เคยเห็นรองเจ้าสำนักม่ออี้เป็นคู่แข่งหรือศัตรูเลย ท่านพ่อบอกว่า ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสำนักหมื่นเมฆาก็เท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าอำนาจบารมี สำหรับมรรคผลแห่งความเป็นอมตะแล้ว ก็เป็นเพียงแค่เมฆหมอกลอยล่อง"
เซียวเยว่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ไม่ยอมรับคำ
หลี่ผิงอันกล่าวอย่างเนิบนาบ "ผู้อาวุโสเซียวทราบหรือไม่ว่า ต่อไปท่านพ่อจะเสนอต่อสำนัก ให้จัดตั้ง 'หอหลอมเมฆา' ขึ้นภายใต้ตำหนักเมฆาวิเศษ เพื่อจัดตั้งกิจการเกี่ยวกับการหลอมอาวุธเช่นนี้โดยเฉพาะ"
รอยยิ้มที่มุมปากของเซียวเยว่ยิ่งเด่นชัดขึ้น นางเอ่ยเสียงนุ่มนวล "เจ้าอยากจะให้ข้าเลิกเชื่อฟังรองเจ้าสำนักอย่างนั้นหรือ"
"ถูกต้อง"
"แล้วเจ้าทราบหรือไม่ว่า รองเจ้าสำนักม่ออี้สามารถสั่งให้ข้ากลับไปบำเพ็ญเพียรที่ยอดเขาได้ทุกเมื่อ"
เซียวเยว่ถอนหายใจ
"อาจารย์ของข้าเก็บตัวทำฌานมาตลอดทั้งปี ศิษย์พี่ม่ออี้ก็คอยดูแลข้าเป็นอย่างดีมาโดยตลอด แม้ข้าจะดูแลทรัพย์สินภายนอกของสำนักมากมาย แต่หากจะเปลี่ยนตัวข้า ก็เป็นเพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของรองเจ้าสำนักเท่านั้น
"เดิมทีข้าก็ไม่อยากจะเข้าไปพัวพันกับพวกเขาจนลึกซึ้งเกินไปนัก แต่ภายใต้ชื่อของข้ามีศิษย์จดนามอยู่นับพันคน หากข้ากลับไปที่ยอดเขา พวกนางก็จะไร้ที่พึ่งพิง..."
หลี่ผิงอันยิ้ม "เวลานี้ไม่ใช่โอกาสอันดีหรอกหรือ"
เซียวเยว่ไม่เข้าใจ "โอกาสอันดีอย่างไร"
หลี่ผิงอันหยิบหยกบันทึกชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้เซียวเยว่แล้วหัวเราะ
"นำสิ่งนี้ไปมอบให้ท่านพ่อ ท่านพ่อย่อมจะช่วยขจัดความกังวลใจทั้งหมดให้ท่านเอง
"ท่านพ่อเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อมองดูผู้อาวุโสมากมายในสำนักแล้ว ก็มีเพียงผู้อาวุโสเซียวท่านเดียวเท่านั้นที่สามารถรับหน้าที่อันหนักอึ้งนี้ได้ มิเช่นนั้นหากเราผลิตอุปกรณ์เวทออกมาแล้ว ร้านค้าในแต่ละพื้นที่เกิดความวุ่นวายโกลาหล เรื่องนี้จะสำเร็จได้อย่างไร
"ความตั้งใจของท่านพ่อ ไม่ใช่การให้ผู้อาวุโสเซียวไปเป็นศัตรูกับรองเจ้าสำนัก ท่านเพียงแค่ถอนตัวออกมาอยู่เหนือเรื่องราวก็พอแล้ว
"ท่านพ่อไม่อยากเป็นศัตรูกับศิษย์ร่วมสำนักคนใด แม้ว่าศิษย์ร่วมสำนักจะคอยบีบคั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ขอเพียงศิษย์ร่วมสำนักเหล่านี้ยังคงคิดถึงผลประโยชน์ของสำนัก ต่อไปท่านพ่อก็จะไม่ถือสาหาความกับพวกเขา"
เซียวเยว่รับหยกบันทึกมาด้วยรอยยิ้ม มุมปากเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
สัมผัสเซียนของนางกวาดผ่านหยกบันทึก ทว่ากลับอ่าน 'ภาษาอินทรี' ที่เขียนอยู่ในหยกบันทึกไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
"เช่นนั้น ข้าจะรีบไปที่ตำหนักประธานเดี๋ยวนี้ ขอบใจสหายตัวน้อยมาก"
"ท่านเกรงใจไปแล้ว" หลี่ผิงอันลุกขึ้นทำความเคารพแบบศิษย์ "ความจริงแล้ว ท่านพ่อมีนิสัยซื่อสัตย์จริงใจ ข้ามักจะกลัวว่าเขาจะเสียเปรียบและต้องทนทุกข์ หากได้ท่านมาคอยช่วยเหลืออยู่เคียงข้าง..."
"ล้วนเป็นการทำงานเพื่อสำนัก ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เท่านั้น"
เซียวเยว่ค้อมกายทำความเคารพชิงซู่ และมองสำรวจหลี่ผิงอันตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกหลายครั้ง คล้ายมีคำพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ แล้วหันหลังบอกลาจากไป
รอจนเซียวเยว่ขี่เมฆจากไป
หลี่ผิงอันเอามือไพล่หลังยืนอยู่หน้าปากถ้ำ ในใจครุ่นคิดคำนวณอย่างละเอียด
เนื้อหาที่เขาเขียนในหยกบันทึก คือการให้ท่านพ่อไปขอให้เจ้าสำนักออกคำสั่ง ให้เจ้าสำนักแต่งตั้งเซียวเยว่โดยตรง ให้นางรับผิดชอบเรื่องการขายอุปกรณ์เวท เซียวเยว่ดูเหมือนจะไม่ได้ลงแรงอะไรเลย แต่กลับได้รับผลประโยชน์เช่นนี้มาเปล่าๆ
แต่ในความเป็นจริง 'ภาษาอินทรี' ที่เขาเขียนไว้ในหยกบันทึกได้กำชับท่านพ่อไว้ว่า — ให้กล่าวชมเชยผู้อาวุโสเซียวเสียงดังต่อหน้าผู้คนเสียก่อน ชมอย่างไรให้ฟังดูดีก็ชมไปเช่นนั้น จากนั้นค่อยขอให้เจ้าสำนักออกคำสั่งต่อหน้าทุกคน
ขอเพียงเรื่องนี้สำเร็จ ไม่ว่าเซียวเยว่จะเต็มใจหรือไม่ นางก็จะถูกตัดขาดจากกลุ่มย่อยของรองเจ้าสำนักม่ออี้ไปโดยปริยาย
การแย่งชิงอำนาจในสำนักเซียนนั้น แตกต่างจากการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทในละครอิงประวัติศาสตร์ ที่จะต้องสู้กันจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง พอขึ้นสู่อำนาจได้ก็จะตามฆ่าล้างโคตรผู้แพ้ให้สิ้นซาก
ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักก็ยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข เจ้าสำนักคนปัจจุบันที่อยากจะเกษียณก็เพื่อจะได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรเท่านั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ แก่นแท้ของการแย่งชิงอำนาจก็คือการแย่งชิงอิทธิพล
ทำให้ศัตรูเหลือน้อยที่สุด ทำให้มีมิตรมากที่สุด หากข้างกายรองเจ้าสำนักม่ออี้ไม่มีคนคอยสนับสนุน ตัวเขาเองก็ย่อมหมดหวังที่จะแย่งชิงอำนาจ
ตามแผนการของหลี่ผิงอันในตอนนี้ คือการใช้ธุรกิจอุปกรณ์เวทดึงตัวเซียวเยว่มาเป็นพวกไว้ชั่วคราวก่อน เป้าหมายต่อไป ย่อมต้องเป็นผู้อาวุโสปี้ผู้เป็นอาจารย์ปู่ของหวังจ่ายื้อคนนั้น
บางครั้ง การเกิดความขัดแย้งก็ถือเป็นการสร้างความเชื่อมโยง และเมื่อมีความเชื่อมโยง ก็ย่อมมีช่องทางให้ลงมือ...
หืม? เดี๋ยวก่อน
จู่ๆ หลี่ผิงอันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
ไม่ใช่บอกว่าจะพึ่งพาท่านพ่ออย่างสุดกำลังหรอกหรือ? เหตุใดจึงกลายเป็นเขาต้องลงมือช่วยให้ท่านพ่อกลายเป็นเซียนรุ่นแรกไปได้ล่ะ?
อ๋า นี่มัน...
"ศิษย์?"
จู่ๆ ชิงซู่ก็ส่งเสียงเรียก
หลี่ผิงอันสะบัดเรื่องไร้สาระเหล่านี้ทิ้งไปไว้เบื้องหลัง แล้วเดินอมยิ้มเข้าไปหา "ท่านอาจารย์ มีอะไรหรือขอรับ"
ชิงซู่กล่าว "ตั้งใจบำเพ็ญเพียร อย่าให้เรื่องทางโลกมาทำให้เสียสมาธิ ความเป็นอมตะต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด"
"อ้อ ขอรับ ศิษย์จำไว้แล้ว"
หลี่ผิงอันก้มหน้ารับคำ พอดีกับที่เหลือบไปเห็นปลาวิญญาณที่เลี้ยงไว้ในสระบัว จึงหัวเราะขึ้นมา "ศิษย์ทำอาหารให้ท่านลองชิมสักสองสามอย่างดีหรือไม่ขอรับ"
ชิงซู่ไม่เข้าใจ "อาหารหรือ? ของกินที่เจ้าทำในโลกมนุษย์อย่างนั้นหรือ"
หลี่ผิงอันกลับจงใจอมพะนำ "เดี๋ยวท่านก็รู้เองขอรับ"
...
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักประธานบนยอดเขาประธาน
ท่านเจ้าสำนักที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ขมวดคิ้วรวบรวมสมาธิ จู่ๆ เขาก็ตบปากตัวเองไปหนึ่งที
จากนั้นก็กลับมามีรอยยิ้มอันสงบเยือกเย็น แล้วเดินออกจากกระท่อมบำเพ็ญเพียรของตน