ยอดเขาเมฆาสายรุ้งมีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง คลื่นพลังวิญญาณที่เดือดพล่านกลายเป็นพายุพัดโหมกระหน่ำไปทั่วทุกสารทิศ
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทุกสารทิศต่างเงียบกริบไร้สรรพเสียง
เซียนแท้จริงสองคนพุ่งขึ้นไปบนลานประลองตั้งแต่แรก เพื่อปกป้องหวังจ่ายื้อศิษย์ที่หมดสติไปแล้ว
หญิงชราผู้เป็นเซียนแท้จริงทั้งสองท่านนี้ก็มีสีหน้าซับซ้อน ไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตานัก พวกนางเงยหน้าขึ้นมองหลี่ผิงอันที่ค่อยๆ ร่อนลงมา
ในยามนี้ ภายในร่างของหลี่ผิงอันว่างเปล่า พลังเวทแทบจะขาดห้วง จิตวิญญาณอ่อนล้าโรยแรง
ทว่าเขายังคงแสดงท่าทีสงบนิ่ง มือซ้ายยกขึ้นไว้เบื้องหน้า มือขวาไพล่หลัง ให้ความรู้สึกสง่างามและเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากภายใน
สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังศิษย์หนุ่มที่อยู่เพียงขั้นหนิงกวงผู้นี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้นจากทั่วทุกทิศ
พวกเขาต่างประจักษ์แก่สายตาตนเองว่าหลี่ผิงอันชนะมาได้อย่างไร
และเพราะเห็นด้วยตาตนเอง จึงยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ
บำเพ็ญเพียรมาเพียงสามปี
ด้วยระดับการฝึกฝนขั้นหนิงกวงกลับสามารถสำเร็จวิชาเซียนลี้ลับของสำนัก อีกทั้งยังบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญ ใช้งานได้ดั่งใจนึก นำวิชายันต์มาผสานกับค่ายกล จนสำเร็จวิชาค่ายกลยันต์ที่ค่อนข้างซับซ้อน
ยังมีวิชาระเบิดของวิเศษพร้อมกันหลายร้อยชิ้นที่มีอานุภาพร้ายกาจสุดเปรียบปานนั่นอีก...
ต้องมีพรสวรรค์ในการรู้แจ้งระดับใดกัน จึงจะสามารถทำได้ถึงเพียงนี้ภายในเวลาสามปี?
ในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียรแห่งทวีปบูรพายุคปัจจุบัน การประเมินศักยภาพของผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง สิ่งสำคัญอันดับแรกคือพรสวรรค์ รองลงมาคือวาสนา และถัดมาคือการรู้แจ้ง ไม่ใช่ว่าการรู้แจ้งของผู้บำเพ็ญเพียรไม่สำคัญ แต่เป็นเพราะคอขวดที่ผู้บำเพ็ญเพียรอาจพบเจอในเส้นทางการฝึกฝนนั้นมีหลากหลายรูปแบบและได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย มีผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกขนานนามว่า 'สติปัญญาเฉียบแหลม' และ 'มีการรู้แจ้งน่าทึ่ง' มากมายนัก ที่ต้องติดหล่มอยู่กับความคิดที่แก้ไม่ตกจนพาตัวเองดำดิ่งสู่คอขวดของตนเอง
ในระดับหนึ่ง การรู้แจ้งนั้นลึกลับยิ่งกว่าวาสนาเสียอีก นานวันเข้าจึงไม่มีใครกล้าโอ้อวดว่าตนมีการรู้แจ้งที่น่าทึ่ง
ทว่าตอนนี้ เหล่าเซียนและนักพรตต่างจับจ้องร่างของหลี่ผิงอันด้วยความรู้สึกหลากหลายและชื่นชมไม่ขาดปาก
เพียงแค่อาศัย 'ฝีมือ' สองวิชาอย่างวิชาเมฆาลวงตาและค่ายกลยันต์ เมื่อใดที่ระดับการฝึกฝนของหลี่ผิงอันบรรลุถึงขั้นหยวนเซียน เขาก็จะมีพลังต่อสู้ท้าทายเซียนแท้จริงทั่วไปได้แล้ว
และกระบวนท่าประหลาดที่หลี่ผิงอันแสดงออกมาในตอนท้าย การสาดของวิเศษหลายร้อยชิ้นออกไปแล้วจุดระเบิดโดยตรง ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานค่ายกลและวิชาควบคุมของวิเศษเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ...
คนนอกดูแค่ความสนุกสนาน แต่คนในดูเคล็ดวิชา
ยามนี้ ผู้ที่เชี่ยวชาญการหลอมของวิเศษและผู้ที่เชี่ยวชาญค่ายกลต่างพากันเงียบกริบ
เพราะพวกเขามองเห็น 'เส้นทาง' สายหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ด้านล่างลานประลอง มู่หนิงหนิงมองร่างของหลี่ผิงอันตาไม่กะพริบ จิตใจว่างเปล่า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
กู้ชิงเฉิง ผู้บำเพ็ญกระบี่แห่งยอดเขาเมฆากระบี่พึมพำว่า "เป็นการโจมตีที่ราคาแพงหูฉี่เลยทีเดียว"
หลี่ผิงอันร่อนลงบนลานประลองแล้ว เขาก้มมองหวังจ่ายื้อที่หมดสติไป ประสานมือคารวะเซียนแท้จริงทั้งสองท่าน ยกมือขึ้นดึงเจดีย์ที่กลิ้งอยู่ข้างๆ เข้ามาในมือ
เจดีย์ระดับของวิเศษเซียนชิ้นนี้คุณภาพดีทีเดียว
เขามองลงไปด้านล่างลานประลอง แล้วโยนเจดีย์ลงไปตรงๆ
มู่หนิงหนิงกำลังเหม่อมองศิษย์พี่ของตน เมื่อเห็นศิษย์พี่โยนของบางอย่างมา นางก็ยื่นมือออกไปรับตามสัญชาตญาณ
หลี่ผิงอันพูดพลางหัวเราะ "ขอให้อาจารย์อาชิงซวี่ช่วยหลอมมันให้เจ้าหน่อย ของชิ้นนี้ไม่เลวเลย"
กล่าวจบ หลี่ผิงอันก็ประสานมือคารวะเซียนแท้จริงบนลานประลองและกรรมการด้านล่างตามลำดับ ก่อนจะลอยกลับไปยังตำแหน่งเดิมของตน
"ศิษย์พี่..."
เดิมทีมู่หนิงหนิงอยากจะบอกว่าของล้ำค่าชิ้นนี้มีราคาค่างวดเกินไป ทว่ากลับถูกสายตาของศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงรอบข้างรุมจ้องจนหน้าแดงก่ำ รีบประคองเจดีย์นั้นไปหาเซียนแท้จริงชิงซวี่
แท่นเมฆาแต่ละแห่งมีเสียงชื่นชมดังกึกก้อง
กรรมการประกาศเสียงดัง "ผู้ชนะการประลองรอบนี้! หลี่ผิงอัน ศิษย์สายเซียนชิงซู่!"
คลื่นกระทบฝั่ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างยิ่งอื้ออึงขึ้น
จู่ๆ ก็มีเซียนคนหนึ่งตะโกนขึ้น "ตำหนักธุรการจะลำเอียงเกินไปแล้ว! มอบของวิเศษและวิชาลี้ลับมากมายให้ศิษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งเนี่ยนะ!"
เวยเหยียนจื่อกระโดดโหยงขึ้นมาทันที ตะโกนลั่น "นักพรตยากไร้ผู้นี้ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน! ของวิเศษเหล่านั้นสหายผิงอันล้วนหลอมขึ้นมาเอง! วิชาลี้ลับในการจุดระเบิดของวิเศษ สหายผิงอันก็รู้แจ้งด้วยตนเอง! ปีนั้นข้าเห็นกับตาและเป็นผู้ทดสอบด้วยตัวเอง! เสื้อคลุมยังถูกระเบิดพังไปตั้งเจ็ดแปดตัว!"
รอบข้างพลันมีเสียงหัวเราะครืนดังขึ้น
เซียนที่ตะโกนเมื่อครู่ทำได้เพียงหัวเราะเจื่อน ประสานมือให้เวยเหยียนจื่อ และไม่พูดอะไรอีก
ทางด้านหลี่ผิงอันเพิ่งจะนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณ เสียงกระซิบสายหนึ่งก็ดังเข้าหูเขา เป็นผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งที่กำลังชี้แนะ
"ประเดี๋ยวจงมอบวิชาลี้ลับในการระเบิดของวิเศษของเจ้าให้สำนักครึ่งหนึ่งเถิด ข้าจะขอความดีความชอบให้เจ้าเอง"
หลี่ผิงอันประสานมือในอากาศ ถือเป็นการรับปากเรื่องนี้
คำว่า 'มอบครึ่งหนึ่ง' นี้นับว่ามีความหมายลึกซึ้ง
ความหมายของผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งคือ ให้หลี่ผิงอันอุทิศวิชาลี้ลับวิชาหนึ่งแก่สำนัก แต่วิชาลี้ลับเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเอาออกมาทั้งหมด หากไม่อยากให้ผู้อื่นฝึกฝนได้ก็สามารถปกปิดส่วนสำคัญไว้เอง ที่สำคัญคือการ 'ริเริ่มมอบวิชาที่คิดค้นขึ้นเอง' ต่างหาก
หลี่ผิงอันกลืนโอสถลงไปสองเม็ด เพิ่งจะคิดอยากฟื้นฟูพลังเวทให้เร็วขึ้นเพื่อรับมือกับการแข่งขันรอบต่อไป จู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาเยียบเย็นสายหนึ่งจากด้านข้าง
กู้ชิงเฉิงกำลังมองหลี่ผิงอันด้วยสีหน้าซับซ้อน
หลี่ผิงอันไม่เข้าใจ "มีอะไรหรือ? ใบหน้าข้ามีแผลหรือ?"
"ก่อนหน้านี้เจ้าออมมือให้ข้าหรอกหรือ ด้วยฝีมือเช่นนี้ของเจ้า ต่อให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องขั้นเหอเจินพวกนั้นมา ก็เอาชนะเจ้าไม่ได้หรอก!"
กู้ชิงเฉิงมีสีหน้าหดหู่ นางไม่ได้ปิดบังความในใจแต่อย่างใด
หลี่ผิงอันพูดพลางหัวเราะ "กระบวนท่าเช่นนี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น"
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?"
หลี่ผิงอันปรายตามองของวิเศษกักเก็บวงแหวนหลายสิบชิ้นที่วางอยู่ในของวิเศษกักเก็บหลักของตน แล้วถอนหายใจ
"ข้ามีสมบัติอยู่แค่นี้แหละ เมื่อครู่ใช้ไปหมดแล้ว ของวิเศษพวกนี้ข้าหลอมขึ้นเอง สะสมมาตั้งสองปี ปกติจะมีสมบัติและเวลามากมายขนาดนั้นที่ไหนกัน"
"ก็จริง กระบวนท่านี้ของเจ้าสร้างความสูญเสียใหญ่หลวงนัก เอามาใช้ในการประลองวิชาถือว่าขาดทุนจริงๆ"
จิตใจแห่งมรรคของกู้ชิงเฉิงสมดุลขึ้นมาก นางขมวดคิ้วกล่าวต่อ "หวังจ่ายื้อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินยาลืมเขย่าขวดหรือไร ถึงได้จ้องเล่นงานเจ้าเช่นนี้? ปกติเขาไม่ได้เป็นคนแบบนี้นะ ถึงจะหยิ่งผยองวางอำนาจ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเสียมารยาทขนาดนี้"
ศิษย์ผู้นี้ก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น
เมื่อครู่หลี่ผิงอันเห็นแผ่นหลังของผู้อาวุโสปี้ที่สะบัดแขนเสื้อจากไปบนอัฒจันทร์ชมการประลอง จิตใจแห่งมรรคก็รู้สึกเบิกบานยิ่งนัก
เบิกบานก็ส่วนเบิกบาน แต่ในใจของหลี่ผิงอันกลับเริ่มขบคิดแล้วว่าจะคลี่คลาย 'ภัยคุกคาม' จากผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเซียนผู้เป็นผู้อาวุโสสำนักในได้อย่างไร
ภัยคุกคามจากกลุ่มเล็กๆ ของรองเจ้าสำนักม่ออี้ยิ่งมายิ่งใหญ่ขึ้น
แต่ตอนนี้กลับมีโอกาสหนึ่ง...
เขากล่าว "ทุกคนก็แค่เลือดร้อนตามประสาคนหนุ่มสาวเท่านั้น ข้าขอฟื้นฟูพลังเวทก่อน"
"เชิญ! ไว้การประลองใหญ่จบลง พวกเราค่อยมาดื่มสังสรรค์พูดคุยกันให้เต็มที่!"
หลี่ผิงอันหลับตาตั้งสมาธิ เริ่มดูดซับฤทธิ์ยาอย่างตั้งใจ
ด้านหลังเขามีแสงเซียนสีฟ้าน้ำแข็งปรากฏขึ้น
ชิงซู่มาถึงด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบ ท่วงท่าที่ยืนไพล่หลังของนางงดงามดุจกล้วยไม้ในหุบเขาลึก
...
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางอัฒจันทร์ชมการประลอง
"สหายเต๋าต้าจื้อ หลานผิงอันมีการรู้แจ้งถึงเพียงนี้ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ"
"อายุยังน้อยกลับสามารถรู้แจ้งวิชาลี้ลับของสำนักหมื่นเมฆา ซ้ำยังมีกระบวนท่าต่อสู้ที่คิดค้นขึ้นเอง ใช้เพียงขั้นหนิงกวงก็เอาชนะขั้นเลี่ยนซวีระดับสูงสุดได้อย่างง่ายดาย ศิษย์เช่นนี้ เหตุใดสำนักข้าถึงไม่มีสักครึ่งคนเลยเล่า?"
"ถ้าจะให้พูด สหายเต๋าต้าจื้อต่างหากที่น่าทึ่งยิ่งกว่า สามปีบรรลุขั้นหยวนเซียน!"
"มิน่าล่ะ สองปีมานี้สำนักหมื่นเมฆาของพวกท่านถึงปิดประตูสำนักแน่นหนา นี่ถึงกับไม่ไว้ใจพวกข้าแล้วหรือ? ฮ่าๆๆๆ!"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะพูดคุยของเจ้าสำนักพันธมิตรหลายท่าน เจ้าสำนักหมื่นเมฆายิ้มจนหุบปากไม่ลง
มุมปากของหลี่ต้าจื้อแทบจะฉีกไปถึงหลังหู เขายิ้มพลางประสานมือ "ผู้อาวุโสทุกท่านชมเกินไป ชมเกินไปแล้ว! ลูกชายข้าคนนี้ชอบคิดค้นอะไรส่งเดช การรู้แจ้งอาจจะมีอยู่บ้าง แต่เด็กหนุ่มจิตใจยังไม่หนักแน่นพอ จะปล่อยให้คำชมเหล่านี้เข้าหูเขาไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นเขาคงลอยขึ้นสวรรค์ไปแน่"
"กล่าวผิดไปแล้ว หลานผิงอันปฏิบัติหน้าที่อย่างมีขอบเขต กิริยามารยาทงดงาม เป็นดั่งมังกรหงส์ในหมู่คนอย่างแท้จริง!"
"ศิษย์พี่อวิ๋นโม่ สหายผิงอันผู้นี้มีสหายเต๋าคู่กายหรือยัง?"
สหายเต๋าคู่กาย?
เจ้าสำนักนักพรตอวิ๋นโม่หันไปมองหลี่ต้าจื้อ
หลี่ต้าจื้อหมุนความคิดอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าใจว่าสายตาของเจ้าสำนักหมายความว่าอย่างไร แต่เรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์มักจะต้องสังเวยความสุขของผู้ที่ถูกจับคู่... หลี่ต้าจื้อจึงยิ้มกล่าว "ผิงอันเด็กคนนี้มีใจมุ่งมั่นในมรรค ก่อนหน้านี้ยังบอกข้าอยู่เลยว่า สหายเต๋าคู่กายมีแต่จะส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรของตน เขายังคิดอยากจะเป็นเซียนโดยเร็ว เพื่อทำคุณประโยชน์ให้สำนักให้มากๆ ก่อนจะเป็นเซียน เขาจะไม่พิจารณาเรื่องสหายเต๋าคู่กายเด็ดขาด"
"จิตใจน่ายกย่อง จิตใจน่ายกย่องจริงๆ!"
"เฮ้อ สำนักเหว่ยหยวนของข้าตอนนี้มีทั้งศึกนอกศึกใน หากมีศิษย์เช่นนี้เพิ่มมาอีกสักสองสามคน ก็อาจจะพลิกชะตาได้ นี่ก็ล้วนเป็นเพราะนักพรตยากไร้ผู้นี้ไร้ความสามารถเอง..."
เจ้าสำนักอวิ๋นโม่ถอนหายใจ "ความเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของสำนักยากจะคาดเดา สหายเต๋าไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองมากเกินไป"
บทสนทนา ณ ที่นี้เปลี่ยนไปเป็นเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของสำนักเหว่ยหยวน
หลี่ต้าจื้อรีบหุบรอยยิ้ม นั่งขมวดคิ้วฟังอยู่ด้านหลังเจ้าสำนัก
ท่านเจ้าสำนักจัดแจงให้เขามานั่งฟังและดูอยู่ที่นี่ เขาย่อมต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดี พยายามเรียนรู้และแสวงหาความก้าวหน้า
วันนี้ได้เห็นลูกชายของตนประลองวิชากับศิษย์ขั้นเลี่ยนซวีผู้นั้น หลี่ต้าจื้อก็คิดตกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
สถานการณ์ในตอนนี้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะถอนตัวออกไปอย่างปลอดภัยก็ถอนตัวได้อีกต่อไป
บางครั้ง หากไม่พยายามพุ่งทะยานขึ้นไป ก็จะถูกคนอื่นเหยียบย่ำอย่างโหดเหี้ยม แม้ตัวเขาจะไม่มีใจคิดร้ายต่อใคร แต่คนอื่นใช่ว่าจะไม่มีใจคิดร้ายต่อเขา
การไม่แย่งชิง ก็คือการทำลายตัวเองทางอ้อม
ยังไม่ขอกล่าวถึงหลี่ต้าจื้อที่กำลังฮึดสู้เงียบๆ อยู่ตรงนั้น
และไม่ขอกล่าวถึงมู่หนิงหนิงที่ถูกศิษย์พี่หญิงหลายคนล้อมรอบ เอาเจดีย์ชิ้นนั้นมาจิ้มแก้มบางๆ ของนางอย่างจงใจ
ที่มุมหนึ่งของแท่นเมฆาฝั่งตะวันตก มีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสาวร่างเล็กที่มัดผมแกละสองข้าง กำลังจ้องมองศิษย์ที่ประลองวิชากันบนลานประลองด้วยสายตาซับซ้อน
เวินหลิงเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
นางดูการต่อสู้ในทำเนียบมนุษย์มาจนถึงตอนนี้ ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า เหตุใดทุกคนจึงเรียกศิษย์สำนักในว่าเป็นลูกรักของสวรรค์ และเหตุใดศิษย์ใช้แรงงานเช่นนางจึงไม่ได้รับความสำคัญจากสำนัก
ความห่างชั้นมันช่างมากเกินไปจริงๆ
ในย่านการค้าที่เวินหลิงเอ๋อร์เคยอาศัยอยู่ ความจริงแล้วนางหาศิลาวิญญาณได้ไม่น้อย สำนักหมื่นเมฆาก็ใจกว้างกับศิษย์ที่ทำงานอย่างพวกนางเสมอมา ให้โอสถและของวิเศษอย่างเพียงพอ
นางมักจะรู้สึกเสมอว่าความเร็วในการฝึกฝนของตนไม่ได้ช้าจนเกินไป ขอเพียงภายในสามร้อยปีสามารถบรรลุถึงขั้นเหอเจิน ต่ออายุขัยได้ ก็จะมีโอกาสริบหรี่ที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน
แต่ตอนนี้ จิตใจแห่งมรรคของเวินหลิงเอ๋อร์ถูกโจมตีอย่างหนัก
ศิษย์สำนักในล้วนเป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร? ผู้ที่ประลองวิชากันในวันนี้ ยังเป็นเพียงศิษย์ที่เข้าสำนักมาไม่ถึงสิบปีทั้งนั้น
จู่ๆ เวินหลิงเอ๋อร์ก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดอาจารย์จึงให้นางเป็นแค่ 'ศิษย์จดนาม'
ไม่ใช่อาจารย์อยากให้นางเป็นแค่คนรับใช้ แต่เป็นเพราะพรสวรรค์ของนาง นับว่าไม่ได้อยู่ในระดับสองด้วยซ้ำ
'เฮ้อ ความจริงอาจารย์ก็ดีกับข้าไม่น้อยแล้ว'
จากนั้น เวินหลิงเอ๋อร์ก็นึกถึงภารกิจที่อาจารย์มอบหมาย สายตาเลื่อนไปบนกลางอากาศ ในใจปรากฏภาพหลี่ผิงอันร่ายรำวิชาอยู่กลางเวหา
'ที่พึ่งพิงใหญ่นี้ ข้าจะเกาะเอาไว้ได้จริงๆ หรือ?'
เวินหลิงเอ๋อร์ยังคงเหม่อมองลานประลองต่อไป
เดิมทีนางก็มีเรื่องกังวลใจอยู่แล้ว พอได้ดูการประลองวิชาก่อนหน้านี้ ก็หมดความสนใจที่จะดูการแข่งขันต่อ นั่งคิดฟุ้งซ่านอยู่ที่นั่น ความคิดค่อยๆ ล่องลอยไปไกล
ผ่านไปพักใหญ่ ดวงตาของเวินหลิงเอ๋อร์ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพียงเพราะศิษย์ขั้นหนิงกวงผู้นั้นขึ้นไปยืนบนลานประลองอีกแล้ว
เวินหลิงเอ๋อร์มองใบหน้าหล่อเหลาของหลี่ผิงอัน น้ำเสียงของเขาดุจเสียงมารที่ดังแว่วเข้าหู วนเวียนอยู่ในห้วงจิตวิญญาณของนางเนิ่นนาน
'เขาไม่ใช้วิชาระเบิดของวิเศษที่เก่งกาจอันนั้นแล้วหรือ?'
เวินหลิงเอ๋อร์เกิดความสงสัยเช่นนี้ในใจ พลางเฝ้ามองร่างที่ถือทวนพุ่งทะยานไปมาบนลานประลองอย่างเงียบๆ
การประลองวิชารอบนี้ของหลี่ผิงอัน ตลอดจนการประลองอีกสองสามรอบหลังจากนี้ อย่างมากเขาก็ใช้แค่ค่ายกลทวนและค่ายกลยันต์ แม้การประลองจะชนะมากกว่าแพ้ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ไปสองรอบ
เมื่อการต่อสู้ในทำเนียบปฐพีรูดม่านลง หลี่ผิงอันอยู่ในอันดับที่เจ็ด ด้วยระดับการฝึกฝนขั้นหนิงกวงระดับห้า แทรกตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มศิษย์ขั้นเลี่ยนซวีตอนปลาย
เวินหลิงเอ๋อร์นั่งเท้าคางอยู่ที่มุมหนึ่ง สายตาคอยติดตามร่างของหลี่ผิงอันอยู่เสมอ มองดูเขาพูดคุยหัวเราะกับเหล่ายอดฝีมือของสำนักเซียน มองดูเขากระซิบกระซาบกับศิษย์น้องหญิงที่งดงามจับตา มองดูเขารายงานบางอย่างต่ออาจารย์ระดับเทียนเซียนด้วยความเคารพนบนอบ
ทีละน้อย ความคิดที่สับสนวุ่นวายในใจของเวินหลิงเอ๋อร์ก็มลายหายไป
การประลองใหญ่วันแรกรูดม่านลง ศิษย์สำนักนอกที่มาชมการแข่งขันเริ่มทยอยกลับ
เวินหลิงเอ๋อร์หันหน้าไปมองหาร่างของหลี่ผิงอัน แต่กลับเห็นหลี่ผิงอันขี่เมฆาจากไปพร้อมกับเซียนวัยกลางคนรูปร่างท้วมผู้หนึ่ง
'ท่านผู้นี้คงจะเป็นศิษย์ผู้มีวาสนายิ่งใหญ่ของปรมาจารย์ระดับจินเซียนที่อาจารย์พูดถึงกระมัง'
จู่ๆ หลี่ผิงอันก็ก้มหน้าลง สายตาของทั้งสองสบกันผ่านระยะห่างที่ค่อนข้างไกล
หลี่ผิงอันเผยรอยยิ้มบางๆ พยักหน้าให้เวินหลิงเอ๋อร์เบาๆ
เวินหลิงเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง รีบย่อตัวคารวะตอบ แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่เห็นร่างของหลี่ผิงอันและบิดาของเขาแล้ว
ศิษย์หญิงที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถาม "ศิษย์น้องเวิน เจ้าเป็นอะไรไป?"
"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เมื่อครู่ข้าเหม่อไปหน่อย"
เวินหลิงเอ๋อร์พูดรัวๆ ขี่ของวิเศษเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามไปในแถวของศิษย์สำนักนอก ในใจเกิดความยินดีขึ้นมาบ้างแล้ว
ไม่รู้ว่าอาจารย์จะจัดแจงให้นางเข้าไปตอนไหน แต่ที่พึ่งพิงใหญ่นี้ นางเกาะติดหนึบแน่นอน!...
'เวินหลิงเอ๋อร์ก็บำเพ็ญเพียรอยู่บนเขาด้วยหรือ?'
เมื่อหลี่ผิงอันนึกถึงผู้ดูแลเซียวเยว่ผู้นั้น ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนัก
ผู้ดูแลเซียวผู้นี้ จะบอกว่าฉลาดหลักแหลมก็ไม่ใช่ ต้องเรียกว่าเจ้าเล่ห์เพทุบายต่างหาก
หลี่ผิงอันมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า ตั้งแต่คราวที่แล้วที่ผู้ดูแลเซียวมอบหญ้าวิญญาณให้เขาหนึ่งต้น นางก็แอบคิดคำนวณอะไรไว้อยู่
"พ่อ"
หลี่ต้าจื้อที่กำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่หันขวับมามอง "หืม ว่าไง? ได้รับบาดเจ็บจากการประลองก่อนหน้านี้เหรอ?"
หลี่ผิงอันพูดด้วยภาษาถิ่น "นั่นก็ไม่หรอก แค่เหนื่อยนิดหน่อย เคล็ดวิชาระเบิดวิญญาณกินพลังใจมากเกินไป... สายพานการผลิตของวิเศษที่พวกเราเตรียมไว้ คงต้องมอบให้สำนักก่อนกำหนดแล้วล่ะ"
"โอ้?" หลี่ต้าจื้อหัวเราะ "เห็นวันนี้ลูกใช้วิชานี้ พ่อก็พอจะเดาใจลูกออกแล้ว ไม่เป็นไร ลูกจัดการไปเถอะ เดี๋ยวพ่อช่วยบังหน้าให้เอง"
"พ่อ การจะมอบของล้ำค่าให้สำนัก พ่อต้องเป็นคนออกหน้านะ" หลี่ผิงอันกำชับ "ถ้าให้ผมทำคนเดียว มันจะไม่ได้ผลอะไร ต้องอาศัยบารมีตำแหน่งของพ่อช่วยหนุน"
"ลูกจัดการไปเถอะ"
หลี่ต้าจื้อโบกมือ ไม่ค่อยสนใจหัวข้อสนทนานี้เท่าใดนัก
หลี่ผิงอันยื่นกล่องผ้าไหมใบหนึ่งให้บิดา ไม่ใช้ภาษาถิ่นอีกต่อไป แต่พูดตรงๆ ว่า "นี่คือของขวัญที่ผู้อาวุโสเซียวเยว่มอบให้ข้าตอนทดสอบสำนักนอกครั้งก่อน ท่านพ่อดูสิว่าจะเอาไปให้ยอดเขาธุลีโอสถ ช่วยหลอมเป็นโอสถบำรุงพรสวรรค์ได้หรือไม่"
"โอ้?"
หลี่ต้าจื้อรับกล่องผ้าไหมมา อดเบิกตากว้างไม่ได้:
"นี่มันของที่พวกเราหามาครึ่งปีเมื่อปีที่แล้วแต่ก็หาไม่เจอนี่นา... อายุของมันก็ไม่น้อยเลย! มูลค่าไม่ธรรมดาจริงๆ! ผู้ดูแลเซียวผู้นี้หมายความว่าอย่างไรกัน?"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "ผู้อาวุโสมอบให้ มิกล้าปฏิเสธ นี่เป็นสิ่งที่ท่านพ่อสอนข้าเองนะ อย่างไรเสียครั้งนี้ข้าก็ติดค้างน้ำใจผู้อาวุโสเซียวแล้ว คงต้องพึ่งท่านพ่อไปตอบแทนในภายภาคหน้าแล้วล่ะ"
หลี่ต้าจื้อหัวเราะลั่น "คนอื่นเขามีแต่พ่อสร้างหนี้ให้ลูกชดใช้ เจ้ากลับดีนัก ลูกสร้างหนี้ให้พ่อชดใช้! เอาเถอะๆ พ่อจะหาโอกาสมอบของขวัญตอบแทนให้นางก็แล้วกัน!"
"อาจารย์อาต้าจื้อ มีเรื่องอันใดน่าดีใจปานนี้หรือ?"
"วันนี้ผิงอันฉายแววโดดเด่น อาจารย์อาต้าจื้อปิดบังพวกเราเสียมิดเลยนะ!"
"ฮ่าๆๆๆ! ผิงอัน! วิชาลี้ลับในการจุดระเบิดของวิเศษของเจ้าเรียนมาจากที่ใดหรือ?"
ด้านข้างมีเสียงทักทายดังขึ้นสองสามเสียง เซียนอีกกลุ่มหนึ่งขี่เมฆาเข้ามาล้อมรอบ มองดูหลี่ต้าจื้อที่กำลังเบิกบานใจและหลี่ผิงอันที่เริ่มฉายแวว แต่ละคนเตรียมคำสรรเสริญเยินยอมามากมาย
จิตวิญญาณในห้วงวิญญาณของหลี่ผิงอันสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาเผยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยนออกมาทันที
การเข้าสังคมสำนักเซียนยกที่สอง เริ่มต้นขึ้นแล้ว







