สิ่งที่ทำให้หลินเฉาหยางประหลาดใจก็คือ ในศาลาระฆังนอกจากเฉินเจี้ยนกงแล้ว ยังมีคนแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง
"มาๆๆ เฉาหยาง ฉันจะแนะนำให้รู้จัก นี่คือโจวซื่อฟางจากภาควิชาปรัชญาชั้นปีเจ็ดเจ็ดของมหาวิทยาลัยเรา"
"ส่วนนี่คือหลินเฉาหยาง บรรณารักษ์ห้องสมุด ม.เยียนจิง ของเรา เขียนนิยายได้ยอดเยี่ยมมาก"
เฉินเจี้ยนกงแนะนำทั้งสองให้รู้จักกันอย่างกระตือรือร้น ทักทายกันพอเป็นพิธีสองสามประโยค แล้วจึงอธิบายให้หลินเฉาหยางฟังถึงเหตุผลที่มาหาเขาในวันนี้
มะรืนนี้ หรือก็คือวันที่ 23 กันยายน เป็นวันประชุมก่อตั้งชมรมวรรณกรรมห้าสี่แห่ง ม.เยียนจิง ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หลังจากหยุดชะงักไปนานกว่าสิบปี การประชุมก่อตั้งชมรมวรรณกรรมห้าสี่ใหม่ในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญระดับแนวหน้าในแวดวงวัฒนธรรม
ผู้บริหารของ ม.เยียนจิง ที่เข้าร่วมงานมีรองเลขาธิการหม่าซื่อเจียง รองอธิการบดีจี้เซี่ยนหลิน ศาสตราจารย์จูกวงเฉี่ยน และหวังเหยา ตัวแทนจากแวดวงวรรณกรรมมีนักวิจารณ์กวีนิพนธ์เซี่ยเหมี่ยน กวีจางจื้อหมิ่น หัวหน้ากลุ่มนวนิยายของ "เยียนจิงวรรณศิลป์" โจวเยี่ยนหรู ตัวแทนจากแวดวงข่าวสารมีนักข่าวสี่คนจาก "หนังสือพิมพ์ประชาชนรายวัน" และ "หนังสือพิมพ์เยาวชนจีน" เข้าร่วม
ขณะที่เฉินเจี้ยนกงแนะนำความคืบหน้าในการเตรียมงานประชุม เขาก็พูดน้ำไหลไฟดับด้วยสีหน้าตื่นเต้น ในฐานะหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมฟื้นฟูชมรมวรรณกรรมห้าสี่ ภายในใจของเขาไม่เพียงแต่มีความคาดหวัง ทว่ายังมีความภาคภูมิใจอีกด้วย
ในอนาคตหลังจากชมรมวรรณกรรมห้าสี่ฟื้นฟูกลับมาแล้ว เขากับโจวซื่อฟางจะได้เป็นรองประธานชมรม
เมื่อพูดถึงตอนท้าย สีหน้าของเขาก็ฉายแววเสียดายเล็กน้อย "น่าเสียดายที่ท่านเหมาตุ้นมีธุระสำคัญ จึงไม่สามารถมาร่วมงานได้"
ฟังเฉินเจี้ยนกงพูดอยู่ตั้งนาน หลินเฉาหยางก็ยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายมาหาตนในวันนี้ สุดท้ายเป็นโจวซื่อฟางที่ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยเตือนว่า "เจี้ยนกง เข้าเรื่องเถอะ เข้าเรื่อง"
"อ้อ จริงด้วยๆ ขอโทษทีนะเฉาหยาง ฉันตื่นเต้นเกินไปหน่อย" เฉินเจี้ยนกงกล่าวขอโทษ ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่อง
"หลังจากฟื้นฟูชมรมวรรณกรรมห้าสี่แล้ว งานสำคัญงานแรกของเราก็คือการจัดทำวารสารของชมรมเอง พวกเราหวังว่าจะเชิญนายมาเป็นที่ปรึกษาให้วารสารชมรมของเรา"
"เป็นที่ปรึกษาเหรอ?" หลินเฉาหยางประหลาดใจมาก เขาเป็นแค่บรรณารักษ์ แม้วารสารของชมรมวรรณกรรมห้าสี่จะไม่ใช่นิตยสารชื่อดังที่ตีพิมพ์จำหน่ายทั่วไป แต่ก็ไม่น่าจะถึงคิวเขามาเป็นที่ปรึกษาหรอกมั้ง?
อีกอย่าง ในเมื่อเป็นวารสารชมรม ก็ต้องเน้นไปที่นักศึกษาซึ่งเข้าร่วมชมรมวรรณกรรมเป็นหลัก การที่เขาซึ่งเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย มันจะดูเป็นยังไงกันล่ะ?
หลินเฉาหยางบอกเล่าความคิดของตัวเองออกไปอย่างอ้อมค้อม แต่เฉินเจี้ยนกงกลับหัวเราะร่วน
"เฉาหยาง นายก็อย่าถ่อมตัวไปเลย นิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ของนายน่ะฉันเคยอ่านแล้ว ฉันถามตัวเองว่าก็พอจะมีความรู้เรื่องการเขียนนิยายอยู่บ้าง แต่พอเทียบกับนายแล้วยังห่างชั้นกันอีกเยอะ
การฟื้นฟูชมรมวรรณกรรม รวมถึงการก่อตั้งวารสาร "ทะเลสาบเว่ยหมิง" มีผู้อาวุโสหลายท่านยินดีมาเป็นที่ปรึกษาให้พวกเรา แต่ผู้อาวุโสเหล่านี้ต่างก็มีงานของตัวเอง ปกติก็ยุ่งกันมาก จะไปรบกวนพวกเขาบ่อยๆ ก็คงไม่ดีนัก
ดังนั้นฉันเลยปรึกษากับทุกคนดู อยากจะรบกวนให้นายมาช่วยพวกเราตรวจสอบความเรียบร้อยหน่อย
นายวางใจได้ ตำแหน่งที่ปรึกษาไม่มีงานอะไรมากหรอก แค่นานๆ ทีเวลาพวกเราตัดสินใจเรื่องทิศทางไม่ได้ หรือมีผลงานชิ้นสำคัญ ถึงจะมาขอคำแนะนำจากนาย"
คำพูดของเฉินเจี้ยนกงทำให้หลินเฉาหยางอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดในใจ: เกรงใจที่จะรบกวนตาแก่พวกนั้น แล้วนายไม่เกรงใจที่จะรบกวนฉันเลยหรือไง?
"ทะเลสาบเว่ยหมิง" เป็นวารสารของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ ในเมื่อเป็นวารสารชมรม การเป็นที่ปรึกษาย่อมไม่ได้เงินแม้แต่แดงเดียว เป็นการทำงานฟรีชัดๆ หลินเฉาหยางทำเรื่องเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนแบบนี้ไม่ลงหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นที่ปรึกษาให้ "ทะเลสาบเว่ยหมิง" ชื่อของเขาก็ต้องไปปรากฏอยู่บนวารสารน่ะสิ? พ่อตาของเขาก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยนี้เสียด้วย แถมด้วยอิทธิพลของ ม.เยียนจิง วารสารชมรม "ทะเลสาบเว่ยหมิง" ฉบับนี้จะต้องแพร่หลายไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิงในอนาคตอย่างแน่นอน โอกาสที่เถาอวี้ซูจะเห็นมีสูงมาก
ชื่อบรรณารักษ์อย่างหลินเฉาหยางไปปรากฏอยู่ในช่องที่ปรึกษาของ "ทะเลสาบเว่ยหมิง" แค่สืบดูนิดหน่อย เรื่องที่เขาเขียนนิยายก็ความแตกแล้วไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินเฉาหยางก็ตกใจวาบ
ประมาทไปแล้ว!
เขารีบดึงเฉินเจี้ยนกงไปด้านข้าง "เรื่องที่ฉันเขียนนิยาย นายบอกใครไปบ้างแล้ว?"
เฉินเจี้ยนกงไม่เข้าใจสาเหตุ แต่ก็ยังตอบไปว่า "ก็แค่เพื่อนนักศึกษาไม่กี่คนที่รับผิดชอบเรื่องเตรียมงานน่ะ"
หลินเฉาหยางมีสีหน้าจริงจัง เอ่ยกำชับว่า "เรื่องนี้พวกนายห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาดนะ"
"เอ่อ..." เดิมทีเฉินเจี้ยนกงอยากจะถามว่าทำไม แต่ถึงอย่างไรเขาก็อายุใกล้จะสามสิบแล้ว นับว่ามีความคิดอ่านลึกซึ้งอยู่บ้าง การที่หลินเฉาหยางกำชับไม่ให้แพร่งพราย ย่อมต้องมีเหตุผลของตัวเอง ในเมื่อไม่บอก ก็แปลว่าไม่อยากให้เขาถาม
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงรับคำ "ตกลง กลับไปฉันจะบอกพวกเขาให้"
หลินเฉาหยางพยักหน้า
"เฉาหยาง งั้นนายก็ไม่อยากเป็นที่ปรึกษาแล้วใช่ไหม?" เฉินเจี้ยนกงถาม
ในเมื่อหลินเฉาหยางไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เขาเขียนนิยาย การเป็นที่ปรึกษาให้ "ทะเลสาบเว่ยหมิง" เขาก็คงไม่เต็มใจทำแล้วล่ะ
หลินเฉาหยางส่งยิ้มขอโทษให้เฉินเจี้ยนกง "เจี้ยนกง ขอโทษจริงๆ นะ เรื่องเป็นที่ปรึกษาให้วารสารชมรมของพวกนายน่ะฉันคงไม่เข้าร่วมด้วยหรอก แต่ถ้าพวกนายต้องการความช่วยเหลือ ฉันก็ยินดีช่วยเต็มที่"
เฉินเจี้ยนกงเข้าใจแล้ว หลินเฉาหยางไม่อยากให้ชื่อตัวเองไปโผล่บนวารสารนั่นเอง
เขากรอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะปิ๊งไอเดีย "ใช้นามปากกาก็ได้นี่ พวกเรารับรองว่าจะไม่เปิดเผยตัวตนของนาย"
"เอ่อ..."
หลินเฉาหยางลังเล ก่อนหน้านี้เฉินเจี้ยนกงอุตส่าห์เคยช่วยเหลือเขามาแล้ว พูดมาถึงขั้นนี้ ถ้าปฏิเสธอีกก็ดูจะใจจืดใจดำไปหน่อย
ครู่ต่อมา หลินเฉาหยางก็ตัดสินใจ "ตกลง!"
เมื่อเห็นเขายอมรับหน้าที่นี้ เฉินเจี้ยนกงกับโจวซื่อฟางก็ดีใจอย่างยิ่ง ตั้งท่าจะลากเขาไปพบกับผู้ก่อตั้งชมรมวรรณกรรมห้าสี่คนอื่นๆ
"ไม่ต้องๆ" หลินเฉาหยางดึงเฉินเจี้ยนกงไว้ "กิจกรรมชมรมของพวกนายฉันจะไม่เข้าไปยุ่งด้วย แล้วก็ไม่ต้องไปเจอคนเยอะขนาดนั้นหรอก วันหลังถ้ามีต้นฉบับมาหาฉัน เจี้ยนกง นายก็แค่ไปทิ้งโน้ตไว้ให้ฉันที่ห้องสมุดก็พอ"
เอาล่ะสิ ทำหยั่งกับพรรคใต้ดินนัดพบกันเลย
เฉินเจี้ยนกงและโจวซื่อฟางสบตากัน ในเมื่ออีกฝ่ายยอมช่วยแล้ว ไม่เผยตัวก็ไม่เผยตัวเถอะ อย่างมากเฉินเจี้ยนกงก็แค่คอยวิ่งเต้นส่งข่าวให้เท่านั้นเอง
"ตกลง งั้นเอาตามนี้นะ"
ก่อนไป หลินเฉาหยางยังไม่ลืมกำชับอีกประโยค "เรื่องนิยายน่ะ บอกทุกคนด้วยว่าอย่าแพร่งพรายออกไป"
"วางใจเถอะ"
เลิกงานช้าไปหน่อย กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบหกโมงครึ่งแล้ว เถาอวี้ซูยังไม่กลับมา แม่ยายเถากำลังยกกับข้าวไปวางบนโต๊ะอาหาร
"นี่!" เถาอวี้โม่ร้องเรียกหลินเฉาหยางคำหนึ่ง
พอเขาหันไปมอง เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง "มีจดหมายส่งถึงนาย"
หลินเฉาหยางหยิบจดหมายบนโต๊ะมาโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ
ปกติอยู่บ้านน้องเมียไม่เคยเป็นฝ่ายทักเขาก่อนเลย หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงครึ่งจานเมื่อคราวก่อนคงได้ผลอยู่บ้าง
กินของเขาแล้วก็ต้องเกรงใจ น้องเมียก็ถือว่าเป็นคนรู้ธรรมเนียมอยู่เหมือนกัน
ทานมื้อค่ำเสร็จ หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูก็มาอ่านจดหมายจากที่บ้านด้วยกัน
เนื้อหาในจดหมายเป็นเรื่องทั่วไป ล้วนเป็นความห่วงใยเรื่องงานและชีวิตความเป็นอยู่จากสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนที่มีต่อคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างหลินเฉาหยาง หลินเฉาหยางลงมือเขียนจดหมายตอบกลับ และส่งไปให้ที่บ้านเกิดในวันรุ่งขึ้น
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน พอเข้างานตอนเช้า หลินเฉาหยางก็ถูกเรียกให้ไปที่ห้องประชุม
วันนี้ชมรมวรรณกรรมห้าสี่ก่อตั้งขึ้น จึงต้องจัดการประชุมก่อตั้งขึ้นมาใหม่ที่ห้องประชุมของห้องสมุด ทางห้องสมุดจึงเรียกชายหนุ่มที่แข็งแรงมาช่วยกันจัดสถานที่สักหน่อย







