กลางเดือนเมษายน ภายในเมืองเยียนจิงเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิดอกไม้บานแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่บรรยากาศดีที่สุดในรอบปี ต้นไม้ผลิยอดอ่อนสีเขียวขจี ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
วันอาทิตย์ ตู้เฟิงวิ่งแจ้นมาที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลของหลินเฉาหยาง ปากบอกว่ามาเที่ยวเล่น แต่ครึ่งปีมานี้ก็ไม่ค่อยเห็นเขามาหา จู่ๆ วันนี้ก็โผล่มาที่บ้าน ย่อมต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน
และก็เป็นไปตามคาด พอเถาอวี้ซูออกไปซื้อกับข้าว เขาก็ถามหลินเฉาหยางว่า "พี่เขย ผมถูกใจผู้หญิงคนหนึ่งเข้าแล้ว!"
"โอ๊ะ! นี่รักษาแผลใจหายแล้วเหรอ?"
คำหยอกล้อของหลินเฉาหยางทำให้ตู้เฟิงดูเขินอายเล็กน้อย "แผลใจอะไรกัน เรื่องมันผ่านไปหมดแล้ว"
"แล้ววันนี้จะเอาไง? จะให้ฉันเขียนกลอนรักให้หรือไง?"
"ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ชอบวรรณกรรมครับ"
"งั้นฉันก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้วล่ะ"
"อย่าเพิ่งสิครับ!"
หลินเฉาหยางถาม "แล้วฉันยังจะช่วยอะไรได้อีก?"
"ผู้หญิงคนนั้นอยากเล่นหนังครับ" ตู้เฟิงพูดอย่างอิดออด
"งั้นก็สอบเข้าสถาบันภาพยนตร์สิ!"
"สอบแล้วครับ แต่สอบไม่ติด พี่เขย พี่เป็นคนเขียนบทหนังให้คนอื่นไม่ใช่เหรอ? คราวที่แล้วพี่ใหญ่ยังบอกเลยว่านักเรียนของเขาที่ได้เป็นนักแสดงนำหญิงของผู้กำกับเซี่ย ก็เพราะพี่ช่วยเป็นธุระติดต่อให้"
หลินเฉาหยางส่ายหน้า "นายนี่ช่างกล้าคิดนะ นั่นมันหนังของเซี่ยจิ้น ฉันพูดคำเดียวแล้วตัดสินได้เลยที่ไหน? ตัวผู้กำกับเขาเล็งเห็นแววเด็กสาวคนนั้นอยู่แล้ว ฉันก็แค่เสนอแนะไปเท่านั้นเอง"
ตู้เฟิงเห็นหลินเฉาหยางเข้าใจความหมายของตนผิด จึงรีบพูดว่า "พี่เขย ไม่ใช่ให้เธอเล่นเป็นนางเอกหรอกครับ แค่มีบทตัวประกอบเล็กๆ แบบที่ได้โผล่หน้ามาก็พอแล้ว"
"ไอ้เด็กนี่ นายจีบแฟน ทำไมทุกทีถึงต้องเป็นฉันที่ใช้แรงงานด้วย?" หลินเฉาหยางพูดอย่างไม่พอใจ
ตู้เฟิงเผยรอยยิ้มประจบประแจงเต็มใบหน้า "ก็พี่เป็นพี่เขยแท้ๆ ของผมไงครับ พอมีความลำบาก คนแรกที่ผมนึกถึงก็คือพี่นี่แหละ!"
"ฉันขอบใจนะที่นึกถึงฉัน!" หลินเฉาหยางประชดเขาไปหนึ่งประโยค
"พี่เขย นี่มันเกี่ยวพันถึงความสุขชั่วชีวิตของน้องชายคนนี้เลยนะ พี่จะปล่อยปละละเลยไม่ได้นะครับ!" ตู้เฟิงทำหน้ามุ่ยอ้อนวอน
พูดจบ ก็ยังล้วงบุหรี่สองคอตตอนออกมาจากอกเสื้อ "พี่เขย ช่วยหน่อยเถอะครับ!"
หลินเฉาหยางเห็นแล้วก็ขำ "ไอ้เด็กนี่ ปกติไม่เคยมาเหลียวแล พอจวนตัวค่อยมาขอให้ช่วย"
เขาถามอีกว่า "บทตัวประกอบก็พอใช่ไหม?"
พอได้ยินคำนี้ ตู้เฟิงก็ดีใจขึ้นมาทันที "ตัวประกอบก็พอครับ แค่ให้เธอได้สัมผัสประสบการณ์ถ่ายหนังก็พอ ถ้าขืนให้เธอได้เป็นดาราหนังขึ้นมาจริงๆ ผมก็คงรั้งเธอไว้ไม่อยู่ไม่ใช่เหรอครับ?"
"ดีดลูกคิดรางแก้วได้ฉลาดดีนี่! เดี๋ยวฉันจะลองถามดูให้ แต่ไม่รับปากนะว่าจะมีโอกาสเมื่อไหร่"
"ได้เลยครับ ขอบคุณครับพี่เขย!" ตู้เฟิงพูดอย่างดีอกดีใจ
ทั้งสองคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เถาอวี้ซูก็ซื้อกับข้าวกลับมา เตรียมตัวทำมื้อเที่ยง หลินเฉาหยางพูดว่า "ตอนบ่ายผมจะไปดูที่ซอยเหมียนฮวาสักหน่อย จะหาคนมาซ่อมบ้านน่ะ"
"ค่ะ" เถาอวี้ซูรับคำ
ตู้เฟิงถามว่า "พี่เขย พี่จะซ่อมบ้านเหรอ?"
"ใช่ ซื่อเหอเยี่ยนที่ซอยเหมียนฮวาซื้อมาเกือบครึ่งปีแล้ว อาศัยช่วงที่อากาศดีแบบนี้ซ่อมแซมสักหน่อย"
"เรื่องนี้ยกให้ผมจัดการเอง" ตู้เฟิงตบหน้าอกพูด
"เรื่องเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐเราไม่ทำหรอกนะ"
ตู้เฟิงรีบพูดว่า "ไม่ได้เบียดบังครับ ฝ่ายพลาธิการเขตทหารต้องซ่อมบ้านทุกปี ผมมีสหายร่วมรบอยู่ฝ่ายพลาธิการคนหนึ่ง ลูกน้องของเขาฝีมือดี ทำงานคล่องแคล่ว เป็นเรื่องที่แวะทำให้ได้สบายมากครับ"
ตู้เฟิงเพิ่งจะขอร้องให้หลินเฉาหยางช่วย เพื่อชีวิตที่มีความสุขในอนาคต ตอนนี้ต่อให้ต้องลงมือทำเองก็ไม่มีปัญหา
หลินเฉาหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "บ้านนั้นมีปัญหาจุกจิกเยอะแยะ ไม่ใช่เรื่องที่จะแวะทำได้ง่ายๆ หรอก เอาอย่างนี้ดีกว่า นายให้เพื่อนของนายมาดู ว่าต้องใช้วัสดุเท่าไหร่ ใช้แรงงานกี่คน ประเมินราคามา แล้วเหมางานนี้ให้เขาไปเลย"
ตู้เฟิงได้ยินดังนั้นก็ลังเล "แบบนี้จะไม่เหมาะนะครับ พี่เขย..."
"ไม่มีอะไรไม่เหมาะหรอก ถ้านายเต็มใจช่วย ก็เอาตามนี้แหละ" หลินเฉาหยางยืนกราน
"งั้น...ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปหาเขา พอดีวันนี้ว่าง"
ตู้เฟิงพูดจบก็จากไป จนกระทั่งใกล้ค่ำ เขาถึงได้ปรากฏตัวที่ซอยเหมียนฮวาพร้อมกับชายหน้าเหลี่ยมวัยประมาณสามสิบปี หลินเฉาหยางมารออยู่ที่นี่ก่อนแล้ว
"พี่เขย นี่เกิ่งฉวนเฟิง สหายร่วมรบของผมครับ"
"นี่หลินเฉาหยาง พี่เขยของฉัน นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่"
ทักทายกันสองสามประโยค เกิ่งฉวนเฟิงดูมีท่าทีเกร็งๆ เล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญญาชนอย่างหลินเฉาหยาง หลินเฉาหยางจึงพาเขาเดินดูรอบๆ บ้าน
พอพูดถึงเรื่องบ้าน เขาก็ผ่อนคลายลงไปมาก
"บ้านในลานของคุณพวกนี้ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไรครับ คานบ้านกับเสาประตูก็แค่ทาสีใหม่ ส่วนประตูหน้าต่างผมว่าคงต้องเปลี่ยนแล้ว กระเบื้องหลังคาบางจุดก็ต้องเปลี่ยนด้วย ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีความต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกไหม"
หลินเฉาหยางถาม "ช่างไม้ ช่างกระเบื้อง ช่างสี พวกนี้พวกคุณทำได้หมดเลยใช่ไหม?"
เกิ่งฉวนเฟิงตอบพร้อมรอยยิ้ม "ตอนมาตู้เฟิงบอกผมหมดแล้วครับ ว่าคุณอยากให้โอกาสพวกพี่น้องหารายได้พิเศษ พวกเราดูแลเรื่องงานก่อสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างบ้าน พวกเราทำได้หมดครับ"
"ทำเครื่องทำความร้อนแบบพื้นบ้านได้ไหม?"
ตอนนี้ชาวบ้านในเมืองเยียนจิงใช้เตาถ่านแบบมีปล่องควันเพื่อให้ความอบอุ่น ต้องพึ่งพาความร้อนจากตัวเตาและปล่องควันส่วนที่อยู่ภายในห้องเท่านั้น ซึ่งประสิทธิภาพเทียบไม่ได้กับเครื่องทำความร้อนแบบพื้นบ้านเลย ยิ่งไปกว่านั้นประตูหน้าต่างก็ปิดได้ไม่มิดชิด ผนังก็เก็บความร้อนไม่ได้ เวลาล้มตัวลงนอนในคืนฤดูหนาว ตื่นเช้ามาหน้าก็ชาไปหมดแล้ว
เครื่องทำความร้อนแบบพื้นบ้านนี้ ก็คือแผ่นทำความร้อนเหล็กหล่อที่ต่อเข้ากับหม้อต้มแบบพื้นบ้าน สาเหตุที่เติมคำว่า "พื้นบ้าน" เข้าไป ก็เพื่อแยกความแตกต่างจากระบบทำความร้อนส่วนกลาง ของพรรค์นี้ก็คือสิ่งที่ชาวบ้านตาดำๆ ใช้สติปัญญาของตัวเองคิดค้นขึ้นมา
ในเมืองเยียนจิงยุคปัจจุบัน เครื่องทำความร้อนแบบพื้นบ้านยังพบเห็นได้น้อยมาก สาเหตุหลักเป็นเพราะมีความต้องการด้านวัสดุและเทคโนโลยีสูง หม้อต้มแบบพื้นบ้านจำเป็นต้องใช้แผ่นเหล็กขึ้นรูปมาเชื่อมเข้าด้วยกัน คนทั่วไปเชื่อมไม่ได้ แต่ของแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับกองทัพ
"เรื่องนี้...อาจจะต้องใช้เงินสักหน่อยนะครับ" เกิ่งฉวนเฟิงลังเลเล็กน้อย
"เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา"
"งั้นก็จัดการได้ง่ายเลยครับ คุณอยากจะวางหม้อต้มไว้ตรงไหน? เจ้านี่อย่างมากก็ส่งความร้อนได้แค่สามสี่ห้อง แถมยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่คุณมีแผ่นทำความร้อนพอและจุดไฟได้แรงด้วยนะครับ"
"เอาไว้ที่ห้องโถงหลักเถอะ ส่วนห้องปีกตะวันออกกับห้องปีกตะวันตกก็ใช้เตาถ่านเอาก็พอ"
"ผมเห็นเพิงเก็บถ่านหินในลานบ้านของคุณพังจนดูไม่ได้แล้ว คงต้องสร้างใหม่ด้วยนะครับ"
"ตกลง"
……
หลินเฉาหยางกับเกิ่งฉวนเฟิงปรึกษากันจนฟ้าเกือบมืด ถึงได้ตกลงเรื่องจุดที่ต้องซ่อมแซมในซื่อเหอเยี่ยนจนเสร็จสรรพ พวกเกิ่งฉวนเฟิงทำงานก่อสร้างอยู่แล้ว เรื่องวัสดุพวกเขาสามารถจัดการเองได้ หลินเฉาหยางแค่เป็นคนจ่ายเงินก็พอ
สุดท้ายก็ลองคำนวณดู ลำพังแค่ซ่อมลานบ้านแห่งนี้ก็ต้องใช้เงินหกร้อยกว่าหยวนแล้ว หากภายหลังต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าห้องต่างๆ อีก ก็ยังต้องใช้เงินอีกหลายร้อยหยวน
ผ่านไปอีกสองวัน ขณะที่หลินเฉาหยางกำลังทำงานอยู่ หลิวซินอู่ก็มาหาที่ห้องสมุดอย่างกะทันหัน ไม่ได้เจอกันตั้งนาน หลินเฉาหยางจึงรู้สึกดีใจเล็กน้อยที่ได้พบหลิวซินอู่
"นายมาได้ยังไงเนี่ย?"
"ก็มาเยี่ยมนายไง ช่วงนี้กำลังเขียนอะไรอยู่ล่ะ?"
"กำลังเขียนนวนิยายขนาดกลางเรื่องหนึ่งน่ะ"
หลิวซินอู่ได้ยินดังนั้นก็นัยน์ตาเป็นประกาย "มีเจ้าของหรือยัง?"
"รับปากจางเต๋อหนิงไว้แล้ว ว่าจะส่งให้ ‘เยียนจิงวรรณกรรม’"
หลิวซินอู่แสดงสีหน้าเสียดายออกมาทันที "ฉันมาไม่ถูกเวลาสินะ"
หลินเฉาหยางพูดหยอกล้อ "คนยุ่งรัดตัวอย่างนาย อุตส่าห์นึกถึงแล้วมาขอต้นฉบับจากฉันได้ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว"
หลิวซินอู่ยุ่งมากจริงๆ ตอนนี้เขาเป็นนักเขียนที่กำลังโด่งดังในประเทศ อีกทั้งยังเป็นบรรณาธิการของ ‘ตุลาคม’ ซึ่งเป็นนิตยสารวรรณกรรมชื่อดัง ทั้งการเขียน ตรวจต้นฉบับ เข้าร่วมกิจกรรม ยุ่งจนหัวหมุนไปหมด
หลิวซินอู่โบกมือ "ก็ยุ่งไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ เป็นแบบนายน่ะดีแล้ว หลบซ่อนตัวในบ้านหลังน้อยอย่างสงบสุข ไม่สนหรอกว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนฤดูไปอย่างไร"
คุยสัพเพเหระกันสองสามประโยค เขาก็ถามว่า "เดือนหน้าสมาคมนักเขียนเยียนจิงของเราจัดทริปไปหาข้อมูลที่เซินเจิ้น นายจะไปไหม?"
"ฉันไม่ใช่คนของสมาคมนักเขียนของพวกนายสักหน่อย จะไปทำไม?"
หลิวซินอู่ขยิบตาให้เขา "ไปแล้วเดี๋ยวก็ใช่เองนั่นแหละ?"
หลินเฉาหยางหลุดขำ ถามว่า "ที่นายมาวันนี้ก็เพื่อเรื่องนี้เหรอ?"
"หลักๆ ก็เพื่อมาขอต้นฉบับนั่นแหละ" เมื่อเห็นว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องสมาคมนักเขียน หลิวซินอู่ก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก แล้วพูดว่า "ฉันได้ยินมาว่าช่วงก่อนนายกระเป๋าฉีก เลี้ยงข้าวนักเขียนที่ได้รางวัลตั้งหลายสิบคนเลยเหรอ"
"นายไปฟังใครมา?"
"ก็หลี่ทัวน่ะสิ!"
"หมอนั่นชอบพูดจาเลื่อนเปื้อนไปเรื่อย คำพูดของเขาเชื่อได้ที่ไหนล่ะ?"
"นายไม่ได้เลี้ยงงั้นเหรอ?"
"ฉันไม่ได้เลี้ยง ทุกคนลงขันกันแล้วฉันเป็นคนทำกับข้าว ให้ลองชิมฝีมือฉันต่างหาก"
หลิวซินอู่พยักหน้า "หลี่ทัวบอกว่าวันนั้นทุกคนกินกันจนพุงกาง ตอนนี้ฝีมือทำอาหารของนายเลื่องลือไปทั่วแล้ว วันก่อนลูเหวินฝูเขียนจดหมายมาหาฉัน ยังจงใจพูดถึงกับข้าวของนายด้วย เขาบอกว่าวันนั้นอะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวคือพวกหลี่ทัวเสียงดังโวยวายกันเกินไปหน่อย เลยหมดอารมณ์สุนทรีย์"
เขากับลูเหวินฝูรู้จักกันเมื่อปี 79 ตอนนั้นทั้งสองคนเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติครั้งที่หนึ่งด้วยกัน
หลินเฉาหยางไม่สนิทกับลูเหวินฝู แต่ก็พอดูออกว่าเขาเป็นคนมีนิสัยรักสงบ ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับนิสัยชอบเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงของหลี่ทัวอย่างสิ้นเชิง
หลินเฉาหยางหัวเราะ "งั้นคราวหน้านายก็ให้เขามาเองสิ ฉันจะทำเลี้ยงเขาสักมื้อเป็นการส่วนตัว"
"ได้ เดี๋ยวฉันจะเขียนจดหมายไปบอกเขา แต่คราวนี้ต้องมีฉันด้วยนะ"
"เขาเป็นแขกที่เดินทางมาไกล..."
"ฉันไม่กินข้าวของนายฟรีๆ หรอกน่า ไปเซินเจิ้นคราวนี้ เดี๋ยวจะซื้อของขวัญกลับมาฝากนาย โอเคไหม?"
หลินเฉาหยางพยักหน้า "บังเอิญจัง พอดีบ้านเรากำลังขาดทีวีสีอยู่เครื่องหนึ่งพอดี"
หลิวซินอู่ : ……
หลังจากล้อเล่นกันพอหอมปากหอมคอ หลิวซินอู่ก็พูดถึงจุดประสงค์หลักที่มาหาหลินเฉาหยางในครั้งนี้
"สำนักพิมพ์ของเราอยากให้นายเขียนคำนำให้น่ะ"
"ให้ฉันเขียนคำนำ? เขียนให้ใคร?"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวซินอู่ หลินเฉาหยางก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"‘การตายของแวนโก๊ะ’ ของนายโด่งดังมาหลายเดือนแล้ว มีอิทธิพลมหาศาลมาก ถือได้ว่าทำให้แวนโก๊ะซึ่งเป็นจิตรกรชาวตะวันตกเป็นที่รู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมืองในประเทศเราเลยล่ะ
สำนักพิมพ์ของเราตั้งใจจะฉวยโอกาสนี้นำเข้า ‘ความกระหายในชีวิต’ ซึ่งเป็นหนังสือชีวประวัติที่เออร์วิง สโตน เขียนให้เขา
เหล่าหวังรู้ว่าฉันกับนายสนิทกัน ก็เลยให้ฉันมาขอให้นายเขียนคำนำให้
ผู้เขียน ‘การตายของแวนโก๊ะ’ เขียนคำนำให้ ‘ความกระหายในชีวิต’ ถ้าข่าวแพร่ออกไปก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ เรื่องหนึ่งเลยล่ะ"
หลินเฉาหยางพูดกลั้วหัวเราะ "สำนักพิมพ์ของพวกนายตามกระแสเก่งจริงๆ"
"ก็ใครใช้ให้นิยายของนายดังล่ะ อ้อ จริงสิ นิยายของนายจะตีพิมพ์เป็นเล่มไหม? ถ้า ‘ความกระหายในชีวิต’ ได้ตีพิมพ์พร้อมกับ ‘การตายของแวนโก๊ะ’..."
หลินเฉาหยางพูดขัดจังหวะเขา "นายเลิกฝันหวานไปได้เลย ‘การตายของแวนโก๊ะ’ ตีพิมพ์ในฉบับพิเศษ นี่เพิ่งจะตีพิมพ์ไปได้แค่สามเดือนกว่าเอง กว่าจะรวมเล่มก็อีกนาน แถมยังมีสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนอยู่อีกนะ"
เมื่อได้ยินหลินเฉาหยางพูดเช่นนี้ หลิวซินอู่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร เดิมทีเขาก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง คุยกันอีกสองสามประโยค เขาก็ขอตัวกลับ
ผ่านไปไม่กี่วันก็ถึงช่วงสุดสัปดาห์ หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูไปที่ซอยเหมียนฮวาด้วยกันเพื่อดูความคืบหน้าของการซ่อมแซม
พวกเกิ่งฉวนเฟิงล้วนแต่มีงานประจำทำกันอยู่แล้ว การมารับจ้างหารายได้พิเศษล้วนต้องลาหยุด แต่ประสิทธิภาพการทำงานกลับสูงมาก ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เมื่อมาถึงซื่อเหอเยี่ยนอีกครั้ง ลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเลย
ประสิทธิภาพขนาดนี้ถือว่าดีกว่าบริษัทรับเหมาตกแต่งในยุคหลังๆ มากนัก
"พวกเขาทำงานกันเร็วมากเลยนะ!" เถาอวี้ซูพูด
"ก็ทหารนี่นา ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ที่สำคัญคือเป็นระเบียบ ไม่ทำแบบลวกๆ"
พื้นในซื่อเหอเยี่ยนส่วนใหญ่มักจะปูด้วยอิฐ โดยจะปูอิฐสีเทาให้ราบไปกับพื้นห้องเหมือนกับการก่ออิฐสร้างผนัง ก่อนจะปูพื้นอิฐพวกนี้ยังต้องทาน้ำมันตังอิ๊วดิบเคลือบไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วค่อยลงแว็กซ์
พื้นอิฐในห้องฝั่งตะวันออกของห้องโถงหลักทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อมานานแล้วเพราะขาดการซ่อมแซม อิฐก้อนเดิมที่แตกหักถูกรื้อออกมาสุมกองไว้ในลานบ้านตั้งนานแล้ว ตอนนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังปูอิฐใหม่อย่างพิถีพิถัน
"น้องชาย คนในกองทัพของพวกนายทำเรื่องพวกนี้เป็นด้วยเหรอ?" หลินเฉาหยางถามด้วยความสงสัย
ในความทรงจำของเขา งานก่อสร้างของกองทัพมักจะเน้นที่การใช้งานจริงเป็นหลัก ไม่น่าจะทำงานละเอียดอ่อนแบบนี้ได้
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา แล้วพูดกลั้วหัวเราะ "นักเขียนหลิน คุณอย่าดูถูกพวกเราเชียวนะครับ อย่าว่าแต่ซื่อเหอเยี่ยนของคุณเลย ต่อให้เป็นอาคารในจงหนานไห่ก็ไม่คณามือพวกเราหรอก"
"คุยโตไม่เบานี่ นายเคยซ่อมบ้านในจงหนานไห่ด้วยเหรอ?"
"นั่นก็ไม่เคยหรอกครับ แต่อาจารย์ปู่ของผมเคยซ่อมนะ สมัยก่อนเขายังเคยสร้างบ้านให้ท่านเหมาเหล่าเหรินเจียเลยด้วยซ้ำ"
"งั้นอาจารย์ปู่ของนายก็ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย"
"ก็ใช่น่ะสิครับ ตอนนี้เขาเป็นถึงหัวหน้าวิศวกรของบริษัทก่อสร้างอันดับหนึ่งแห่งเมืองเยียนจิงแล้วนะครับ"
หลินเฉาหยางยืนดูอยู่ข้างๆ ครู่หนึ่ง เห็นชายหนุ่มทำงานอย่างพิถีพิถัน ในใจก็รู้สึกโชคดีที่เลือกให้พวกพี่ๆ ทหารเหล่านี้มาซ่อมบ้าน ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดจริงๆ
พอถึงตอนเที่ยง เขาตั้งใจเลี้ยงข้าวชายหนุ่มสองคนที่ทำงานอยู่ในลานบ้านเป็นพิเศษ ตกบ่ายทั้งสองคนจึงยิ่งใช้แรงงานอย่างเต็มที่มากขึ้นไปอีก
ตอนบ่ายสองสามีภรรยากลับจากซอยเหมียนฮวามาที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเล ตอนเดินผ่านห้องยามก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเรียกไว้ ใบหน้าที่คุ้นเคยคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องยาม
"สหายเฉาหยาง!"
"เหล่าเถิง? สวัสดี สวัสดี"
ผู้ที่มาคือเถิงหงเซิงจากบริษัทร่วมทุนสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศจีน ทั้งสองจับมือกัน หลินเฉาหยางถามว่า "ที่คุณมานี่คือ..."
"ผู้กำกับหลี่มาที่เยียนจิงแล้ว เรื่องเงินลงทุนทำให้เป็นจริงได้แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากท่านเหอแห่งมาเก๊า หลังจากผ่านการหารือกับบริษัทของเรา ภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่จะถูกสร้างร่วมกันโดยบริษัทร่วมทุนสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศจีนของเราและบริษัทซินคุนหลุนอิ่งเย่จำกัด
ช่วงนี้ผู้กำกับหลี่กำลังเตรียมงานสร้างภาพยนตร์ อยากจะคุยกับผู้เขียนบทอย่างคุณสักหน่อย คุณคิดว่าพอจะมีเวลาว่างวันไหนบ้างครับ?"
หลินเฉาหยางก้มดูนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง "วันนี้เย็นมากแล้ว พรุ่งนี้ผมจะลาหยุด มะรืนนี้ค่อยไปพบเขาก็แล้วกัน"
"ตกลงครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อน"
วันจันทร์หลินเฉาหยางลาหยุดงาน วันอังคารแต่เช้าตรู่เขาก็ขี่จักรยานมาถึงโรงแรมเยียนจิง
เขาเคาะประตูห้อง รออยู่ครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดออก
หลี่ฮั่นเสียงเห็นว่าเป็นเขา ก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
"เฉาหยาง จัดการเรื่องเงินทุนเรียบร้อยแล้ว หนังถ่ายทำได้แล้ว!"
หลินเฉาหยางยิ้มๆ "นี่มันเรื่องดีมากเลยนะ แบบนี้ค่าต้นฉบับของผมก็ต้องช่วยจ่ายให้หน่อยแล้วใช่ไหม?"
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ฮั่นเสียงก็แข็งค้างไปทันที







