หลี่ตวนกับอาจารย์ตงไหล 'ศิษย์ทรพี' ทั้งสองคนนี้ ไม่ได้เฉียดใกล้กับคำว่าโง่เขลาเลยสักนิด
หลังจากทราบว่าชุยเซี่ยนสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของการสอบระดับอำเภอ ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองต่างก็แยกย้ายกันลงมือจัดการอย่างเร่งด่วนทันที
แหงล่ะ ขืนไม่รีบลงมือ อาจารย์ได้ด่าพวกเขาสองคนหูชาแน่!
เริ่มจากอาจารย์ตงไหล
ในงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งอันดับหนึ่งระดับอำเภอของลูกศิษย์ เขาคิดแผนรับมือออกอย่างรวดเร็ว
เขาเอ่ยถามฮูหยินเฒ่าชุย "หนังสือ 'ชุยเซี่ยนอันดับหนึ่งระดับอำเภอวัยเก้าขวบตีแตกข้อสอบแปดตอนร้อยข้อ' ที่ท่านจะตีพิมพ์น่ะ พิมพ์เสร็จหรือยัง ขอมอบให้ข้าสักเล่มจะได้หรือไม่"
ฮูหยินเฒ่าชุยตอบอย่างใจกว้างทันที "ท่านผู้อาวุโสรอประเดี๋ยวนะ ข้าจะไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้เลย!"
ต้องยอมรับเลยว่า ครั้งนี้หญิงชราสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่จริงๆ
ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เผชิญเรื่องราวมากมาย ฮูหยินเฒ่าชุยจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว
ประกอบกับเริ่มเรียนรู้ตัวหนังสือ จึงเริ่มมีหัวการค้าขึ้นมาบ้างในเบื้องต้น
วันนั้นหลังจากพาชุยเซี่ยนออกจากที่ว่าการอำเภอกลับมาถึงบ้าน พอตกดึกค่อนคืน ฮูหยินเฒ่าชุยก็ยังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ
จากนั้นในหัวก็เกิดประกายความคิดแวบหนึ่งขึ้นมา
ข้อสอบแปดตอนร้อยข้อนั่น ควรจะจดบันทึกเอาไว้นี่นา เผื่อมีบัณฑิตคนไหนอยากซื้อล่ะ จะไม่รวยเละหรอกหรือ!
ต่อให้ไม่มีใครซื้อ ก็ยังถือเสียว่าได้บันทึกผลงานอันยอดเยี่ยมของเซี่ยนเกอเอาไว้!
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น
ฮูหยินเฒ่าชุยจึงไปตามตัวเซี่ยนเกอ บุตรชายทั้งสองคน และบรรดาคุณชายอย่างเผยเจียน รวมถึงนายฮูหยินเฒ่าเผยฉงชิงมารวมตัวกัน
ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเค้นความทรงจำ จนสามารถรวบรวมหัวข้อสอบแปดตอนมากมายที่ถูกตั้งคำถามสดๆ เมื่อวานออกมาได้จนครบ!
สำหรับฮูหยินเฒ่าชุย นี่คือหัวการค้าของนางที่เริ่มเบิกเนตรขึ้นมาเล็กน้อย
แต่สำหรับอาจารย์ตงไหล นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะช่วยกู้ชื่อเสียงให้ลูกศิษย์ของตน หรือแม้แต่ทำให้อาจารย์ของเขาอย่างเจิ้งเก๋อเหล่า สามารถยืดอกในราชสำนักได้อย่างสง่าผ่าเผย!
หลังจากได้หนังสือเล่มนั้นมา
อาจารย์ตงไหลถึงกับอดใจไม่ไหว เอ่ยชมฮูหยินเฒ่าชุยยกใหญ่ "ชุยเซี่ยนน้อยมีท่านย่าที่ยอดเยี่ยมเช่นท่าน นับเป็นวาสนาของเขาจริงๆ"
"ประโยชน์ของหนังสือเล่มนี้ยิ่งใหญ่มากนัก! หากนำหนังสือเล่มนี้ออกมา พวกกรมพิธีการก็ไม่มีหน้ามาตรวจสอบตำแหน่งอันดับหนึ่งระดับอำเภอของชุยเซี่ยนน้อยถึงหนานหยางแล้ว"
"พวกเขาแบกรับความอับอายไม่ไหวหรอก!"
ฮูหยินเฒ่าชุยถูกชมจนหน้าบาน ยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลง
ตอนนี้นางชอบฟังคำพูดทำนองที่ว่า 'ท่านไม่ได้เป็นตัวถ่วงของเซี่ยนเกอ' ที่สุด
โอย ช่างรู้สึกประสบความสำเร็จเหลือเกิน!
ส่วนอาจารย์ตงไหลเมื่อพูดจบ ก็เปิดหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาพลิกอ่าน ยิ่งอ่านดวงตาก็ยิ่งทอประกาย ยิ่งเห็นสีหน้าก็ยิ่งเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ลูกศิษย์ของข้าทำไมถึงได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้นะ!
พออ่านหนังสือเล่มนั้นจบ อาจารย์ตงไหลก็สั่งให้บ่าวรับใช้นำมันส่งด่วนไปยังเมืองไคเฟิงทันที!
อีกด้านหนึ่ง
ที่เมืองไคเฟิง
เดิมทีหลี่ตวนยังค่อนข้างลุกลน กำลังขบคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อดึงตัวเองให้พ้นผิดอย่างแนบเนียน แล้วโยนเผือกร้อนทั้งหมดไปให้ศิษย์พี่อย่างอาจารย์ตงไหล
เพื่อจะได้หลบเลี่ยงการถูกอาจารย์ด่าทอ
แต่พอได้ตามผู้ตรวจการศึกษาไปดูข้อสอบของหลานศิษย์อย่างชุยเซี่ยนแล้ว
หลี่ตวนถือกระดาษคำตอบแผ่นนั้นไว้ ดวงตาเบิกกว้าง ร้องอุทานออกมาว่า "ร้ายกาจนัก!"
เขาหันไปมองผู้ตรวจการศึกษา แล้วเอ่ยถาม "กระดาษคำตอบฉบับนี้?"
ผู้ตรวจการศึกษาหัวเราะหึๆ "ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าน้อยเพียงแค่ส่งหนังสือแจ้งผลคะแนนไปยังกรมพิธีการ ส่วนกระดาษคำตอบยังไม่ทันได้จัดส่งไปขอรับ"
ทำได้สวย!
หลี่ตวนจึงหัวเราะตามพลางกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ปล่อยให้พวกเขาวุ่นวายกันไปเถอะ! ดูซิว่าโวยวายไปจนถึงที่สุดแล้ว พวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"
ทว่า หลี่ตวนกลับไม่ได้ส่งกระดาษคำตอบไปยังเมืองหลวงในทันที
แต่เลือกที่จะรอคอยอย่างรู้ใจกัน
และก็เป็นไปตามคาด
ช่วงเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ทางฝั่งหนานหยาง ศิษย์พี่โจวหยงได้ส่งหนังสือ 'ชุยเซี่ยนอันดับหนึ่งระดับอำเภอวัยเก้าขวบตีแตกข้อสอบแปดตอนร้อยข้อ' มาให้หนึ่งเล่ม
หลี่ตวนอ่านจบ ก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตาค้างอีกครั้ง "ร้ายกาจจริงๆ!"
ผู้ตรวจการศึกษาที่อยู่ด้านข้างรับมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเผลอร้องอุทานตามออกมาอย่างลืมตัว "ร้ายกาจจริงๆ!"
ตัวคนเดียวรับมือกับผู้เข้าสอบนับพันคน
ตีแตกหัวข้อสอบแปดตอนรวดเดียวกว่าร้อยข้อ
พลิกสถานการณ์กลับมาได้กลางคัน พิสูจน์ความสามารถในฐานะอันดับหนึ่งระดับอำเภอของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์
นี่มัน...
ไม่เพียงแต่เขียนบทความแปดตอนระดับตำราเรียนออกมาได้ถึงสองบท แต่ยังทำสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น 'การรับมือวิกฤตข้อครหาทุจริต' ระดับตำราเรียนอีกด้วย
ไร้เทียมทานจริงๆ
กระดาษคำตอบบวกกับหนังสือเล่มนี้ถูกส่งไปยังเมืองหลวง กรมพิธีการคงไม่กล้าแม้แต่จะส่งคนมาตรวจสอบ ชุยเซี่ยน ผู้สอบได้อันดับหนึ่งระดับอำเภอวัยเก้าขวบที่อายุน้อยที่สุดแห่งราชวงศ์ต้าเหลียง ก็จะสามารถนั่งตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคง!
แถมยังเป็นการนั่งได้อย่างมั่นคง ภายใต้การเป็นประจักษ์พยานของขุนนางบุ๋นบู๊เต็มราชสำนัก หรือแม้แต่ต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาทด้วย!
หลี่ตวนตบหน้าขาตัวเองด้วยความตื่นเต้น "รีบส่งของพวกนี้ไปยังเมืองหลวงโดยเร็ว!"
และในวันที่สามหลังจากที่หลี่ตวนส่งของเหล่านี้ไปยังเมืองหลวง เขาก็ได้รับ 'จดหมายด่าทอ' ฉบับหนึ่งส่งตรงมาจากเมืองหลวง
ใต้เท้าหลี่แกะจดหมายฉบับนั้นด้วยมือที่สั่นเทา ราวกับเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวของท่านเก๋อเหล่ากำลังยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าเกรี้ยวกราดถมึงทึงและด่าทอจนน้ำลายแตกฟอง
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
โชคดีที่ 'ของดี' ชิ้นนั้นถูกส่งไปยังเมืองหลวงแล้ว!
เมืองหลวง จวนสกุลเจิ้ง
ช่วงนี้เจิ้งเก๋อเหล่าซึ่งถูกดึงเข้าไปพัวพันกับข้อครหาการทุจริตสอบขุนนาง จากเรื่องที่หลานศิษย์สอบได้เป็นอันดับหนึ่งระดับอำเภอ มีสภาพจิตใจห่อเหี่ยวอยู่บ้าง
ไม่ใช่ว่ากังวลเรื่องเส้นทางขุนนางจะได้รับผลกระทบ
แต่หลักๆ คือเป็นห่วงทางฝั่งหลานศิษย์ตัวน้อย ว่าตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!
"ท่านเก๋อเหล่า มีจดหมายจากไคเฟิงขอรับ!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวของบ่าวรับใช้ เจิ้งเสียเซิงก็รีบเอ่ย "รีบเอามาให้ข้า"
ภายในห้องหนังสือ
เจิ้งเก๋อเหล่าเปิดดูกระดาษคำตอบของชุยเซี่ยนก่อนเป็นอันดับแรก
ดวงตาฝ้าฟางตามวัยชราของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงระคนชื่นชม เพราะนี่คือบทความแปดตอนอันยอดเยี่ยมถึงสองบท ที่มากพอจะเรียกได้ว่าเป็นบทความตัวอย่างมาตรฐาน!
เจิ้งเก๋อเหล่าอ่านแล้วก็เบิกบานใจยิ่งนัก เขาจ้องมองบทความทั้งสองบทนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
หลานศิษย์ตัวน้อยที่น่ารักของข้า ช่างเก่งกาจเหลือเกิน!
หลังจากวางบทความแปดตอนทั้งสองบทลงอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาก็หยิบหนังสืออีกเล่มที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา พลางแสดงความฉงนสงสัยต่อชื่อหนังสือ 'ชุยเซี่ยนอันดับหนึ่งระดับอำเภอวัยเก้าขวบตีแตกข้อสอบแปดตอนร้อยข้อ' เล็กน้อย
นี่คือ?
พอเปิดหนังสือเล่มนั้นจนเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ใต้เท้าเก๋อเหล่าก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า "ร้ายกาจจริงๆ!"
หลังจากนั้น เจิ้งเก๋อเหล่าก็ปัดเป่าความห่อเหี่ยวในช่วงหลายวันที่ผ่านมาทิ้งไปจนหมดสิ้น ทั่วทั้งร่างกลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที
พวกเจ้าใส่ความว่าข้าทุจริต ข้าทนได้
แต่การที่พวกเจ้ากล้าใส่ความว่าตำแหน่งอันดับหนึ่งระดับอำเภอของหลานศิษย์ที่น่ารักของข้า ได้มาเพราะการทุจริต ข้าจะไม่มีวันทนเด็ดขาด!
ชุยเซี่ยนน้อย เจ้ายังมีเรื่องน่าประหลาดใจอะไร ที่อาจารย์ปู่คนนี้ยังไม่รู้อีกบ้าง
คอยดูการประชุมเช้าวันพรุ่งนี้เถอะ อาจารย์ปู่จะออกโรงพูดแทนเจ้าเอง!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ณ ท้องพระโรง
เจิ้งเก๋อเหล่าผู้มีท่าทีกระปรี้กระเปร่า ได้นำกระดาษคำตอบของชุยเซี่ยนและหนังสือเล่มนั้น ไปตีพิมพ์เพิ่มอีกหลายสิบชุดเพื่อนำมาเข้าประชุมเช้า
เก๋อเหล่าอายุมากแล้ว ของหนักขนาดนี้ ต้องยกมาด้วยความสั่นเทา แทบจะยกไม่ไหวอยู่รอมร่อ
ดังนั้น ขุนนางในราชสำนักหลายคน จึงรีบเข้ามาช่วยเหลือกุลีกุจออย่างกระตือรือร้น
เจิ้งเก๋อเหล่าหัวเราะหึๆ พลางเอ่ย "คนเราพอแก่ตัวลง ก็ไม่เหมือนตอนหนุ่มๆ ที่ร่างกายแข็งแรงกำยำ จะแบกหามอะไรก็ไหว โย่ว ใต้เท้าหลี่น้อย มา เจ้าช่วยข้าถือหนังสือเล่มนี้ แล้วก็เอากระดาษคำตอบนี่ไปอีกชุด"
"ใต้เท้าสวีน้อย เจ้าก็เอาไปเล่มหนึ่ง"
"ใต้เท้าโจว เล่มนี้ให้ท่าน"
เจิ้งเก๋อเหล่าเดินไปพลางแจกจ่ายไปพลาง รวมถึงขุนนางฝ่ายตรวจสอบทั้งสามคนที่ถวายฎีกากล่าวหาเขาเรื่องทุจริตสอบขุนนาง ก็ได้รับแจกไปคนละชุดเช่นกัน
บรรดาขุนนางในท้องพระโรง เดิมทีก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ฮ่องเต้ยังไม่เสด็จมา ทุกคนว่างๆ ก็เลยเปิดกระดาษคำตอบและหนังสือที่เก๋อเหล่าส่งให้อย่างลืมตัว แล้วสุมหัวกันพลิกอ่าน
จากนั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงก็ดังระงมไปด้วยเสียงร้องอุทาน เสียงโห่ร้องชื่นชม เสียงตกตะลึง และเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
บรรดาขุนนางทั้งหลาย เบิกตากว้างจนลูกตาแทบจะถลนออกมา
"เก้าขวบ? ท่านกำลังจะบอกข้าว่านี่คือบทความที่เด็กน้อยวัยเก้าขวบเขียนขึ้นอย่างนั้นหรือ?"
"ซี๊ด! นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน! โชคดีที่ข้าสอบผ่านเข้ารับราชการมาได้ก่อน!"
"บทความสองบทนี้ ดีพอที่จะนำไปสลักลงบนป้ายหินของสำนักศึกษาหลวงได้เลยนะ!"
"ตัวคนเดียวตีแตกหัวข้อสอบแปดตอนร้อยข้อรวด สยบข้อครหาเรื่องทุจริตได้กลางคัน? ผู้เข้าสอบที่หนานหยางยังสบายดีกันอยู่หรือไม่?"
"บทความดีขนาดนี้ ทำไมข้าถึงยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกปวดใจนะ"
รวมถึงขุนนางฝ่ายตรวจสอบทั้งสามคนนั้นด้วย หลังจากอ่านกระดาษคำตอบของชุยเซี่ยนและหนังสือเล่มนั้นจบ สีหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาในพริบตา
เสนาบดีกรมพิธีการถึงกับหน้าเขียวปัด ฝืนปั้นรอยยิ้มออกมา กัดฟันกรอดพลางเอ่ยกับเจิ้งเสียเซิงว่า "ยินดีกับท่านเก๋อเหล่าด้วย ที่ได้หลานศิษย์อันยอดเยี่ยมเช่นนี้มา!"
เจิ้งเก๋อเหล่ายิ้มตาหยีพลางกล่าวถ่อมตนว่า "ธรรมดา ก็แค่ธรรมดาน่ะ"
เสนาบดีกรมพิธีการ "..."
ไม่นานหลังจากนั้น
ฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการ ขันทีผู้จดบันทึกได้ประกาศให้เหล่าขุนนางถวายฎีกา
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด บรรดาขุนนางฝ่ายตรวจสอบที่เอาแต่ด่าทอเจิ้งเก๋อเหล่ากลางท้องพระโรงมาหลายวันติด วันนี้แต่ละคนกลับเงียบกริบเป็นเป่าสาก
ฮ่องเต้ทรงรออยู่ครู่หนึ่ง กลับไม่มีใครเอ่ยปากออกมาสักคน จึงตรัสหยอกล้อด้วยความสงสัยว่า "ขุนนางที่รักทั้งหลาย วันนี้ดูเหมือนจะปรองดองกันเป็นพิเศษนะ หรือว่าเกิดเรื่องสนุกอันใดที่เจิ้นไม่รู้ขึ้นอย่างนั้นหรือ"
"..."
หลังจากได้อ่านบทความของเด็กน้อยวัยเก้าขวบจนสะเทือนใจอย่างหนัก เกือบจะทำให้จิตใจสั่นคลอน แบบนี้นับว่าเป็นเรื่องสนุกหรือไม่ล่ะ?
ขุนนางบุ๋นบู๊เต็มราชสำนักต่างพากันอ้ำอึ้ง ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากออกมาเลยแม้แต่คนเดียว