เปแต็ง นั่นคือชื่อของเมืองเล็กๆ แห่งนี้
บนทวีปโลวี คำคำนี้มีความหมายและสัญลักษณ์ที่งดงาม น่าเสียดายที่ไม่มีใครใส่ใจมัน เหมือนกับที่ไม่มีใครใส่ใจว่าความอดอยากที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ได้คร่าชีวิตประชากรไปแล้วกว่าครึ่งเมือง
เมืองที่เคยคึกคักกลับตกอยู่ในความเงียบงันและซบเซา ทว่าวันนี้มันกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เพียงแต่วิธีที่มันกลับมาคึกคักนั้น ไม่ค่อยเหมือนกับที่จินตนาการไว้สักเท่าไร
ชาวเมืองเปแต็งที่ไม่มีที่ไปและไม่มีอาหารกิน ต่างพากันนั่งจับกลุ่มกันสองสามคนอยู่ริมถนน ใช้ดวงตาที่ค่อนข้างชาชินและเลื่อนลอยมองดูคณะอัศวินของศาสนจักรกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ปรากฏตัวขึ้นในเมืองอย่างกะทันหัน ตราสัญลักษณ์ไรน์บนชุดเกราะอันประณีตของเหล่าอัศวินบ่งบอกถึงฐานะของพวกเขา แต่ไม่ได้บ่งบอกถึงจุดประสงค์ในการมาเยือน
ทีแรก ชาวเมืองคิดว่าพวกเขามาเพื่อบรรเทาทุกข์ นั่นแสดงว่าเทพแห่งไรน์ที่พวกเขาศรัทธายังไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา ทำให้ผู้คนที่ราวกับจมอยู่ในความมืดมิดได้มองเห็นแสงสว่างแห่งการมีชีวิตรอด
แต่ไม่นาน แสงสว่างนั้นก็ดับวูบลง
เพราะพวกเขาพบว่าสิ่งที่อัศวินเหล่านี้นำติดตัวมาด้วยไม่ใช่อาหาร แต่เป็นอาวุธ
เห็นได้ชัดว่าเหล่าอัศวินไม่ได้มาเพื่อบรรเทาทุกข์ แต่มาเพื่ออะไรนั้นพวกเขาเองก็ไม่รู้ เพราะความหิวโหยทำให้พวกเขาแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะรักษาชีวิตรอด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรี่ยวแรงที่จะใช้ความคิด
ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงนั่งเหม่อลอยอยู่กับที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ทำอะไร และไม่คิดอะไรทั้งสิ้น
แต่การไม่ทำอะไร ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเรื่องวิ่งเข้าหา อัศวินเหล่านี้จะเดินเข้าไปหาทีละคนโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงมือของพวกเขาออกมาอย่างหยาบคาย หลังจากสังเกตและปรึกษาหารือกันครู่หนึ่งก็สะบัดทิ้งอย่างหยาบคาย โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ในระหว่างนั้น บางคนอยากจะใช้โอกาสนี้ขออาหารกินสักคำ แต่กลับถูกอัศวินเหล่านี้เมินเฉย
"หัวหน้าอัศวิน วิธีนี้จะได้ผลจริงๆ หรือครับ" อัศวินที่เดินตามหลังเคลซีเอ่ยถามขณะมองดูเพื่อนร่วมงานคัดกรองผู้ประสบภัย "คนที่แย่งนิ้วไป น่าจะไม่อยู่ในเมืองนี้แล้วหรือเปล่าครับ"
"ไม่ เขาต้องอยู่แน่" เคลซีกล่าว "ทางออกทุกเส้นทางที่เชื่อมเมืองเล็กๆ แห่งนี้กับโลกภายนอกถูกพวกเราปิดตายหมดแล้ว เจ้านั่นที่ยังลงมือฆ่าคนในเมืองนี้เมื่อคืน ไม่มีทางหนีออกไปได้หรอก"
พูดจบ เคลซีก็หยุดเดิน เพราะเห็นซากศพสองสามร่างที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นอยู่ตรงหน้า (ชาวเมืองที่อดตาย) เขาขมวดคิ้วแน่น จากนั้นก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าสีแดงออกมาจากกระเป๋าเพื่อปิดจมูก พร้อมกับสบถด่า
"พวกเวรนี่ จะตายทั้งทีไปตายตามซอกมุมไม่ได้หรือไง ต้องมาตายกลางถนน มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมบ้างไหมเนี่ย"
เขาแทบจะหันหลังกลับตามสัญชาตญาณ แต่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปสั่งลูกน้องว่า "ไป ตรวจสอบศพพวกนั้นดูซิว่าของอยู่กับพวกเขาหรือเปล่า"
เหล่าอัศวินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "หา?"
"งี่เง่าหรือไง" เมื่อเห็นว่าลูกน้องไม่เข้าใจความหมายของตน เคลซีก็อดด่าไม่ได้ "ไปดูซิว่าเจ้านั่นมันจะซ่อนตัวแกล้งตายอยู่ในกองศพพวกนี้ไหม"
อัศวินเหล่านั้นถึงได้สติและรีบรับคำสั่งเดินเข้าไป แม้สีหน้าของพวกเขาจะดูไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ภายใต้คำสั่งก็ไม่มีทางเลือกอื่น
"พวกลัทธินอกรีตพวกนั้น ชอบนักล่ะที่จะมุดเข้าไปในที่มืดๆ เหม็นๆ" คำพูดของเคลซีเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "เหมือนกับหนูในท่อระบายน้ำ ที่มีชีวิตอยู่ได้แค่ในท่อระบายน้ำเท่านั้น แต่ครั้งนี้ ไม่ว่าพวกมันจะซ่อนตัวอยู่ในท่อไหนก็ปิดไม่มิดหรอก"
เหล่าอัศวินรู้ดีว่าคำพูดของเคลซีไม่ได้เกินจริงเลย
หลังจากที่พวกเขาใช้เพลิงศักดิ์สิทธิ์แจ้งบิชอปคอรีเมื่อคืน บิชอปก็สั่งการให้คณะอัศวินสองกองรุดมายังเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในชั่วข้ามคืน และปิดล้อมเมืองไว้จนมดสักตัวก็เล็ดลอดออกไปไม่ได้
แต่ก็ยังมีอัศวินที่สงสัย "ท่านหัวหน้าอัศวิน เมืองนี้ก็ใหญ่แค่นี้ จำเป็นต้องใช้คณะอัศวินถึงสองกองเลยหรือครับ นี่มันออกจะ... เอิกเกริกเกินไปหน่อยไหม"
เคลซีปรายตามองอัศวินที่ตั้งคำถามนี้ แล้วพูดว่า "นายคิดว่าเราแค่มาจับเจ้านั่นคนเดียวงั้นหรือ"
อัศวินคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า "ยังมีพวกลัทธินอกรีตนั่นอีกหรือครับ ท่านคิดว่าคนที่นิกายอัคคีป่าส่งมามีมากกว่าหนึ่งคนหรือ"
"หึหึ นั่นเป็นแค่เหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก" เคลซีชี้ไปที่พื้นดินใต้ฝ่าเท้า "ที่นี่ไม่ใช่เมืองภายใต้การควบคุมของพวกลัทธินอกรีต พวกนั้นได้รับข่าวช้ากว่าเรา การตอบสนองก็ต้องช้ากว่าเราก้าวหนึ่งแน่นอน ดังนั้นต่อให้พวกมันส่งคนมาจริงๆ ก็คงมีไม่มากนัก"
"ถ้าอย่างนั้นพวกเรามา..."
"อย่าลืมสิว่าสถานที่แห่งนี้มีอาณาเขตติดกับเขตอิทธิพลของนิกายไหน ฉันหมายถึงศาสนจักรหลักน่ะ"
อัศวินผู้นั้นเข้าใจในทันที "ท่านหมายถึง ไลรา หรือครับ"
"เข้าใจก็ดีแล้ว" เคลซีกล่าวเรียบๆ "พวกสัตว์ประหลาดจักรกลพวกนั้นรับมือยากกว่าพวกลัทธินอกรีตตั้งเยอะ"
ตอนนั้นเอง อัศวินสองคนที่ตรวจสอบศพเสร็จก็ลุกขึ้นยืนและรายงานต่อเคลซี "หัวหน้าอัศวิน ตรวจสอบเสร็จแล้วครับ พวกเขาตายหมดแล้ว และนิ้วมือก็ปกติ"
"รู้แล้ว" เคลซีโบกมือ พูดอย่างค่อนข้างรำคาญ "หาที่เผาศพพวกนี้ซะ ทิ้งไว้ตรงนี้มันอัปมงคล"
จากนั้น เขาก็เตรียมตัวไปยังจุดตรวจต่อไป แต่ยังไม่ทันก้าวเดิน หางตาก็เหลือบไปเห็นอัศวินคนหนึ่งเดินจ้ำอ้าวเข้ามา
"หัวหน้าอัศวิน บิชอปตอบจดหมายกลับมาแล้วครับ" แม้อัศวินผู้นั้นจะวิ่งมา แต่เขากลับปกป้องบางสิ่งในมืออย่างระมัดระวัง
เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ ถึงได้เห็นว่าสิ่งที่เขาปกป้องอยู่คือเทียนไขที่กำลังลุกไหม้เล่มหนึ่ง
เคลซีเลิกคิ้วขึ้น ดูเหมือนจะเดาได้ว่ามันคืออะไร เขาจึงสอดนิ้วเข้าไปในเปลวเพลิง
เปลวไฟไม่ได้แผดเผาเขา แต่กลับกลายเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ในเสี้ยววินาทีที่สัมผัสกับนิ้วของเขา
เคลซีกวาดตามองแวบหนึ่ง แล้วหยิบสมุดบันทึกสีดำออกมาแปลข้อความทันที
ไม่นานเขาก็แปลเสร็จ
"อย่างที่คิด บิชอปตรวจสอบพบ 【กฎเกณฑ์】 ที่ถูกผนึกไว้ในนิ้วมือสองนิ้วนั้นแล้ว และได้คิดหาวิธีรับมือกับกฎเกณฑ์นี้ไว้แล้วด้วย"
เมื่อได้ยินเคลซีพูดเช่นนั้น เหล่าอัศวินที่อยู่ด้านข้างก็สบตากัน ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างไม่ได้นัดหมาย
แม้จะเป็นอัศวินแห่งศาสนจักร พวกเขาก็ยังคงมีความหวาดกลัวต่อตัวตนในตำนานนั้นอยู่บ้าง เพราะ 【กฎเกณฑ์】 ที่ถูกผนึกอยู่ในชิ้นส่วนศพเหล่านั้น แม้พวกเขาจะไม่รู้ทั้งหมด แต่ก็รู้ซึ้งถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากมันเพียงไม่กี่ครั้ง
ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความไม่รู้ ความหวาดกลัวทั้งมวลล้วนเกิดจากความไม่รู้
แต่โชคดีที่บิชอปคอรีผู้ยิ่งใหญ่ล่วงรู้ถึง 【กฎเกณฑ์】 ของนิ้วมือสองนิ้วนั้น และมีวิธีรับมือแล้ว เช่นนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้อีกต่อไป
"ประการแรก หากเป็นนิ้วกลางของมือซ้าย กฎเกณฑ์ที่ถูกผนึกไว้ในนิ้วกลางนั้นน่าจะเป็น 【ยุติ】 ซึ่งสามารถปลดปล่อยออกมาได้ผ่านการ 'ดีดนิ้ว' ร่วมกับนิ้วอื่น นั่นก็คือในตอนที่ใช้เวทมนตร์หรือเวทศักดิ์สิทธิ์ จะยอมให้ได้ยินเสียงดีดนิ้วของเขาไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นกลยุทธ์รับมือที่บิชอปคอรีให้มาก็คือ..." เคลซีพูดได้ครึ่งประโยคก็ชะงักไป เขาค่อยๆ หันกลับมามองผู้ที่มาใหม่ด้านหลัง "สหายเก่า ทำไมนายไม่อยู่ที่โบสถ์ดีๆ วิ่งมาที่นี่ทำไม"
ที่ด้านหลังของเคลซี อูรูกำลังส่งยิ้มเจื่อนๆ
ทว่านิ้วกลางมือซ้ายนั้น กลับค่อยๆ โผล่หัวออกมา และจ้องมองเคลซีอย่างเงียบงัน