ภายในปะรำพิธีมีโต๊ะไม้กลมสีดำจัดวางอยู่สิบกว่าตัว แต่ละตัวมีม้านั่งยาวสี่ตัวเข้าชุด บนโต๊ะเต็มไปด้วยถ้วยชามและตะเกียบเปล่า โต๊ะถูกจัดเรียงไว้สองข้าง เว้นทางเดินตรงกลางไว้ ทอดตัวตรงไปสู่ลานประกอบพิธีศพ
แท่นพิธีศพถูกสร้างขึ้นชั่วคราว กั้นอาณาเขตด้วยผ้าขาวที่แขวนไว้และยันต์สีเหลืองจำนวนหนึ่ง ตรงกลางมีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่ ด้านบนวางรูปถ่ายของผู้ตายพร้อมกับจุดธูปเทียน ด้านหลังรูปถ่ายมองเห็นโลงศพขนาดใหญ่ สตรีและเด็กหลายคนสวมชุดไว้ทุกข์ผ้าป่านคุกเข่าอยู่สองข้างโลงศพพลางกระซิบกระซาบกัน
สารวัตรหวงเดินมาที่หน้าแท่นพิธีศพ รับธูปที่ผู้ชายคนหนึ่งยื่นให้ โค้งคำนับรูปถ่ายบนโต๊ะอย่างจริงจังสามครั้ง จากนั้นคุกเข่าลงบนเบาะฟางแล้วโขกศีรษะแบบไม่แตะพื้นสามครั้ง พวกคนหนุ่มอย่างเกาหยางไม่ค่อยคุ้นชินกับธรรมเนียมแบบนี้นัก แต่ก็ยังคงทำตาม
คณะดนตรีงานศพที่อยู่ด้านข้างเริ่มตีฆ้องร้องป่าว เสียงปี่สั่วหน่าดังเสียดฟ้า ด้านนอกมีคนจุดประทัด สตรีและเด็กหลายคนในลานพิธีศพราวกับถูกเปิดสวิตช์ต่อมน้ำตาในวินาทีนั้น พวกเธอร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา เสียงโหยหวนราวกับผีสาง ถ้อยคำที่พ่นออกมาล้วนเป็นภาษาถิ่น ความหมายคร่าวๆ คือ "พวกแกตายอย่างน่าอนาถนัก" "พวกแกทิ้งฉันไปแล้วฉันจะทำยังไง" "ฉันก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว" อะไรทำนองนั้น
หลังจากไว้อาลัยผู้ตายเสร็จ สารวัตรหวงก็ไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งตรงมุมห้อง ตอนนั้นเอง หญิงวัยกลางคนรูปร่างบึกบึนคนหนึ่งก็ยกชาร้อนห้าถ้วยเดินเข้ามา "มา กินชากันหน่อย"
ทั้งห้าคนรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ถือไว้ในมือแต่ไม่ได้ดื่ม
สารวัตรหวงสูดดมกลิ่นหอมของชา ทำทีท่าเหมือนจะดื่มแต่ก็ไม่ดื่ม "คนที่อยู่ด้านหลังแท่นพิธีศพ เป็นญาติของผู้ตายเหรอครับ"
"โธ่ ญาติที่ไหนกันล่ะ ครอบครัวของฮุยหฺวาเดิมทีก็ไม่ค่อยสุงสิงกับใครอยู่แล้ว ญาติพี่น้องมีไม่กี่คน ตอนนี้ยังมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ญาติหรือเพื่อนคนไหนจะกล้ามาจุดธูปให้ล่ะ คนที่อยู่ข้างหลังนั่นก็คือเพื่อนบ้านใจดีที่มาช่วยกันสวมรอยทั้งนั้นแหละ งานศพของอาหฺวางานนี้ ก็ได้คนในหมู่บ้านช่วยกันจัดแจงให้"
"มีน้ำใจกันมากเลยครับ" สารวัตรหวงพูด
"เฮ้อ ตอนมีชีวิตอยู่อาหฺวาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนดีคนหนึ่ง พอต้องมาลงเอยแบบนี้ ชาวบ้านก็รู้สึกปวดใจกันทั้งนั้น ถือว่าได้ทำตามความตั้งใจของตัวเอง ส่งพวกเขาให้จากไปอย่างสมเกียรติ จะได้ไปเกิดใหม่เร็วๆ"
สารวัตรหวงพยักหน้า "จะให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดีครับ"
"เรียกฉันว่าพี่ฝานก็พอ"
"ได้ครับ ขอบคุณมากพี่ฝาน เชิญคุณไปทำธุระต่อเถอะ"
"เกรงใจอะไรกัน เดี๋ยวก็จะเริ่มกินข้าวกันแล้ว สารวัตรหวง พวกคุณก็อยู่กินด้วยกันก่อนค่อยไปนะ มีคำถามอะไรก็ถามฉันได้เลย ฉันเป็นเพื่อนบ้านกับอาหฺวา เรื่องบ้านเขาฉันพอจะรู้บ้าง"
หลังจากพี่ฝานเดินจากไป ทั้งห้าคนก็เริ่มคุยกันเสียงเบา
"พวกนายเห็นรูปถ่ายหน้าศพบนแท่นพิธีไหม" พั่งจวิ้นมีท่าทีกระสับกระส่ายไปทั้งตัว
"เห็นสิ" หวังจื่อข่ายไม่ใส่ใจนัก "ทำไมล่ะ"
"มันไม่ชอบมาพากลน่ะสิ ทำไมถึงมีแค่สี่คนล่ะ" พั่งจวิ้นเสียงสั่น "ไม่ใช่ว่ามีครอบครัวละห้าคนเหรอ"
เกาหยางก็สังเกตเห็นแล้วเหมือนกัน ในรูปถ่ายหน้าศพมีผู้ชายแค่สี่คน แถมยังเป็นรูปหมู่ คนที่ยืนอยู่ตรงกลางสุดคือชายวัยห้าสิบปีผิวคล้ำ แววตาซื่อๆ มีชายหนุ่มวัยฉกรรจ์นั่งอยู่ตรงกลาง ส่วนสองข้างมีเด็กหนุ่มสองคนยืนขนาบ ดูจากรูปร่างหน้าตาน่าจะอายุสิบกว่าปี ทั้งสี่คนถ่ายรูปขาวดำที่ร้านถ่ายรูป ด้านหลังเป็นฉากผ้าราคาถูกและดูหลอกตา ซึ่งวาดเป็นรูปกำแพงเมืองจีน
สารวัตรหวงเอ่ยขึ้น "ก่อนจะมาที่หมู่บ้านสกุลกู่ ฉันจงใจไปค้นคดีปริศนานี้มา หัวหน้าครอบครัวชื่อกู่ฮุยหฺวา อายุห้าสิบสี่ปี เป็นชาวนา ภรรยาของเขาก็เป็นชาวนา เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมเมื่อหลายปีก่อน ลูกชายคนโตชื่อกู่ชุนซิ่ว อายุยี่สิบเจ็ดปี น้องชายอีกสองคน คนหนึ่งออกจากโรงเรียนมาทำนาอยู่ที่บ้าน อีกคนยังเรียนอยู่มัธยมต้น"
"แล้วอีกคนที่เหลือคือใครครับ" เกาหยางถาม
"สะใภ้บ้านสกุลกู่ ภรรยาของกู่ชุนซิ่ว เพิ่งจะแต่งงานเข้ามา ยังไม่ทันได้ถ่ายรูป คืนวันแต่งงานคนทั้งบ้านก็ถูกหั่นศพเสียก่อน"
"คืนวันแต่งงานเหรอ" หวังจื่อข่ายเริ่มคึกคัก "โคตรเด็ดเลย!"
"ลูกสะใภ้ชื่ออะไรครับ แล้วคนในครอบครัวของเธอล่ะ" เกาหยางถาม
"มันแปลกก็ตรงนี้แหละ ข้อมูลยืนยันตัวตนของลูกสะใภ้หาไม่พบเลย" สารวัตรหวงหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง
เกาหยางเงียบไป
"ศพของคนทั้งครอบครัวถูกหั่นเป็นร้อยชิ้น กระจายไปตามที่ต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน นิติเวชใช้เวลาถึงสองวันกว่าจะต่อศพกลับคืนมาได้ เป็นศพผู้ชายสี่ศพและศพผู้หญิงหนึ่งศพจริงๆ ร่างของศพผู้หญิงขาดแค่ส่วนหัวเท่านั้น แต่ก็หาไม่พบมาตลอด" สารวัตรหวงจุดบุหรี่ที่คาบไว้ในปาก
"เคร้งๆๆ!" มีคนตีฆ้องร้องป่าว ผู้ชายคนหนึ่งตะเบ็งเสียงตะโกนขึ้นมา "กินข้าวได้แล้ว!"
ชาวบ้านที่กำลังยุ่งอยู่กับงานในลานพิธีพากันหยุดมือทั้งหมด แล้วแห่กันเข้าไปในปะรำพิธี ไม่นานโต๊ะทั้งสิบตัวก็ถูกจับจองจนเต็ม หญิงชาวบ้านที่ช่วยทำกับข้าวหลายคนยกอาหารร้อนๆ มาเสิร์ฟ เพียงครู่เดียวบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยเนื้อปลา ทั้งห้าคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าขยับตะเกียบ
เกาหยางเรียกหาระบบในใจ อยากจะทำการสังเกตการณ์อาหารบนโต๊ะตรงหน้า แต่จู่ๆ ก็ลืมไปว่าที่นี่ไม่สามารถสังเกตการณ์ได้ เกาหยางถอนหายใจเงียบๆ เขาหันขวับไปมองแล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นหวังจื่อข่ายที่อยู่ข้างๆ คีบหมูสามชั้นน้ำแดงชิ้นหนึ่งเข้าปากไปแล้ว
"หวังจื่อข่าย นาย..."
"ฉันทำไม" หวังจื่อข่ายกินจนน้ำมันเยิ้มเต็มปากไปหมดแล้ว "เอ้อ หอมจริงๆ นะ! พวกนายก็กินบ้างสิ"
"ฉันไม่หิว" พั่งจวิ้นกลืนน้ำลาย ปากไม่ตรงกับใจ
แม้จะไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่ตั้งแต่พวกเขาก้าวเข้ามาในหมู่บ้านสกุลกู่ จนกระทั่งเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ หลังจากนั้น พวกเขาก็ทั้งกระหาย หิว และเหนื่อยล้ามานานแล้ว ทว่าในสภาพแวดล้อมที่ทั้งอันตรายและแปลกหน้าโดยสิ้นเชิงแบบนี้ ของกินเป็นสิ่งที่ไม่ควรเอาเข้าปากสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด นี่คือสามัญสำนึกที่คนปกติทั่วไปต่างก็รู้ดี
น่าเสียดายที่หวังจื่อข่ายไม่ใช่คนปกติ เขาเป็นไอ้บ้า
อาหารมื้อนี้ เรียกได้ว่าหวังจื่อข่ายกินอิ่มหนำสำราญ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังไปคุยจ้อกับชาวบ้านขี้เมาคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ แม้ทั้งสองคนจะคุยกันไปคนละทิศคนละทาง แต่กลับคุยกันออกรสออกชาติ ทั้งสองคนกอดคอเรียกพี่เรียกน้อง ซัดเหล้าขาวจนหมดไปสองขวด
เมื่องานเลี้ยงจบลง ทั้งห้าคนก็ขอตัวกลับก่อน
เกาหยางกับพั่งจวิ้นประคองหวังจื่อข่ายที่ค่อนข้างเมามายเดินมาถึงหน้าหมู่บ้าน
สารวัตรหวงจนปัญญา "ประเมินจากสถานการณ์ตอนนี้ เวลาของหมู่บ้านสกุลกู่นี้น่าจะเป็นสิบวันให้หลังของตอนที่เกิดคดีเมื่อสามสิบปีก่อน ตำรวจยังปิดคดีไม่ได้เสียที ชาวบ้านเลยตัดสินใจจัดงานศพให้ครอบครัวผู้ตาย ในแฟ้มคดีมีบันทึกเอาไว้"
"หรือว่าเวลาจะย้อนกลับจริงๆ" พั่งจวิ้นจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขานึกอะไรขึ้นมาได้ "ถ้าอย่างนั้น... ชาวบ้านหายตัวไปพร้อมกันตอนไหนเหรอครับ"
"วันที่สองหลังจากฝังศพ ตอนที่หัวหน้าทีมของฉันกลับมาสืบคดีที่หมู่บ้านนี้อีกครั้ง ในหมู่บ้านก็ไม่มีใครเหลืออยู่เลยสักคน" สารวัตรหวงกล่าว
"งั้นก็พรุ่งนี้น่ะสิ" เกาหยางพูด
"เชี่ย! งั้นก็ต้องรออีกวันนึงไม่ใช่หรือไง" หวังจื่อข่ายลมหายใจเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า เขาทำท่าจะพูดอะไรอีก แต่จู่ๆ ก็ร้อง "อ้วก" ออกมา หวังจื่อข่ายเดินโซเซไปที่ริมถนน คุกเข่าลงบนพื้นแล้วอ้วกออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ชิงหลิงมองหวังจื่อข่ายด้วยสีหน้ารังเกียจ "ดื่มมากไป หรือว่าโดนพิษกันแน่"
สารวัตรหวงส่ายหน้า เดินเข้าไปตบหลังให้หวังจื่อข่าย ตบไปได้สองทีสีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมา เขาหันกลับไปโบกมือให้คนอื่นๆ "ลองมาดูนี่สิ"
เกาหยางสังหรณ์ใจไม่ดี เขาเดินนำเข้าไปเป็นคนแรก แล้วก็ต้องรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งหนังศีรษะ
กองอาเจียนใต้เท้าของหวังจื่อข่ายไม่ใช่อาหารปกติที่ยังย่อยไม่ทัน แต่กลับเป็นกองไส้เดือนกับแมลงโคลนที่ยังคงดิ้นกระดึบไปมา







