ชิงหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "นายอยากจะพูดอะไร?"
"ก็ตรงตามตัวอักษรเลย หมู่บ้านสกุลกู่นี้ ไม่ใช่หมู่บ้านสกุลกู่ที่เราเคยมา" เกาหยางยืดเส้นยืดสาย แสงแดดกำลังดี สายลมพัดโชยมาปะทะใบหน้า ภายในหมู่บ้านดูสงบสุขร่มเย็น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกที่ไม่สมจริงเอาเสียเลย
"หรือว่าจะมีหมู่บ้านสกุลกู่สองแห่ง?" ชิงหลิงค่อนข้างหัวดื้อ
"เธอช่วยใช้จินตนาการหน่อยสิ" ในฐานะคนที่เคยมีประสบการณ์ทะลุมิติมาแล้ว เกาหยางจึงมีความคิดที่กล้าบ้าบิ่นกว่า "อย่างเช่น โลกเบื้องหลัง โลกเบื้องหน้า หรือย้อนเวลากลับไปหมู่บ้านสกุลกู่เมื่อสามสิบปีก่อนอะไรทำนองนั้น"
ชิงหลิงส่ายหน้า "สมองนายไม่ปกติจริงๆ ด้วย"
"เกาหยาง!"
เสียงคุ้นเคยที่ชวนให้ปวดขมับดังขึ้น เกาหยางหันกลับไปมอง หวังจื่อข่ายกำลังวิ่งฝ่าถนนดินสายเล็กๆ ระหว่างสระน้ำและแปลงผักตรงมาหาเขา ด้านหลังยังมีสารวัตรหวงและพั่งจวิ้นตามมาด้วย
หวังจื่อข่ายเดินเข้ามาโอบไหล่เกาหยาง "ฉันรู้แล้วว่านายไม่ตายง่ายๆ หรอก!"
"พวกนายไปไหนกันมา?" เกาหยางถาม
"พวกเราตกลงไปในป่าละเมาะ" สารวัตรหวงพูดจบก็กวาดสายตามองไปรอบๆ และสังเกตเห็นป้ายหินตรงทางเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็วและเฉียบแหลม เขาขมวดคิ้ว "เรื่องมันซับซ้อนแล้วสิ"
เกาหยางอธิบายความคิดของตัวเองให้สารวัตรหวงฟังคร่าวๆ สารวัตรหวงตั้งใจฟังจนจบ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจ "หวังจื่อข่าย พั่งจวิ้น นายสองคนพาชิงหลิงเปลี่ยนไปลองดูอีกทางนะ เกาหยาง นายตามฉันมาที่ป่าละเมาะ ฉันจะพานายไปดูอะไรหน่อย"
"ครับ" เกาหยางไม่รู้ว่าสารวัตรหวงมีแผนอะไรอยู่ จึงเดินตามเขาไป
ไม่นาน สารวัตรหวงกับเกาหยางก็มาถึงป่าละเมาะ แสงแดดส่องทะลุใบไม้ เกิดเป็นจุดแสงเล็กๆ ตกกระทบลงบนร่างคน ผลุบๆ โผล่ๆ เดิมทีในป่ามีลมพัด แต่พอเดินไปได้ครึ่งทาง ลมก็หยุดลง
สารวัตรหวงหยุดฝีเท้า "ถึงแล้ว"
เกาหยางมองไปข้างหน้า เดินไปอีกสักยี่สิบเมตรก็สามารถทะลุออกจากป่า กลับไปยังถนนคอนกรีตชนบทที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวเมืองได้แล้ว
"ผมจำได้ว่ารถตำรวจจอดอยู่ข้างทางนี่นา หายไปไหนแล้วล่ะ? ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านสกุลกู่ก่อนหน้านี้จริงๆ ด้วย" เกาหยางพูด
"ไม่ใช่แค่นั้นหรอก" สารวัตรหวงชี้ไปที่ทางออกของป่า "นายลองเดินไปข้างหน้าสิ"
เกาหยางเดินไปข้างหน้า ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้น
อากาศรอบด้านเริ่มหนักอึ้ง แรงโน้มถ่วงใต้ฝ่าเท้าก็แปลกประหลาดไป เขาเดินต่อไปข้างหน้า แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ป่าที่น่าจะใช้เวลาแค่สิบวินาทีก็เดินออกไปได้ แต่ไม่ว่าเขาจะเดินยังไง ทางออกของป่าข้างหน้าก็ยังคงรักษาระยะห่างจากเขาอยู่ที่ยี่สิบเมตรเสมอ ราวกับ 'เส้นขอบฟ้า' ไม่ว่าคุณจะเดินยังไง ก็ทำได้เพียงแค่เข้าใกล้ แต่ไม่มีวันไปถึง
ทั้งที่เป็นตอนกลางวันแสกๆ แต่เกาหยางกลับรู้สึกหนาวสั่น ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เร่งฝีเท้าพุ่งไปข้างหน้า วิ่งรวดเดียวอยู่นานมาก
เปล่าประโยชน์!
เขายังคงอยู่ห่างจากทางออกของป่าละเมาะประมาณยี่สิบเมตรเหมือนเดิม เกาหยางหันกลับมา สารวัตรหวงยังคงยืนอยู่ข้างหลังเขา ราวกับว่าเดินตามเขามาตลอด
"คุณ..."
"ฉันสาบานได้ ฉันไม่ได้ขยับเลยสักก้าว" สารวัตรหวงบอก
"แล้วในมุมมองของคุณ ผมได้ขยับไหมครับ?" เกาหยางถาม
"นายขยับจริงๆ ...แต่ว่า จะพูดยังไงดีล่ะ?" สารวัตรหวงเดาะลิ้น พยายามอธิบายด้วยศัพท์เฉพาะทาง "นายรู้จักทัศนมิติไหม ที่พวกวาดรูป ถ่ายภาพเขาใช้กันน่ะ"
เกาหยางพยักหน้า
"ในมุมมองของฉัน ความสัมพันธ์ด้านทัศนมิติระหว่างนายกับทิวทัศน์ข้างหน้ามันสับสนวุ่นวายไปหมด นายกำลังเดินไปข้างหน้าชัดๆ แต่พอเผลอแป๊บเดียว นายก็เหมือนไม่ได้เดิน..."
เกาหยางเดินกลับมา และกลับมาอยู่ข้างกายสารวัตรหวงอย่างง่ายดาย เขามีสีหน้างุนงง "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ครับ?"
"ไม่รู้สิ" สารวัตรหวงพูด "ถ้าไม่ใช่เพราะพั่งจวิ้นโวยวายจะออกไปจากที่นี่ พวกเราก็คงไม่พบ 'ม่านพลังเวท' นี้หรอก"
ไม่กี่นาทีต่อมา สารวัตรหวงกับเกาหยางก็กลับมาที่ทางเข้าหมู่บ้านสกุลกู่ อีกประเดี๋ยวเดียว หวังจื่อข่ายก็พาพั่งจวิ้นและชิงหลิงกลับมาจากทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
"สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง" สารวัตรหวงถาม
"ออกไปไม่ได้ แม่งเอ๊ย สุดยอดไปเลย!" หวังจื่อข่ายมีสีหน้าตื่นเต้นกระตือรือร้น ไม่เห็นวี่แววของความตึงเครียดหรือความหวาดกลัวเลยสักนิด
"ออกจากหมู่บ้านไปก็เจอแม่น้ำสายหนึ่ง ไม่ว่าจะเดินยังไงก็ข้ามแม่น้ำไปไม่ได้" พั่งจวิ้นห่อเหี่ยว หน้าซีดเผือดเหมือนขี้เถ้า "สารวัตรหวง พวกเราคงเจอผีบังตาเข้าแล้วล่ะครับ"
ในฐานะคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า สารวัตรหวงจึงไม่ออกความคิดเห็น
"ฉันจะออกไปจากที่นี่" ชิงหลิงไม่ชอบใจกับสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถทำความเข้าใจและควบคุมได้
"จะออกไปยังไง? ผีบังตามันออกไปไม่ได้หรอก พวกเราตายแน่..." พั่งจวิ้นเริ่มมองโลกในแง่ร้ายขึ้นเรื่อยๆ "ตอนนั้นผมก็บอกแล้วว่าจะกลับ พวกคุณก็ไม่ฟัง..."
"ไอ้ขี้ขลาดเอ๊ย" หวังจื่อข่ายแค่นเสียงเย็นชา "จะตัวอะไรก็ช่าง เทพขวางฆ่าเทพ พระขวางฆ่าพระ!"
"ไม่เป็นไรหรอก" เกาหยางปลอบใจ "ตราบใดที่มันเป็นมิติ ก็ต้องมีทางออก ทางออกก็คือประตู หากุญแจเจอ ก็เปิดประตูได้"
"ใช่แล้ว" สารวัตรหวงเห็นด้วยกับเกาหยาง และให้กำลังใจ "ทุกคนอย่าเพิ่งสติแตก บางทีนี่อาจจะเป็นบททดสอบขององค์กรก็ได้"
เกาหยางไม่คิดว่าองค์กรสิบสองนักษัตรจะยอมสิ้นเปลืองความพยายามสร้างสถานที่แบบนี้ขึ้นมาเพื่อทดสอบพวกเขาหรอก แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไป
"งั้น... ตอนนี้จะทำยังไงดีล่ะ?" พั่งจวิ้นกระวนกระวายมาก
"มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป" เกาหยางเงยหน้ามองไปทางศาลบรรพชนบนยอดเนิน "พวกเราจะไปร่วมงานศพ"
"ไป!" หวังจื่อข่ายเห็นด้วยเป็นคนแรก
ชิงหลิงกับสารวัตรหวงก็ไม่มีความคิดเห็นอื่น พั่งจวิ้นลังเลอยู่บ้าง แต่ก็พยักหน้า
กลุ่มคนเตรียมตัวเล็กน้อย เดินตามถนนในหมู่บ้านขึ้นไปยังที่สูง ไม่นานก็มาถึงหน้าเต็นท์ขนาดใหญ่ที่จัดงานศพอยู่ด้านนอกศาลบรรพชน
ด้านนอกเต็นท์มีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ หลังโต๊ะมีผู้ชายสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มร่างผอมบางแต่งตัวดูเป็นปัญญาชน นั่งอยู่หลังโต๊ะ สวมแว่นตากรอบดำแบบเก่า ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวสไตล์ยุค 80 กลัดดอกไม้สีขาวไว้ที่หน้าอก ในมือถือพู่กัน กำลังจดชื่อลงในสมุดบันทึกเงินช่วยงานศพ
"กู่กุ้ยหลุน ห้าหยวน กู่เสี่ยนฟาง สิบหยวน กู่หมิงเสวีย หกหยวน" ข้างกายชายหนุ่มปัญญาชนมีชายชราผมสีเงินที่ใบหน้าซีกหนึ่งเป็นโรคด่างขาวนั่งอยู่ ชายชราแกะซองขาวไปพลาง อ่านชื่อไปพลาง
ชายชราเงยหน้ามองพวกเขาทีหนึ่ง หรี่สายตาแก่ชราลง "พวกคุณคือ... เพื่อนของฮว๋าจื่อเหรอ?"
ตอนแรกสารวัตรหวงคิดจะสวมรอยเป็นเพื่อนมาร่วมงานศพ แต่พอมองเห็นเงินบนโต๊ะ ล้วนเป็นธนบัตรเก่าเมื่อสามสิบปีก่อน หากตัวเองควักธนบัตรใบละร้อยหยวนแบบใหม่ออกมาจากกระเป๋าสตางค์คงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
เขาจึงตัดสินใจควักตราตำรวจออกมาอย่างผ่าเผย "จากสถานีตำรวจเขตซานชิง มาสืบคดีน่ะ"
"ไม่ใช่ว่ามากันตั้งหลายรอบแล้วเหรอ วันนี้ก็จัดงานศพกันอยู่ ยังจะไม่ให้คนตายได้พักผ่อนอย่างสงบอีกหรือไง?" ชายชราด่างขาวค่อนข้างไม่พอใจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าตำรวจก็ยังต้องข่มอารมณ์ไว้
"ท่านปู่อู่ คดีนี้ยังปิดไม่ลงสักที ทุกคนก็ยังไม่สบายใจไปทุกวัน คุณตำรวจใส่ใจขนาดนี้ก็เป็นเรื่องดีแล้วครับ" ชายหนุ่มลุกขึ้น เขาวางพู่กันลง ยื่นมือไปหาสารวัตรหวง "สวัสดีครับๆ ผมชื่อกู่เสี่ยนจื้อ เรียกผมว่าอาจื้อก็ได้ครับ มีอะไรให้ช่วยร่วมมือ คุณบอกมาได้เลยครับ"
"ดี" สารวัตรหวงพยักหน้า "ฉันจะเข้าไปจุดธูปข้างใน สะดวกไหม?"
"สะดวกครับๆ" อาจื้อยิ้มแย้มเป็นมิตร ก่อนจะหันไปมองกลุ่มของเกาหยาง "แล้วพวกคุณกลุ่มนี้คือ?"
สารวัตรหวงรีบอธิบาย "อ้อ พวกเขาเพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนตำรวจน่ะ มาฝึกงานที่สถานี แล้วถูกส่งมาอยู่กับฉัน ฉันก็เลยพาพวกเขามาดูด้วย คนหนุ่มสาวหัวไว บางทีอาจจะช่วยไขคดีได้"
"เข้าใจแล้วครับๆ" อาจื้อลุกขึ้น ยื่นบุหรี่ให้สารวัตรหวงไปพลาง นำทางทั้งห้าคนเข้าไปในเต็นท์ไปพลาง "ซ้อฝาน ยกชามาห้าถ้วยสิ"







