วารสารมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเยียนจิง เป็นรายสัปดาห์ ตีพิมพ์ทุกวันอังคาร แต่ละฉบับมีเนื้อหาสี่หน้า
แม้จะเป็นเพียงวารสารมหาวิทยาลัย แต่ขอบเขตการจัดจำหน่ายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรั้วม.เยียนจิงเท่านั้น สถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนหน่วยงานวิชาการและวัฒนธรรมหลายแห่งในเมืองเยียนจิงล้วนบอกรับเป็นสมาชิก
วันอังคารสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษภาคม วารสารมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเยียนจิง ฉบับใหม่ก็ตีพิมพ์ออกมาอย่างเป็นทางการ
พ่อตาเถาสอนหนังสือเสร็จก็เดินกลับมาที่ห้องพักครู เพิ่งจะนั่งลงจิบชา เติ้งกว่างหมิงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็ถือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเดินเข้ามาหา
"เสี่ยวเถา รีบดูนี่สิ!"
"ดูอะไรหรือครับ?"
"ลูกเขยของนาย ได้ลงวารสารมหาวิทยาลัยแล้ว"
เติ้งกว่างหมิงอายุมากกว่าพ่อตาเถาสิบปี แนวทางการวิจัยของเขาคือประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่งอันดับหนึ่งทั้งในและต่างประเทศในศตวรรษที่ยี่สิบ
การที่เขาเรียกพ่อตาเถาว่า "เสี่ยวเถา" ไม่ใช่การถือดีว่าอายุมากกว่า แต่เป็นความเคยชินที่มีมานานหลายสิบปี
พ่อตาเถารับหนังสือพิมพ์มา เมื่อหลายวันก่อนเขาได้ยินลูกสาวพูดถึงเรื่องที่วารสารมหาวิทยาลัยสัมภาษณ์หลินเฉาหยางอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
สำหรับศาสตราจารย์ผู้มีประสบการณ์อย่างพวกเขา การได้ลงวารสารมหาวิทยาลัยเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเท่านั้น
ทว่าเขาก็เข้าใจความรู้สึกของลูกสาว ลูกเขยบ้านเขาคนนี้ไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยใจคอหรือพรสวรรค์ล้วนโดดเด่นเหนือใครในยุคนี้ น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือชาติกำเนิดต่ำต้อยไปสักหน่อย
แต่ก็เพราะชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยนี่แหละ ถึงทำให้การที่ชื่อของเขาปรากฏบนวารสารมหาวิทยาลัยม.เยียนจิงเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
ขณะที่รู้สึกยินดี สายตาของพ่อตาเถาก็กวาดมองตัวอักษรบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
"หืม?" สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เนื้อหาบทสัมภาษณ์ท่อนหนึ่ง แล้วพิจารณาอย่างละเอียด
เจ้าเด็กบ้าคนนี้ ช่างประจบประแจงเก่งเสียจริง
อ่านบทสัมภาษณ์ท่อนนั้นจบ บนใบหน้าของพ่อตาเถาก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างรู้ทัน
ในบทสัมภาษณ์ของวารสารมหาวิทยาลัย หลินเฉาหยางได้เอ่ยชมตู้รั่วฮุ่ยผู้เป็นภรรยาของเขาเสียยกใหญ่ แม้จะไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงนัก แต่พ่อตาเถาก็เข้าใจความตั้งใจของเขา
ตลอดกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา ท่าทีที่ภรรยามีต่อลูกเขยนั้นเขาเห็นอยู่ในสายตาตลอด
การที่เด็กคนนี้ทำได้ถึงขนาดนี้ถือว่าน่ายกย่องมาก สมกับคำว่าอ่อนโยนอดกลั้นและเห็นแก่ส่วนรวม
ตกเย็นหลังจากกินข้าวเสร็จและกลับเข้าห้อง พ่อตาเถาก็หยิบวารสารมหาวิทยาลัยออกมาส่งให้ภรรยา "ลองดูสิ!"
แม่ยายเถาไม่เข้าใจความหมาย รับมาดูอยู่นานกว่าจะเข้าใจว่าสามีอยากให้ตัวเองดูอะไร
"เขานี่ช่างทำตัวเป็นคนดีเสียจริงนะ!"
ปากของแม่ยายเถายังคงไม่ยอมคน แต่ก็มีน้ำเสียงที่อ่อนลงมาก
พ่อตาเถาพูดเสียงขรึม "คนเราต่างก็มีความรู้สึก คุณเนี่ยนะ เสียก็ตรงปากนี่แหละ"
เมื่อถูกสามีตำหนิ แม่ยายเถาก็หันหลังให้ด้วยความไม่พอใจและไม่สนใจเขาอีก
พ่อตาเถายิ้มเจื่อนอย่างจนใจ อารมณ์ของภรรยาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยสาวๆ มีนิสัยคุณหนูอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ก็แค่ปากเก่ง แม้จะเรียกไม่ได้ว่าเป็นพวก "ปากร้ายใจดี" แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรจริงๆ
ผู้ใหญ่นั้นถูกโน้มน้าวได้ยาก ท่าทีของเด็ก ภรรยาก็เห็นอยู่เต็มตา พ่อตาเถาก็ไม่มีวิธีไปบังคับหล่อน เขาเพียงหวังว่าภรรยาจะยอมรับลูกเขยคนนี้จากใจจริง เพื่อให้ครอบครัวอยู่กันอย่างปรองดองมีความสุข
ช่วงหนึ่งถึงสองเดือนมานี้ ข่าวลือที่ว่าบรรณารักษ์ห้องสมุดอย่างหลินเฉาหยางก็คือสวี่หลิงจวินผู้เขียน 'คนเลี้ยงม้า' แพร่สะพัดไปทั่วม.เยียนจิง
เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ได้ตีพิมพ์ผลงาน 'รองเท้าคู่เล็ก' ของสวี่หลิงจวินอีกครั้ง ซึ่งก็ดึงดูดความสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในหมู่นักศึกษา
สองวันมานี้ วารสารมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเยียนจิง ยังได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์หลินเฉาหยางโดยบรรณาธิการของกองบรรณาธิการ ทำให้ชื่อของหลินเฉาหยางกลายเป็นคำฮิตในรั้วม.เยียนจิงไปชั่วขณะ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักศึกษาที่มีต่อเขาในที่ลับนั้นดังกระหึ่ม
จากเด็กบ้านนอก กลายมาเป็นลูกเขยศาสตราจารย์ม.เยียนจิง และก้าวสู่การเป็นนักเขียนหน้าใหม่ ประสบการณ์ของหลินเฉาหยางเรียกได้ว่าเป็นตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจ
อาศัยกระแสความนิยมจากบทสัมภาษณ์ในวารสารมหาวิทยาลัย เฉินเจี้ยนกงเป็นตัวแทนของชมรมวรรณกรรมห้าสี่มาหาหลินเฉาหยาง และยื่นข้อเสนอหนึ่งให้เขา
"ให้ผมไปบรรยายเหรอ?"
หลินเฉาหยางมองเฉินเจี้ยนกง ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"ใช่ครับ ตอนนี้นักศึกษาสนใจคุณมากเป็นพิเศษ ทุกคนหวังว่าคุณจะมาบรรยายให้พวกเราฟัง" เฉินเจี้ยนกงพูดอย่างตื่นเต้น
"เรื่องบรรยายผมไม่ถนัดหรอก อีกอย่างก็ไม่มีอะไรจะพูดด้วย"
"ถือซะว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันสิครับ! คุณไม่ต้องกดดัน ประสบการณ์ของคุณเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราที่เป็นนักศึกษาได้มาก แค่เล่าประสบการณ์ก็พอแล้ว"
หลินเฉาหยางนิ่งคิดว่าจะตกลงเรื่องนี้ดีหรือไม่ คาดไม่ถึงว่าเฉินเจี้ยนกงกลับพูดขึ้นว่า "สหายอวี้ซูต้องหวังให้คุณเข้าร่วมแน่ๆ ครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเฉาหยางก็ถลึงตาใส่เฉินเจี้ยนกง รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเอาเถาอวี้ซูมาบีบเขา
หลินเฉาหยางไม่ต้องคิดก็รู้ว่าต้องเป็นโจวซื่อฟางที่บอกเขาแน่ๆ
วันนั้นที่ก่วนชิงซงและโจวซื่อฟางจะสัมภาษณ์หลินเฉาหยาง เถาอวี้ซูกระตือรือร้นยิ่งกว่าหลินเฉาหยางที่เป็นผู้ถูกสัมภาษณ์เสียอีก ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าในใจเธอหวังให้สามีเจริญก้าวหน้าแค่ไหน
ตกเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน หลินเฉาหยางเล่าเรื่องคำเชิญของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ให้เถาอวี้ซูฟัง เธอก็มีสีหน้าตื่นเต้นและยุยงให้เขาเข้าร่วมตามคาด แถมยังช่วยเสนอแนะเนื้อหาการบรรยายให้หลินเฉาหยางอย่างกระตือรือร้น
(มีภรรยาที่ใฝ่ก้าวหน้าขนาดนี้ ผมล่ะลำบากใจจริงๆ!)
ชมรมวรรณกรรมห้าสี่เป็นหนึ่งในชมรมนักศึกษารุ่นแรกๆ ของม.เยียนจิง ประจวบเหมาะกับยุคที่วรรณกรรมกำลังเฟื่องฟู พลังในการขับเคลื่อนภายในรั้วม.เยียนจิงย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว
ข่าวที่ว่านักเขียนวรรณกรรมบาดแผลอย่างสวี่หลิงจวินจะมาบรรยายตามคำเชิญของชมรมวรรณกรรมห้าสี่ ภายใต้การบอกต่ออย่างกระตือรือร้นของสมาชิกชมรม ใช้เวลาไม่ถึงสองวันก็แพร่กระจายไปทั่วม.เยียนจิง
ไม่เพียงเท่านั้น ข่าวนี้ยังคงแพร่กระจายไปยังสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งในละแวกใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง
ครึ่งปีที่ผ่านมา กระแสวรรณกรรมบาดแผลที่ 'คนเลี้ยงม้า' จุดประกายขึ้นยังคงดำเนินต่อไป ชื่อของสวี่หลิงจวินพร้อมกับการเผยแพร่ของนิยายก็ยิ่งโด่งดังในแวดวงวรรณกรรมระดับประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
เดือนนี้ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ได้ตีพิมพ์ 'รองเท้าคู่เล็ก' อีกครั้ง นิยายเรื่องนี้นำเสนอรูปแบบและเนื้อหาที่แตกต่างจาก 'คนเลี้ยงม้า' อย่างสิ้นเชิง โดยละทิ้งองค์ประกอบของวรรณกรรมบาดแผล แล้วหันมามุ่งเน้นไปที่ชนบทและโลกแห่งความเป็นจริงอย่างจริงจัง
แม้สไตล์จะเปลี่ยนไปบ้าง แต่แก่นแท้ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้อ่านทุกคนที่อ่าน 'รองเท้าคู่เล็ก' จบต่างก็ดูออกทันทีว่า นี่แหละคือสวี่หลิงจวินที่พวกเขาคุ้นเคย
'รองเท้าคู่เล็ก' ตีพิมพ์ได้ไม่ถึงเดือน เสียงตอบรับจากแวดวงวรรณกรรมยังไม่ทันแพร่กระจาย แต่ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' กลับได้รับจดหมายจากผู้อ่านกว่าพันฉบับแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากในประวัติศาสตร์ของ 'เยียนจิงวรรณศิลป์'
ขนาดเมื่อเดือนมีนาคม นิตยสารได้ตีพิมพ์เรื่อง 'ไส้ศึก' ของฟางจื้อ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้อ่านและนักวิจารณ์ ในช่วงกว่าครึ่งเดือนแรก กองบรรณาธิการก็ยังได้รับจดหมายจากผู้อ่านเพียงไม่กี่ร้อยฉบับเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น จดหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคำชื่นชมเยินยอที่ผู้อ่านมีต่อนิยายและตัวผู้เขียน
อบอุ่น สดใส คิดบวก...
คำศัพท์เชิงบวกประเภทนี้ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งในจดหมาย ซึ่งก็บ่งบอกถึงพลังบวกที่ผู้อ่านได้รับจากนิยายเรื่องนี้
เมื่อดูจากจำนวนจดหมายของผู้อ่านแล้ว ความกระตือรือร้นที่ผู้อ่านมีต่อ 'รองเท้าคู่เล็ก' นั้นเหนือกว่า 'ไส้ศึก' มาก ทำให้บรรณาธิการอดนึกถึงความยิ่งใหญ่หลังจากที่ 'คนเลี้ยงม้า' ตีพิมพ์ไม่ได้
อิทธิพลของผลงานวรรณกรรมเรื่องหนึ่งได้ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางจดหมายจากผู้อ่านทีละฉบับๆ เช่นนี้นี่เอง
ในยุคนี้ผู้อ่านที่อ่านผลงานวรรณกรรมมีความกระตือรือร้นในการเขียนจดหมายถึงนิตยสาร สำนักพิมพ์ กองบรรณาธิการ และนักเขียนสูงมาก ผู้อ่านที่เขียนจดหมายมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งรวมถึงนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งในเยียนจิงด้วย
แตกต่างจากผู้อ่านส่วนใหญ่ที่อ่านนิยายเพื่อความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลด้านวัฒนธรรมหรือสถานภาพ ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเหล่านี้มักจะมองผลงานวรรณกรรมด้วยสายตาที่จับผิดอยู่เสมอ
เมื่อเทียบกับเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้นในกลุ่มผู้อ่านทั่วไป 'รองเท้าคู่เล็ก' กลับก่อให้เกิดข้อถกเถียงไม่น้อยในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยในเยียนจิง จุดสนใจของการถกเถียงอยู่ที่ว่าสังคมชนบทอันอบอุ่นที่ปรากฏในนิยายนั้นบิดเบือนไปจากความเป็นจริงหรือไม่
ตอนนี้มีข่าวลือจากม.เยียนจิงว่าจะเชิญสวี่หลิงจวินมาบรรยาย นักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวนมากจึงพากันตื่นตัว
ในบรรดาคนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่มีผู้อ่านที่ชื่นชอบ 'คนเลี้ยงม้า' และ 'รองเท้าคู่เล็ก' จากใจจริงเท่านั้น แต่ยังมีพวกชอบหาเรื่องที่อยากใช้โอกาสนี้มาแลกเปลี่ยน (หาเรื่อง) กับสวี่หลิงจวินอีกด้วย
เดิมทีชมรมวรรณกรรมห้าสี่เชิญหลินเฉาหยางมาบรรยาย โดยตั้งใจจะจัดเป็นกิจกรรมเล็กๆ สมาชิกในชมรมร้อยกว่าคน อย่างมากก็มีเยาวชนสายวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยมาสักสองสามร้อยคน
แต่หลังจากข่าวแพร่สะพัดออกไป จางโหย่วฮวา โจวซื่อฟาง เฉินเจี้ยนกง และคนอื่นๆ ก็ทยอยได้รับข้อความจากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิงว่า มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมการบรรยายครั้งนี้ และหวังว่าพวกเขาจะขยายขนาดงานให้ใหญ่ขึ้น
"แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ?"
หลายคนมารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือ จากสถานการณ์ที่พวกเขารับรู้ ขนาดของกิจกรรมบรรยายครั้งนี้คงจะใหญ่เกินกว่าที่คาดไว้มาก สถานที่ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้รวมถึงความสามารถในการจัดงานของพวกเขาไม่เพียงพอที่จะรับมืออย่างแน่นอน
"ไปหามหาวิทยาลัยเถอะ!" จางโหย่วฮวาเป็นประธานชมรม ปฏิกิริยาแรกของเขาคือการขอความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย
ปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง โจวซื่อฟางและเฉินเจี้ยนกงก็คิดว่าวิธีนี้ปลอดภัยที่สุด ทั้งกลุ่มจึงมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของรองอธิการบดีจางหลงเสียง ภารกิจที่จางหลงเสียงรับผิดชอบครอบคลุมถึงกิจกรรมนักศึกษาของม.เยียนจิงด้วย
หากเป็นในยุคหลัง คงยากที่จะจินตนาการว่านักศึกษาเพียงไม่กี่คนจะกล้าบุกเข้าไปในห้องทำงานของรองอธิการบดีเพื่อแจ้งความประสงค์โดยตรงเพียงเพราะกิจกรรมนักศึกษา
ทว่าสำหรับม.เยียนจิงในปัจจุบันกลับไม่ใช่ปัญหาอะไร การมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญไม่กี่คนนี้ทำให้จางหลงเสียงประประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยังต้อนรับพวกเขาอย่างสุภาพ และตั้งใจฟังข้อเรียกร้องของพวกเขาอย่างจริงจัง
หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์แล้ว เขาก็ไม่ได้พูดจาแบบข้าราชการ แต่บอกกับพวกเขาโดยตรงว่า
"เช้าวันที่ 3 มิถุนายน ให้พวกเธอใช้โรงอาหารใหญ่ แล้วฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกสิบคนไปช่วยงานกิจกรรมของชมรมวรรณกรรมของพวกเธอ แบบนี้เป็นไง?"
เฉินเจี้ยนกงและคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก รีบโค้งคำนับขอบคุณจางหลงเสียง "ขอบคุณครับท่านรองอธิการบดีจาง!"
รอยยิ้มของจางหลงเสียงดูซื่อตรงและจริงใจ เต็มไปด้วยท่วงท่าของผู้หลักผู้ใหญ่ที่ถ่อมตน
"การจัดกิจกรรมบรรยายเช่นนี้สามารถเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ให้กับนักศึกษาได้ ถือเป็นเรื่องดี แต่ความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมของนักศึกษานั้นสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักศึกษาจากต่างมหาวิทยาลัยมาร่วมด้วย ก็จำเป็นต้องให้มหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆ จุดนี้พวกเธอทำถูกแล้ว"
เมื่อได้รับการยืนยันจากจางหลงเสียง พวกเขาก็ยิ่งดีใจมากขึ้น เมื่อกลับไปก็ยิ่งตั้งใจจัดงานบรรยายครั้งนี้อย่างเต็มที่
เดิมทีเป็นเพียงการบรรยายเล็กๆ ที่จัดโดยชมรมนักศึกษา เมื่อม.เยียนจิงเข้ามามีส่วนร่วม ก็ถูกย้ายไปจัดที่โรงอาหารใหญ่โดยตรง สมาชิกชมรมวรรณกรรมที่ทราบข่าวต่างก็โห่ร้องด้วยความยินดี
สาเหตุที่ทุกคนตื่นเต้นขนาดนี้ เกี่ยวข้องกับสถานะพิเศษของโรงอาหารใหญ่ในม.เยียนจิง
โรงอาหารใหญ่สร้างขึ้นในปี 1952 หลังจากการปรับโครงสร้างคณะและภาควิชาครั้งใหญ่ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโรงอาหารสำหรับนักศึกษาม.เยียนจิงแล้ว ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมที่น่าจดจำที่สุดสำหรับนักศึกษาม.เยียนจิงอีกด้วย
ม.เยียนจิงมักจะเป็นผู้นำสังคมและยุคสมัยอยู่เสมอ โรงอาหารใหญ่เชื่อมต่อระหว่างหอพักและโซนการเรียนการสอน มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ถือเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย
เดือนเมษายน ปี 1957 หม่าหยินชูเคยมาบรรยายเรื่อง 'ทฤษฎีประชากรใหม่' ที่นี่ โดยเสนอให้มีการคุมกำเนิดและควบคุมจำนวนประชากร ซึ่งเป็นทางเลือกที่รอช้าไม่ได้สำหรับการพัฒนาสังคม
หลังจากนั้น หากมีการบรรยายในกิจกรรมสำคัญเช่นนี้ โรงอาหารใหญ่ก็จะเป็นสถานที่ที่ได้รับเลือกเสมอ
ทุกครั้งที่มีการประชุมใหญ่ ฉายภาพยนตร์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และงานเต้นรำ โรงอาหารใหญ่ก็จะทำหน้าที่เป็นหอประชุมไปในตัว
ชมรมวรรณกรรมห้าสี่จัดกิจกรรมมาตั้งหลายครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้โรงอาหารใหญ่ ทุกคนต่างก็คิดว่ากิจกรรมครั้งนี้มีความหมายดั่งก้าวสำคัญสำหรับชมรมวรรณกรรมห้าสี่







