นับตั้งแต่วินาทีที่เห็นผู้ชายคนนั้น อูรูรู้สึกว่าสมองของเขาอื้ออึงไปหมด แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ เผยสีหน้า 'ประหลาดใจระคนยินดี' ออกมา "เคลซี ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
"หึ ก็สถานการณ์ภัยพิบัติมันร้ายแรงกว่าที่คิดไว้น่ะสิ บิชอปคอรีเลยสั่งให้ลงมาลาดตระเวนตรวจสอบ" เคลซีเดินมาข้างๆ อูรูแล้วบ่น "นี่เพิ่งจะสถานีที่สองเอง พอเสร็จจากที่นี่แล้วก็ต้องไปโบสถ์ในเมืองอื่นอีกหลายแห่ง เพื่อดูว่าเสบียงบรรเทาทุกข์ส่งถึงมือผู้ประสบภัยหรือเปล่า"
"อย่างนี้นี่เอง"
"ใช่สิ... หึหึ ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไง? กำลังกังวลอะไรอยู่หรือเปล่า? อย่าล้อเล่นน่า คุณกับบาทหลวงลูจีเป็นคนยังไง ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะ?" เคลซีส่งสายตา 'มีเลศนัย' ให้อูรู "สาวกผู้ศรัทธาที่สุดขององค์พระผู้เป็นเจ้า มือขวาคนเก่งของท่านบิชอป ถ้าแม้แต่พวกคุณยังมีปัญหา นิกายไรน์จะทำยังไงล่ะ?"
อูรูฝืนยิ้มเออออตามไป
เขาเป็นกังวลจริงๆ นั่นแหละ แต่ไม่ได้กังวลว่าเรื่องเสบียงบรรเทาทุกข์จะแดงขึ้นมา เพราะเคลซีก็คือพวกเดียวกัน ตอนที่เสบียงพวกนั้นมาถึงมือพวกเขา หมอนี่ก็หักเอาไปก่อนแล้วหนึ่งส่วน
แต่ปัญหาคือ หมอนี่มันเป็นพวกเดียวกันมากเกินไปน่ะสิ
ความสัมพันธ์ระหว่างเคลซีกับลูจีนั้นดีกว่าความสัมพันธ์กับอูรูมากนัก
และถ้าเคลซีรู้ว่าลูจีถูกเขาฆ่าตายไปแล้ว ชีวิตของเขาก็คงจบเห่ลงแค่นี้แหละ
"แล้วนี่คุณจะส่งจดหมายถึงบิชอปคอรีเหรอ?" เคลซีสังเกตเห็นจดหมายในมือของอูรูอีกครั้ง ก่อนจะดึงมันมาอย่างถือวิสาสะ "งั้นคุณให้ฉันโดยตรงเลยก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันเอาไปให้ท่านบิชอปเอง รับรองว่าเร็วกว่าไปรษณีย์แน่นอน... อืม แต่สายตาของท่านบิชอปก็ไม่ค่อยดีแล้วนะ การอ่านจดหมายคงจะลำบากน่าดู มีเรื่องอะไรคุณก็บอกฉันมาเลยดีกว่า เดี๋ยวฉันเอาไปเรียนท่านบิชอปให้เอง จิ๊ ฉันเปิดอ่านจดหมายของคุณเลยก็แล้วกัน พกไปพกมามันเกะกะ"
พูดจบ เคลซีก็เตรียมจะฉีกซองจดหมาย
"นี่ไม่ใช่จดหมายของฉัน" อูรูรู้สึกร้อนตัว รีบพูดขึ้นมา "นี่เป็นจดหมายของบาทหลวงลูจี ฉันก็แค่มาช่วยเขาส่งเท่านั้นแหละ"
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าตัวเองจะร้อนตัวไปทำไมก็เถอะ
พอได้ยินว่าเป็นจดหมายของลูจี เคลซีก็หยุดชะงักมือที่กำลังจะฉีกซอง "จดหมายของบาทหลวงลูจีงั้นเหรอ? อืม... งั้นไม่เปิดดีกว่า"
พูดจบ เขาก็เก็บจดหมายเข้ากระเป๋าอย่างดี
อูรูถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เมื่อกี้คุณบอกว่ายุ่งมากไม่ใช่เหรอ? แล้วจะอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหนล่ะ?"
เขาหวังว่าเคลซีจะอยู่ไม่ถึงวัน แล้วรีบไสหัวไปจากที่นี่ซะ
แต่น่าเสียดาย คำตอบของเคลซีคือ "ยังไงก็คงต้องอยู่สักสองวันแหละ อีกอย่างอุตส่าห์มาทั้งที ก็ต้องไปทักทายบาทหลวงลูจีสักหน่อย เขาอยู่ที่โบสถ์หรือเปล่า?"
"น่าจะอยู่นะ"
เคลซีเลิกคิ้ว "น่าจะ? หมายความว่ายังไง เขาจะไปไหนได้อีกล่ะ?"
"หึหึ คุณก็ดูสิว่าช่วงนี้มันช่วงไหน" อูรูทำสีหน้าคลุมเครือแบบ 'คุณก็น่าจะรู้' "ความอดอยากครั้งนี้ทำให้เด็กๆ ในหลายครอบครัวไม่มีข้าวจะกิน แม้แต่เรี่ยวแรงจะเดินมาเอาเสบียงบรรเทาทุกข์ที่โบสถ์ก็ยังไม่มี บาทหลวงลูจีจะทนดูเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง เขาเลยลงพื้นที่เอาเสบียงไปส่งให้ครอบครัวที่ต้องการด้วยตัวเองน่ะสิ"
เป็นคำพูดที่ดูปกติมาก แต่เคลซีกลับเข้าใจความหมายแฝงของอูรู สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดทันที "จริงดิ? เขาอายุขนาดนี้แล้ว ยังจะ... ทุ่มเทขนาดนี้อีกเหรอ?"
อูรูยักไหล่ "ใครจะรู้ล่ะ?"
"...หึหึ" เคลซีตบไหล่อูรูเบาๆ "เอาเถอะ งั้นคุณกลับไปดูก่อนว่าเขาอยู่ไหม ถ้าอยู่ก็บอกเขาด้วยว่าเดี๋ยวฉันจะไปหา"
อูรูพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เขาอาจจะกลับมาดึกมากๆ เลยนะ"
"งั้นฉันก็จะรอจนกว่าเขาจะกลับมา" เคลซีหันหลังเดินจากไปแล้ว พอได้ยินคำพูดของอูรู เขาก็โบกมือโดยไม่หันกลับมามอง "ยังไงคืนนี้ฉันก็ไม่มีที่พักอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นคงต้องขออาศัยอยู่กับคุณไปก่อนล่ะนะ"
อูรูยิ้มบางๆ "งั้นฉันจะชงชารอไว้ล่วงหน้าก็แล้วกัน"
เคลซีโบกมืออีกครั้ง อัศวินในที่ทำการไปรษณีย์ก็เดินตามเขาออกไป
ส่วนอูรูยืนอยู่กับที่ มองดูพวกเขาเดินจนลับสายตา
มองดูอยู่อย่างนั้น มองดูต่อไป
เมื่อพวกเขาหายลับไปจากสายตาอย่างสมบูรณ์ อูรูก็เหมือนกับสปริงที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดแล้วคลายตัวออกอย่างกะทันหัน เขาสะดุ้งโหยงและรีบวิ่งกลับไปที่โบสถ์อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด "แย่แล้ว แย่แล้ว แย่แน่ๆ"
เสียงของไป๋เหวยดังขึ้นในหัวของเขาอย่างถูกจังหวะพอดี "ทำไมแกถึงได้ลนลานขนาดนี้?"
อูรูชะงักไปเล็กน้อย
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเคลซีทำให้เขาตกใจจนสติแตก เขาลืมไปเสียสนิทว่าในร่างกายของตัวเองยังมีเทพเจ้าสถิตอยู่อีกองค์ อูรูจึงเหมือนกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ เขาร้องตะโกนในหัว "ท่านวิซาส! หมอนั่น หมอนั่นรู้จักกับไอ้สารเลวลูจี ถ้ามันรู้ว่าลูจีตายแล้ว แถมยังถูกผมฆ่าตาย มันจะต้อง มันจะต้องฆ่าผมแน่ๆ"
"เงียบหน่อย สมองของแกทำฉันหนวกหู" ไป๋เหวยกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
อูรูรีบหุบปากในหัวของตัวเองทันที
จากนั้นไป๋เหวยก็ถามขึ้น "แกกลัวมันมากนักหรือ?"
"เขากับลูจีไม่เหมือนกัน ลูจีก็แค่บาทหลวง เวทมนตร์เหนือธรรมชาติที่ทำได้ก็มีอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้น" อูรูพูด "แต่เคลซีเป็นถึงหัวหน้าอัศวิน เขาแข็งแกร่งกว่าลูจีมาก ท่านเองก็น่าจะสัมผัสได้ใช่ไหมครับ เขา..."
"สำหรับฉันแล้ว มันไม่มีความแตกต่างอะไรเลย" ไป๋เหวยพูดขัดอูรูด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
อูรูอึ้งไป
นั่นสิ หมอนั่นเคลซีจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าเทียบกับวิซาสแล้ว ก็คง... ไม่สิ เอามาเทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ การเอาเคลซีมาเปรียบเทียบกับวิซาส ก็คือการดูหมิ่นวิซาสชัดๆ
คนที่พอจะนำมาเปรียบเทียบกับท่านวิซาสได้ ก็มีเพียงแค่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเขา... เทพแห่งไรน์เท่านั้น
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความกังวลในใจของอูรูก็ลดลงไปมาก
เขาก้มมองมือซ้ายของตัวเอง ภาพที่เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ลูจีหายวับไปเมื่อคืนนี้ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
ถ้ามันถึงขั้นนั้นจริงๆ...
"ก็ฆ่ามันซะสิ" ไป๋เหวยช่วยเติมเต็มประโยคครึ่งหลังในใจของอูรูด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผม... เข้าใจแล้วครับ" อูรูสูดหายใจเข้าลึก แววตาเด็ดเดี่ยวและเหี้ยมเกรียมวาบผ่านดวงตา
การเปลี่ยนแปลงของอูรูย่อมอยู่ในสายตาของไป๋เหวย
ไป๋เหวยรู้สึกพึงพอใจมาก
อันที่จริงไป๋เหวยรู้ว่าเคลซีมาทำไม ไม่ใช่เพื่อมาดูสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างที่ปากพูดหรอก แต่มาเพื่อตามหาวัตถุต้องห้ามชิ้นหนึ่งต่างหาก
นั่นก็คือ... นิ้วกลางของวิซาส
ซึ่งก็คือไป๋เหวยนั่นเอง
ในเกม นี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องหลักเช่นกัน
และในเนื้อเรื่อง อูรูก็เป็นเพียงแค่ตัวละครเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไร เพียงเพราะได้นิ้วของวิซาสมาถึงได้มีบทบาทขึ้นมานิดหน่อย สุดท้ายก็ถูกคนฆ่าตายเหมือนกับกำจัดครีปตัวหนึ่งเท่านั้น
แต่การมาถึงของไป๋เหวย จะต้องเขียนจุดจบของอูรูขึ้นมาใหม่แน่ๆ
ไป๋เหวยจะไม่ยอมให้หมอนี่ตายไปอย่างไร้สุ้มเสียงหรอก
แต่จะทำให้การตายของเขานั้น...
ดังกึกก้องสะท้าน