"เขาทำอาชีพอะไร? ปกติพวกเราเคยเจอเขาไหม?" คนคนนั้นถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างเต็มเปี่ยม
"คนที่ไปห้องสมุดบ่อยๆ ต้องเคยเจอเขาแน่ๆ อยู่ที่แผนกยืมหนังสือแบบปิดชั้น มีคนหนุ่มคนหนึ่ง เธอพอจะนึกออกไหม?"
"ฉันพอจะคุ้นๆ อยู่หน้าตาเขาเป็นยังไงนะ? นึกไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ เอาเป็นว่าเป็นประเภทที่โยนเข้าไปในฝูงชนแล้วหาไม่เจอนั่นแหละ"
"ใช่เลย คำบรรยายนี้เป๊ะมาก ตอนนั้นฉันยังค่อนข้างผิดหวังเลย เขาไม่เหมือนสวี่หลิงจวินในนิยายเลยสักนิด"
"ฮ่าๆ! เอาเรื่องในนิยายมาเป็นจริงเป็นจัง เธอนี่เก่งจริงๆ"
...
นักศึกษาสองคนกำลังเมาท์มอยกันไปทำงานกันไปอย่างกระตือรือร้น ไม่มีใครสังเกตเห็นตู้หรงกับอีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเลย
สีหน้าของหูเหวินฉงและตู้หรงเต็มไปด้วยความประหลาดใจและสงสัย รอจนเดินออกมาได้สองสามก้าว หูเหวินฉงถึงได้ถามขึ้นว่า "ตู้หรง คนที่พวกเขาพูดถึง..."
ตู้หรงเอ่ยปากอย่างยากลำบาก "น่าจะเป็นเฉาหยางมั้ง?"
แผนกยืมหนังสือแบบปิดชั้นมีทั้งหมดห้าคน มีแค่ตู้หรงกับหลินเฉาหยางที่เป็นคนหนุ่มสาว หากตัดตู้หรงออกไป ก็เหลือแค่หลินเฉาหยางคนเดียวแล้ว
อีกอย่าง สองคนนั้นก็พูดชัดเจนขนาดนั้น โยนเข้าไปในฝูงชนแล้วหาไม่เจอ จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่หลินเฉาหยาง?
หูเหวินฉงนึกถึงเรื่องที่หลินเฉาหยางแอบอู้งานมาเขียนหนังสือเมื่อก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้เธอยังคิดว่าหลินเฉาหยางทำเป็นแค่ความสนใจส่วนตัว เธอถึงกับหวังดีไป "ชี้แนะ" เขาด้วยซ้ำ พอนึกถึงภาพในตอนนั้น หูเหวินฉงก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าขึ้นมา
แต่เธอก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี หลินเฉาหยางจะเป็นสวี่หลิงจวินคนที่เขียนเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' ไปได้ยังไง?
"จะเป็นเขาจริงๆ เหรอ?"
ตู้หรงเป็นคนนิสัยตรงไปตรงมา ไม่คิดจุกจิกอะไรเลย เธอดึงหูเหวินฉง "กลับไปถามดูก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ?"
พอกลับมาถึงห้องสมุด หลินเฉาหยางเห็นทั้งสองคนก็ยิ้มแล้วพูดว่า "กลับมาแล้วเหรอครับ"
เขาลุกขึ้นเตรียมจะไปกินข้าวที่โรงอาหาร แต่ตู้หรงกลับขยับเข้าไปใกล้เขาอย่างมีลับลมคมใน แล้วถามว่า "เฉาหยาง นิยายที่เธอเขียนได้ตีพิมพ์แล้วใช่ไหม?"
เพื่อนร่วมงานในแผนกยืมหนังสือหลายคนรู้ว่าหลินเฉาหยางเขียนหนังสือ แต่เขาไม่เคยเปิดเผยเรื่องที่นิยายได้ตีพิมพ์เลย ก่อนหน้านี้ทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร คิดแค่ว่าเขาทำเพื่อความบันเทิงส่วนตัวเท่านั้น
ในเมื่อตอนนี้ทุกคนรู้กันหมดแล้ว หลินเฉาหยางก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ตู้หรงก็รีบอธิบายอย่างทนไม่ไหว "เมื่อกี้ตอนฉันออกมาจากโรงอาหาร มีนักศึกษาหลายคนกำลังกองถ่านหินอยู่ตรงประตู พวกเขาคุยกันว่าคนหนุ่มในแผนกยืมหนังสือแบบปิดชั้นก็คือสวี่หลิงจวิน"
ตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา แววตาของตู้หรงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและต้องการค้นหาความจริง
คนในห้องสมุดต่างก็รู้ว่าเดิมทีหลินเฉาหยางเป็นแค่ครูประถมในชนบท ที่ได้เข้ามาในเมืองก็เพราะแต่งงานกับลูกสาวของศาสตราจารย์เถาจากภาควิชาประวัติศาสตร์ และถูกจัดสรรให้มาทำงานในห้องสมุดในฐานะครอบครัวของบุคลากร
เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกชอบหรือเกลียดหลินเฉาหยาง เพียงแต่ชอบพูดคุยถึงเรื่องราวของเขากับเถาอวี้ซูอย่างออกรสออกชาติอยู่เสมอ
แต่ที่ไหนมีคน ที่นั่นย่อมมีเรื่องวุ่นวาย ห้องสมุดไม่ใช่ดินแดนสุขาวดี ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนกลุ่มเล็กๆ แอบนินทากันลับหลังแล้วส่งต่อกันไปมา
ตู้หรงมีความประทับใจที่ดีต่อหลินเฉาหยาง เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาครึ่งปี ความสัมพันธ์ก็ราบรื่นมาก เธอไม่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมกับหัวข้อสนทนาแบบนี้เลย นานๆ ทีจะพูดถึงก็มักจะเป็นการล้อเล่นเสียมากกว่า
แต่เธอคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าชายหนุ่มจากชนบทที่ดูไม่สะดุดตา อาศัยเส้นสายของภรรยากับพ่อตาถึงได้เข้ามาทำงานในห้องสมุดคนนี้ จะเป็นนักเขียนที่ซ่อนตัวอยู่
นับตั้งแต่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว 'คนเลี้ยงม้า' ก็สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในแวดวงวรรณกรรมและกลุ่มผู้อ่าน ใครก็ตามที่เป็นผู้อ่านที่รักวรรณกรรม แทบจะไม่มีใครไม่เคยอ่านนิยายสั้นเรื่องนี้เลย
ความสั่นสะเทือนในใจของตู้หรงนั้นสามารถจินตนาการได้เลย
"ครับ โชคดีได้ตีพิมพ์ไปเรื่องหนึ่ง" หลินเฉาหยางพูดอย่างถ่อมตัว
ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้ยินคำพูดของเขา สีหน้าของตู้หรงกับหูเหวินฉงก็ยังอดไม่ได้ที่จะเผยความประหลาดใจออกมา
เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาครึ่งปี จู่ๆ จากหนุ่มชนบทผู้เรียบง่ายก็พลิกโฉมกลายเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ การเปลี่ยนสถานะอย่างกะทันหันของหลินเฉาหยางทำให้ทั้งสองคนปรับตัวไม่ค่อยทัน
"เป็นเธอจริงๆ ด้วย!" ตู้หรงร้องอุทานออกมา
"แหม คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าข้างกายพวกเราจะมีนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่!"
หลังจากประหลาดใจ ปฏิกิริยาของตู้หรงก็เข้ากับนิสัยร่าเริงของเธอมาก
กลับเป็นหูเหวินฉงที่แววตาดูสับสน เธอหวนนึกถึงภาพตอนที่ตัวเองไป "ชี้แนะ" หลินเฉาหยางก่อนหน้านี้อีกครั้ง
"เฉาหยาง ในเมื่อผลงานได้ตีพิมพ์แล้ว ทำไมถึงไม่บอกทุกคนล่ะ?"
หลินเฉาหยางสัมผัสได้ถึงความรู้สึกโกรธเพราะความอับอายจากน้ำเสียงของหูเหวินฉง เขาจึงรีบแสร้งทำเป็นใสซื่อทันที
"พี่หู ทุกคนไม่ได้ถาม ผมก็ไม่กล้าพูดครับ ขืนถูกทุกคนมองว่าเป็นการโอ้อวด เดี๋ยวก็เอาไปนินทากันลับหลังอีก"
นี่ก็เพราะเพิ่งจะอายุเต็มยี่สิบปี ถ้าอายุมากกว่านี้อีกสักปี ท่าทางเสแสร้งของหลินเฉาหยางคงดูเลี่ยนน่าดู
ถึงแม้เหตุผลของเขาจะฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ช่วยรักษาหน้าให้หูเหวินฉงได้ และหูเหวินฉงเองก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ในห้องสมุดมีคนกลุ่มเล็กๆ เอาหลินเฉาหยางไปนินทาจริงๆ
"อย่าไปใส่ใจคำนินทาของพวกปากหอยปากปูเลย" พอเธอพูดประโยคนี้จบ ก็พูดเยาะเย้ยตัวเองว่า "จริงๆ เลย ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้เรื่องราว ยังไปชี้แนะเธออีก"
"พี่ก็หวังดีกับผมนั่นแหละครับ" หลินเฉาหยางปลอบใจหูเหวินฉงไปประโยคหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเรื่องถามว่า "วันนี้อาหารที่โรงอาหารเป็นยังไงบ้างครับ?"
"มีปลาดาบ"
"งั้นเดี๋ยวค่อยคุยกันนะครับ ผมต้องรีบไปแล้ว" หลินเฉาหยางถือปิ่นโตเตรียมจะเดินออกไป
ตู้หรงก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า "ฉันต้องขึ้นไปชั้นบนเพื่อบอกข่าวนี้กับเหล่าถูและเหล่าเจิ้ง แผนกยืมหนังสือของเรามีนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แล้ว"
หลินเฉาหยางยิ้มแล้วเดินออกไป
กินข้าวเที่ยงเสร็จ หลินเฉาหยางเพิ่งกลับมาถึงห้องสมุด ก็เห็นจางเต๋อหนิงรออยู่ตรงประตู
"เฉาหยาง!" จางเต๋อหนิงทักทายเขา
"ต้นฉบับต้องแก้เหรอครับ?" หลินเฉาหยางถาม
จางเต๋อหนิงส่ายหน้า "เปล่า ฉันมาเพื่อจะบอกเธอว่าต้นฉบับตีพิมพ์ได้แล้วนะ จัดคิวไว้เดือนพฤษภาคม"
หลินเฉาหยางพูดอย่างดีใจ "คราวนี้พวกคุณทำงานกันมีประสิทธิภาพมากเลยนะ!"
"เหล่าหลี่เป็นคนตรวจต้นฉบับด้วยตัวเอง เหล่าโจวยังอ่านไม่ทันจบ เขาก็เคาะให้ตีพิมพ์แล้ว"
"สหายเหล่าหลี่ช่างเด็ดขาดฉับไว!" หลินเฉาหยางพูดติดตลก แล้วก็ถามต่อว่า "แล้วค่าต้นฉบับล่ะ..."
"ไม่ว่าจะตอนไหนก็ไม่เคยลืมค่าต้นฉบับของตัวเองเลยนะ!" จางเต๋อหนิงอดบ่นไม่ได้ ก่อนจะพูดว่า "พันตัวอักษรเจ็ดหยวน เรตสูงสุดแล้วล่ะ อีกสองวันจะส่งไปรษณีย์มาให้ เธอจะได้ไม่ต้องวิ่งไปมา"
"เยี่ยมไปเลย!" หลินเฉาหยางประสานมือคารวะ
คุยเรื่องค่าต้นฉบับเสร็จ จางเต๋อหนิงก็ถามว่า "ช่วงนี้มีผลงานใหม่อะไรบ้างไหม?"
หลินเฉาหยางส่ายหน้าอย่างพูดไม่ออก "ผมรู้อยู่แล้วเชียวว่าพวกคุณไม่ได้ใจดีขนาดนั้น เอาต้นฉบับไปใช้แล้วยังอุตส่าห์วิ่งมาแจ้งผมถึงที่"
จางเต๋อหนิงแก้ตัว "ก็เธออยากหาเงินค่าต้นฉบับไม่ใช่เหรอ? พวกเราให้ค่าต้นฉบับเธอแบบเต็มพิกัดเลยนะ นี่ก็เพื่อให้เธอมีแรงจูงใจและความหลงใหลในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้นไง!"
"ต้นฉบับเรื่องนั้นของผมเพิ่งเขียนเสร็จได้ไม่กี่วันเองนะ ให้ผมพักบ้างเถอะ"
"คนหนุ่มสาวมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเหลือเฟือ เวลาที่ควรเขียนก็อย่าหยุดสิ รอให้เธออายุมากแล้ว อยากเขียนก็เขียนไม่ออกหรอก"
จางเต๋อหนิงเริ่มล้างสมองหลินเฉาหยางอีกแล้ว แต่เขาไม่ฟังเลยสักนิด "คุณมีธุระอะไรอีกไหม? ผมต้องทำงานนะ!"
เมื่อเห็นว่าเขาดื้อดึง จางเต๋อหนิงจึงได้แต่พูดอีกว่า "งั้นเธอก็รีบลงมือเขียนล่ะ มีเวลาก็เขียนให้เยอะๆ หน่อย ค่าต้นฉบับไง หาเงินค่าต้นฉบับ!"
เธอพอจะมองออกแล้วว่า กับคนอย่างหลินเฉาหยาง พูดเรื่องการสร้างสรรค์หรือวรรณกรรมอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ เรื่องค่าต้นฉบับนี่แหละเห็นผลที่สุด
"รู้แล้วครับ จริงสิ ก่อนหน้านี้มีบทวิจารณ์ 'คนเลี้ยงม้า' ที่ลงชื่อเถาอวี้ซูผ่านการพิจารณาหรือยัง?"
จางเต๋อหนิงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ "เธอเขียนเหรอ?"
"คิดอะไรอยู่เนี่ย!" หลินเฉาหยางปฏิเสธ
"ตกใจหมดเลย ถ้าเธอเป็นคนเขียนล่ะก็ มันคงจะน่าสน..."
"ภรรยาผมเขียนต่างหาก!"
จางเต๋อหนิงถูกยัดเยียดความหวานให้เต็มปาก คำพูดที่มาถึงปากแล้วจึงต้องกลืนกลับลงไป
"สามีภรรยาคู่นี้ คนหนึ่งเขียนนิยาย อีกคนเขียนบทวิจารณ์นิยาย ดีจริงๆ!" จางเต๋อหนิงแทบจะปรบมือร้องเชียร์
"อย่ามัวแต่บอกว่าดีสิ ตกลงว่าผ่านหรือไม่ผ่านล่ะ?"
"น่าจะผ่านแล้วนะ ฉันได้ยินหลิวเหิงพูดถึงอยู่แวบหนึ่ง" จางเต๋อหนิงนึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น
หลินเฉาหยางปรบมืออย่างดีใจ "ดีเลย"
"แหม! ได้ข่าวแล้วจะกลับบ้านไปรับรางวัลใช่ไหมล่ะ?" จางเต๋อหนิงเอ่ยแซว
"ของพวกเราเรียกว่าก้าวหน้าไปด้วยกัน คุณก็เรียนรู้ไว้ให้ดีๆ เถอะ" หลินเฉาหยางตอบเธอกลับไปประโยคหนึ่ง แล้วก็เตือนว่า "คุณกลับไปถามเหล่าหลี่ดูหน่อยนะ ว่าจะเอาผลงานของเราสองคนตีพิมพ์ในฉบับเดือนพฤษภาคมพร้อมกันได้หรือเปล่า"
แซวก็ส่วนแซว แต่ความคิดนี้ของหลินเฉาหยางทำให้จางเต๋อหนิงรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
คำกล่าวของคนโบราณที่ว่าสามีร้องภรรยารับ พิณซอประสานเสียง ก็คงจะประมาณนี้แหละ
"เข้าใจแล้วน่า"
ในตอนที่หลินเฉาหยางเดินไปส่งจางเต๋อหนิง เด็กสาววัยรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มสามคนกำลังเดินผ่านทะเลสาบเว่ยหมิง
"กงอวิ๋น พวกเราจะได้เจอสวี่หลิงจวินจริงๆ เหรอ?" เด็กสาวผมเปียแกะคนหนึ่งในสามคนถามขึ้น
"ได้เจอแน่ พี่สาวฉันบอกแล้วว่าเขาทำงานอยู่ที่ห้องสมุด วันนี้ก็ไม่ได้หยุด ถ้าเขาไม่อยู่ที่ห้องสมุดแล้วจะไปอยู่ที่ไหน?"
เด็กสาวหน้าตาสะสวยโดดเด่นอีกคนพูดว่า "พี่เขยฉันก็ทำงานอยู่ที่ห้องสมุด คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเขาจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกับสวี่หลิงจวิน"
เด็กสาวผมเปียแกะพูดหยอกล้อ "อวี้โม่ พี่เขยเธอคงไม่ได้เป็นสวี่หลิงจวินหรอกนะ?"
เถาอวี้โม่ค้อนขวับ "พูดอะไรเหลวไหล!"
ในหัวของเธอปรากฏใบหน้าของพี่เขยตัวเองขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว จากนั้นก็ปรากฏภาพของสวี่หลิงจวินที่สูงใหญ่หล่อเหลาในจินตนาการ ใบหน้าทั้งสองค่อยๆ ขยับเข้าหากัน ตอนที่ใกล้จะถึงกันก็เหมือนกับรถบั๊ม ยังไงก็รวมเข้าด้วยกันไม่ได้
เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขบขัน พี่เขยฉันจะเป็นสวี่หลิงจวินไปได้ยังไง?







