“กงอวิ๋น นี่ก็มาถึงหน้าประตูแล้ว บอกพวกเราได้หรือยังว่าชื่อจริงของสวี่หลิงจวินคืออะไร?” เด็กสาวผมเปียแกะถาม
“เดี๋ยวก็จะได้เจอตัวแล้ว เธอจะถามอะไรนักหนา”
เด็กสาวผมเปียแกะบ่นอุบ “เธอชอบอมพะนำอยู่เรื่อยเลย!”
เถาอวี้โม่คุ้นเคยกับห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงเป็นอย่างดี ตอนเด็กๆ เธอมาที่นี่บ่อย แต่ส่วนใหญ่จะไปที่อาคารวรรณกรรมและประวัติศาสตร์มากกว่า ห้องสมุดตรงหน้านี้เพิ่งสร้างใหม่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เธอจึงมาที่นี่ไม่บ่อยนัก
พวกเธอคุยกันพลางเดินเข้าไปในห้องสมุด
พอกลับมาจากกินข้าว หลินเฉาหยางก็รู้สึกว่าสายตาที่เพื่อนร่วมงานในห้องสมุดมองเขานั้นดูแปลกๆ ไป คิดว่าตู้หรงจอมปากโป้งคงจะเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศจนรู้กันทั่วแล้วแน่ๆ
ถูหม่านเซิงอุตส่าห์วิ่งจากคลังหนังสือชั้นบนลงมาที่ชั้นล่าง “เจ้าหนุ่ม ปิดบังพวกเราซะมิดเลยนะ! ไม่กี่วันก่อนตอนเห็นชื่อสวี่หลิงจวินใน ‘ทะเลสาบเว่ยหมิง’ ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าเขามาเป็นที่ปรึกษาของ ‘ทะเลสาบเว่ยหมิง’ ได้ยังไง ที่แท้ก็เป็นนายนี่เอง! ก็ถูกของนาย นายสนิทกับพวกภาควิชาภาษาจีนขนาดนั้นนี่นะ”
หลินเฉาหยางพูดคุยหัวเราะกับเขา เถาอวี้โม่ที่เดินผ่านโถงรับแสงแดดมองปราดเดียวก็เห็นหลินเฉาหยางยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ยืมหนังสือ
เธอเพิ่งจะก้าวเข้าไปทักทายหลินเฉาหยาง ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากตรงบันได “หลินเฉาหยาง!”
คนที่เรียกหลินเฉาหยางคือเพื่อนร่วมงานจากชั้นสอง ปกติหลินเฉาหยางไม่ค่อยสนิทด้วยเท่าไหร่ เจอกันก็แค่พยักหน้าทักทาย “มีอะไรหรือครับ?”
“ท่านผู้อำนวยการเรียกให้ไปพบที่ห้องทำงานน่ะ”
“ครับ เดี๋ยวผมไป”
หลินเฉาหยางรับคำ ทักทายหูเหวินฉงแล้วก็เดินตรงขึ้นไปชั้นบน
ตอนนั้นเอง เถาอวี้โม่ก็รู้สึกว่ามีคนมาดึงแขน พอหันไปมองก็เห็นกงอวิ๋นตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ใบหน้าแดงก่ำ แววตาเป็นประกาย สายตาจับจ้องตามแผ่นหลังที่กำลังเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างไม่วางตา ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง
“เขาไง! เขา! เขาจริงๆ ด้วย!”
เถาอวี้โม่กับเด็กสาวผมเปียแกะงุนงงกับท่าทีของกงอวิ๋น เด็กสาวผมเปียแกะถามขึ้นว่า “เขาอะไรของเธอ?”
“สวี่หลิงจวินไง! สวี่หลิงจวิน!”
กงอวิ๋นไม่แม้แต่จะมองเพื่อนทั้งสองคนข้างกาย สายตายังคงมองตามจนร่างของหลินเฉาหยางลับสายตาไปแล้วก็ยังไม่ยอมละสายตา
เมื่อครู่เด็กสาวผมเปียแกะไม่ได้คิดไปถึงเรื่องนี้เลย พอได้ยินคำพูดของกงอวิ๋นถึงเพิ่งนึกขึ้นได้และร้องอุทานออกมาเบาๆ
“เขาคือสวี่หลิงจวินเหรอ?”
“ใช่ พี่สาวฉันบอกมาว่าชื่อจริงของสวี่หลิงจวินคือหลินเฉาหยาง ทำงานอยู่ที่ห้องสมุด ไม่ผิดแน่”
ในที่สุดกงอวิ๋นก็ละสายตากลับมา เมื่อได้ยินคำยืนยันของเธอ เด็กสาวผมเปียแกะก็นึกย้อนไปถึงใบหน้าที่เพิ่งเหลือบเห็นเมื่อครู่ ความตื่นเต้นตอนที่มาถึงมลายหายไปจนหมดสิ้น
“สวี่หลิงจวินคนนี้ไม่เหมือนในนิยายเลย”
“เหลวไหล! นิยายก็คือนิยาย เธอคงไม่คิดจริงๆ หรอกนะว่านักเขียนจะหน้าตาเหมือนพระเอกในนิยายน่ะ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? เขายังกล้าใช้ชื่อนี้เลย!” พูดมาถึงตรงนี้ ในใจเด็กสาวผมเปียแกะก็เกิดความโกรธที่รู้สึกเหมือนถูกหลอกลวงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “เขามีสิทธิ์อะไรมาใช้ชื่อสวี่หลิงจวิน!”
กงอวิ๋นมองเพื่อนร่วมชั้นอย่างเอือมระอา “ฉันว่าเธอสติแตกไปแล้ว! นั่นสวี่หลิงจวินเชียวนะ สวี่หลิงจวินที่เขียนเรื่อง ‘คนเลี้ยงม้า’ ไง!”
“เขาไม่ใช่สวี่หลิงจวิน!” เด็กสาวผมเปียแกะราวกับคนดื้อดึง ไม่ว่ากงอวิ๋นจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมเข้าใจ
“ขี้เกียจสนใจยัยบ้าอย่างเธอแล้ว!” กงอวิ๋นหันไปหาเถาอวี้โม่ที่อยู่ข้างๆ กำลังจะชวนคุย ก็เห็นเถาอวี้โม่ยืนนิ่งอึ้งด้วยใบหน้าตกตะลึง เมื่อครู่เธอกับเด็กสาวผมเปียแกะมัวแต่คุยกัน ดูเหมือนเถาอวี้โม่จะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองมาพักใหญ่แล้ว
“อวี้โม่! อวี้โม่!”
กงอวิ๋นเรียกติดกันหลายครั้ง ถึงดึงสติเถาอวี้โม่ที่กำลังเหม่อลอยกลับมาได้ “เป็นอะไรไปเนี่ย? เจอไอดอลทางวรรณกรรมถึงกับต้องเสียอาการขนาดนี้เลยเหรอ?”
เถาอวี้โม่มองเพื่อน เผยอริมฝีปากเล็กน้อยแล้วก็เม้มเข้าหากัน ความตกใจอย่างรุนแรงทำให้สมองของเธอตอนนี้สับสนอื้ออึงไปหมด
หลินเฉาหยางคือสวี่หลิงจวินงั้นเหรอ? พี่เขยของฉันคือสวี่หลิงจวิน? สวี่หลิงจวินคนที่เขียน ‘คนเลี้ยงม้า’ คนนั้นน่ะเหรอ?
ความสงสัยและความไม่อยากจะเชื่ออันใหญ่หลวงราวกับผ้าก๊อซที่คลุมศีรษะไว้ บดบังสายตาของเถาอวี้โม่จนขุ่นมัว ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
“เขาจะเป็นสวี่หลิงจวินไปได้ยังไง?”
เด็กสาวเปล่งเสียงที่จริงใจที่สุดจากก้นบึ้งของหัวใจออกมา
กงอวิ๋นราวกับได้ยินเรื่องตลกอะไรสักอย่าง “พวกเธอสองคนนี่สติแตกไปแล้วจริงๆ! เขาเป็นนักเขียนนะ ไม่ใช่นักแสดงหน้าหยกบนเวทีพวกนั้นซะหน่อย”
เธอคิดว่าเถาอวี้โม่ก็เหมือนกับเด็กสาวผมเปียแกะที่รู้สึกผิดหวังกับรูปร่างหน้าตาของสวี่หลิงจวิน
เถาอวี้โม่ส่ายหน้า ไม่คิดจะโต้เถียงกับกงอวิ๋น
หลังจากผ่านความตกตะลึงในตอนแรกมาได้ ในที่สุดเธอก็เริ่มได้สติกลับมาบ้าง
ในหัวนึกไปถึงงานเลี้ยงตอนตรุษจีนเมื่อสองเดือนก่อน ในใจก็เกิดความกระจ่างขึ้นมาบ้าง
มิน่าล่ะตู้เฟิงถึงได้ขอร้องให้พี่เขยช่วยเขียนจดหมายรักให้ เขาต้องรู้สถานะอีกอย่างหนึ่งของพี่เขยมาตั้งนานแล้วแน่ๆ
จากนั้นเถาอวี้โม่ก็นึกไปถึงพี่สาว ตอนนั้นเธอยังเคยถามเถาอวี้ซูผู้เป็นพี่สาวว่าชอบพี่เขยตรงไหน ถึงแม้ตอนนั้นเธอจะไม่ได้ตอบ แต่เถาอวี้โม่ก็มั่นใจในคำตอบแล้วว่า ความสามารถ
ก่อนหน้านี้ตอนที่เถาอวี้โม่พบว่าหลินเฉาหยางผู้เป็นพี่เขยช่วยตู้เฟิงเขียนจดหมายรัก ถึงแม้จะรู้สึกว่าเขาไม่ได้ดูธรรมดาเหมือนอย่างภายนอก แต่ให้คิดจนหัวแทบแตก เธอก็คิดไม่ถึงหรอกว่าพี่เขยของตัวเองจะเป็นถึงนักเขียนที่ตีพิมพ์นิยายได้ แถมยังเป็นนิยายที่โด่งดังไปทั่วประเทศแบบนั้นด้วย
ทุกคนรู้กันหมดแล้ว สรุปก็คือปิดบังฉันอยู่คนเดียวใช่ไหม?
ในใจเถาอวี้โม่ก็เกิดความโกรธที่รู้สึกเหมือนถูกหลอกลวงขึ้นมาเช่นกัน แต่เป็นเหตุผลที่ต่างไปจากความโกรธของเด็กสาวผมเปียแกะ
เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกโดดเดี่ยว!
ใครๆ ก็บอกว่าสัญชาตญาณของผู้หญิงแม่นยำที่สุด คำตอบของเถาอวี้โม่ไม่ผิดเลย
ตอนอยู่ที่บ้านเธอถูกโดดเดี่ยวจริงๆ นั่นแหละ แต่ไม่ได้ถูกสองสามีภรรยาหลินเฉาหยางโดดเดี่ยวหรอกนะ
เรื่องนี้ถือว่าคำตอบถูก แต่วิธีคิดผิด ซึ่งก็เข้ากับสไตล์ของเหล่าเพื่อนหญิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“ทำอะไรกันเนี่ย! ตกลงยังจะดูสวี่หลิงจวินกันอยู่ไหม?”
กงอวิ๋นแอบฉวยโอกาสตอนพักกลางวันลากเพื่อนสนิทสองคนมาที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงเพื่อดูสวี่หลิงจวิน คิดไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของทั้งสองคนจะเกินเบอร์ไปกว่ากันเสียอีก
ก็แค่เขาไม่ได้หล่อเหลาอย่างที่เห็นชัดเจนขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ? ถึงกับต้องแสดงท่าทีแบบนี้กันเลยหรือไง?
ช่างผิวเผินกันเสียจริง!
นึกดูถูกเพื่อนสนิทอยู่ในใจแล้ว กงอวิ๋นก็บ่นอีกว่า “ฉันอุตส่าห์หวังดีพาพวกเธอมาดูเขา แต่พวกเธอกลับทำท่าทีแบบนี้เนี่ยนะ”
เด็กสาวผมเปียแกะเห็นเธอเริ่มโกรธ จึงแก้ตัวว่า “พวกเราแค่รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อยที่ได้เจอตัวจริงเป็นครั้งแรกน่ะ”
กงอวิ๋นไม่มีทางเชื่อคำพูดไร้สาระของเธอหรอก แต่ก็ยังถามว่า “แล้วตกลงยังจะดูอยู่ไหม?”
“ขอดูอีกหน่อยเถอะ เมื่อกี้ยังเห็นไม่ค่อยชัดเลย”
เด็กสาวผมเปียแกะก็รู้สึกว่าเมื่อครู่ตัวเองด่วนตัดสินเกินไป แค่ไม่กี่วินาที แถมยังไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ บางทีพอมองไปมองมาอาจจะดูดีขึ้นมาก็ได้มั้ง?
ยังไงซะ นั่นก็สวี่หลิงจวินเชียวนะ!
ตอนนี้จะดูคนหรือไม่ดู สำหรับเถาอวี้โม่แล้วไม่สำคัญอีกต่อไป เธอแค่อยากจะวิ่งกลับบ้านไปถามให้รู้เรื่อง
ทุกคนรู้กันหมดแล้วใช่ไหมว่าพี่เขยเป็นนักเขียน มีแค่เธอคนเดียวที่โง่งมถูกปิดบังเอาไว้ ไม่รู้อะไรเลย
“ท่านผู้อำนวยการครับ!”
เซี่ยเต้าหยวนส่งสัญญาณให้หลินเฉาหยางนั่งลง ทั้งสองสบตากัน หลินเฉาหยางก็พอจะเดาเรื่องราวในใจได้คร่าวๆ แล้ว
“ฉันได้ยินมาว่า ผลงานของเธอตีพิมพ์แล้วเหรอ? เรื่อง ‘คนเลี้ยงม้า’ ใช่ไหม?”
หลินเฉาหยางพยักหน้า “ครับ เพิ่งตีพิมพ์ไปเมื่อช่วงก่อน”
“ปิดบังได้เก่งดีนี่” สายตาของเซี่ยเต้าหยวนมีความหมายลึกซึ้ง
รอยยิ้มของหลินเฉาหยางดูถ่อมตัวอย่างมาก “ท่านผู้อำนวยการครับ ผมตีพิมพ์นิยายทั้งที จะให้ไปป่าวประกาศจนรู้กันทั้งมหาวิทยาลัยก็คงไม่ได้หรอกครับ”
บนใบหน้าของเซี่ยเต้าหยวนก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน เขาถามว่า “แล้วคราวนี้ทำไมถึงมีคนรู้ได้ล่ะ?”
“นักศึกษาเขาลือกันไปทั่วน่ะครับ ปิดไม่อยู่แล้ว”
เซี่ยเต้าหยวนพยักหน้ารับ “ไม่ทำตัวเอิกเกริกน่ะถูกแล้ว ห้องสมุดคืองานของเธอ งานเขียนเป็นแค่งานอดิเรก การที่เธอแยกแยะลำดับความสำคัญได้ พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความคิดความอ่านที่ชัดเจนมาก”
นักเขียนในยุคปัจจุบันกับนักเขียนในยุคหลังไม่ค่อยเหมือนกัน นักเขียนส่วนใหญ่ต่างก็มีงานประจำของตัวเอง มีเพียงส่วนน้อยที่อาวุโสพอ มีชื่อเสียงโด่งดังพอ และมีผลงานมากมายเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติเป็นนักเขียนเต็มเวลาได้
เซี่ยเต้าหยวนพูดต่อว่า “ช่วงนี้มีผลงานใหม่ๆ บ้างไหม?”
“มีเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องหนึ่งครับ ยืนยันแล้วว่าจะได้ลงใน ‘เยียนจิงวรรณศิลป์’ ฉบับเดือนพฤษภาคมครับ”
“‘เยียนจิงวรรณศิลป์’ ฉันก็เคยอ่านนะ ช่วงหลังๆ มานี้มีผลงานที่ไม่เลวอยู่บ้าง”
“ใช่ครับ ช่วงหลังๆ มานี้กระแสตอบรับจากผู้อ่านดีมาก พวกเขาเพิ่งเปลี่ยนผู้รับผิดชอบใหม่ ชื่อหลี่ชิงฉวนครับ”
“พอจะคุ้นๆ อยู่ เมื่อก่อนเขาเป็นคนของ ‘วรรณกรรมประชาชน’ ใช่ไหม?”
“ครับ”
ทั้งสองคุยกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเซี่ยเต้าหยวนถึงได้พูดว่า “ช่วงสองสามวันนี้ ในห้องสมุดคงหนีไม่พ้นต้องมีเสียงซุบซิบนินทาบ้าง อย่าไปใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย”
ความรู้สึกที่มีคนคอยคุ้มครองนี่มันดีจริงๆ หลินเฉาหยางรับคำ “ผมเข้าใจครับ”
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป เตรียมตัวกลับไปทำงาน
“มาแล้วๆ!”
ในที่สุดพวกเด็กสาวก็รอจนหลินเฉาหยางเดินลงมาจากชั้นบน เมื่อได้เห็นสวี่หลิงจวินในดวงใจอีกครั้ง กงอวิ๋นก็ยังคงกลั้นความตื่นเต้นในใจไว้ไม่อยู่ จ้องมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียด
ระยะห่างไกลไปหน่อย อยากจะเข้าไปดูใกล้ๆ จังเลย!
“ดูเหมือนจะแค่นั้นจริงๆ ด้วยแฮะ” เด็กสาวผมเปียแกะยังคงพึมพำ
กงอวิ๋นเพิ่งจะอ้าปากเถียง เธอก็สังเกตเห็นว่าเถาอวี้โม่ถอยไปอยู่ข้างหลังพวกเธอสองคนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“อวี้โม่ เธอถอยไปอยู่ข้างหลังทำไมน่ะ?”
กงอวิ๋นยื่นมือไปดึงเถาอวี้โม่ แต่เธอกลับสะดุ้งโหยงราวกับเจอของน่าขยะแขยง
“เธอทำอะไรเนี่ย?” กงอวิ๋นรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น
จะทำอะไรได้ล่ะ?
เถาอวี้โม่ก็แค่ไม่อยากให้หลินเฉาหยางเห็นเธอน่ะสิ แล้วก็ยิ่งกลัวคนอื่นจะรู้ว่าเรื่องที่พี่เขยของตัวเองคือสวี่หลิงจวิน เธอยังต้องมารู้จากปากคนอื่นเลย
ความรู้สึกเหมือนถูกคนทั้งโลกโดดเดี่ยวแบบนี้ ใครจะไปเข้าใจล่ะ!







