หลี่กวนอีลองกำหมัด สัมผัสถึงกระแสความร้อนที่ม้วนตัวกลิ้งเกลือกอยู่ภายในร่างกายซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว เขารู้สึกเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
หากความรู้สึกก่อนหน้านี้เป็นเพียงกลุ่มลมปราณขนาดเท่าเมล็ดงา
ตอนนี้มันก็คงมีขนาดเท่าไข่ไก่ อัดแน่นเป็นก้อน แข็งแกร่งมั่นคง
ทิ้งน้ำหนักลงในท่าม้า กำหมัดแน่นแล้วชกออกไปเบื้องหน้า พลังหมัดหนักแน่น ให้ความรู้สึกถึงพละกำลังอันมหาศาลที่ใช้ไม่มีวันหมด
เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ชักดาบสั้นที่ท่านอาหญิงมอบให้ออกมา ถอยร่นพร้อมถือดาบ กวาดฟันแนวนอน ฟาดฟันแนวตั้ง และตวัดฟันแนวเฉียง
ตวัดเมฆา ผ่าขุนเขา กวาดเมฆา ตัดเกลียวคลื่น
ผลักขุนเขา ต้านเทือกเขา ลอบสังหารอ๋อง ปลงพระชนม์กษัตริย์
กระบวนท่าที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งชื่อเรียกและพลังภายในจากเพลงดาบแปดทลายทัพที่แพร่หลายอยู่ภายนอก ถูกปลดปล่อยออกมาในรวดเดียว
ควบคู่ไปกับความทรงจำของกล้ามเนื้อที่ผุดขึ้นมา จากความไม่คุ้นเคยในตอนแรก ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว
ดาบแปดทลายทัพ ขั้นเริ่มต้น! ดาบแปดทลายทัพ ขั้นเชี่ยวชาญ! ดาบแปดทลายทัพ ขั้นแตกฉาน! ดาบแปดทลายทัพ—
จิตสังหารเยือกเย็นทว่ามีระเบียบแบบแผน แม้จะอยู่ในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้ ก็ยังก่อให้เกิดประกายดาบสีขาวซีดขึ้นมาเป็นชั้นๆ ในที่สุดประกายดาบนี้ก็ชะงักลง หลี่กวนอีถอยหลังไปครึ่งก้าว ระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา สองมือกุมดาบสั้นสับฟันลงมาอย่างรุนแรงราวกับจันทร์เสี้ยว
กระบวนท่าสังหาร ฟันหมาป่าสวรรค์! เสียงวิ้งดังขึ้น ทว่าเป็นเสียงที่ดังมาจากภายใน เป็นเสียงที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วร่างตึงเครียดจนถึงขีดสุดก่อนจะปะทุออกมา
กระบวนท่าสุดท้ายถูกใช้ออกจนจบ
หลี่กวนอีใช้สองมือจับดาบสั้น หายใจเข้าออกช้าๆ สัมผัสได้ถึงการสั่นสะท้านของกล้ามเนื้อ ความรู้สึกแปลกหน้าทว่าคุ้นเคยผุดขึ้นในใจ ราวกับว่าเขาฝึกฝนเพลงดาบนี้มาหลายปีแล้ว แต่กล้ามเนื้อในร่างกายกลับไม่มีความทรงจำที่สอดคล้องกัน
ความปวดเมื่อยและการสั่นสะท้านเล็กน้อยที่เกิดจากการออกแรงของกล้ามเนื้อ ถูกกระแสความร้อนบรรเทาลงอย่างช้าๆ
ดาบแปดทลายทัพ ขั้นสมบูรณ์! หลี่กวนอีทบทวนทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นพลางคิดรำพึง (นี่มัน...)
(ติ่งสัมฤทธิ์ดูดซับพลังบางอย่างจากร่างของเยว่เชียนเฟิง จากนั้นก็กลายเป็นมังกรตัวนั้น ภายในนั้นดูเหมือนจะมีความทรงจำบางส่วนในการฝึกยุทธ์ของเยว่เชียนเฟิงติดมาด้วย เพื่อช่วยข้าฝึกฝน...)
ความคิดของหลี่กวนอีพลันชะงักลง
ความรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรงบีบรัดกระเพาะอาหารของเขา เมื่อเขาเริ่มใช้ความคิด สมองก็ต้องการพลังงาน กรดในกระเพาะอาหารปั่นป่วนอย่างหนักราวกับจะทะลักออกมา ขัดจังหวะความคิดของเขาอย่างรุนแรง หลี่กวนอีลูบท้องตัวเองแรงๆ สติสัมปชัญญะพังทลายลงภายใต้การโจมตีของความอยากอาหาร
เหมือนกับความรู้สึกหลังจากเล่นเกมโต้รุ่งแล้วในที่สุดก็ชนะตานึง
หิว! หิว! หิว! เขากลืนน้ำลาย เดินเขย่งปลายเท้าออกจากห้องไปอย่างแผ่วเบา
เขาหยิบแครอทมาหนึ่งหัว ล้างให้สะอาดแล้วยัดเข้าปาก เคี้ยวกร้วมๆ จนแหลกละเอียดแล้วกลืนลงท้อง เวลาแบบนี้การก่อไฟทำอาหารมันยุ่งยากและเสียเวลาเกินไป หลี่กวนอีหยิบแป้งแผ่นใหญ่ออกมาจากตู้ไม้ แล้วยกก้อนหินที่ทับอยู่บนไหสีดำออก ใช้ตะเกียบสะอาดคีบผักกาดดองดองเค็มกับกระเทียมออกมาจากข้างใน
เขานั่งยองๆ อยู่หลังตู้ กัดแป้งแผ่นใหญ่คำนึง คีบผักกาดดองคำนึง เพียงครู่เดียวก็แทะแป้งแผ่นใหญ่นั้นจนหมดเกลี้ยง ถึงค่อยระงับความหิวโหยที่ปั่นป่วนอยู่ในท้องลงได้บ้าง
จากนั้นเขาก็เลียริมฝีปาก หยิบแป้งแผ่นใหญ่ออกมาอีกแผ่น ฉีกกินเข้าปาก ในที่สุดก็สามารถคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมกันได้
(เหมือนเป็นความหิวที่เกิดจากร่างกายต้องการสารอาหารปริมาณมาก กฎการอนุรักษ์มวล การฝึกยุทธ์เพื่อปรับเปลี่ยนร่างกายย่อมต้องการสารอาหาร แต่สารอาหารที่ทำให้ฝึกเพลงทำลายค่ายกลจนสำเร็จขั้นสมบูรณ์ได้ในรวดเดียวนั้น จะอาศัยแค่แป้งแผ่นใหญ่ไม่กี่แผ่นก็คงเป็นไปไม่ได้ ดูเหมือนว่าของเหลวหยกในติ่งใบนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญ อย่างน้อยก็สามารถทำหน้าที่แทน... อื้ม พลังต้นกำเนิดได้)
หลี่กวนอีกลับด้านตะเกียบ แล้วขีดเขียนลงบนพื้นอย่างไร้สติ
ลานบ้านที่พวกเขาเช่าอยู่ไม่มีเงินเหลือพอจะปูพื้น พื้นในห้องก็เป็นพื้นดิน จึงสะดวกสำหรับหลี่กวนอีที่จะเขียนอะไรลงไป เขาใช้ปลายตะเกียบจิ้มมดตัวหนึ่งตายอย่างไม่ใส่ใจ หลี่กวนอีเกาปลายคาง ขีดเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพื่อเรียบเรียงความคิด
(ติ่งสามารถรวบรวมพลังต้นกำเนิด หรือกลิ่นอายอะไรทำนองนั้นจากร่างของผู้แข็งแกร่งได้)
(หลังจากรวบรวมจนเต็มแล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็น อืม... มังกรแดงหรืออะไรสักอย่าง สามารถใช้กลิ่นอายและพลังต้นกำเนิดมาช่วยในการฝึกฝนได้...)
หลี่กวนอีทำความเข้าใจประโยชน์คร่าวๆ ของมันได้แล้ว แต่ก็มีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาอีก
เขาลูบคาง พึมพำในใจว่า (ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ เงื่อนไขของแหล่งพลังงานที่ติ่งใบนี้ดูดซับคืออะไร? ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับไหน หรือว่ามีข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงอะไรเป็นพิเศษไหม?)
(ข้อที่สอง ผลตอบแทนของติ่งใบนี้แข็งแกร่งแค่ไหน? ขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่ใด?)
(สามารถช่วยฝึกฝนได้เฉพาะเคล็ดวิชาที่อีกฝ่ายมีอยู่เท่านั้นหรือ?)
หลี่กวนอีพบว่าตัวเองมีข้อสงสัยเกี่ยวกับติ่งใบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบา เขาจึงรีบกินแป้งแผ่นใหญ่ให้หมดในสองสามคำ ย่อตัวหันกลับไป แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นท่านอาหญิงที่ร่างกายตึงเครียด ท่านอาหญิงเองก็เห็นหลี่กวนอีเช่นกัน ทั้งสองคนดูเหมือนจะตกใจ กระโดดถอยหลังไปพร้อมกันหนึ่งก้าว
จากนั้นมู่หรงชิวสุ่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยื่นนิ้วขาวเนียนออกมากดลงบนหว่างคิ้วของเด็กหนุ่ม จิ้มไปหนึ่งทีแล้วดุว่า
"ได้ยินเสียงดังเอะอะอยู่ข้างนอก นึกว่าโดนขโมยขึ้นบ้านเสียแล้ว"
"ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าแมวตะกละอย่างเจ้า"
เด็กหนุ่มเกาหัว เก็บซ่อนความจริงจังเมื่อครู่นี้ไว้ ทำเพียงยิ้มเขินอายแล้วตอบว่า "ท้องมันหิวน่ะขอรับ"
สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นท่านอาหญิงสวมชุดตัวในหลวมโพรกสีน้ำตาลขลิบขาว ผมสีดำสนิทปล่อยสยายลงมาราวกับน้ำตก ดวงตาเป็นประกายดั่งแสงดาวยามรุ่งสาง ฝ่ามือขาวเนียน จากนั้นนางก็โยนกระทะเหล็กที่บิ่นไปขอบหนึ่งทิ้งไว้ข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจ เสียงดังเคร้ง มุมปากของเด็กหนุ่มกระตุกนิดๆ
ถ้าเป็นขโมยล่ะก็ ป่านนี้คงโดนท่านอาหญิงทุบหัวแบะไปแล้ว
กระทะเหล็กที่บิ่นไปมุมหนึ่งหากฟาดมาเต็มแรง อานุภาพไม่ใช่น้อยๆ ก่อนหน้านี้มีโจรหัวขโมยสามสิบเจ็ดคนร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยฝีมือของท่านอาหญิงมาแล้ว ฝีมือช่างร้ายกาจนัก หญิงสาวคนหนึ่งพาเด็กน้อยรอนแรมไปในยุทธภพ แม้จะทำตัวกลมกลืนแค่ไหน ก็มักจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาเสมอ
ถ้าเขาหันกลับมาช้าไปก้าวเดียว ก็อาจจะโดนกระทะของท่านอาหญิงฟาดเข้าให้เหมือนกัน
มู่หรงชิวสุ่ยก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาคู่สวยกวาดมองหลี่กวนอีตั้งแต่หัวจรดเท้า พลันยิ้มขึ้นมาแล้วถามว่า "เจ้าเหมียว วันนี้ฝึกยุทธ์มาหรือ?"
หลี่กวนอีชะงักไป ถามว่า "ท่านอาหญิงรู้ได้อย่างไรขอรับ?"
มู่หรงชิวสุ่ยหัวเราะร่วน "อาแม้จะไม่รู้เรื่องวรยุทธ์ แต่ก็รู้ว่าหลังจากที่ผู้ฝึกยุทธ์เรียนรู้กำลังภายในแล้ว ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นเรื่องปกติ อีกอย่าง เจ้าเหมียวของบ้านเรามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ยอดฝีมือมังกรแดงผู้นั้นคงตาบอดแล้วล่ะถึงไม่ถ่ายทอดวิชาให้เจ้า"
นางจีบชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย กระโดดเบาๆ เดินมายังอีกด้านหนึ่งของตู้ในทิศทางที่หลี่กวนอีอยู่ หลี่กวนอีถึงได้เห็นว่าท่านอาหญิงเปลือยเท้าเปล่าที่ขาวเนียนราวกับหยกขาว คงเป็นเพราะเมื่อครู่หูไวได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงออกมาโดยไม่ทันได้สวมรองเท้า เหยียบย่ำลงบนพื้นดินสีดำ เดินมาที่ข้างตู้ สองมือลูบรอยยับบนเสื้อผ้าให้เรียบ แล้วก็นั่งลงบนพื้นข้างๆ ตบพื้นเบาๆ
หลี่กวนอีนั่งลงข้างๆ
มู่หรงชิวสุ่ยขมวดคิ้ว กล่าวว่า "อาหมายถึง หยิบแป้งให้อาด้วยแผ่นหนึ่งสิ"
เด็กหนุ่มอึ้งไป เอ่ยแซวว่า "ท่านอาหญิงไม่กินมื้อดึกไม่ใช่หรือขอรับ?"
มู่หรงชิวสุ่ยกระแอมเบาๆ ตอบว่า "ตื่นขึ้นมาเดินสักรอบ ก็หิวแล้วล่ะ!"
หลี่กวนอีเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา เขาส่ายหน้า เมื่อกี้เขากลัวว่าจะทำท่านอาหญิงตื่น จึงกินแค่แป้งแผ่นใหญ่ที่ทั้งเย็นและแข็งประทังหิวไปก่อน ในเมื่อท่านอาหญิงก็จะกินด้วย เขาก็เลยตัดสินใจก่อไฟทำอาหาร ต้มบะหมี่สองชาม แล้วก็ทอดไข่ดาวอีกสองฟอง
เพื่อที่จะกระตุ้นติ่งสัมฤทธิ์และผูกมิตรกับเยว่เชียนเฟิง ก่อนหน้านี้เวลาผ่านไปหาเขาทุกๆ ไม่กี่วัน ก็จะเอาเนื้อและเหล้าติดมือไปด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเองนั้นค่อนข้างจะเรียบง่าย ท้ายที่สุดแล้วหลี่กวนอีก็เป็นนักโทษหลบหนี ต่อให้ในท้องจะมีของที่สามารถเอาไปแลกเป็นเงินได้ ก็ไม่กล้าทำตัวโดดเด่นเกินไป ตอนนี้ในบ้านจึงไม่มีเนื้อเหลืออยู่เลย
เขายกบะหมี่เปล่ามาสองชาม เอาหินก้อนหนึ่งมาวางไว้ข้างตู้ คนละชามบะหมี่ ตรงกลางวางจานใบเล็กๆ บนนั้นมีผักกาดดองหั่นฝอยวางอยู่ หลี่กวนอีกล่าวว่า "ที่บ้านไม่มีเนื้อแล้ว ทนกินไปก่อนนะขอรับ"
มู่หรงชิวสุ่ยพลันหัวเราะขึ้นมา เลิกคิ้วขึ้น ยิ้มแล้วพูดว่า "แต่ว่า อาเองก็ยังมีน่องไก่อยู่นะ เจ้าจะกินไหม?"
หลี่กวนอีเลิกคิ้วขึ้น
มู่หรงชิวสุ่ยใช้ตะเกียบคีบบะหมี่ขึ้นมา แล้วม้วนเข้าหากัน ตะเกียบม้วนเส้นบะหมี่ก้อนเบ้อเริ่มขึ้นมา ด้านล่างกว้างด้านบนแคบ มองดูแล้วก็คล้ายกับน่องไก่อยู่เหมือนกัน หลี่กวนอีทั้งฉิวทั้งขำ แต่เมื่อเห็นท่านอาหญิงทำหน้าตาภาคภูมิใจ เขาจึงชี้ไปที่ผักกาดดองชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง แล้วบอกว่า "ถ้าของท่านอาหญิงเป็นน่องไก่ งั้นของข้าชิ้นนี้ก็คือหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงชิ้นโตแล้วล่ะขอรับ"
"เฮอะ งั้นชิ้นนี้ของอาก็คือห่านย่าง"
มู่หรงชิวสุ่ยและหลี่กวนอีนั่งอยู่ใต้ตู้ไม้ ลานบ้านแห่งนี้ค่อนข้างทรุดโทรม
หลังจากที่ท่านอาหญิงป่วย เครื่องประดับทั้งหมดก็ถูกนำไปจำนำเพื่อประทังชีวิต
ลานบ้านแห่งนี้ก็แลกมาด้วยป้ายหยกขาวของท่านอาหญิง ป้ายหยกชิ้นนั้น แม้แต่หลี่กวนอีก็ยังดูออกว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง มันวาวราวกับไขมัน ชุ่มชื้นราวกับเนย เสียงกังวานราวกับทองคำ ละเอียดอ่อนราวกับผ้าไหม ขาวบริสุทธิ์ราวกับมันหมู นุ่มนวลราวกับขี้ผึ้ง ด้านบนสลักรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือ เป็นของแทนใจที่ท่านอาชายมอบให้ท่านอาหญิง เถ้าแก่โรงรับจำนำเห็นว่าพวกเขาสองคนเป็นเพียงหญิงอ่อนแอกับเด็กเล็ก จึงเสนอราคาให้เพียงสิบตำลึงเงินเท่านั้น
ตอนนั้นหลี่กวนอีตั้งใจจะดึงท่านอาหญิงให้เดินหนีไป แต่ท่านอาหญิงกลับตอบกลับไปอย่างสงบนิ่งว่าตกลงจำนำ
แม้แต่หลี่กวนอีก็ยังโกรธจัด ทว่าท่านอาหญิงเพียงแค่ลูบหัวเขา ยิ้มแล้วบอกว่า ของแทนใจอย่างไรก็สำคัญสู้คนไม่ได้ จากนั้นก็นำเงินครึ่งหนึ่งไปเช่าลานบ้านแห่งนี้ ส่วนเงินที่เหลือก็เก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ลานบ้านแห่งนี้ก็ยังคงทรุดโทรม นอกเหนือจากบริเวณที่ใช้อยู่อาศัยแล้ว ห้องอื่นๆ ก็มีรอยรั่วอยู่บ้างประปราย ในฤดูร้อนที่ฝนตกหนักยังต้องเอากะละมังมารองน้ำ นั่งอยู่หน้าตู้ เมื่อเงยหน้าขึ้น มองผ่านหลังคาที่ค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม ก็สามารถมองเห็นท้องฟ้าสีหมึกและดวงดาวไม่กี่ดวง
ชามและตะเกียบวางอยู่ข้างๆ หลี่กวนอีหันหน้าไป ก็เห็นท่านอาหญิงก้มหน้าน้อยๆ หลับไปเสียแล้ว
เด็กหนุ่มวัยสิบสองปีกุมดาบที่เอวไว้แน่น
สัมผัสของดาบนั้นเย็นเฉียบ ทว่ากลับพึ่งพาได้ถึงเพียงนี้ หลี่กวนอีพูดเสียงแผ่วเบา "สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้อาหารที่พูดถึงในวันนี้กลายเป็นจริงให้ได้"
หลี่กวนอีอุ้มท่านอาหญิงที่หลับใหลขึ้นมา เดินกลับไปอย่างระมัดระวัง ท่านอาหญิงรูปร่างไม่เตี้ย แต่กลับตัวเบาหวิว ราวกับดอกแดนดิไลออน ราวกับว่าเพียงลมพัดมาก็จะปลิวหายไป เมื่อเข้าไปใกล้ก็จะได้กลิ่นหอมของดอกไม้จางๆ เขาวางท่านอาหญิงลงในห้องของนาง
เตียงนอนเป็นเพียงการนำดินผสมกับหญ้ามาก่อขึ้น ด้านบนปูด้วยหญ้าแห้งหนึ่งชั้น จากนั้นก็ปูทับด้วยที่นอนและผ้าห่ม เวลาที่ฝนตกหรือในฤดูหนาวจะผ่านไปอย่างยากลำบากมาก
หลี่กวนอีห่มผ้าให้ท่านอาหญิงอย่างดี แล้วค่อยๆ เดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง
พ่นลมหายใจออกมา ก้มหน้าลง เลิกเสื้อขึ้นเพื่อดูติ่งสัมฤทธิ์ที่กลางอก
แต่ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย
ของเหลวหยกสีแดงในติ่งหายไปตามธรรมชาติ แต่กลับมีความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างออกไป
บนผนังของติ่งสัมฤทธิ์ มีรอยประทับมังกรแดง
ปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้า!