"หึๆ..." หานอีม่อฝืนยิ้ม "หมอจ้าว คุณคิดมากไปแล้ว ในฐานะนักเขียนนิยาย สิ่งที่ผมไม่อยากคุยด้วยที่สุดก็คือผลงานของตัวเอง... ถ้ามีเวลาว่าง ผมอยากลืมทุกอย่างในผลงานไปชั่วคราว แล้วปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายสบายๆ"
"งั้นก็คุยเรื่องอื่น!" หมอจ้าวค่อยๆ เย็บแผลไปพลาง แต่บาดแผลนี้เป็นรูปวงกลม การเย็บจึงซับซ้อนกว่าแผลทั่วไป เขาตั้งสติแล้วถามต่อ "บอกผมหน่อย ปกติแล้วนอกจากเขียนหนังสือ คุณผ่อนคลายตัวเองยังไง"
"ผม... เล่นเกมครับ"
หมอจ้าวพยักหน้า "งั้นก็ดีเลย เลิกงานผมก็เล่นเกมเหมือนกัน คุณเล่นเกมอะไรล่ะ"
เนื่องจากหานอีม่อเสียเลือดมาก ตอนนี้ความคิดจึงเชื่องช้าลงอย่างยิ่ง ผ่านไปเนิ่นนานเขาถึงเอ่ยว่า "League of Legends... ในนั้นมีนินจาสาวชื่อ 'อคาลิ' ผมชอบตัวละครนี้มาก"
"โอ้?" หมอจ้าวยิ้ม "บังเอิญจัง ผมก็เล่น League of Legends แล้วก็ชอบอคาลิเหมือนกัน"
แม้เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุกคนก็เห็นว่าสองมือของเขากำลังสั่นเทาเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วเป็นหมอมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องเย็บแผลโดยไม่ฉีดยาชาและคนไข้ยังมีสติครบถ้วน ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาชอบตัวละครนี้จริงๆ หรือแค่อยากคุยตามน้ำหานอีม่อไปอย่างนั้นเอง
"หมอจ้าวก็ชอบอคาลิเหรอครับ" หานอีม่อพยักหน้าอย่างหมดแรง "ผมหลงใหลทุกอย่างที่เป็นอคาลิ... นินจาสาวที่ชื่อว่า 'กำปั้นแห่งเงา' ผมรู้สึกว่าภูมิหลังเรื่องราวของเธอก็..."
มือของหมอจ้าวหยุดชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ลูบใบหน้าของหานอีม่อแล้วถามว่า "หานอีม่อ คุณมองเห็นผมไหม"
"หืม?" หานอีม่อไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ หมอจ้าวถึงถามคำถามนี้ จึงตอบได้เพียงว่า "ผมมองเห็นคุณ..."
"ผมคือใคร"
"คุณคือหมอจ้าว..."
หมอจ้าวฟังแล้วก็พยักหน้าอีกครั้ง เอ่ยว่า "หานอีม่อ ตอนนี้คุณเกิดภาพหลอนแล้วนะ ต้องพยายามประคองสติไว้"
"ภาพหลอน?" หานอีม่อรู้สึกว่าสภาพของตนในตอนนี้ยังถือว่าปกติ ไม่เข้าใจว่าหมอจ้าวหมายความว่าอย่างไร "ผมก็กำลังคุยกับคุณอย่างปกติไม่ใช่เหรอครับ จะเกิดภาพหลอนได้ยังไง..."
"น่าจะเป็นอาการจากการเสียเลือดมาก เลือดไปเลี้ยงสมองคุณไม่พอ อย่างอคาลิที่คุณบอก ฉายาแชมเปียนของเธอชื่อ 'มือสังหารไร้กลุ่ม' ไม่ได้ชื่อ 'กำปั้นแห่งเงา' หรอกนะ"
"มือสังหารไร้กลุ่ม?" หานอีม่อหรี่ตา อดลังเลไม่ได้ เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน หรือนี่จะเป็นเพราะภาพหลอนเหมือนกัน
เฉียวเจียจิ้นที่อยู่ข้างๆ สะกิดฉีเซี่ยแล้วถาม "ไอ้คนลวงโลก พวกเขาคุยอะไรกันอยู่น่ะ"
"ไม่รู้สิ" ฉีเซี่ยส่ายหน้า "ฉันไม่เล่นเกม ฟังไม่รู้เรื่องหรอก"
"ฉันเคยเล่นแต่วิดีโอเกม" เฉียวเจียจิ้นเบ้ปาก "แต่ไม่เคยได้ยินเกมที่พวกเขาพูดถึงเลยนะ ไอ้เกมต่อสู้ฮีโร่อะไรเนี่ย มันสนุกกว่า 'Fatal Fury' อีกเหรอ..."
ฉีเซี่ยไม่อยากร่วมวงสนทนาหัวข้อนี้ จึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง หาหินสะอาดๆ ก้อนหนึ่งแล้วนั่งลง
เขากำลังครุ่นคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง
บทสนทนาระหว่างหานอีม่อกับหมอจ้าวเงียบเสียงลง คาดว่าหานอีม่อคงมีภาพหลอนมากเกินไป จนทำให้คุยต่อไม่ได้เลย
บรรยากาศของทุกคนค่อยๆ เงียบงันลง
หลินฉินพบว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้ จึงไปนั่งลงข้างฉีเซี่ย
"คุณกำลังคิดอะไรอยู่" หลินฉินถาม
ฉีเซี่ยหันไปมองหลินฉินแวบหนึ่ง สีหน้าเย็นชา
"นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่คุณถามผมว่า 'กำลังคิดอะไรอยู่'" ฉีเซี่ยเอ่ย "เวลาคุณให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา คุณถามคนไข้ตรงๆ แบบนี้ทุกครั้งเลยเหรอ"
"แต่คุณไม่ใช่คนไข้ของฉันนี่" หลินฉินส่ายหน้า "แล้วพวกเราก็ไม่เรียกผู้รับคำปรึกษาว่า 'คนไข้' ด้วย แบบนั้นมันไม่สุภาพ ฉันแค่สงสัยเฉยๆ ว่าคนฉลาดอย่างคุณ ในหัวคิดอะไรอยู่กันแน่"
"คิดถึงภรรยาของผม" ฉีเซี่ยเอ่ยปากด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
"ภรรยาคุณ?" หลินฉินพยักหน้าเงียบๆ "ก่อนหน้านี้ที่คุณบอกว่ามีคนรออยู่ข้างนอก คนคนนั้นคือภรรยาคุณเหรอ"
"ใช่" ฉีเซี่ยพยักหน้า
หลินฉินยิ้มบางๆ "ฉันเดาไม่ถึงเลยว่าเป็นคำตอบนี้ ที่แท้คุณก็แต่งงานแล้วเหรอเนี่ย"
"ทำไมผมถึงแต่งงานไม่ได้ล่ะ" ฉีเซี่ยรู้สึกเหมือนหลินฉินมีนัยยะแอบแฝงในคำพูด
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินคุณนะ แต่คุณเป็นคนลวงโลก แล้วภรรยาของคุณเป็นคนแบบไหนกันล่ะ"
"คุณ..." ฉีเซี่ยโกรธขึ้นมาอย่างหาได้ยาก เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แววตาเย็นเยียบถึงขีดสุด "หมายความว่ายังไง ผมเป็นคนลวงโลก ดังนั้นคนที่แต่งงานกับผมได้ก็ต้องเป็นพวกคนชั้นต่ำงั้นสิ?"
"เอ๊ะ? ฉัน..." หลินฉินตกใจกับท่าทีของฉีเซี่ย "ฉันไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินจริงๆ แค่สงสัยมากๆ..."
"ผมขอเตือนว่าอย่ามาอยากรู้อยากเห็นเรื่องของผม" ฉีเซี่ยยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ผมเป็นคนลวงโลก คำพูดของผมไม่มีทางเป็นเรื่องจริงหรอก"
การสนทนาของทั้งสองจบลงอย่างไม่สวยนัก แต่สีหน้าของหลินฉินดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจอะไร
ทางด้านหมอจ้าวก็เย็บแผลเสร็จในที่สุด
"เรียบร้อยแล้ว..." หมอจ้าวพูดพลางเช็ดคราบเลือดบนมือ "ตอนนี้เราทำทุกอย่างที่ทำได้ไปหมดแล้ว ต่อจากนี้ก็ได้แต่หวังว่าแผลจะไม่ติดเชื้อ"
"ขอบคุณครับ..." หานอีม่อที่ริมฝีปากซีดเซียว เอ่ยกับหมอจ้าวอย่างเชื่องช้า
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยุติลงชั่วคราว ฉีเซี่ยก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับทุกคนว่า "ทุกท่าน ถึงเวลาต้องลากันแล้ว"
อีกแปดคนที่เหลือได้ยินประโยคนี้ต่างก็แสดงสีหน้างุนงง
ลากัน?
"นายจะไปไหน" เฉียวเจียจิ้นถาม
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกนายแล้ว" ฉีเซี่ยมองไปยังร้านอาหารฝั่งตรงข้ามถนนอย่างครุ่นคิด
"นายคงไม่ได้จะไปหา 'เต๋า' จริงๆ หรอกนะ?!" สารวัตรหลี่ชะงักไป
"ทำไมล่ะ มีคำแนะนำอะไรเหรอ" ฉีเซี่ยดูเหมือนจะยอมรับคำตอบนี้กลายๆ
"ขอพูดตามตรงนะ นายกำลังไปรนหาที่ตาย" สารวัตรหลี่ส่ายหน้าอย่างจนใจ "'เต๋า' สามพันหกร้อยดวง! 'เต๋า' สามพันหกร้อยดวงมันหมายความว่ายังไงรู้ไหม?! ถ้าแต่ละครั้งได้ 'เต๋า' มาหนึ่งดวง เกมเฉียดตายแบบเมื่อกี้ นายต้องผ่านมันให้ได้ถึงสามพันหกร้อยเกมนะ!"
"ใช่" ฉีเซี่ยพยักหน้า "ฟังดูโอกาสริบหรี่มาก แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ"
"มีความหวัง?" สารวัตรหลี่ถอนหายใจ "สิบวัน สามพันหกร้อยเกม เฉลี่ยวันละสามร้อยหกสิบเกม ต่อให้นายไม่ต้องทำอะไรเลยในแต่ละวันนอกจากเล่นเกมให้ผ่าน เวลาก็ยังไม่พออยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นนายอาจจะตายในเกมได้ทุกเมื่อ แต่ถ้านายไม่ทำอะไรเลย อีกสิบวันให้หลังถึงจะตาย"
พูดจบเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "อีกอย่าง 'ความตาย' ที่ว่านี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าคำพูดของ 'มนุษย์มังกร' เป็นความจริงทั้งหมด หรือพูดอีกอย่างคือ สิบวันให้หลังพวกเราอาจจะไม่ตาย ที่นี่อาจจะไม่ถูกทำลาย และถึงนายจะรวบรวม 'เต๋า' ครบสามพันหกร้อยดวง เขาก็อาจจะไม่ปล่อยนายออกไปก็ได้"
"เหตุผลพวกนี้ผมเข้าใจหมดแหละ" ฉีเซี่ยพูดขัดสารวัตรหลี่ "แต่ผมไม่คิดจะรออยู่ที่นี่ ต่อให้ผมแค่เดินออกไปสำรวจรอบๆ ก็ยังดีกว่าทนอุดอู้อยู่ตรงนี้ตั้งเยอะ"
"แต่นาย..." สารวัตรหลี่ยังอยากจะโต้เถียงอะไรบางอย่างกับฉีเซี่ย ทว่าประตูห้องพักพนักงานก็เปิดออกดัง 'แอ๊ด' อีกครั้ง
ทุกคนหันไปมอง พนักงานหญิงคนก่อนหน้านี้เดินออกมา
เธอเปลือยเปล่าล่อนจ้อน รอบริมฝีปากเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ในมือจับอะไรบางอย่างไว้ ร่างกายที่แห้งเหี่ยวราวกับเหลือเพียงโครงกระดูก
จางเฉินเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย ถอดเสื้อสูทผู้หญิงของตัวเองออก แล้วเดินเข้าไปคลุมทับบนตัวเธอ
เธอหันไปมองผู้ชายหลายคนด้วยสีหน้าโกรธเคืองเล็กน้อย "ผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณเข้าไปในห้องแล้วทำอะไรกันแน่ เสื้อผ้าของเด็กคนนี้หายไปไหน"
เฉียวเจียจิ้นส่ายหน้าอย่างจนใจแล้วพูดว่า "เรื่องนี้อธิบายตอนนี้คงไม่จบหรอก ฉันขอเตือนว่าเธออย่าไปยุ่งกับหล่อนเลย"
"คุณเป็นคนดีจัง" พนักงานหญิงจ้องมองเสื้อที่คลุมอยู่บนตัวด้วยสายตาเหม่อลอย แล้วมองจางเฉินเจ๋อแวบหนึ่ง "เสียดายที่คุณไม่ใช่ผู้ชาย ไม่งั้นฉันต้องนอนกับคุณแน่ๆ"
"นอน?" จางเฉินเจ๋อตกใจกับหญิงสาวคนนี้ "เธอพูดบ้าอะไรน่ะ"
"ในเมื่อนอนด้วยไม่ได้ งั้นฉันให้คุณกินนี่ละกัน..."
เธอแบมือที่สกปรกมอมแมมออก ในมือของเธอกำท่อนแขนทารกที่ถูกต้มจนเปื่อยยุ่ยเอาไว้