จางเฉินเจ๋อเบิกตากว้าง พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ เธอทำได้เพียงถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว
"เป็นอะไรไป?" เฉียวเจียจิ้นถูกจางเฉินเจ๋อบังสายตา จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เห็นเพียงทนายความใหญ่ผู้หยิ่งยโสคนนี้ถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งจ้ำเบ้ากับพื้นอันสกปรก
"เธอ... เธอ..." จางเฉินเจ๋อยื่นนิ้วชี้ไปที่พนักงานหญิง
ทุกคนมองตามเสียงไปเช่นกัน แล้วก็พบว่าในฝ่ามือที่แบออกของพนักงานหญิงคนนั้นกำลังประคองท่อนแขนเล็กๆ ท่อนหนึ่งอยู่ แขนท่อนนั้นเล็กกะทัดรัดมาก ไม่เหมือนแขนของผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น นิ้วมือบนนั้นยังเห็นเป็นซี่ๆ ชัดเจน ไม่มีทางเป็นสัตว์อะไรเด็ดขาด
ดูเหมือนว่าพนักงานหญิงคนนี้จะต้มทารกคนหนึ่งจริงๆ
ท่อนแขนของทารกในตอนนี้กำลังส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
ฉีเซี่ยเห็นภาพนี้ แล้วโยงเข้ากับสภาพแวดล้อมของห้องประหลาดนี้ ในชั่วพริบตาก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา
"นี่คือ... ลูกหมูเหรอ?" ฉีเซี่ยลองหยั่งเชิงถาม
"ใช่แล้วล่ะ" พนักงานหญิงพยักหน้า "พวกคุณไม่กินเหรอ?"
ฉีเซี่ยหน้าเครียด ถามต่อว่า "ที่เธอบอกว่าให้พวกเรานอนกับเธอ แล้วเธอจะได้กินลูกหมู ที่กินก็คือลูกหมูแบบนี้งั้นเหรอ?!"
"อืม" พนักงานหญิงมองฉีเซี่ยด้วยสายตาเหม่อลอย "ลูกหมูอร่อยมากนะ"
ที่นี่กลิ่นคาวเลือดคลุ้งมาก ต้นขาของพนักงานหญิงและบนเตียงล้วนมีคราบเลือด หากฉีเซี่ยเดาไม่ผิด ผู้หญิงคนนี้เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน จากนั้นก็นำเด็กไปต้ม
เธอให้ผู้ชายนอนกับเธอ เพียงเพื่อจะได้กินเด็ก
"ฉันกินลูกหมูได้ประมาณปีละครั้งเท่านั้น..." พนักงานหญิงยิ้ม เผยให้เห็นฟันสีเหลืองแห้งกรัง "ฉันก็แค่อยากถามว่ามีใครยอมนอนกับฉันไหม? ฉันเอาตีนหมูแลกกับพวกคุณก็ได้..."
"พะ... พวกเราไม่กิน..." สารวัตรหลี่ส่ายหน้า
"ในเมื่อไม่กิน... งั้นก็ช่างเถอะ..." เธอคลำหาของสักพัก ก็ยัดท่อนแขนทารกที่ต้มจนเปื่อยยุ่ยนั้นลงในกระเป๋าเสื้อ แล้วเช็ดคราบมันบนมือตัวเอง
จางเฉินเจ๋อเห็นเสื้อผ้าที่ตัวเองคลุมให้ร่างของอีกฝ่ายถูกทำจนเป็นแบบนี้ ก็พูดอะไรไม่ออก
ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยคิดเลยว่าการต้มเนื้อมนุษย์จะมีคราบน้ำมันเยอะขนาดนี้
เถียนเถียนค่อยๆ เดินไปข้างกายพนักงานหญิง พูดกับเธอด้วยสีหน้าซับซ้อนว่า "แม่สาวน้อย สิ่งที่เธอกินเข้าไปไม่ใช่ลูกหมูนะ มันคือเด็ก..."
"เด็กเหรอ?" ดวงตาอันไร้แววของพนักงานหญิงกลอกไปมา "นั่นก็คือลูกหมูแหละ มันจู่ๆ ก็พุ่งพรวดออกมา ชนฉันจนเจ็บไปหมดเลย"
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครต่อบทสนทนาได้
"เฮ้... ฉันหิวอีกแล้ว" พนักงานหญิงเลิกคิ้ว "ฉันไปกินซุปหมูละ การได้กินอิ่มนี่มันดีจริงๆ เลยน้า"
พูดจบ เธอก็หันตัว เดินกลับเข้าไปในห้องพักพนักงานอีกครั้ง ก่อนปิดประตู เธอเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงยิ้มซื่อบื้อแล้วบอกกับทุกคนอีกว่า "เชิญเลือกซื้อตามสบายเลยนะคะ!"
จากนั้นก็ปิดประตูดังปัง
หลายคนเงียบกันไปพักใหญ่ บรรยากาศอึดอัดกดดันเป็นอย่างมาก
ในที่สุดก็เป็นฉีเซี่ยที่ทำลายความเงียบ เอ่ยปากพูดขึ้น
"ทุกคน ต่อให้สิบวันหลังจากนี้สถานที่เฮงซวยนี่จะไม่ถูกทำลาย พวกเราก็กลับไปโลกความจริงไม่ได้หรอก" ฉีเซี่ยเอื้อมมือไปจับหน้าผาก "ถ้าต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป ไม่ช้าก็เร็วพวกเราก็ต้องบ้าไปเหมือนเธอนั่นแหละ"
ครั้งนี้สารวัตรหลี่ไม่ได้คัดค้านฉีเซี่ย
เขาก็ลังเลเช่นกัน ในเมืองที่ดูไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัดแห่งนี้ ภายใต้ท้องฟ้าสีแดงหม่นและดวงอาทิตย์สีเหลืองขุ่น มนุษย์จะรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้นานแค่ไหน?
ภายในห้องมีเสียงเครื่องครัวกระทบกันดังแว่วมา ฟังดูเหมือนพนักงานหญิงจะตักอาหารรสเลิศให้ตัวเองอีกชาม และตอนนี้กำลังสวาปามอย่างเอร็ดอร่อย
ห่างกันเพียงประตูบานเดียวกั้น ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังกินเด็กที่ตัวเองเพิ่งคลอดออกมา
ทุกสิ่งทุกอย่างของสถานที่แห่งนี้มันผิดปกติเกินไปแล้ว
"ฉันอยากออกไปดูข้างนอก" ฉีเซี่ยเอ่ยปากพูด "พวกคุณไม่อยากรู้เหรอ? ว่าที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่? คนพวกนี้เป็นใคร? เมืองนี้มีขอบเขตไหม? ข้างนอกคืออะไร? พวกเรามาได้ยังไง แล้วจะต้องออกไปยังไง?"
แทนที่จะเรียกว่า 'อยากรู้' สีหน้าของทุกคนดูเหมือนจะหวาดกลัวเสียมากกว่า
"ฉันแค่รู้สึกว่าที่นี่มีอันตรายอยู่ทุกหนทุกแห่ง..." เซียวหร่านส่ายหน้า พูดกับฉีเซี่ยว่า "แทนที่จะออกไปเข้าร่วม 'เกม' พวกนั้น สู้ฉันหาที่ปลอดภัยอยู่เฉยๆ ยังจะดีกว่า"
"สาวสวย ที่นี่ไม่มีของกินของดื่มเลยนะ" เฉียวเจียจิ้นลูบท้องพูด "พวกเราต้องเอาชีวิตรอด จะให้ไปกินลูกหมูนั่นจริงๆ หรือไง?"
จุดยืนของเขาชัดเจนโดยไม่ต้องพูด แทนที่จะอยู่ที่นี่รอความตาย เขาก็อยากออกไปดูข้างนอกเหมือนกัน
คนทั้งเก้าในเวลานี้ดูเหมือนจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย มีคนอยากไป และมีคนอยากอยู่
หมอจ้าวหันมองหานอีม่อที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า "ออกไปดูมันก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่คนเจ็บไปไม่ได้ เขาถูกกำหนดให้ต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น ในฐานะหมอ ผมก็ควรจะอยู่ดูแลเขา"
"งั้นฉันอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณแล้วกัน..." เซียวหร่านพูดเสียงเบา
"พวกคุณไม่อยากมีชีวิตรอดแล้วเหรอ?" เฉียวเจียจิ้นส่ายหน้า "คนไข้หนึ่งคน ผู้หญิงตัวเล็กๆ หนึ่งคน บวกกับหมออีกคน พวกคุณสามคนกะจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่งั้นสิ?"
"ฉันก็จะอยู่" สารวัตรหลี่เอ่ยขึ้นมาทันที
พวกหมอจ้าวสามคนหันขวับไปมองเขา รู้ดีว่าหากมีสารวัตรหลี่ที่รูปร่างกำยำแข็งแรงอยู่ที่นี่ด้วย แน่นอนว่าจะต้องปลอดภัยขึ้นมาก
สารวัตรหลี่พยักหน้าให้หมอจ้าว พลางพูดว่า "ไอ้อันธพาลนี่พูดถูก พวกคุณสามคนอยู่กันเองที่นี่มันอันตรายเกินไป ไม่ต้องพูดถึงพวกหน้ากากสัตว์หรอก แค่ผู้หญิงข้างในนั้นเกิดบ้าขึ้นมา พวกคุณก็รับมือไม่ไหวแล้ว"
ตอนนี้จำนวนคนที่เลือกจะอยู่ต่อมีถึงสี่คนแล้ว ทุกคนจึงเบือนสายตาไปหยุดที่เถียนเถียน จางเฉินเจ๋อ และหลินฉิน
ผู้หญิงสามคนนี้ยังไม่ได้แสดงจุดยืน
"ฉันก็ต้องอยู่สิ" จางเฉินเจ๋อยิ้มบางๆ "ฉันเป็นทนายความ ก่อนที่ข้อมูลจะอยู่ในมือครบถ้วน ฉันจะไม่เป็นฝ่ายบุกก่อนเด็ดขาด มันจะทำให้ฉันตัดสินใจผิดพลาดได้"
พูดจบ เธอก็ลุกขึ้นเดินไปอยู่ฝั่งสารวัตรหลี่และหมอจ้าว
เวลานี้ฉีเซี่ยกับเฉียวเจียจิ้นสองคนดูเหมือนจะกลายเป็นพวกแกะดำ การที่พวกเขาอยากออกไปผจญภัยในโลกที่ดูเหมือนมีอันตรายอยู่รอบด้านแห่งนี้ ช่างเหมือนกับเด็กที่ยังไม่รู้จักโต
เถียนเถียนมองหลินฉินที่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็เดินไปข้างกายฉีเซี่ย แต่กลับไม่พูดอะไรออกมาเลย
เธอเหมือนจะไม่ต้องการเหตุผลอะไรก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มของฉีเซี่ยได้
"หืม?" มุมปากของเฉียวเจียจิ้นยกขึ้น "ฉันนึกว่าเธอจะอยู่ซะอีก"
"อยู่เหรอ?" เถียนเถียนยิ้มขื่นแล้วส่ายหน้า จากนั้นก็ยื่นนิ้วชี้ไปที่พื้น พร้อมกับพูดว่า "พวกคุณมองไม่เห็นเหรอ? ที่นี่มีกำแพงอยู่กั้นหนึ่ง กำแพงนี้ทำให้ฉันต้องไป"
"กำแพง?" ฉีเซี่ยและเฉียวเจียจิ้นก้มหน้ามอง แต่ก็ไม่พบ 'กำแพง' อะไรที่ว่า
"อีกฝั่งของกำแพง คือตำรวจ ทนายความ หมอ และนักเขียน ส่วนฝั่งนี้ของกำแพง คือสิบแปดมงกุฎ อันธพาล และโสเภณี" น้ำเสียงของเถียนเถียนราบเรียบ เธอทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยปรกหน้าผากไว้หลังใบหู แล้วพูดต่อ " 'ฝ่าย' ของพวกเราถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ใช่ไหมล่ะ?"
สีหน้าของฉีเซี่ยและเฉียวเจียจิ้นเปลี่ยนไป เข้าใจความหมายของเถียนเถียนแล้ว
นั่นสินะ ต่อให้พวกเขาทั้งเก้าคนล้วนเป็นคนธรรมดาที่ถูกบังคับให้มาที่นี่ แต่ก็ยังมี 'ฝ่าย' ของตัวเองอยู่ดี
ฉีเซี่ย เฉียวเจียจิ้น และเถียนเถียน ล้วนเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สีเทา ถูกกำหนดมาให้เข้ากับคนอื่นไม่ได้
ตอนนี้คนที่ยังไม่ได้เลือก 'ฝ่าย' ของตัวเองเหลือเพียงหลินฉิน
ตามสถานะ 'นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา' ของเธอ ก็ควรจะไปอยู่อีกฝั่งของ 'กำแพง' เช่นกัน
แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิด ก็คือเธอค่อยๆ เดินมาอยู่ข้างกายพวกฉีเซี่ย
ฉีเซี่ยรู้สึกตะหงิดๆ ว่าหญิงสาวคนนี้มีปัญหาบางอย่าง แต่ก็บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน
"เธอก็มาด้วยเหรอ?" เถียนเถียนมองหญิงสาวคนนี้ด้วยความสงสัย "เธอไม่ได้เป็นคนประเภทเดียวกับพวกเรา ถ้าตามพวกเขาไปล่ะก็บางทีอาจจะ..."
"แต่ฉันมีประโยชน์มากนะ" หลินฉินเอามือปิดปากปิดจมูกส่งยิ้มให้เถียนเถียน ขัดจังหวะคำพูดของเธอ "ฉันเข้าใจสัญชาตญาณมนุษย์ ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง"
เฉียวเจียจิ้นบิดขี้เกียจ ก่อนจะพูดช้าๆ ว่า "ดีเลย มีสองสาวสวยมาเป็นเพื่อน ฉันกับไอ้ขี้โกงก็จะได้ไม่เบื่อ"
"อย่าเรียกฉันว่าไอ้ขี้โกง" ฉีเซี่ยขมวดคิ้วพูด "แล้วฉันก็ไม่ได้ต้องการให้พวกเธอตามมาด้วย"
"โอเคๆ..." เฉียวเจียจิ้นพยักหน้า "พวกเราจะไปกันเมื่อไหร่? ตอนนี้เลยไหม?"
"ฉัน..."
ไม่ทันที่ฉีเซี่ยจะพูดจบ หลินฉินก็เอ่ยขึ้นมาว่า "ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ขอเสนอแนะส่วนตัวว่าพรุ่งนี้ค่อยออกไปเถอะ"
"พรุ่งนี้?" ทุกคนหันขวับไปมองนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้วจริงๆ
ท้องฟ้านั้นกลายเป็นสีแดงหม่นมากยิ่งขึ้น แผ่กลิ่นอายอันตรายออกมาอย่างต่อเนื่อง