สวีคุน, หวังเฟย, ผู้อำนวยการระดับชั้นหวงไห่เฟิง ในเวลาเพียงไม่กี่วัน คนคุ้นเคยรอบตัวก็ร่วงโรยไปถึงสามคน ทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับตัวเองไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
สิ่งที่เปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่โลกใบนี้ แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
ผู้ล่ากับเหยื่อ ไม่เจ้าตายก็ข้าตาย
เจียงเซี่ยไม่รู้ว่าตัวเองรับบทบาทอะไรในเกมนี้ เขาเพียงแค่อยากมีชีวิตรอดต่อไป อยากมีชีวิตรอดไปพร้อมกับครอบครัว
เขาเตรียมใจพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์กับเพื่อนทุกคนรอบตัว เตรียมพร้อมที่จะสลับบทบาทระหว่าง "เหยื่อ" กับ "ผู้ล่า" ได้ทุกเมื่อ
แต่เขากลับไม่เคยเตรียมใจที่จะต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเลย แม้แต่จะคิดก็ยังไม่กล้าคิดมากนัก
เหล้าขาวขวดหนึ่ง เผยข้อมูลออกมามากมาย
ไม่จำเป็นต้องให้เขาพูดแล้ว ดูเหมือนว่าคุณแม่จะรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้แล้ว
บนตัวเธอไม่มีกลิ่นอายของเผ่าพันธุ์เดียวกัน ไม่ใช่พวกเดียวกัน และก็ไม่น่าจะเป็นอสูรเร้นกาย
ถ้าเธอเป็นอสูรเร้นกาย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เหล้าขวดเดียวมาทดสอบตัวตนของลูกชายตัวเอง
ตัวตนของเธอ มีความเป็นไปได้สูงถึงเก้าในสิบว่าจะเป็นผู้ตื่นรู้
ผู้ตื่นรู้ แม้จะดึงดูดเผ่าพันธุ์อสูรมากกว่า แต่ก็มีหนทางเอาชีวิตรอดมากกว่าคนธรรมดา
นี่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี
เจียงเซี่ยดีใจอยู่บ้างจริงๆ แต่หลังจากความดีใจก็คือความกังวล
เขาคือ "สายลับ" สายลับคนหนึ่งที่แทบไม่ต่างอะไรกับเผ่าพันธุ์อสูร นับว่าสวรรค์ยังเมตตาเขา มอบสิทธิพิเศษให้เล็กน้อย ทำให้เขาสามารถใช้เลือดของปศุสัตว์มาเติมเต็มท้องได้ มิฉะนั้นแล้วเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเผ่าพันธุ์อสูรเลย
ในตอนนี้ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถอธิบายให้ใครเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า "จริงๆ แล้วฉันเป็นผู้ตื่นรู้ เป็นสายลับที่แฝงตัวอยู่ในหมู่เผ่าพันธุ์อสูร"!
หากดื่มเหล้าขวดนี้เข้าไป ร่างหลังกลายเป็นอสูรก็จะปรากฏออกมา แล้วจะอธิบายอย่างไร
ถ้าหากอธิบายไม่ชัดเจน ความสัมพันธ์กับคุณแม่จะกลายเป็นแบบไหน
“อยู่ดีๆ ทำไมจู่ๆ ถึงให้ผมดื่มเหล้าล่ะครับ เมื่อก่อนแม่ไม่ใช่ห้ามผมดื่มมาตลอดเหรอครับ” เจียงเซี่ยแกล้งโง่
“แกไม่รู้เหรอว่าการดื่มเหล้าหมายถึงอะไร” คุณแม่พูดอย่างจริงจัง
“หมายถึง...ฉลองเหรอครับ? มีเรื่องดีอะไรเหรอครับ? แม่ได้เลื่อนตำแหน่ง? หรือว่าได้สิทธิ์เลี้ยงดูน้องสาวคืนมาแล้ว?”
จากการคาดเดาจากสีหน้าของคุณแม่ ในใจของเจียงเซี่ยก็มั่นใจว่าคุณแม่รู้ความจริงของโลกใบนี้แล้ว และคุณแม่ก็เริ่มสงสัยในตัวตนของเขาแล้วด้วย
“แกดื่มเหล้าขวดนี้ซะ ดื่มแล้วฉันจะบอกแกเอง”
เมื่อเห็นสีหน้าของคุณแม่ที่เคร่งขรึมลงเรื่อยๆ เจียงเซี่ยก็รู้สึกหนักใจ สายตาจับจ้องไปที่ขวดเหล้าบนโต๊ะ
เจียงเซี่ยดูเหมือนจะประหม่า แต่คนที่ประหม่ายิ่งกว่าเขาก็คือผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้าม
ยิ่งลูกชายของเธอลังเลมากเท่าไหร่ คลื่นลมในใจของเธอก็ยิ่งโหมกระหน่ำมากขึ้นเท่านั้น
หลังจากลังเลอยู่นาน เจียงเซี่ยก็คว้าขวดเหล้าบนโต๊ะขึ้นมา ค่อยๆ บิดฝาขวดออก
แกร๊ก!
ไม่ว่าจะไม่ดื่มหรือหนีไป ล้วนเป็นการบอกคำตอบโดยตรง
มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ดื่มเถอะ
สำหรับคุณแม่ เจียงเซี่ยไม่อยากจะมีความระแวดระวังแม้แต่น้อย เขาไม่อยากแม้แต่จะต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์กับคนที่ใกล้ชิดที่สุด ไม่อยากแม้แต่จะไม่ไว้ใจคนที่ใกล้ชิดที่สุด ถ้าเป็นเช่นนั้น โลกนี้ก็จะไม่มีคนที่เขาสามารถไว้ใจได้อีกแล้ว
ไม่ว่าหลังจากดื่มเข้าไปแล้วคุณแม่จะมีปฏิกิริยาอย่างไร เขาจะพยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ถ้าหากอธิบายไม่กระจ่างชัด เขายอมรับได้แม้กระทั่งการที่คุณแม่จะฆ่าเขาเพื่อผดุงคุณธรรม!
แน่นอนว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ...ก่อนที่คุณแม่จะลงมือฆ่าเขาเพื่อผดุงคุณธรรม จงวิ่ง! วิ่งให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาชีวิตรอดไว้ก่อน!
ไม่อย่างนั้นถ้าตายไปแบบนี้ มันน่าเจ็บใจเกินไป!
แต่ลึกๆ แล้ว เจียงเซี่ยกลับรู้สึกมั่นใจอย่างประหลาดว่า ถึงแม้คุณแม่จะเป็นผู้ตื่นรู้ ถึงแม้หลังกลายร่างเป็นอสูรแล้วจะอธิบายไม่ชัดเจน คุณแม่ก็จะไม่ลงมือกับเขา!
นี่คือความไว้วางใจอย่างไม่มีเงื่อนไขที่มีต่อแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเอง!
สูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง เจียงเซี่ยคว้าขวดเหล้าจรดริมฝีปาก และในวินาทีก่อนที่ปากขวดจะสัมผัสกับริมฝีปาก คุณแม่ก็ยื่นมือออกมาคว้าขวดเหล้าไปในทันใด
“ฉันก็แค่อยากจะลองดูว่าปกติแกดื่มเหล้ารึเปล่า เห็นท่าทางลังเลของแกแล้ว ปกติคงจะไม่ดื่มสินะ จำคำที่ฉันพูดไว้ให้ดี ห้ามดื่มเหล้าเด็ดขาด!”
คุณแม่ถือขวดเหล้ากลับเข้าห้องไป “ไม่เช้าแล้ว พักผ่อนเร็วๆ เถอะ นั่งเครื่องบินมาทั้งวันฉันก็เหนื่อยเหมือนกัน”
เจียงเซี่ยมองประตูห้องที่ปิดลง ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาเป็นเวลานาน
เขาเข้าใจการกระทำของคุณแม่ที่จู่ๆ ก็คว้าขวดเหล้ากลับไป
เห็นได้ชัดว่า เธอยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์กับลูกชายของตัวเอง
แม้ว่าเธออาจจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว แต่เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะทลายกระดาษกั้นบางๆ แผ่นนี้ลง
ตราบใดที่เขาไม่ดื่มเหล้าขวดนี้ลงไป ในสายตาของเธอ ลูกชายก็ยังคงเป็นมนุษย์เสมอ!
“ฟู่!”
เจียงเซี่ยถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง พิงโซฟาแล้วมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่พร่างพราวผ่านทางระเบียง
“นี่ดูเหมือนจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด...ถึงแม้เธอจะเดาอะไรได้แล้ว ไว้ค่อยๆ อธิบายให้เธอฟังทีหลังแล้วกัน...”
“แล้วสรุปว่าคุณแม่...เป็นผู้ตื่นรู้หรือเปล่านะ?”
……
กริ๊งๆๆ!
เสียงนาฬิกาปลุกที่หนวกหูดังกระแทกเยื่อแก้วหู
ลุกจากเตียง ออกมาจากห้อง คุณแม่ก็กำลังจะออกจากบ้านพอดี เธอจะไปหาน้องสาว
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เจียงเซี่ยก็กินซาลาเปากับน้ำเต้าหู้ที่คุณแม่ซื้อกลับมาให้ แล้วลงไปที่ตลาดซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร ซื้อไก่มาหนึ่งตัวกลับมาฆ่าที่บ้าน แก้ปัญหาปากท้องสำหรับวันนี้ไปได้ชั่วคราว
ใช้ถุงพลาสติกสีดำใส่ซากไก่ ลงไปทิ้งที่ถังขยะ จากนั้นก็ไปยังสถานที่นัดพบตามที่อยู่ที่หลี่ซือถงส่งมาให้
ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันไปบนถนนรอบทะเลสาบ แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมา ผิวน้ำในทะเลสาบเป็นประกายระยิบระยับ
เจียงเซี่ยเล่าเรื่องที่พบกับเฉินข่ายเมื่อคืนให้หลี่ซือถงฟัง และสอบถามเธอว่าเฉินข่ายคนนี้เป็นใครกันแน่
แต่ไม่ได้เล่าเรื่องที่คุณแม่ให้เขาดื่มเหล้าออกไป
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับว่าคุณแม่เป็นผู้ตื่นรู้หรือไม่ ไม่สามารถบอกใครได้เด็ดขาดนอกจากตัวเอง
หลี่ซือถงเดินไปพลางลูบราวกันตกริมทะเลสาบไปพลาง “ข้อมูลพื้นฐานที่เธอรู้มานั้นถูกต้องทั้งหมด ชื่อภาษาอังกฤษของเขาคือเจสจริงๆ มีลูกสาวกับอดีตภรรยาอยู่ต่างประเทศ แต่ก็เสียชีวิตหมดแล้ว แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศอะไรนั่นหรอก เขาเป็นเจ้าของร้านอาหาร และฝีมือการทำอาหารของเขาก็ยอดเยี่ยมมาก”
“เธอรู้จักเขามากแค่ไหน พวกเธอรู้จักกันได้ยังไง” เจียงเซี่ยถาม
“เขาเป็นคนที่ทำอะไรจริงจังมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เขาจะคัดเลือก ‘วัตถุดิบ’ แต่ละอย่างอย่างพิถีพิถัน หลังจากเลือกเป้าหมายได้แล้วก็จะหาจังหวะที่เหมาะสมเพื่อลงมือ พาตัวกลับไปที่ครัวของเขา ต่อให้หิวแค่ไหน เขาก็จะไม่กินในสภาพแวดล้อมที่สุ่มสี่สุ่มห้า พวกเดียวกันหลายคนเรียกเขาว่า ‘นักชิมผู้งดงาม’! ส่วนเรื่องที่ฉันรู้จักกับเขานั้น เริ่มต้นขึ้นในวันที่ฉันเข้าร่วมองค์กร!”
“องค์กร? องค์กรนี้ทำอะไรกันแน่” เจียงเซี่ยค่อนข้างสนใจองค์กรลึกลับที่อยู่เบื้องหลังหลี่ซือถง
“ในอนาคตอันใกล้นี้โลกจะเกิดความโกลาหล ถ้าถึงตอนนั้นเรายังคงต่อสู้เพียงลำพัง สิ่งที่รอเราอยู่ก็คือการถูกกองทัพมนุษย์กวาดล้าง หรือไม่ก็ตายด้วยน้ำมือของพวกเดียวกันเอง!”
หลี่ซือถงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เธอจะเข้าใจว่ามันเป็นองค์กรที่รวมกลุ่มกันเพื่อความอบอุ่นก็ได้ ร่วมมือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พอถึงวันสิ้นโลกก็มารวมตัวกัน สร้างเป็นโล่ป้องกันที่แข็งแกร่ง! เพราะยังไงซะ พวกเราไม่มีทางเข้าไปในเขตปลอดภัยได้อย่างแน่นอน ทำได้แค่ร่อนเร่อยู่ข้างนอก!”
“ถ้าอย่างนั้นองค์กรนี้ก็คงจะมีผู้นำสินะ เธอกับเฉินข่ายคนนั้นรับบทบาทอะไรในองค์กร”
“ฉันไม่มีตำแหน่งอะไรในองค์กร เป็นแค่สมาชิกระดับธรรมดาคนหนึ่ง เวลาเกิดเรื่องพวกเขาจะแจ้งฉัน ปกติก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันเท่าไหร่ ส่วนเฉินข่ายมีตำแหน่งที่ค่อนข้างพิเศษในองค์กร เขาเป็นตัวแทนจัดการเรื่องต่างๆ ขององค์กรที่เปิดเผยตัวตน!”
“ที่เปิดเผยตัวตน? ถ้าอย่างนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังคือใคร”
“ไม่รู้ ตัวตนของผู้ก่อตั้งองค์กรที่อยู่เบื้องหลังนั้นลึกลับมาก นอกจากเฉินข่ายแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ก็มีเบาะแสสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คนคนนี้ไม่ธรรมดา ถือเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในเมืองซิงเหอ และความแข็งแกร่งของเขาก็ติดอันดับต้นๆ ในหมู่เผ่าพันธุ์อสูรของเมืองซิงเหออย่างแน่นอน!”
เจียงเซี่ยถาม “ตอนนี้เธอจะพาฉันไปที่สำนักงานใหญ่ขององค์กรเหรอ”
“ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ เธอยังไม่ได้เข้าร่วม ยังไปสำนักงานใหญ่ไม่ได้ชั่วคราว ฉันจะพาเธอไปสัมภาษณ์!”
“แล้วทำไมไม่เรียกหยางเจี๋ยมาด้วยกันล่ะ”
“เขาเหรอ? เขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วม พวกเดียวกันแบบเขา ถ้าไม่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตก็เป็นได้แค่เบี้ยล่าง องค์กรจะไม่รับตัวถ่วงแบบนั้นเข้ามาหรอก! จริงๆ แล้วคุณสมบัติของเธอก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วม แต่ใครใช้ให้เธอเป็นคู่รักของฉันล่ะ”
“ในองค์กรมีกี่คน มีคนเก่งเท่าเธออยู่กี่คน”
“เธอถามมากเกินไปแล้ว ไปทำความเข้าใจด้วยตัวเองเถอะ”
“ฉันมีอีกคำถามหนึ่ง!”
“ว่ามา!”
“ลูกที่เกิดจากเผ่าพันธุ์อสูรกับเผ่าพันธุ์อสูร จะเป็นแบบไหน”
หลี่ซือถงชะงักไปครู่หนึ่ง ค่อยๆ มองไปที่เจียงเซี่ย แล้วเผยรอยยิ้มที่แฝงความนัย “เธอถามเรื่องนี้ทำไม อยากมีลูกกับฉันเหรอ”
“ก็แค่อยากรู้อยากเห็น”
“อืม...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...ถ้าเราสองคนคบกันได้ยืนยาว อีกสักห้าหกปีก็คงจะมีคำตอบล่ะมั้ง”
พูดจบ เธอก็ดึงเจียงเซี่ยเดินเข้าไปในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง