ร้านกาแฟตั้งอยู่ทางใต้ของทะเลสาบจำลอง ฝั่งนี้อยู่ใน "เขตป๋ออวิ๋น" ที่เจียงเซี่ยกับพวกอยู่ตอนนี้ ส่วนฝั่งเหนือที่ข้ามทะเลสาบจำลองไปจะเป็นอีกเขตหนึ่ง
ร้านกาแฟชื่อว่า "โลกใหม่" เป็นร้านที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ตกแต่งสวยงามมาก เพียงแต่ปริมาณลูกค้ายังไม่ค่อยเยอะเท่าไร
ทันทีที่เดินเข้าไป เจียงเซี่ยก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกเดียวกันหลายสายอย่างชัดเจน
พนักงานหลายคนในนั้นล้วนเป็นพวกเดียวกัน รวมถึงคนหนุ่มสาวสองสามคนที่นั่งจิบกาแฟอย่างอ้อยอิ่งอยู่ริมหน้าต่างก็เป็นพวกเดียวกันด้วย
ภาพบรรยากาศเช่นนี้อดไม่ได้ที่จะทำให้เจียงเซี่ยนึกถึงอนิเมะญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่เคยดูเมื่อก่อน
โลกทัศน์ในเรื่องคล้ายคลึงกับโลกความเป็นจริงตอนนี้ ตัวเอกในเรื่องกลายเป็นสัตว์ประหลาดด้วยความบังเอิญ และในขณะที่กำลังหิวโหยและสับสน เขาก็ถูกร้านกาแฟแห่งหนึ่งรับตัวไว้ ซึ่งพนักงานในร้านล้วนแต่เป็นสัตว์ประหลาด
ทว่าพวกเขายังคงรักษา "ความเป็นมนุษย์" เอาไว้เสมอ ไม่เคยทำร้ายคนเพื่อประทังความหิว แต่เลือกใช้วิธีที่ประนีประนอมแทน
ก็แค่ไม่รู้ว่าร้านกาแฟแห่งนี้ จะเหมือนกับร้านกาแฟในอนิเมะเรื่องนั้นหรือเปล่า?
เรื่องราวในจอสะท้อนสู่โลกความเป็นจริงแล้วงั้นหรือ?
ตรงมุมร้าน เฉินข่ายมารออยู่นานแล้ว การแต่งตัวของเขายังคงพิถีพิถันเหมือนเมื่อคืน ในมือถือหนังสือนิตยสารแฟชั่น และบนโต๊ะตรงหน้าก็มีกาแฟดำวางอยู่อีกหนึ่งแก้ว
เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา เฉินข่ายก็ยิ้มแย้มพลางวางนิตยสารลง เขาเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนัง "แปดโมงสามสิบนาที พวกคุณสองคนตรงเวลากันจริงๆ"
หลังจากนั่งลง เจียงเซี่ยก็สั่งคาปูชิโน่มาหนึ่งแก้ว เขาจิบมันเบาๆ อย่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง ทว่าผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง การดื่มกาแฟไม่ได้ช่วยลดความรู้สึกหิวโหยเหมือนในอนิเมะเลยสักนิด
โลกความเป็นจริงกับโลกในจอมันต่างกันจริงๆ สินะ
หลี่ซือถงยกแขนกอดอกแล้วพูดว่า "เวลามีจำกัด พวกเรายังมีธุระต้องไปทำต่อ รีบสัมภาษณ์ให้จบๆ ไปเถอะ"
เฉินข่ายประสานมือทั้งสองข้างรองรับปลายคางเอาไว้ ก่อนจะมองเจียงเซี่ยแล้วเข้าสู่ประเด็นหลัก
"ตกลง งั้นพวกเรามาเริ่มการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการกัน เจียงเซี่ย คุณยินดีจะเข้าร่วมกับพวกเราไหม?"
เจียงเซี่ยเหลือบมองแฟนสาวข้างกาย แล้วพยักหน้าช้าๆ
เขายังคงรู้สึกว่าการตามน้ำหลี่ซือถงไปก่อนชั่วคราวเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
เมื่อได้รับคำตอบจากเจียงเซี่ย เฉินข่ายก็พยักหน้า "อันที่จริงการจะเข้าร่วมกับพวกเรานั้นมีเงื่อนไขอยู่หลายข้อ ข้อแรกเลยก็คือต้องผ่านการวิวัฒนาการมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่เห็นแก่หน้าแฟนของคุณ... รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณแม่ของคุณด้วย ข้อนี้ถือว่าผมจะอะลุ่มอล่วยให้คุณเป็นกรณีพิเศษก็แล้วกัน!"
พอพูดถึงคุณแม่ เจียงเซี่ยก็อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็รู้สึกว่าชั่วคราวนี้อย่าเพิ่งไปขัดจังหวะเขาเลยดีกว่า
"ส่วนข้อที่สอง นี่เป็นเงื่อนไขบังคับ ภายในเวลาสามวันคุณจะต้องล่าเหยื่อชั้นเลิศสิบคนมาส่งมอบให้พวกเรา เพื่อเป็นของขวัญแรกพบในการเข้าร่วมองค์กรของคุณ และคุณจะต้องเป็นคนลงมือทำเพียงลำพัง ห้ามพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่น!" เมื่อพูดถึงประโยคหลัง เฉินข่ายก็ปรายตามองหลี่ซือถง ราวกับเป็นการตักเตือนหลี่ซือถงว่าห้ามยื่นมือเข้าช่วย
"พูดต่อสิ" เจียงเซี่ยไม่รีบร้อนโต้แย้ง
"ไม่มีเงื่อนไขอื่นแล้วล่ะ ขอแค่คุณทำข้อนี้สำเร็จ คุณก็จะเป็นคนของพวกเรา ถึงตอนนั้นผมจะเปิดเผยภาพรวมทั้งหมดขององค์กรให้คุณเห็น และพาคุณเข้าไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่!"
เจียงเซี่ยพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้สานต่อประเด็นเรื่องการเข้าร่วมองค์กร แต่กลับวกเข้าสู่เรื่องเมื่อคืนแทน
"ต้องทำยังไงคุณถึงจะยอมอยู่ห่างจากคุณแม่ของผม?"
เมื่อได้ยินว่าเจียงเซี่ยยังคงยึดติดกับเรื่องนี้ เฉินข่ายก็หัวเราะคิกคักออกมา "ดูเหมือนว่าคุณจะยังไม่ได้บอกคุณแม่สินะว่าตัวตนที่แท้จริงของผมคืออะไร"
เจียงเซี่ยพูดว่า "ความจริงก็อยากจะบอกอยู่หรอก แต่ในเมื่อยังมีทางเลือกผมก็ไม่อยากทำให้ท่านตกใจ ผมยังคงหวังว่าคุณจะเป็นฝ่ายถอยห่างจากท่านไปเอง คุณลองเสนอเงื่อนไขมาได้เลย"
"ผมบอกไปแล้วไง ว่าผมกับคุณแม่ของคุณเป็นเพื่อนที่รู้ใจกัน ถ้าจะใช้คำให้ดูดีหน่อยก็ต้องเรียกว่ากัลยาณมิตร ขอเพียงแค่ผมอยากจะเป็นเพื่อนกับท่าน ก็ไม่มีใครหน้าไหนมาขัดขวางได้ทั้งนั้น!"
"ถ้าคุณกังวลว่าผมจะลงมือกับคุณแม่ของคุณล่ะก็ คุณคิดมากไปแล้วล่ะ ขอเพียงแค่คุณทำภารกิจสำเร็จ คุณก็จะเป็นคนของพวกเรา แล้วผมจะลงมือกับครอบครัวของพวกพ้องตัวเองได้อย่างไร ต่อให้ไม่เห็นแก่หน้าคุณ ผมก็ต้องเห็นแก่หน้าเสี่ยวหลี่ใช่ไหมล่ะ?"
เฉินข่ายพูดพลางลุกขึ้นยืน เขาเดินมาข้างกายเจียงเซี่ย แล้วใช้มือข้างหนึ่งกดลงบนบ่าของอีกฝ่าย "จิตมุ่งร้ายที่แผ่ออกมาจางๆ ของคุณ ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก ขณะเดียวกันผมก็หวังว่าคุณจะเข้าใจนะ ว่าในยามที่คุณยังอ่อนแอ คุณไม่มีสิทธิ์มาต่อรองเงื่อนไขกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า รีบใช้เวลาที่มีไปทำภารกิจล่าเหยื่อของคุณให้สำเร็จเถอะ!"
ขณะจ้องมองเฉินข่ายเดินจากไป หลี่ซือถงก็พึมพำออกมา "วางมาดซะไม่มี"
เจียงเซี่ยนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เขายกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ ภายนอกดูสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ทว่าแท้จริงแล้วความคิดในหัวกลับกำลังสับสนวุ่นวาย
ไม่แน่ชัดว่าคุณแม่เป็นผู้ตื่นรู้หรือเปล่า แต่สิ่งที่มั่นใจได้ก็คือท่านรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้
ก็แค่ไม่รู้ว่า ท่านจะรู้หรือเปล่าว่าเฉินข่ายเป็นเผ่าพันธุ์มาร!
หากท่านรู้ว่าเฉินข่ายเป็นเผ่าพันธุ์มารแต่ก็ยังยอมคบหาเป็นเพื่อนด้วย เช่นนั้นท่านก็คงจะเป็นผู้ตื่นรู้ และคิดอยากจะล่าเฉินข่าย!
แต่ถ้าท่านไม่รู้ว่าเฉินข่ายเป็นเผ่าพันธุ์มาร ในสายตาของท่าน ท่านกับเฉินข่ายก็อาจจะเป็นแค่เพื่อนธรรมดากันงั้นหรือ?
ประการต่อมา ลองกลับมาพิจารณาที่ตัวเฉินข่าย
เขาแค่อยากจะเป็นเพื่อนกับคุณแม่เฉยๆ อย่างนั้นหรือ?
ไม่!
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
เจียงเซี่ยไม่คิดว่าเฉินข่ายที่มีสถานะเป็นเผ่าพันธุ์มาร จะมีอารมณ์สุนทรีย์ว่างมากพอมาคบหาเป็นเพื่อนกับมนุษย์ธรรมดาหรอก
ไม่ว่าคุณแม่ในสายตาของเขาจะเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาหรือผู้ตื่นรู้ จุดประสงค์ของเฉินข่ายก็ไม่มีทางบริสุทธิ์ใจอย่างแน่นอน!
หลี่ซือถงที่อยู่ด้านข้างพึมพำขึ้นมา "สิบคน ต้องลงมือคนเดียว แถมยังให้เวลาแค่สามวัน สำหรับนายแล้วมันอาจจะยากไปสักหน่อยนะ"
"ไม่หรอก ไม่มีความยากเลยสักนิด!" เจียงเซี่ยยกแขนกอดอก สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ
"โห มั่นใจขนาดนั้นเลย?" หลี่ซือถงชอบสีหน้าที่ดูทั้งอวดดีและมั่นใจแบบนี้ของเจียงเซี่ยมาก
"ใช่ มั่นใจขนาดนี้แหละ เพราะว่า ผมไม่ได้คิดจะเข้าร่วมอยู่แล้วน่ะสิ!"
"อะไรนะ? นายไม่อยากเข้าร่วมงั้นเหรอ?" หลี่ซือถงประหลาดใจ
เจียงเซี่ยตอบกลับไป "ผมไม่ได้รู้สึกเลยว่าตัวเองจะต้องเข้าร่วมองค์กรนี้ถึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ผมไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเข้าร่วมองค์กรนี้เลย!"
ตอนแรกเจียงเซี่ยคิดว่าสามารถตามน้ำหลี่ซือถงไปก่อนได้ การเข้าร่วมองค์กรนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร
แต่เงื่อนไขที่เฉินข่ายเสนอมานั้น เขาไม่สามารถทำมันได้ลงคอ
บทสั้นๆ นี้ยังไม่จบ โปรดคลิกหน้าถัดไปเพื่ออ่านเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นต่อ!
ในเมื่อเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมองค์กรนี้ถึงจะมีชีวิตรอด การต้องไปฆ่าคนสิบคนโดยไร้สาเหตุแบบนั้น พฤติกรรมเช่นนี้ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นหุ่นเชิดที่ถูกคนอื่นคอยบงการ โคตรงี่เง่าและปัญญาอ่อนสิ้นดี!
"อืม... ที่พูดมาก็ถูก!" หลี่ซือถงพยักหน้า
"อาจจะทำให้ความหวังดีของเธอต้องสูญเปล่า แต่ผมรู้สึกอยู่เสมอว่าการเข้าร่วมองค์กรนี้ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของผมตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น!"
หลี่ซือถงพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ "ความจริงแล้วก็แล้วแต่นายเลย นายจะเข้าร่วมหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร เพราะอันที่จริงฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกดีกับคนในองค์กรนี้นักหรอก"
เจียงเซี่ยกดเสียงต่ำลง "ตอนนี้ผมแค่อยากรู้จุดประสงค์ที่เฉินข่ายพยายามเข้าหาคุณแม่ของผม มันไม่มีทางเป็นแค่การคบหาเป็นเพื่อนง่ายๆ แบบนั้นแน่ ใช่ไหม?"
ไม่ว่าคุณแม่จะเป็นผู้ตื่นรู้หรือไม่ก็ตาม เขาจะต้องหาวิธีทำให้เฉินข่ายออกห่างจากท่านให้ได้ เพราะนี่ถึงจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับท่าน!
หลี่ซือถงเองก็ทำเสียงเย็นเยียบลง "ไม่ต้องสงสัยเลย เขาต้องคิดอยากจะกินคุณแม่ของนายอย่างแน่นอน ฉันเคยบอกไปแล้วไง ว่าเขาคือนักชิมผู้สง่างาม วัตถุดิบทุกชิ้นเขาจะคัดสรรมาเป็นอย่างดี! และการคัดสรรเป็นอย่างดีที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายถึงคุณภาพของวัตถุดิบหรอกนะ... ทว่าก่อนจะลงมือทานอาหาร เขาจะใช้เวลาช่วงหนึ่งในการสานสัมพันธ์กับวัตถุดิบเสียก่อน รอจนกระทั่งความผูกพันลึกซึ้งได้ที่ เขาก็จะลงมือทานมัน ซึ่งการทำแบบนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเติมเต็มความอยากอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มความพึงพอใจในระดับจิตวิญญาณได้อย่างมหาศาลอีกด้วย"
"ไอ้โรคจิตอีกคนสินะ!"
หลังจากบ่นพึมพำออกมา เจียงเซี่ยก็หันไปมองหลี่ซือถง "แล้วเขาจะยอมเห็นแก่หน้าเธอ แล้วปล่อยคุณแม่ของผมไปหรือเปล่า?"
"พูดยากนะ ถึงแม้พวกเราจะรู้จักกัน แล้วเขาก็ตกลงยอมให้นายเข้าร่วมองค์กร แต่เขาเป็นคนที่จริงจังกับวัตถุดิบมาก การที่เขาอุตส่าห์ยอมเสียเวลาตั้งมากมายเพื่อสานสัมพันธ์กับคุณแม่ของนาย เขาคงไม่ยอมล้มเลิกไปง่ายๆ หรอก ฉันคิดว่าตอนนี้เขาน่าจะยังหาจังหวะลงมือที่เหมาะสมไม่ได้มากกว่า การที่เขาออกมาสัมภาษณ์นาย รวมถึงประโยคที่เขาเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ อันที่จริงก็เป็นเพียงแค่การถ่วงเวลานายเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้นแหละ!"
"พอจะมีวิธีไหนที่สามารถรับประกันได้บ้าง ว่าเขาจะไม่ลงมือกับคุณแม่ของผม?"
หลี่ซือถงหัวเราะเบาๆ "เรื่องนั้นง่ายมาก ก็แค่ฆ่าเขาซะก็สิ้นเรื่อง!"
เจียงเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง "อืม... ง่ายดีจริงๆ"