การก่อสร้างค่ายต้องค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่ากาเวนจะเขียนกฎระเบียบและแผนการไว้มากมาย ซ้ำยังมีร่างแผนผังสำหรับการขยายค่ายในขั้นต่อไปเพื่อพัฒนาให้เป็นที่อยู่อาศัยถาวรแล้วก็ตาม ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน เมื่อพิจารณาจากระดับความรู้ของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ อัตราการรู้หนังสือของสามัญชนและทาสติดที่ดินคือศูนย์ อัศวินทำได้เพียงอ่านออกเขียนได้ขั้นพื้นฐาน ส่วนนักรบที่ตระกูลฝึกฝนมา (ซึ่งไม่ใช่ทหารทาส) ก็ทำได้แค่เขียนชื่อตัวเองได้ชัดเจนและเข้าใจตัวเลขไม่เกินหนึ่งร้อยเท่านั้น ดังนั้นการผลักดันหลายๆ สิ่งจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังขาดแคลนกำลังคน และแคว้นเซซิลในปัจจุบันก็ไม่อาจเลี้ยงดูผู้คนจำนวนมากได้
เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างลึกซึ้ง กาเวนจึงกลับมาที่เต็นท์ของตนแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะทำงาน
โต๊ะทำงานตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปเพียงไม่กี่ชิ้นที่คณะเดินทางนำมาจากเมืองแทนซาน กว่าช่างไม้จะนำไม้ที่ได้จากป่าทางตะวันตกมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ชุดแรกได้ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ไม้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ไม่อาจทำแบบลวกๆ เหมือนบ้านพักชั่วคราวได้ ดังนั้นการมีโต๊ะทำงานสักหนึ่งตัวจึงถือเป็นสวัสดิการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับกาเวนในฐานะเจ้าผู้ครองแคว้นแห่งนี้แล้ว
บนโต๊ะทำงานมีกองกระดาษวางแผ่หลาอยู่อย่างระเกะระกะเล็กน้อย บนกระดาษมีข้อความเขียนไว้มากมายหลายอย่าง ทั้งแผนการก่อสร้าง สถิติสิ่งของเครื่องใช้ ภาพร่างของค่าย และยังมีแผนการก่อสร้างในอนาคตแบบคร่าวๆ ซึ่งประกอบด้วยกำแพงล้อมรอบ ท่าเรือ เขตที่อยู่อาศัย เขตการผลิต พื้นที่เพาะปลูก และอื่นๆ ถูกจัดเรียงไว้บนนั้น ด้านหนึ่งของโต๊ะมีน้ำหมึก ปากกาจุ่ม ดินสอ และไม้บรรทัดไม้วางอยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งของโต๊ะมีแอมเบอร์นอนฟุบอยู่
กาเวนเดินเข้าไปแล้วฉวยคอเสื้อแอมเบอร์หิ้วนางหลบไปด้านข้างอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กสาวฮาล์ฟเอลฟ์ยังไม่ตื่นตอนที่ถูกหิ้วขึ้นมา แต่พอถูกยกขึ้นมาได้ครึ่งทางก็ร้องอุทานเสียงหลง จากนั้นก็กลายสภาพเป็นเงาสายหนึ่งหายวับไปจากมือของกาเวน แล้วไปก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาใหม่ในบริเวณที่ไม่ไกลนัก
"ท่านทำข้าตกใจหมดเลย!!" ในที่สุดแอมเบอร์ก็ตื่นเต็มตา นางถลึงตาใส่กาเวนด้วยความโกรธจัด "ข้านึกว่าแผ่นดินไหวเสียอีก!"
กาเวนมองยัยตัวแสบแล้วรู้สึกทั้งฉุนทั้งขำ "ข้าให้เจ้าคอยดูของในเต็นท์ นี่เจ้าเฝ้าประตูแบบนี้รึ?"
แอมเบอร์ทำหน้าจริงจังขึงขัง "ข้าก็เอาตัวทับไอ้ยันต์ผีบอกพวกนี้ของท่านไว้หมดแล้วไงเล่า!"
กาเวนก้มลงมองโต๊ะแวบหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นปรายตามองแอมเบอร์ "เจ้ายันทำน้ำลายหกใส่ด้วยเรอะ?!"
"หลับไปแล้วใครจะไปควบคุมได้ล่ะ" แอมเบอร์บ่นอุบอิบ จากนั้นก็มองกาเวนนั่งลงข้างโต๊ะทำงานด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ อีกสองก้าว "ท่านจะทำอะไรน่ะ? จะเริ่มวาดไอ้ยันต์ผีบอกนี่อีกแล้วหรือ?"
"นี่ไม่ใช่ยันต์ผีบอก นี่คือแผนการ กฎระเบียบ ภาพวาดการก่อสร้าง" กาเวนปวดหัวกับฮาล์ฟเอลฟ์ที่ไม่เอาไหนคนนี้มาก "ของพวกนี้ต่างหากที่เป็นรากฐานของค่าย... ข้าถึงได้ให้เจ้าคอยเฝ้าไว้เป็นพิเศษไง"
แอมเบอร์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีสัญลักษณ์และตัวเลขขึ้นมาดูอยู่นาน แล้วเบ้ปาก "อะไรมั่วซั่วไปหมด ข้าดูไม่เห็นจะรู้เรื่องเลยสักนิด"
กาเวนมองอีกฝ่ายอย่างจนใจ "เจ้าถือกลับหัวแล้ว"
แอมเบอร์ทำหน้าซื่อตาใส "ไอ้ภาพวาดอะไรพวกนี้ของท่านข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนี่นา มันยากยิ่งกว่าสูตรเวทมนตร์เสียอีก ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าด้านไหนหน้าด้านไหนหลัง!"
"ดังนั้นเจ้าถึงต้องเรียนรู้ ความรู้เป็นสิ่งสำคัญมากนะ" กาเวนถอนหายใจ เขาไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยที่แอมเบอร์ดูของพวกนี้ไม่รู้เรื่อง หัวขโมยตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่เคยได้รับการศึกษาตามแบบแผนมาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้วิชาลักเล็กขโมยน้อยมาจากการจับมือสอนของพ่อบุญธรรมควบตำแหน่งอาจารย์เท่านั้น บวกกับพรสวรรค์ความใกล้ชิดกับพลังแห่งเงาที่อธิบายไม่ได้ แค่นี้นางก็มีดีพอที่จะออกไปผจญภัยในโลกกว้างได้แล้ว สำหรับนาง การเรียนหนังสือทั้งไม่มีเงื่อนไขเอื้ออำนวยและไม่มีความจำเป็น ดังนั้นระดับการศึกษาของแอมเบอร์แท้จริงแล้วจึงอยู่ในระดับที่แค่อ่านออกเขียนได้ขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนภาพวาดที่เขาวาดขึ้น ไม่เพียงแต่มีคำศัพท์แปลกประหลาดมากมาย แต่ยังมีข้อมูลและเครื่องหมายชวเลขต่างๆ ต่อให้โยนของพวกนี้ให้เฮตตี้ อีกฝ่ายก็คงทำหน้ามึนงงไม่ต่างกัน...
เมื่อนึกถึงเฮตตี้ กาเวนก็จ้องตาแอมเบอร์ "ข้าบอกให้เจ้าหาเวลาว่างไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากรีเบคก้าหรือเฮตตี้ให้มากขึ้น ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้ใส่ใจเลยสินะ"
"นั่นมันน่าเบื่อจะตายไป อีกอย่างข้าก็ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับพวกขุนนางด้วย" แอมเบอร์กลอกตา "ว่าก็ว่าเถอะ หลาน... หลาน... หลานสาวคนสวยของท่านยุ่งออกปานนั้น จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจข้า ส่วนรีเบคก้าถึงจะค่อนข้างว่าง แต่แม่นั่นก็คอยแต่จะปาลูกไฟยักษ์ใส่ข้าอยู่เรื่อย"
กาเวนมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม "ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับพวกขุนนาง... แต่ข้าเห็นเวลาที่เจ้าคุยกับข้าก็ดูทำตัวตามสบายดีนี่"
แอมเบอร์พูดตามความจริง "ข้าแค่รู้สึกว่าท่านไม่เหมือนขุนนางเลยสักนิด..."
"เจ้าเองก็แตกต่างจากเอลฟ์ในความทรงจำของข้ามากเช่นกัน" กาเวนพูดพลางเริ่มจัดเก็บรวบรวมกระดาษที่อยู่ตรงหน้าไปไว้ด้านข้าง พร้อมกับหยิบคริสตัลเหล่านั้นออกมา แล้ววางแผ่ลงบนโต๊ะทีละชิ้น
แอมเบอร์บ่นอุบอิบ "ข้าก็เป็นแค่ฮาล์ฟเอลฟ์ แถมยังถูกมนุษย์เก็บมาเลี้ยงอีก ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าเอลฟ์จริงๆ เป็นยังไง... เอ๊ะ? วันนี้ท่านไม่เขียนหนังสือแล้วหรือ? ท่านจะศึกษาหินพวกนี้รึ?"
หลังจากยืนยันได้แล้วว่าคริสตัลเหล่านี้ไม่มีพลังเวทมนตร์ใดๆ และกาเวนก็ไม่ได้ตั้งใจจะนำพวกมันไปขาย ของพวกนี้ในสายตาของแอมเบอร์จึงถูกลดระดับจากคริสตัลกลายเป็นแค่ก้อนหินเท่านั้น
กาเวนมองฮาล์ฟเอลฟ์ด้วยความรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย "หากเจ้าสามารถอยู่เงียบๆ ข้างๆ ได้สักประเดี๋ยว ข้าจะซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง"
แอมเบอร์ "ชิ ไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหนเลย ท่านก็ศึกษาหินของท่านต่อไปเถอะ"
พูดจบ ร่างของนางก็วูบไหวราวกับค่อยๆ กลืนหายไปในอากาศ แต่จากการรับรู้ถึงกลิ่นอายอันแผ่วเบา กาเวนมั่นใจได้ว่ายัยตัวแสบคนนี้ยังคงยืนอยู่ที่เดิม และกำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างต่อเนื่อง
ช่างเถอะ ตราบใดที่นางเลิกจู้จี้ขี้บ่นได้ ก็ปล่อยนางไปเถอะ
กาเวนหันมาให้ความสนใจกับคริสตัลที่อยู่ตรงหน้า
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การศึกษาเกี่ยวกับคริสตัลเหล่านี้เรียกได้ว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย
ระหว่างการเดินทาง เขาหยิบคริสตัลออกมาสังเกตอย่างละเอียดอยู่หลายครั้ง ตอนที่อยู่เมืองแทนซานก็ยังให้เฮตตี้ลองใช้วิธีสั่นพ้องพลังเวทเพื่อตรวจสอบภายในคริสตัล แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไร โดยเฉพาะการสั่นพ้องพลังเวท เฮตตี้ยอมรับตามตรงว่าคริสตัลเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับไอเทมเวทมนตร์เลยแม้แต่น้อย เมื่อพลังเวทส่งผลกระทบเข้าไปภายในของพวกมันก็ไม่อาจกระตุ้นให้เกิดระลอกคลื่นใดๆ ได้เลย ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับก้อนหินอย่างไรอย่างนั้น
แต่คริสตัลที่กาเวนเซซิลเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟมิธริลอย่างทะนุถนอม ซ้ำยังซื้อบริการเก็บรักษาถาวรในคลังสมบัติมิธริล จะเป็นแค่ก้อนหินธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรสะดุดตาได้อย่างไร?
กาเวนทำได้เพียงตั้งสมมติฐานอย่างกล้าหาญว่า คริสตัลเหล่านี้จะต้องมีความพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน เพียงแต่ความพิเศษของพวกมันไม่ได้อยู่ในระดับของเวทมนตร์เท่านั้น
หรือไม่ก็ทฤษฎีเวทมนตร์ในปัจจุบันไม่อาจอธิบายพวกมันได้
เขานำคริสตัลที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเศษซากไปวางไว้ด้านข้าง แล้วหยิบชิ้นที่สมบูรณ์ขึ้นมา
คริสตัลที่แตกหักเหล่านั้นได้เผยให้เห็นโครงสร้างผลึกชั้นในบางส่วนแล้ว แต่ยากที่จะสังเกตได้อย่างแม่นยำด้วยตาเปล่า รอให้ห้องทดลองเวทมนตร์ของเฮตตี้สร้างเสร็จ และมีเครื่องสั่นพ้องผลึกแล้ว ค่อยลองตรวจสอบจากมุมมองของโครงสร้างทางกายภาพดู ส่วนชิ้นที่สมบูรณ์นี้... กลับทำให้คนไม่ค่อยกล้าวางใจที่จะเอาไปทดลองเล่นนัก
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเครื่องสั่นพ้องผลึกจะไปทำลาย "ข้อมูล" บางอย่างภายในคริสตัลจนพังทลายลงหรือไม่
เขายกคริสตัลขึ้น แล้วส่องดูแสงที่ลอดผ่าน
บนเส้นขอบของผลึกที่แวววาวและงดงามนั้น สามารถมองเห็นแสงสว่างส่องประกายระยิบระยับ เมื่อเปลี่ยนมุมตกกระทบของแสง แต่ละด้านและแต่ละเส้นของมันก็จะปรากฏโครงสร้างของสีสันและแสงที่แตกต่างกันออกไป
นี่คือผลึกที่มีรูปทรงเรขาคณิตแม่นยำอย่างยิ่ง เทคนิคการแปรรูปของมันน่าจะล้ำเลิศมาก อีกทั้งในตอนที่ใช้เศษผลึกที่แตกหักเหล่านั้นทำการทดสอบ กาเวนก็ได้พิสูจน์แล้วว่าคริสตัลเหล่านี้มีความแข็งแกร่งจนน่าตกใจ มันแข็งแกร่งเป็นพิเศษและไม่ได้แตกหักง่ายเหมือนผลึกเปราะบางทั่วไป พวกมันถึงขั้นสามารถสร้างรอยขีดข่วนบนแท่งมิธริลได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกันส่วนปลายแหลมก็ไม่มีร่องรอยการสึกหรอเลยแม้แต่น้อย
สิ่งนี้ทำให้เขาสงสัยอย่างมากว่าเศษคริสตัลทั้งสี่ชิ้นนั้นแตกหักจนกลายเป็นสภาพแบบนั้นได้อย่างไร
หลังจากส่องกับแสงอาทิตย์อยู่ครู่หนึ่ง กาเวนก็ลองกรีดนิ้วมือตัวเองเป็นแผล แล้วนำเลือดเล็กน้อยไปป้ายลงบนพื้นผิวของคริสตัลก่อนที่บาดแผลจะสมานตัว
แน่นอนว่ามันไม่ได้มีประโยชน์บ้าบออะไรเลย
คล้ายกับได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะของฮาล์ฟเอลฟ์บางคนแว่วมาเลือนราง...
กาเวนตัดแอมเบอร์ออกจากโสตประสาท เขากำคริสตัลชิ้นนั้นไว้แล้วจมอยู่ในห้วงความคิด พลางคิดว่าในโลกนี้มีสิ่งที่ไม่เข้าใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ทั้งคริสตัลที่ไม่ทราบที่มา ความทรงจำที่หายไปอย่างน่าฉงน "ดวงอาทิตย์" ที่ต้องสงสัยว่าเป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ แต่กลับมีคุณสมบัติแตกต่างจากดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง แล้วยังมี "ดาวเทียมสอดแนม" ที่จนป่านนี้ก็น่าจะยังแขวนอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งไม่ทราบทั้งประโยชน์การใช้งานและที่มา...
ในขณะที่ความคิดกำลังล่องลอยไปถึงเรื่อง "ดาวเทียมสอดแนม" ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนเล็กน้อยที่ส่งผ่านมาจากในมือ
ตอนแรกเขายังคิดว่าเป็นความรู้สึกไปเอง แต่หลังจากนั้นคริสตัลกลับสั่นสะเทือนเบาๆ แสงสีฟ้าอ่อนที่ใจกลางของมันก็สว่างวาบขึ้นมาเล็กน้อยตามไปด้วย
ความร้อน การสั่นสะเทือน และแสงสว่าง เมื่อรวมสามสิ่งนี้เข้าด้วยกัน ย่อมไม่ใช่ความรู้สึกไปเองอย่างแน่นอน
กาเวนมองคริสตัลด้วยความตื่นตะลึง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหยิบปากกาขึ้นมาบันทึกการเปลี่ยนแปลงของคริสตัล ในหัวก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
จะว่าเป็นเสียงก็ไม่เชิง แต่มันเหมือนเป็นข้อมูลที่ทะลักเข้ามาในโลกแห่งจิตวิญญาณโดยตรงมากกว่า เขา "ฟัง" เข้าใจถึงเนื้อหาของมัน:
"ตั้งค่าความถี่ทางจิตวิญญาณใหม่ กำลังสร้างการเชื่อมต่ออีกครั้ง"
ต่อจากนั้น เขาก็รู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของตนพร่าเลือนไปชั่วขณะ
ราวกับมีบางสิ่งแทรกซึมเข้ามาในความคิดของเขาอย่างกะทันหัน "กระแสข้อมูล" บางอย่างที่ไม่ใช่ของเขาได้เชื่อมต่อเข้ามา แต่กระแสข้อมูลนั้นกลับไม่ใช่ผู้บุกรุก เพราะหลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ เขาก็เกิดความรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างบอกไม่ถูก
"กระแสข้อมูลที่คุ้นเคย" เหล่านี้ ทำให้เกิดสิ่งที่ชัดเจนซึ่งสอดคล้องกันขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว
ภาพบางอย่างเริ่มปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
นั่นคือภาพทิวทัศน์ของผืนดินเมื่อมองลงมาจากบนท้องฟ้าสูงลิบ
ในวินาทีแรก สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของกาเวนไม่ใช่ความประหลาดใจระคนยินดี และไม่ใช่ความตื่นตะลึง แต่เป็นคำว่า เชี่ยเอ๊ย
"เชี่ยเอ๊ย นี่ข้าต้องขึ้นสวรรค์ไปอีกแล้วเรอะ?!"
เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาจากหน้าผากของเขาทันที
แต่ไม่นานเขาก็พบว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด เขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างปลอดภัย วิญญาณไม่ได้หลุดออกจากร่างแล้วถูกลากกลับขึ้นไปบนฟ้าเพื่อเป็นดาวเทียมค้างฟ้าอีกครั้ง การรับรู้ทุกอย่างของเขายังคงเป็นปกติ ร่างกายก็ยังควบคุมได้ดั่งใจนึก เพียงแต่ในหัวมีภาพเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งภาพเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้เขาสงบสติอารมณ์ลงได้มากในชั่วพริบตา จากนั้นถึงค่อยรู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมา แล้วหันไปจดจ่ออยู่กับภาพในหัว
ตอนนี้เองที่เขาสังเกตเห็นว่าภาพนั้นมีความผิดปกติอย่างมาก มันไม่ใช่รูปแบบที่เขาคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย
ภาพนั้นกลายเป็นภาพที่พร่ามัว ซ้ำยังปรากฏการกระจายตัวของสีที่แปลกประหลาดราวกับถูกใส่ฟิลเตอร์เข้าไปหนึ่งชั้น มันถูกละเลงจนเป็นก้อนเหมือนภาพที่เกิดจากกล้องถ่ายภาพความร้อน ซึ่งสามารถประเมินโครงสร้างได้อย่างคร่าวๆ เช่น ภูเขา ป่าไม้ และแม่น้ำเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ภาพที่พร่ามัวและแปลกประหลาดนี้ยังถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่เล็กมากอีกด้วย
นั่นคือบริเวณรอบๆ พื้นที่บุกเบิกของแคว้นเซซิลแห่งใหม่ทางตอนเหนือของเทือกเขาทมิฬ จากเบื้องบนสามารถมองเห็นแม่น้ำน้ำขาว ป่าทางทิศตะวันตก ไปจนถึงเงาของค่ายได้อย่างเลือนราง
ภาพนี้ไม่สามารถซูมเข้าหรือออกได้