เฉียวเจียจิ้นฟังแล้วก็ไม่ลังเล เขายื่นถุงผ้าที่เอวส่งไปให้ หลินฉินเองก็ทำตามติดๆ
เถียนเถียนมองทั้งสองคน สีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่ถึงอย่างไรตัวเองก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็ยอมส่งถุงผ้าของตัวเองให้
ฉีเซี่ยรับถุงผ้าทั้งหมดมา นั่งลงข้างๆ แล้วเริ่มจัดการอะไรบางอย่าง ผ่านไปไม่นานเขาก็โยนถุงผ้าเปล่าทิ้งไปใบหนึ่ง ลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับทั้งสามคนว่า "ครั้งนี้พวกเราได้มาห้าส่วน รวมทั้งหมดเก้าสิบห้า 'เต๋า' ตัวเลขนี้ไม่สามารถแบ่งให้สี่คนเท่าๆ กันได้ ทำได้แค่เอาไปรวมกับหนึ่งเม็ดที่พวกเราเหลืออยู่ตอนแรกให้ครบเก้าสิบหกเม็ด จะได้ตกคนละยี่สิบสี่เม็ด"
เขายื่นถุงผ้าทั้งสามใบไปข้างหน้า พลางบอกกับทั้งสามคนว่า "ผมแบ่งใส่ถุงให้พวกคุณเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตรวจนับต่อหน้าเลยนะ หลังจากนี้ผมไม่รับผิดชอบแล้วนะ"
เถียนเถียนรีบยื่นมือไปรับถุงผ้า เปิดออกนับดูแล้วก็เป็น 'เต๋า' ยี่สิบสี่เม็ดจริงๆ ไม่ขาดแม้แต่เม็ดเดียว
ส่วนหลินฉินกับเฉียวเจียจิ้นก็นำถุงผ้ากลับไปแขวนไว้ที่เอวตามเดิม
"พวกคุณไม่นับดูหน่อยเหรอ" ฉีเซี่ยพูด "ผมเป็นนักต้มตุ๋นนะ"
"ไม่เป็นไร" หลินฉินส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ถ้าวันหลังพบว่าขาดไป ฉันก็จะไปแย่งมาจากนาย"
"ใช่ ไม่ต้องมาไม้นี้เลย" เฉียวเจียจิ้นโบกมือเช่นกัน "ต่อไปจะไปไหน"
ฉีเซี่ยมองแขนหมีในอ้อมแขนของเฉียวเจียจิ้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "พวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะ..."
...
ความคิดของพวกเขาเรียบง่ายมาก หากสามารถต้มแขนหมีนี้ให้สุกได้ ขอแค่ประทังความหิวได้ ไม่ว่ามันจะมีรสชาติแบบไหนก็กลืนลงคอได้ทั้งนั้น
แต่ในเมืองที่ทรุดโทรมแห่งนี้ การจะหาสิ่งจำเป็นสำหรับการทำอาหารนั้นยากลำบากมาก
แหล่งน้ำสะอาด เตา หม้อ ไฟแช็ก ของพวกนี้ไม่มีเลยสักอย่าง
พวกเขาเดินเตร่ไปตามอาคารร้างในเมืองนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ก็ยังคงคว้าน้ำเหลว
เมื่อเดินมาถึงร้านอาหารร้างแห่งหนึ่ง ในที่สุดเฉียวเจียจิ้นก็ทนไม่ไหว
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ไหว" เขาโยนแขนหมีลงบนพื้น ขยับข้อมือที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย "พวกเราหอบเนื้อหนักหลายสิบจินนี่เดินไปทั่ว สุดท้ายถ้าไม่หิวตายก็คงเหนื่อยตาย"
"ลำบากนายแล้ว" หลินฉินยิ้มแล้วพูดกับเฉียวเจียจิ้น "จะเปลี่ยนให้ฉันถือสักพักไหม"
"นั่นไม่เป็นไรหรอก"
"รู้สึกว่าที่นี่มีความหวังมากเลยนะ" เถียนเถียนมองไปรอบๆ ร้านอาหารแห่งนี้ พบว่าที่นี่ไม่ได้ถูกทำลายรุนแรงนัก
และก็เป็นอย่างที่คิด พวกเขาค้นหาในนั้นเพียงเล็กน้อยก็เจอหม้ออะลูมิเนียมอยู่ใต้โต๊ะตัวหนึ่ง
หม้อใบนี้ดูสะอาดใช้ได้ เพียงแค่เสียทรงไปเล็กน้อยเท่านั้น
"ถ้าเป็นฟืนล่ะก็ ที่นี่มีอยู่เต็มไปหมด" ฉีเซี่ยมองดูเฟอร์นิเจอร์ที่พังเสียหายบนพื้น "ขาดก็แต่น้ำกับไฟ"
"ฉันไปดูในครัวหน่อยนะ" เถียนเถียนเดินตรงไปที่หลังครัวของร้านอาหาร "บางทีที่นั่นอาจจะมีน้ำ"
ฉีเซี่ยพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเริ่มค้นหาของที่มีประโยชน์อย่างอื่นในห้อง ผ่านไปไม่กี่วินาที ฉีเซี่ยก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าทีนัก จึงหันไปบอกกับเฉียวเจียจิ้นอีกว่า "เฉียวเจียจิ้น นายไปกับเถียนเถียนเถอะ ระวัง 'คนพื้นเมือง' ด้วย"
"มีเหตุผล" เฉียวเจียจิ้นพยักหน้าเช่นกัน แล้วเดินไปทางหลังครัว ทว่ายังเดินไปไม่ถึงสามก้าว ก็ได้ยินเสียงพูดคุยของเถียนเถียนดังแว่วมาแต่ไกล
"เอ๊ะ เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
"อ๊ะ! พี่สาว พี่ก็อยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอ"
คนที่สนทนากับเถียนเถียนเป็นเสียงผู้หญิง
ฉีเซี่ยและเฉียวเจียจิ้นรีบวิ่งไปที่หลังครัวทันที พอเปิดประตูออก กลับพบว่ามีหญิงสาวร่างอวบคนนั้นยืนอยู่
เธอยื่นมือออกไปควงแขนเถียนเถียนอย่างสนิทสนม แล้วพูดกับทุกคนว่า "ทำไมพวกคุณถึงมาอยู่ที่นี่กันหมดเลยล่ะ บังเอิญจังเลยนะคะ"
ฉีเซี่ยจ้องมองผู้หญิงคนนี้ด้วยสายตาเย็นชา สีหน้าดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
"เธอสะกดรอยตามพวกเรามาเหรอ"
"หา?" หญิงสาวเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "จะเป็นไปได้ยังไงคะ! ฉันมาที่นี่ก่อนต่างหากล่ะ"
เฉียวเจียจิ้นเองก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าคืออะไรกันแน่ ทำไมหญิงสาวคนนี้ถึงต้องตั้งใจมารอพวกเขาที่นี่ด้วย
"พวกคุณกำลังหาของอยู่เหรอคะ" หญิงสาวถามอีกครั้ง
"ใช่ พวกเรากำลังหาน้ำกับไฟน่ะ" เถียนเถียนตอบ
"น้ำกับไฟเหรอ" หญิงสาวหัวเราะขึ้นมาอีก "งั้นก็ดีเลย ที่นี่มีหมดเลยค่ะ"
ภายใต้สายตาที่ระแวดระวังของฉีเซี่ย ผู้หญิงคนนั้นก็พาเถียนเถียนเดินไปที่ตู้ติดผนังแห่งหนึ่ง เธอเขย่งเท้าเปิดประตูตู้ออก ภายในนั้นมีถังพลาสติกวางอยู่หลายใบจริงๆ ซึ่งบรรจุน้ำสะอาดไว้จนเต็ม
จากนั้นเธอก็ล้วงไฟแช็กออกมาจากกระเป๋า "ดูสิคะ"
ฉีเซี่ยรู้สึกเพียงว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันช่างบังเอิญเกินไป ราวกับถูกใครบางคนจัดฉากเอาไว้
เถียนเถียนรับไฟแช็กที่ผู้หญิงคนนั้นส่งมาให้อย่างดีใจเล็กน้อย แล้วถามว่า "สาวน้อย เธอจะให้พวกเรายืมของสิ่งนี้จริงๆ เหรอ"
"พี่สาวไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นยิ้มอย่างเป็นมิตรไร้พิษภัย "พวกเราผู้รอดชีวิตก็ควรจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว"
เถียนเถียนเกิดความรู้สึกดีต่อผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาทันที และกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เธอต้องการอะไร" ฉีเซี่ยที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถาม
หญิงสาวร่างอวบฟังแล้วก็หันหน้ามาอย่างงุนงง พลางตอบว่า "ต้องการอะไรเหรอคะ ฉันไม่ได้ต้องการอะไรเลย ก็แค่ช่วยพวกคุณเท่านั้นเอง"
"ขอให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ เถอะ" ฉีเซี่ยไม่สนใจเธออีก หันหลังกลับไปรวบรวมของที่สามารถใช้เป็นฟืนได้
"พี่ชายคนนั้นแปลกจังเลยนะคะ" เด็กสาวกะพริบตาโต "ทำไมเขาถึงต้องระแวงฉันขนาดนั้นด้วย"
"นิสัยเขาก็เป็นแบบนี้แหละ เธอชินซะก็ดีแล้ว" เถียนเถียนยิ้มพร้อมกับพูดว่า "สาวน้อย เธอชื่ออะไรเหรอ"
"พี่สาว เรียกฉันว่าเซียวเซียวก็พอค่ะ"
หลินฉินมองดูเซียวเซียวอยู่ด้านข้าง รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ อยู่เสมอ
หญิงสาวคนนี้มีรูปร่างอวบเล็กน้อย ไหล่ก็กว้าง สวมเสื้อยืดตัวใหญ่โคร่ง ทว่าแก้มของเธอกลับซูบผอม ไม่สมส่วนกับรูปร่างเลย
"เซียวเซียว เธออยู่กินอะไรด้วยกันกับพวกเราเถอะ" เถียนเถียนบอก "พวกเราสี่คนกินแขนหมีนั่นไม่หมดหรอก"
"อื้อ" เซียวเซียวพยักหน้าอย่างดีใจ
ฉีเซี่ยเห็นว่าหญิงสาวที่ชื่อเซียวเซียวคนนี้ตั้งใจจะปิดบัง เขาเองก็ไม่คาดคั้นอีก เขาเพียงแค่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่อวดเก่งต่อหน้าผู้รู้ และไม่คิดจะหลอกลวงเขาที่นี่
เฉียวเจียจิ้นหาอิฐมาได้สองสามก้อน ก่อเป็นเตาแบบง่ายๆ โยนเศษไม้เก่าๆ ลงไปแล้วจุดไฟ
เถียนเถียนได้รับการช่วยเหลือจากเซียวเซียว นำหม้อไปล้างจนสะอาด แล้วต้มน้ำจนเดือดอีกหนึ่งหม้อ
ส่วนฉีเซี่ยก็จัดการกับแขนหมีอยู่ด้านข้าง
เขาทำอาหารกินเองที่บ้านเป็นประจำ แต่กลับไม่เคยทำเมนูแขนหมีมาก่อน จึงทำได้เพียงถือว่ามันเป็นไก่ตัวหนึ่งไปพลางๆ
หลังจากใช้น้ำร้อนลวกง่ายๆ แล้ว เขาก็ถอนขน ลอกหนังออก แล้วใช้น้ำสะอาดล้างคราบเลือดจนหมด เขายืนกรานไม่ให้เซียวเซียวแตะต้องวัตถุดิบ ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้คัดค้าน
เฉียวเจียจิ้นหยิบมีดปังตอขึ้นสนิมมาจากในครัว ลับให้คมสักหน่อย นำแขนหมีที่จัดการเรียบร้อยแล้วมาสับเป็นสองท่อน แล้วโยนลงไปในหม้อทั้งท่อนเลย
นี่คือวิธีการทำอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้แล้ว
น้ำซุปเนื้อ
เมื่อมองดูน้ำในหม้อที่ค่อยๆ เดือดพล่านจนเกิดเสียง 'ปุดๆ' พวกเขาก็นั่งล้อมวงกัน มองดูหม้อเหล็กอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ
ผ่านไปไม่นาน หลินฉินก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า "เนื้อหมีจะอร่อยไหม"
"อร่อยสิ" เฉียวเจียจิ้นรีบพยักหน้าแล้วพูดว่า "เธอไม่เคยกินอุ้งตีนหมีเหรอ"
"นายเคยกินเหรอ" เถียนเถียนหันหน้าไปถาม
"เคยมีบุญปากได้กินครั้งนึง" เฉียวเจียจิ้นบอก "รสชาตินั้นฉันลืมไม่ลงไปตลอดชีวิตเลยล่ะ ถ้าวันไหนได้ออกไปจากที่นี่ ฉันจะต้องไปกินอีกครั้งให้ได้"
เถียนเถียนฟังแล้วก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ "นายนี่มันพวกไม่กลัวตายจริงๆ"
"ไม่กลัวตายเหรอ" เฉียวเจียจิ้นถูกทำให้ขำ "เถียนเถียน เธอโง่หรือเปล่า ฉันไม่ได้ไปฆ่าหมีเองสักหน่อย ไปกินที่ร้านอาหารก็สิ้นเรื่องแล้ว"
"กินอุ้งตีนหมีมันผิดกฎหมายนะ" เถียนเถียนเสริมขึ้นมาอีกประโยค "ของพรรค์นี้ต่อให้อร่อยแค่ไหนแล้วจะทำไม นายอยากเข้าซังเตเพราะมันเหรอ"
"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน" เฉียวเจียจิ้นมองเถียนเถียนด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อย "กินอุ้งตีนหมีมันผิดกฎหมายตั้งแต่เมื่อไหร่"
เถียนเถียนขมวดคิ้ว รู้สึกอยู่เสมอว่าบางครั้งตัวเองกับเฉียวเจียจิ้นก็คุยกันถูกคอ แต่บางครั้งก็เหมือนคุยกันคนละคลื่น
"นายควรจะเล่นเน็ตให้เยอะๆ หน่อยนะ" เถียนเถียนถอนหายใจ "อย่าแสดงความไม่รู้ออกมาอย่างหน้าตาเฉยแบบนี้ทุกครั้งเลย"
"'เน็ต' เหรอ" เฉียวเจียจิ้นเกาหัว "เธอหมายถึง... 'อินเทอร์เน็ต' ที่เพิ่งฮิตกันเมื่อไม่กี่ปีก่อนน่ะเหรอ"