โชคดีที่ชิรากิ เคย์มะไม่ใช่พวกวิปริต พอเขาเดินตามชิฮาระ รินโตะออกจากประตูสถานีโทรทัศน์ก็ถือว่าเลิกงานแล้ว แถมยังเคารพกันเกินเหตุ ด้วยความกลัวว่าจะไปรบกวนความคิดของอีกฝ่ายจึงไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดัง ทำเพียงโค้งคำนับส่งเงียบๆ ไม่ได้เดินตามเขากลับบ้านไปด้วย ในที่สุดก็ไม่ทำให้ชิฮาระ รินโตะตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
ชิฮาระ รินโตะตัดสินใจว่าวันหลังจะคอยสังเกตผู้ช่วยคนนี้ให้มากขึ้น รู้สึกว่าผู้ช่วยคนนี้แปลกๆ หมอนี่ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ ไม่มีตัวตนเลยสักนิด โตมาแบบไหนกันเนี่ย?
พูดตามตรง มันน่ากลัวนิดหน่อยนะ!
หลังจากนั้น เขาก็เดินตามผู้ช่วยที่ไร้ตัวตนคนนี้ไปเข้าประชุมฝ่ายผลิตครั้งแรก สถานที่ถูกกำหนดไว้ในห้องประชุมขนาดเล็กชั้นบน แม้ว่ากองบัญชาการของพวกเขาจะเป็นห้องประชุมที่ถูกดัดแปลงมาเหมือนกัน แต่คนเข้าๆ ออกๆ ไม่ค่อยสะดวกนัก
พอเข้าไปในห้องประชุม ก็มีเพียงทีมงานสร้างสรรค์ที่มีอยู่ตอนนี้ นั่นคือโปรดิวเซอร์มุราคามิ อิโอริ ผู้กำกับฟูจิอิ อาริมะ ผู้ช่วยผู้กำกับควบตำแหน่งผู้กำกับบริหารโยชิซากิ ชินโงะอยู่ที่นี่ แล้วก็ไม่มีใครอีกเลย...
เป็นทีมงานสร้างสรรค์ที่เรียบง่ายจนดูซอมซ่อไปหน่อย แต่กลับแบกรับอนาคตหน้าที่การงานของใครหลายคนเอาไว้
"ขอโทษครับ มาสายไปหน่อย" ชิฮาระ รินโตะเอ่ยทักทาย แต่มุราคามิ อิโอริไม่ได้ใส่ใจนัก เธอส่งสัญญาณให้เขารีบนั่งลงตรงข้ามฟูจิอิ หากจัดที่นั่งตามสถานะ ผู้ช่วยผู้กำกับโยชิซากิ ชินโงะก็อายุสามสิบกว่าแล้ว แต่กลับทำได้เพียงนั่งเยื้องลงไปด้านล่างของเด็กเมื่อวานซืนอย่างชิฮาระ รินโตะเท่านั้น ถ้ามีคนเขียนบทประจำตอน ก็จะได้นั่งในตำแหน่งที่ต่ำกว่าชิฮาระ รินโตะ ซึ่งจะตรงข้ามกับเขาพอดี
ชิฮาระ รินโตะนั่งเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างละเอียด ไม่พบชิรากิ เคย์มะ คิดว่าคงจะรู้กาลเทศะดี พอนำทางเสร็จก็ชิงกลับไปก่อนแล้ว
หรือว่าล่องหนไปเลย? เป็นไปได้ไหมว่าบรรพบุรุษของหมอนี่จะเป็นนินจา?
ขณะที่เขากำลังคิดอะไรเพ้อเจ้อ มุราคามิ อิโอริก็ไม่ได้พูดพล่ามทำเพลงหรือกล่าวเปิดงานอะไรมากมาย เธอพูดกับเขาโดยตรงว่า "ชิฮาระคุง ที่ผ่านมาไม่ได้เข้าไปรบกวนคุณเลย ตอนนี้ขอแจ้งสถานการณ์ปัจจุบันให้ทราบหน่อยนะคะ สตูดิโอถ่ายทำถูกเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ฟูจิอิคุงก็ทำสตอรี่บอร์ดของตอนที่หนึ่งกับตอนที่สองเสร็จแล้ว..."
พร้อมกับคำพูดของเธอ ฟูจิอิ อาริมะก็ยื่นสำเนาสตอรี่บอร์ดไปให้ ชิฮาระ รินโตะก้มหน้าลงรับมา แล้วเริ่มเปิดดู
มุราคามิ อิโอริหยุดพูดชั่วคราว รอให้เขาดูคร่าวๆ ก่อน ส่วนฟูจิอิ อาริมะลูบหัวโล้นของตัวเอง พลางพูดเสียงเบาว่า "กำหนดไว้แบบนี้ชั่วคราวนะครับ ถ้าตอนถ่ายทำผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจหรือมีไอเดียที่ดีกว่านี้ ก็จะแก้"
สตอรี่บอร์ดดูคล้ายหนังสือภาพ บางจุดฟูจิอิ อาริมะถึงกับลงสีง่ายๆ เอาไว้ด้วย ทำงานได้ละเอียดรอบคอบมาก ให้ความรู้สึกที่ดีทีเดียว ชิฮาระ รินโตะเปิดดูสองสามหน้า ก็พบว่าเป็นตอนแรกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ "เรื่องเล่าพิศวงแห่งโลก" ประกอบด้วยการที่ 'ตัวเอก' บรรยายถึงแนวคิดและภูมิหลังของรายการทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องราวสั้นๆ สามเรื่อง ความยาวประเมินไว้ที่ 95 นาที ถือว่าเป็นตอนเปิดซีซันฉบับความยาวพิเศษ
เขาไม่ได้แตะตอนที่สอง กะว่าจะเอากลับไปค่อยๆ อ่าน เขาวางสตอรี่บอร์ดลง แล้วพูดกลั้วหัวเราะ "ฟูจิอิคุงลำบากแล้วครับ" ในด้านการทำงานจริงของผู้กำกับ ตอนนี้เขาเน้นดูให้มากเรียนรู้ให้มากเป็นหลัก ส่วนเรื่องการออกความคิดเห็นอะไรนั่นช่างมันไปก่อนเถอะ
มุราคามิ อิโอริพอใจกับบรรยากาศที่กลมเกลียวของทีมงานมาก เธอพูดต่อไปว่า "งั้นพวกเราจะเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำอย่างเป็นทางการในวันที่สิบห้า ต่อไปก็เป็นปัญหาเรื่องการแคสติ้งนักแสดงแล้ว ทุกคนมีนักแสดงคนไหนแนะนำไหมคะ?" ขณะที่พูด เธอก็วางปึกเอกสารกองโตไว้ตรงกลางโต๊ะ "ถ้าไม่มี นี่คือรายชื่อศิลปินที่มีความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ของเราในปัจจุบัน ทุกคนลองดูได้ค่ะ"
ฟูจิอิ อาริมะพูดขึ้น "งั้นมากำหนดตัวเอกที่เป็น 'ผู้บรรยาย' กันก่อนเถอะครับ บทบาทนี้ดำเนินเรื่องไปตลอดทั้งซีซัน ถึงแม้บทจะไม่เยอะ แต่ก็เป็นตัวกำหนดโทนเรื่องโดยรวมได้ ถือว่าสำคัญมากทีเดียว อืม ผมรู้สึกว่าผู้ชายวัยกลางคน บุคลิกดูมืดมนๆ เสียงมีเสน่ห์ดึงดูดสักหน่อยน่าจะดีกว่า แล้วก็จำเป็นต้องมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งด้วย"
ผู้ช่วยผู้กำกับโยชิซากิ ชินโงะก็เสนอแนะเช่นกัน "ทางที่ดีควรจะมีความรู้สึกกร้านโลกแบบคนที่ผ่านเรื่องราวมามากมายด้วยครับ"
มุราคามิ อิโอริพลิกดูเอกสาร หยิบประวัติแผ่นหนึ่งออกมา แล้วถามว่า "ยามาโมโตะเป็นไงคะ?"
"เขามาจากสายนักแสดงตลกนี่ครับ รู้สึกว่าบุคลิกไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่..."
"แล้วโอโนะล่ะ?"
"โอโนะก็ไม่เลวครับ ผลงานซีรีส์สืบสวนเรื่องที่แล้วทำได้ดีมาก แต่ค่าตัวเขาอาจจะแพงไปสักหน่อย ได้ยินมาว่าบริษัทต้นสังกัดของเขาก็คุยด้วยไม่ค่อยง่ายนัก"
"บทนี้แพงหน่อยก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ยังไงก็ต้องดำเนินเรื่องไปตลอดทั้งซีซัน"
"งั้นลองเชิญเขามาออดิชันดูก่อนไหมครับ? คนอื่นล่ะ มีนักแสดงชายที่เหมาะสมอีกไหม?"
"ทาเคดะก็ได้อยู่ เพียงแต่ความนิยมอาจจะน้อยไปหน่อย สองปีมานี้เขาไม่มีผลงานดีๆ เลย น่าจะกำลังอยู่ในช่วงขาลงแล้ว"
"งั้นไม่เป็นไร นับเขาเพิ่มไปอีกคน"
มุราคามิ ฟูจิอิ และโยชิซากิล้วนเป็นมือโปร คลุกคลีอยู่ในฝ่ายผลิตมาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ พอปรึกษาหารือกันก็เป็นไปอย่างดุเดือด อีกทั้งยังคุ้นเคยกับนักแสดงในวงการเป็นอย่างดี แต่มุราคามิ อิโอริกลัวว่าจะทอดทิ้งเด็กใหม่อย่างชิฮาระ รินโตะให้โดดเดี่ยว จึงจงใจหาจังหวะถามขึ้นว่า "ชิฮาระ คุณมีใครอยากแนะนำไหมคะ?"
ญี่ปุ่นก็เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเส้นสายน้ำใจเหมือนกัน การดิ้นรนอยู่ในวงการเดียวกัน เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการมีเพื่อนฝูงสักสามสี่คน ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมกัน การดูแลเพื่อนก่อนก็ถือเป็นกฎที่รู้กันดี หากชิฮาระ รินโตะมีเพื่อนที่อยากร่วมแสดง ขอเพียงแค่เหมาะสม มุราคามิ อิโอริก็ไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย เธอรู้ว่าชิฮาระ รินโตะคงไม่มีคนรู้จักในวงการสักเท่าไหร่ แต่การประชุมครั้งนี้ก็ยังต้องเรียกเขามาเข้าร่วม และต้องถามความคิดเห็นของเขาด้วย มิฉะนั้นจะเป็นอุปสรรคต่อความสามัคคี
น่าเสียดายที่ปัจจุบันชิฮาระ รินโตะไม่รู้จักนักแสดงเลยแม้แต่คนเดียวจริงๆ ถ้าเป็นในโลกเดิมของเขา เขายังพอมีความสนใจที่จะไปขุดค้นนักแสดงที่จะโด่งดังในอนาคตอยู่บ้าง แต่สำหรับโลกคู่ขนานก็ช่างมันเถอะ!
เขาทำได้เพียงยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า "ไม่มีครับ"
"อย่างนั้นเหรอคะ..." มุราคามิ อิโอริย่อมไม่มีทางฝืนใจเขา เธอหันกลับไปปรึกษากับผู้กำกับทั้งสองคนต่อ ไม่นานก็กำหนดผู้ที่จะมาออดิชันได้สามคน สุดท้ายใครจะได้เล่นบทนี้ก็เลือกเอาจากในนี้แหละ ไม่มีคำว่าโปร่งใสยุติธรรมเลยสักนิด แต่ก็เป็นแบบนี้แหละ
"ต่อไปเป็นซีรีส์สั้นเรื่องแรกของการเปิดซีซัน นักแสดงเด็กผู้หญิงที่รับบทมิโฮะ ทุกคนมีใครแนะนำไหมคะ?"
ทั้งสามคนส่ายหน้าพร้อมกัน มุราคามิเริ่มพลิกดูในเอกสารอีกครั้ง "งั้นพวกเรามาลองหากันดู"
"อากิโกะเป็นไงครับ?"
"เธอน่ะดีอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่ตอนนี้กำลังดัง ค่าตัวต้องไม่เหมาะแน่ๆ"
"ดาราเด็กมักจะค่อนข้างแพง โดยเฉพาะพวกที่อายุราวๆ สิบขวบ ไม่งั้นพวกเราลองหาจากนางแบบภาพนิ่งหรือนางแบบโฆษณาดูไหมครับ? ตรงนั้นมีเด็กผู้หญิงค่อนข้างเยอะ ถ้าได้ร่วมแสดงซีรีส์ก็คงไม่ขูดรีดค่าตัวหรอก"
"จะรับประกันเรื่องทักษะการแสดงได้เหรอคะ?"
"ก็เลือกมาเยอะหน่อย ตอนออดิชันค่อยคัดให้ดีๆ ครับ"
"ได้ค่ะ"
ทั้งสามคนเริ่มพลิกหากันยกใหญ่อีกครั้ง ส่วนชิฮาระ รินโตะก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ เริ่มดูประวัตินักแสดงด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม ภายใต้ระบบฝ่ายผลิตขนาดใหญ่ รู้สึกว่าทำอะไรก็สะดวกไปหมด แม้แต่การแคสติ้งก็ยังมีข้อมูลที่สมบูรณ์และพร้อมใช้งาน แถมยังมีคำวิจารณ์ประเมินผลภายในแนบมาด้วย หนึ่งคนต่อหนึ่งแผ่น ดูปุ๊บก็เข้าใจได้ปั๊บ มีตั้งหลายพันแผ่นเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจของทีมงานสร้างสรรค์ก็ยิ่งใหญ่มากจริงๆ โดยเฉพาะโปรดิวเซอร์ ถ้าสามารถกำราบผู้กำกับและคนเขียนบทได้ล่ะก็ ถึงขั้นสามารถตัดสินใจเลือกทีมนักแสดงทั้งหมดได้ด้วยตัวเองเลยทีเดียว เรื่องแบบนี้ในกองถ่ายที่เป็นทางการของประเทศอื่น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แน่นอนว่า ถ้าผลงานออกมาแป้ก เธอก็ต้องรับผิดชอบเป็นหลัก แต่การมีอำนาจขนาดนี้ พวกผู้จัดการดาราตัวเล็กๆ คงต้องมองโปรดิวเซอร์เป็นพ่อเป็นแม่บังเกิดเกล้าเลยล่ะ
ไม่นานนัก ก็เลือกคนที่จะมาออดิชันบทเด็กหญิงมิโฮะเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นก็เป็นการโทรหาผู้จัดการ เพื่อถามว่าอีกฝ่ายสนใจไหม คิวงานตรงกันหรือเปล่า
ตามมาติดๆ ด้วยบทพ่อแม่ของมิโฮะที่มีบทบาทค่อนข้างเยอะ ฟูจิอิ อาริมะและโยชิซากิ ชินโงะแนะนำเพื่อนที่รู้จักร่วมกัน มุราคามิ อิโอริและชิฮาระ รินโตะย่อมไม่คัดค้าน จึงจดลงในรายชื่อทันที หากตอนออดิชันไม่มีอะไรผิดพลาด สองบทนี้ก็คงตกเป็นของเพื่อนพวกเขา
การแคสติ้งเป็นงานที่จุกจิกมาก ถึงขั้นไปพัวพันกับเรื่องซุบซิบในวงการมากมาย ทั้งการชิงดีชิงเด่น บุญคุณความแค้นระหว่างนักแสดง ชิฮาระ รินโตะดูประวัตินักแสดงไปพลาง เงี่ยหูฟังไปพลางจนอิ่มหนำ แถมยังค้นพบว่าฝ่ายผลิตก็เลี้ยงดูนักแสดงกลุ่มหนึ่งเอาไว้เหมือนกัน เป็นนักแสดงตัวประกอบเดินผ่านไปผ่านมา หรือก็คือนักแสดงเอ็กซ์ตร้านั่นเอง
คนพวกนี้คล้ายๆ กับพวก 'นักแสดงพเนจร' ที่รอรับงานอยู่แถวๆ เมืองถ่ายทำภาพยนตร์ของจีน อย่างเช่นฉากที่แล้วยังหิ้วกรงนกเดินเล่นอยู่เลย ฉากต่อมาเปลี่ยนชุดปุ๊บก็กลายเป็นลูกสมุนโจรไปซะแล้ว ทว่าภายใต้ระบบของฝ่ายผลิต คนกลุ่มนี้จะมีการจัดตั้งองค์กรในระดับหนึ่ง แถมยังเคยผ่านการฝึกอบรมง่ายๆ มาบ้าง หลังมารายงานตัวทุกวันก็สามารถรับเงินเดือนอันน้อยนิดได้ พอได้รับมอบหมายงานแล้วก็ค่อยไปรับค่าจ้างที่เทียบเท่ากับการทำงานพาร์ทไทม์จากกองถ่ายอีกทอดหนึ่ง
ถ้าไม่มีงาน ก็กลับบ้านได้เลย แต่พอกลับไปแล้วก็อาจจะไปล้างจาน เป็นกรรมกรแบกหามอะไรพวกนั้น ก็ยังคงทำงานพาร์ทไทม์อยู่ดี
นี่คือกลุ่มคนที่มีความฝันอยากเป็นดารา ถ้ามอบบทสมทบเล็กๆ ให้พวกเขาสักบท 99% ของพวกเขายินดีที่จะทำงานโดยไม่ได้ค่าจ้างเป็นเดือนๆ เลยล่ะ น่าเสียดายที่โอกาสแบบนี้มักจะไม่ค่อยมีมาถึง
งานแคสติ้งกินเวลาต่อเนื่องไปถึงสามชั่วโมงกว่าจึงจะสิ้นสุดลง ฟูจิอิ อาริมะเริ่มสัมผัสได้ถึงข้อดีของการมีโปรดิวเซอร์เป็นผู้หญิงบ้างแล้ว อย่างน้อยก็ไม่เผด็จการจนเกินไป ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของผู้กำกับและคนเขียนบทมาก แม้ว่าคนเขียนบทจะแทบไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบก็ตามที
เขาปิดสมุดบันทึก ในใจคำนวณค่าตัวนักแสดงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับงบประมาณ รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก จึงถามมุราคามิ อิโอริที่กำลังยุ่งอยู่กับการรวบรวมเอกสารว่า "มุราคามิซัง เรื่องติดต่อกับทางบริษัทต่างๆ มีความคืบหน้าบ้างไหมครับ?"
มือของมุราคามิ อิโอริชะงักไป เธอฝืนยิ้มขมขื่น "ไม่มีเลยค่ะ"
ในญี่ปุ่น การถ่ายทำซีรีส์ก็มีการหาสปอนเซอร์เหมือนกัน อย่างเช่นบริษัทจ่ายเงินให้สักหน่อย กองถ่ายก็จะขึ้นซับไตเติลตรงช่วงต้นหรือท้ายเรื่องว่า 'นานาอิประกันชีวิต' 'ธนาคารนิตโต' อะไรทำนองนี้เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ถือเป็นการช่วยบริษัทขยายอิทธิพล หรือไม่ก็ช่วยบริษัทแฝงโฆษณาเนียนๆ ลงไปในซีรีส์ ถึงขั้นมีโฆษณาสั้นๆ ที่ตัวเอกแสดงแถมให้ตอนจบเลยก็มี
มุราคามิ อิโอริในฐานะโปรดิวเซอร์ มีหน้าที่ส่วนหนึ่งคือต้องรับประกันว่าเงินทุนจะสามารถพยุงไปจนถ่ายทำจบซีซันได้ ย่อมต้องประหยัดในทุกๆ ด้าน แต่การถ่ายทำผลงานภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยทั่วไปยิ่งใช้เงินเยอะคุณภาพก็จะยิ่งดี เธอเองก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมากในการไปหาสปอนเซอร์ เพื่อเพิ่มยอดงบประมาณโดยรวม น่าเสียดายที่ไม่มีความคืบหน้าเลย
บริษัทเล็กๆ ก็เสียดายเงิน บริษัทใหญ่ๆ ก็มองไม่เห็นหัวซีรีส์รอบดึกแบบพวกเขา
ฟูจิอิ อาริมะเตรียมใจไว้แล้ว จึงไม่ได้ผิดหวังอะไรมากนัก ทำได้เพียงถอนหายใจ "งั้นก็ต้องใช้งบอย่างประหยัดหน่อยแล้วล่ะครับ"
"พยายามหานักแสดงที่ค่าตัวต่ำๆ หน่อยเถอะค่ะ ต่อให้ทักษะการแสดงจะแย่ไปสักนิดก็ตาม" มุราคามิ อิโอริก็ไม่มีวิธีที่ดีอะไร แม่ครัวฝีมือดีแค่ไหนก็ทำข้าวหุงสุกไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวสาร ต้นทุนต่ำก็ทำได้แค่โปรดักชันเล็กๆ บอกลานักแสดงยอดฮิตกับสเปเชียลเอฟเฟกต์สุดอลังการไปได้เลย พรุ่งนี้ตอนออดิชัน ขอแค่ทักษะการแสดงพอใช้ได้ ใครค่าตัวถูกกว่าก็ใช้คนนั้นแหละ
ผู้ช่วยผู้กำกับโยชิซากิ ชินโงะกลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ดูเหมือนจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี เขาหัวเราะ "พวกคุณอย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ บทสนุกออก อาริมะก็ถ่ายทอดออกมาให้สนุกได้ โปรดักชันเล็กๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน!"
มุราคามิ อิโอริก็หัวเราะออกมาเช่นกัน เธอพูดตรงๆ ว่า "ถ้าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้จริงๆ ฉันจะเลี้ยงเหล้าทุกคนที่กินซ่าเลยค่ะ"
ฟูจิอิ อาริมะลูบหัวโล้น ดูเหมือนจะลำบากใจเล็กน้อย "คลับที่กินซ่าเหรอครับ? ภรรยาผมไม่อนุญาตให้ไปสถานที่แบบนั้นหรอก..."
มุราคามิ อิโอริพูดไม่ออก กำลังจะเปลี่ยนคำพูด ก็เห็นฟูจิอิ อาริมะหันไปพูดกับโยชิซากิ ชินโงะว่า "อย่าบอกภรรยานายนะ ไม่งั้นเธอจะไปบอกภรรยาฉัน แล้วฉันก็จะอดไป"
"วางใจเถอะ ฉันเคยหักหลังนายซะที่ไหน"
"เมื่อวานไง"
มุราคามิ อิโอริหุบปากฉับ ไม่สนใจคู่หูที่กำลังหยอกล้อกันคู่นี้ หันไปถามชิฮาระ รินโตะแทน "ชิฮาระคุง วันออดิชันคุณจะมาไหมคะ?"
โดยทั่วไปกองถ่ายเล็กๆ แบบนี้จะไม่มีผู้กำกับแคสติ้งโดยเฉพาะ การตัดสินใจเลือกคนที่จะมารับบท ล้วนเกิดจากการพยักหน้าเห็นชอบของโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และคนเขียนบท แต่มาวันนี้เธอรู้สึกว่าชิฮาระ รินโตะดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการแคสติ้งสักเท่าไหร่ งั้นสู้ให้เขากลับไปเขียนบทไม่ดีกว่าเหรอ?
คนเขียนบทน่ะ ขอแค่ไม่ทำงานหนักจนตาย ก็หวังอยากจะให้เขาเขียนออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นแหละ ยังไงซะมีเยอะก็ยังพอเลือกสิ่งที่ดีที่สุดจากของดีๆ ได้ แต่ถ้ามีน้อยนี่สิไม่มีที่ให้หามาเติมหรอกนะ
ชิฮาระ รินโตะแค่ตอนนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจแวดวงนักแสดง เลยสอดคำพูดไม่ได้ แต่เขาก็ยังคงสนใจมากอยู่ดี จึงรีบตอบทันทีว่า "มาครับ"
มุราคามิ อิโอริผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีทางคัดค้าน ทำได้เพียงกล่าวว่า "งั้นก็ได้ค่ะ ถึงตอนนั้นฉันจะให้... ให้ผู้ช่วยของคุณไปแจ้งคุณนะคะ"
ผู้ช่วยคนนั้น... ชื่ออะไรนะ?