วันรุ่งขึ้น ชิฮาระ รินโตะก็เริ่มชีวิตการมาทำงานตรงเวลา เขาเขียนบทไปพลางสังเกตมุราคามิ อิโอริผู้เป็นโปรดิวเซอร์ไปพลางเท่าที่จะทำได้ ส่วนใหญ่เธอไม่ได้อยู่ที่กองบัญชาการของกองถ่าย แต่ก็พอมองออกจากการเพิ่มขึ้นของบุคลากรว่าเธอทำงานอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพมาก จะบอกว่าฉลาดหลักแหลมและเก่งกาจก็คงไม่เกินไปนัก มิน่าล่ะลูกหลานข้าราชการคนนั้นพอไม่ได้เธอมาครอบครองถึงได้เปลี่ยนความรักเป็นความแค้น โปรดิวเซอร์คนไหนก็ย่อมอยากได้ผู้ช่วยที่เก่งกาจแบบนี้ทั้งนั้น
อันดับแรก เธอตั้งทีมการเงินของกองถ่ายขึ้นมา ประกอบด้วยนักบัญชีหญิงวัยกลางคนหนึ่งคนและพนักงานเก็บเงินหญิงอายุน้อยอีกหนึ่งคน แถมทั้งคู่ยังเป็นคนมีประสบการณ์ ไม่นานก็โอนเงินทุนของกองถ่ายเข้าบัญชี และเริ่มทำตารางเงินเดือน ภายใต้ระบบของฝ่ายผลิต โดยทั่วไปแล้วทีมงานจะได้รับเงินเดือนระบบใหญ่และเล็ก สถานีโทรทัศน์จะให้เงินเดือนขั้นต่ำรายวันเพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้อดตายในตอนที่ไม่มีงานทำ ซึ่งนี่เรียกว่าเงินเดือนเล็ก
นอกเหนือจากนี้ กองถ่ายก็จะให้เงินเดือนอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าเงินเดือนใหญ่ ตำแหน่งที่สำคัญหน่อยก็จะได้พอๆ กับพนักงานออฟฟิศ โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากงบประมาณของรายการ
กล่าวโดยสรุป ในฐานะทีมงานทั่วไป ยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ ตำแหน่งในกองถ่ายยิ่งสำคัญมากแค่ไหน รายได้ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
แต่ที่น่าเสียดายคือ ตารางเงินเดือนนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชิฮาระ รินโตะเลย เขาเป็นสมาชิกทีมสร้างสรรค์ และยังเป็นพนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว เงินเดือนจะจ่ายตรงจากบริษัทผลิตรายการของสถานีโทรทัศน์ รอให้มีผลงานออกมาก่อนถึงจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากลิขสิทธิ์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเข้าบัญชีส่วนตัวของเขาโดยตรง แทบไม่เห็นเป็นเงินสดด้วยซ้ำ
ตามมาติดๆ ด้วยผู้ช่วยผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับที่ฟูจิอิ อาริมะขอมา พอตกลงเรื่องเงินเดือนและเวลาทำงานกันอย่างง่ายๆ ก็กลายเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของกองถ่าย และเริ่มงานทันที เงินเดือนใหญ่ของคนเหล่านี้มาจากงบประมาณกองถ่าย โปรดิวเซอร์จึงกุมชะตารายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่เดือนนี้หรือแม้กระทั่งอีกหลายปีข้างหน้า นี่เป็นประสบการณ์หลายปีของระบบฝ่ายผลิต เพื่อป้องกันไม่ให้พวกหัวแข็งที่ไม่ยอมเชื่อฟังการปรากฏตัวขึ้นในงานที่มั่นคง
ถ้าพวกเขาไม่ตั้งใจทำงาน มุราคามิ อิโอริในฐานะโปรดิวเซอร์ก็มีอำนาจหักเงิน หรือแม้กระทั่งไล่ออกจากกองถ่ายโดยตรง ให้พวกเขากลับไปรับเงินเดือนเล็กๆ น้อยๆ ต่อไป
หลังจากนั้น ทีมงานอย่างฝ่ายอุปกรณ์ประกอบฉาก ตากล้อง ช่างบันทึกเสียง ช่างไฟ ฯลฯ ก็ทยอยมารายงานตัว ฟูจิอิ อาริมะจัดทีมเสร็จก็พาลูกน้องมุ่งหน้าไปยังสตูดิโอถ่ายทำ
ชิฮาระ รินโตะอยากตามไปด้วย แต่บทยังเขียนไม่เสร็จเลยรู้สึกเกรงใจ ดังนั้นในช่วงกว่าครึ่งวันที่เหลือ เขาจึงก้มหน้าก้มตาเขียนบทต่อไป รีบเร่งปั่นจนแทบกระอักเลือด ในที่สุดก็เสร็จก่อนฟ้ามืด ถือว่าทำงานตามเป้าหมายเสร็จก่อนกำหนดหนึ่งวัน
เขาเริ่มมองหามุราคามิ อิโอริ เตรียมตัวว่าหลังจากส่งต้นฉบับแล้วก็จะไปช่วยงานที่สตูดิโอถ่ายทำด้วย ในอนาคตถ้าต้องควบคุมรายการหนึ่ง ไม่ต้องถึงกับเชี่ยวชาญทุกขั้นตอน แต่อย่างน้อยก็ควรจะรู้คร่าวๆ ไม่อย่างนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะถูกลูกน้องหลอกเอาได้
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะไปถามหาใคร มุราคามิ อิโอริก็กลับมาเอง
ชิฮาระ รินโตะรีบเดินเข้าไปหา ส่งต้นฉบับให้ แล้วพูดพลางหัวเราะว่า "มุราคามิซัง ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วครับ"
มุราคามิ อิโอริกลับมาหาเขาจริงๆ แต่ไม่ได้มาเพื่อทวงต้นฉบับ พอจู่ๆ ได้ยินเขาพูดแบบนี้ ก็รีบรับต้นฉบับมาก่อนแล้วโพล่งออกมาด้วยความตกใจ "เร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ"
ความจริงแล้วจากนิสัยทั่วไปของนักเขียนและนักเขียนบท ต่อให้ช้าไปสักวันเธอก็รับได้ แต่นี่เสร็จก่อนกำหนดตั้งหนึ่งวัน... หายาก หายากจริงๆ!
พวกนักเขียนกับนักเขียนบทน่ะ กำหนดส่งงานวันที่ 25 ก็สามารถอั้นไว้จนถึงวันที่ 25 ถึงจะเริ่มจับปากกา คนทั่วไปจินตนาการไม่ออกหรอก
เธอรีบเปิดดูคร่าวๆ รู้สึกว่าไม่เลว จึงพูดขึ้นทันที "เดี๋ยวฉันจะดูกับฟูจิอิคุงนะคะ ลำบากคุณแล้ว ชิฮาระคุง"
"นี่คือสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ" ชิฮาระ รินโตะตอบอย่างถ่อมตัว แล้วรีบพูดพลางหัวเราะว่า "เอ่อ มุราคามิซัง ตอนนี้ผมยังไม่มีธุระอะไร ให้ผมไปช่วยงานที่สตูดิโอถ่ายทำด้วยดีไหมครับ"
มุราคามิ อิโอริปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด พร้อมพูดอย่างอ้อมค้อมว่า "ที่นั่นตอนนี้วุ่นวายมากค่ะ รายการก่อนหน้านี้ทิ้งซากเอาไว้ สร้างฉากกั้นไว้เยอะแยะซึ่งเราไม่ได้ใช้ สองวันนี้หลักๆ คือการทำความสะอาด เป็นงานใช้แรงงานทั้งนั้น ชิฮาระคุงอยู่ที่นี่เขียนงานต่อดีกว่าค่ะ"
"ตอนนี้เท่าที่มี ก็น่าจะพอใช้ไปก่อนแล้วไม่ใช่เหรอครับ"
"เขียนอีกสักตอนดีไหมคะ" มุราคามิ อิโอริทำหน้าให้กำลังใจ 'เรื่องเล่าพิศวงของโลก' เป็นซีรีส์จบในตอนที่มีองค์ประกอบหลากหลาย นี่คือข้อได้เปรียบ ถ้าเขียนเพิ่มอีกหน่อย ก็สามารถเลือกตอนดีๆ มาถ่ายทำได้ ผลงานที่ออกมาในท้ายที่สุดก็จะมีคุณภาพดีขึ้น
ชิฮาระ รินโตะถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้ชัดเจนว่าเขียนก่อนสองตอนก็พอแล้ว ตอนนี้เขียนไปสองตอนกว่าแล้วยังต้องเขียนอีกเหรอ
เขาเงียบไปทันที ไม่ได้พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งทำให้มุราคามิ อิโอริเริ่มรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย ชิฮาระ รินโตะแม้จะยังอายุน้อยและดูเป็นคนเข้ากับคนง่าย แต่เวลาที่เขาไม่พูด หว่างคิ้วและดวงตาจะมีกลิ่นอายความเคร่งขรึมแฝงอยู่ ดูจริงจังเล็กน้อยจนทำให้คนรู้สึกเกร็งๆ
แต่เธอไม่สามารถยอมให้ชิฮาระ รินโตะไปทำงานใช้แรงงานที่สตูดิโอถ่ายทำได้จริงๆ ในเมื่อตอนนี้เขากำลังมีแรงบันดาลใจพรั่งพรูและมีประสิทธิภาพสูงมาก ถ้าไม่ฉวยโอกาสนี้เขียนให้เยอะๆ จะรอให้ตาน้ำตันก่อนแล้วค่อยเขียนหรือไง
ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่โอ๋เขาเลย ต่อให้จับมัดแล้วเอาแส้หนังฟาดเขาก็ไม่มีประโยชน์!
เธอรีบเปลี่ยนเรื่อง "จริงสิ ชิฮาระคุง ฉันหาผู้ช่วยมาให้คุณคนหนึ่ง เพื่อช่วยงานคุณในช่วงเวลานี้ คุณมีเรื่องอะไรก็สามารถสั่งให้เขาทำได้เลยนะคะ"
เธอพูดพลางหันหน้ามองไปรอบๆ แล้วพูดอย่างแปลกใจว่า "คนล่ะ"
"รุ่นพี่มุราคามิ ผมอยู่นี่ครับ" จู่ๆ ก็มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านข้าง ทำให้ชิฮาระ รินโตะอดไม่ได้ที่จะสะดุ้งในใจ มีคนมาอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อนหน้านี้ไม่ทันสังเกตเห็นเลย!
เขารีบหันไปมอง พบว่าเป็นผู้ชายผอมบางสวมแว่นตาไร้กรอบ อายุไล่เลี่ยกับเขา ดูเหมือนเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย และยังมีกลิ่นอายความเป็นนักศึกษาอยู่บ้าง
รูปร่างหน้าตานั้น ธรรมดามากๆ ชิฮาระ รินโตะมองอยู่สองครั้ง ก็หาจุดเด่นอะไรไม่เจอเลย
คนคนนี้มุราคามิ อิโอริเป็นคนพามา แต่เห็นได้ชัดว่าเธอก็ตกใจเหมือนกัน ถึงขนาดโพล่งถามออกไปว่า "คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
ผู้ชายคนนั้นก้มหน้าพูดอย่างนอบน้อม "ผมอยู่ที่นี่มาตลอดเลยครับ รุ่นพี่มุราคามิ"
มุราคามิ อิโอริอึ้งไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี จากนั้นถึงได้ชี้ไปที่ชิฮาระ รินโตะแล้วพูดว่า "ท่านนี้คืออาจารย์ชิฮาระ ช่วงเวลานี้คุณต้องเชื่อฟังคำสั่งของอาจารย์ชิฮาระนะ"
จากนั้นเธอก็พูดกับชิฮาระ รินโตะว่า "ส่วนคนนี้คือ..." เธอพูดไปได้ครึ่งเดียวก็ชะงัก แล้วพูดกับชายสวมแว่นคนนั้นอย่างเกรงใจว่า "ขอโทษทีค่ะ จู่ๆ ฉันก็นึกชื่อคุณไม่ออก เอ่อ..."
เธอรู้สึกเขินอายเล็กน้อย รู้สึกเหมือนเป็นการดูถูกคนอื่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยแนะนำตัวกันแล้ว แต่พอนึกขึ้นมาปุบปับ กลับนึกไม่ออกจริงๆ ชายสวมแว่นคนนั้นไม่ได้ใส่ใจเลย ราวกับชินชาแล้ว เขาโค้งคำนับพร้อมพูดว่า "ผมชื่อชิรากิ เคย์มะ เป็นเด็กใหม่ที่ถูกส่งตัวมาอยู่ฝ่ายผลิตในปีนี้ ขอฝากเนื้อฝากตัวกับรุ่นพี่มุราคามิและอาจารย์ชิฮาระด้วยครับ"
"อ้อ ใช่ ชิรากิคุงนี่เอง ต่อไปก็พยายามเข้านะ!" มุราคามิ อิโอริทำหน้าเหมือนกำลังพยายามจดจำอย่างหนัก พร้อมกับตบไหล่รุ่นน้องเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ สมัยก่อนเธอก็ไต่เต้าขึ้นมาทีละก้าวแบบนี้ ใช้เวลาตั้งสี่ห้าปี พอเจอโอกาสดีถึงได้กลายเป็นโปรดิวเซอร์ในคราวเดียว ไม่อย่างนั้นก็คงต้องเป็นเบ๊ไปอีกหลายปีกว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง หรือต่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ร้อยทั้งร้อยก็คงถูกส่งไปถ่ายรายการโฮมช้อปปิ้งสักสองปีก่อนค่อยว่ากัน
พอเธอให้กำลังใจรุ่นน้องเสร็จก็ถือว่าส่งมอบคนให้ชิฮาระ รินโตะอย่างเป็นทางการ ส่วนชิฮาระ รินโตะจะใช้เขาแก้ต้นฉบับหรืออุ่นเบนโตะ เธอก็ไม่สนแล้ว สามารถเรียกใช้งานได้ตามสบาย ตามกฎแฝงในที่ทำงานของญี่ปุ่นยุค 90 เด็กใหม่ปีแรกถือว่าอยู่ในช่วงเรียนรู้ ไม่ต้องปฏิบัติด้วยเหมือนคน ชิฮาระ รินโตะไม่พอใจก็สามารถด่าทอได้ตามสบาย จะเอาต้นฉบับตีหัวเขาก็ยังได้
นี่คือความห่วงใยที่มีต่อรุ่นน้อง ยิ่งเข้มงวดก็ยิ่งดี!
ถ้าชิฮาระ รินโตะไม่ได้แขวนป้าย 'นักเขียน' ที่คนทั่วไปให้ความเคารพ การเข้าสู่โลกการทำงานปีแรกของเขาก็คงไม่ต่างจากชิรากิ เคย์มะเท่าไหร่ ก็แค่พวกมีหน้าที่เทกระโถนเท่านั้น
มุราคามิ อิโอริกลัวว่าชิฮาระ รินโตะจะรื้อฟื้นเรื่องเดิม จะไปที่สตูดิโอถ่ายทำให้ได้ พอส่งคนเสร็จก็รีบเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว "ชิฮาระคุง มะรืนนี้เราจะเปิดการประชุมฝ่ายผลิตครั้งแรก อย่าลืมนะคะ จำไว้ว่าต้องเคลียร์คิวให้ว่างครึ่งวัน"
ชิฮาระ รินโตะส่ายหน้า รู้สึกจนปัญญา ได้แต่ปล่อยให้มุราคามิ อิโอริเดินจากไป จากนั้นเขาก็หันไปมองชิรากิ เคย์มะ รู้สึกว่านี่คือสายลับที่มุราคามิ อิโอริส่งมาเพราะไม่ไว้ใจเขา เขาขอทำงานเขียนบททั้งหมดด้วยตัวเอง มุราคามิ อิโอริรับปากก็จริง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่สบายใจ ยังไงก็ต้องส่งคนมาคอยเป็นลูกมือและคอยจับตาดูไปด้วย
ความคิดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้พอเข้าใจได้ แต่ส่งคนแบบนี้มา ก็ไม่มีงานอะไรให้เขาทำอยู่ดี...
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งว่า "ชิรากิคุง คุณทำตัวตามสบายเถอะ ไม่ต้องสนใจผม ถ้ามีเรื่องอะไรผมจะเรียกคุณเอง"
"เข้าใจแล้วครับ อาจารย์ชิฮาระ ผมจะไม่รบกวนการทำงานของอาจารย์ครับ"
ชิฮาระ รินโตะพยักหน้า รู้สึกว่าคนคนนี้ก็ไม่เลว อย่างน้อยก็รู้ความ เขาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน คลี่กระดาษต้นฉบับออกมาแล้วเขียนต่อ
เขาทำงานต่อเนื่องไปอีกหนึ่งวันครึ่งแบบนี้ (ยกเว้นตอนกลับไปนอนที่อะพาร์ตเมนต์) และแอบทำธุระส่วนตัวไปด้วยนิดหน่อย นั่นคือการนึกถึงเรื่องราวในอีกโลกหนึ่งแล้วบันทึกเอาไว้ แต่ความคืบหน้าของบทก็ยังถือว่าดีมาก เขาเขียนบทฉากของเรื่องสั้นเสร็จไปอีกสองเรื่อง
ถือว่าเขาอยู่ในกองถ่ายมาสามวันแล้ว และค้นพบเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการแบ่งชนชั้นอย่างเข้มงวดจริงๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถแบ่งแยกชนชั้นวรรณะได้หมด
ตอนที่เขามาถึงใหม่ๆ ยังกังวลว่าตัวเองเป็นพนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว ทั้งยังอายุน้อยและไม่มีวุฒิการศึกษา มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกคนหัวเราะเยาะหรือมองข้าม ยากที่จะทำให้คนยอมรับได้ แต่พอผ่านมานานขนาดนี้ ก็พบว่าเขากังวลไปเอง
เขาเป็นสมาชิกของทีมสร้างสรรค์ คนในทีมงานทั่วไปพอเจอเขา ไม่ว่าอายุจะมากหรือน้อย ล้วนเรียกเขาอย่างนอบน้อมว่า 'อาจารย์ชิฮาระ' กันถ้วนหน้าไม่มีข้อยกเว้น ถึงขั้นที่ว่าเขากับนักบัญชี พนักงานเก็บเงิน และพนักงานธุรการหญิงอีกสองคนที่รับผิดชอบเรื่องการถ่ายเอกสารและตีเส้นตาราง แม้แต่มื้อกลางวันก็ยังกินไม่เหมือนกัน ปัจจุบันคนที่อยู่ประจำในห้องประชุมมีแค่พวกเขาสี่ห้าคนนี้ ส่วนคนอื่นๆ ล้วนไปๆ มาๆ
เขาได้กินเบนโตะระดับพรีเมียม ส่วนผู้หญิงในทีมงานอีกสี่คนกินเบนโตะธรรมดาที่มีกับข้าวน้อยกว่าสองอย่าง แต่จากการที่เขาลอบสังเกต เรื่องแบบนี้ถ้าอยู่ในออฟฟิศที่จีนคงเถียงกันบ้านแตกไปแล้ว แต่ผู้หญิงสี่คนนั้นกลับไม่มีความเห็นใดๆ เลย ราวกับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด ไม่เคยพูดจาแปลกๆ เลยสักครึ่งคำ แม้กระทั่งตอนพักชงชา ชาถ้วยแรกก็จะถูกยกมาเสิร์ฟให้เขาก่อน พอยกมาเสิร์ฟแล้วยังต้องพูดอย่างนอบน้อมว่า "ขออนุญาตค่ะ เชิญรับประทานนะคะ" อย่างระมัดระวังตัวสุดๆ
ผู้หญิงทั้งสี่คนนี้ ไม่กล้าพูดคุยกับเขาง่ายๆ เวลาออกไปข้างนอกแล้วบังเอิญเจอกันก็จะก้มหน้าเชิญให้เขาเดินไปก่อนด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
การแบ่งแยกชนชั้นมันชัดเจนเกินไปจริงๆ ตัดสินการปฏิบัติกันด้วยสถานะล้วนๆ การปฏิบัติที่นักบัญชีหญิงวัยกลางคนได้รับก็ยังแตกต่างจากอีกสามคน ระหว่างพนักงานเก็บเงินหญิงกับพนักงานธุรการก็ยังมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งซับซ้อนและเข้าใจยากมาก
เขาไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีทางเลือก สภาพแวดล้อมในที่ทำงานก็เป็นแบบนี้ ทำได้แค่ปรับตัว
เขาบิดขี้เกียจ เตรียมจะทบทวนต้นฉบับที่เขียนเสร็จแล้ว ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง "อาจารย์ชิฮาระ ถึงเวลาประชุมที่นัดกับรุ่นพี่มุราคามิไว้แล้วครับ อาจารย์จะไปตอนนี้เลยไหมครับ"
ชิฮาระ รินโตะชะงักไปครู่หนึ่ง หันกลับไปมองด้านหลัง "คุณคือ..."
"ผมคือชิรากิ เคย์มะ ผู้ช่วยของอาจารย์ครับ"
ชิฮาระ รินโตะนึกขึ้นได้ว่ามีคนคนนี้อยู่ แต่จำหน้าไม่ได้ เป็นความรู้สึกที่เลือนลางมาก อีกอย่างในความทรงจำตลอดหนึ่งวันครึ่งนี้เขาก็ไม่เห็นหน้าอีกฝ่ายเลย จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า "เอ่อ ชิรากิคุงอยู่ตลอดเลยเหรอครับ"
"ใช่ครับ อยู่ตลอดเลย"
ชิฮาระ รินโตะเงียบไปครู่หนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าเคยพูดไว้จริงๆ ว่าถ้ามีธุระจะเรียกหมอนี่ การที่เขาอยู่มาตลอดก็สมเหตุสมผล ถือว่าปักหลักทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่องาน จึงทำได้เพียงถามต่อว่า "งั้นตอนที่ผมเขียนงาน คุณก็คอยดูอยู่ตลอดเลยเหรอ"
ดวงตาของชิรากิ เคย์มะเป็นประกายวาบ เขาขยับแว่นตาแล้วพูดอย่างจริงจังว่า "ใช่ครับ เพราะผมคอยสังเกตอยู่ตลอดว่าอาจารย์ชิฮาระต้องการอะไรหรือเปล่า... อาจารย์ชิฮาระเป็นคนมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิดจริงๆ ผมนับถือมากๆ เลยครับ"
เขียนงานไม่หยุดพัก ขยันขันแข็งกว่าใคร แม้แต่เวลาพักก็ยังเอามาแต่งกลอนและเพลง แถมยังออกมาดีมากๆ สามารถเอาไปตีพิมพ์ได้เลยตรงๆ คนที่ทั้งพยายามและมีพรสวรรค์แบบนี้ มิน่าล่ะถึงได้กลายเป็นนักเขียนบทหลักทั้งที่อายุพอๆ กับเขา น่าเลื่อมใสจริงๆ
ส่วนชิฮาระ รินโตะนั้นถึงกับพูดไม่ออก หมอนี่ก็ไม่หือไม่อือมาตลอด เขาไม่ได้สังเกตเลยจริงๆ ว่ามีคนอยู่ข้างหลัง... จะว่าไป นายมีพรสวรรค์ขนาดนี้ ไปเป็นสายลับทางธุรกิจอะไรพวกนั้น น่าจะรุ่งกว่าเข้าสถานีโทรทัศน์ไม่ใช่เหรอ
โชคดีที่สิ่งที่นึกถึงมีแต่บทกวี เกือบจะเปิดเผยความลับที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว! วันหลังต้องระวังตัวให้มากกว่านี้...
เดี๋ยวก่อน!
เขาถามด้วยความประหม่าเล็กน้อยว่า "ชิรากิคุง คุณไม่ได้ตามผมกลับบ้านใช่ไหม"
ถ้านอนหลับตอนกลางคืน แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ข้างหมอนจ้องมองตัวเองด้วยความเลื่อมใส นี่มันไม่ใช่ซีรีส์ต่อสู้ดิ้นรนในที่ทำงานแล้ว แต่เป็นหนังสยองขวัญต่างหาก รับไม่ได้จริงๆ ยังไงก็ต้องคืนผู้ช่วยคนนี้ไปให้ได้!