"คุณก็อย่าคิดไปในทางที่ดีเกินไปนัก บอกว่าเป็นบรรณารักษ์ แต่ความจริงก็ทำงานจิปาถะทั้งนั้นแหละ"
เถาอวี้ซูพูดถึงตรงนี้ ก็หันไปหาหลินเอ้อชุนสองสามีภรรยา
"พ่อคะ แม่คะ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเนี่ย จะมีตำแหน่งส่วนหนึ่งที่จัดสรรไว้ให้ครอบครัวของพนักงานในมหาวิทยาลัย พ่อของฉันได้กลับไปทำงานแล้ว ก็เลยช่วยจัดการเรื่องงานของเฉาหยางได้พอดี แต่ว่าตอนนี้..."
เถาอวี้ซูพูดถึงตรงนี้น้ำเสียงก็ลังเลเล็กน้อย "เฉาหยางเป็นได้แค่พนักงานชั่วคราวค่ะ ความคิดของฉันคือให้เฉาหยางไปทำงานที่ห้องสมุดเป็นการชั่วคราวไปก่อน พอไปถึงเยียนจิงแล้วค่อยสมัครเรียนภาคค่ำ พยายามยกระดับวุฒิการศึกษาขึ้นมาหน่อย ถึงแม้ว่าต่อไปจะไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำในห้องสมุด เราก็ค่อยหาทางหางานอื่นกันใหม่ได้ค่ะ"
เถาอวี้ซูอธิบายความคิดของเธอให้หลินเอ้อชุนสองสามีภรรยาฟังอย่างเป็นระบบระเบียบ ด้วยวุฒิการศึกษาของหลินเฉาหยาง การจะอยากอยู่ที่ม.เยียนจิงเพื่อเอาตำแหน่งข้าราชการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงทำได้เพียงใช้วิธีอ้อมค้อมเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ทว่าหลินเอ้อชุนทั้งสองคนฟังอยู่นาน ความสับสนที่ใหญ่ที่สุดในใจกลับเป็น "อวี้ซู พ่อของเธอเป็นอาจารย์ที่ม.เยียนจิงเหรอ"
"ใช่ค่ะ หลายปีก่อนหน้านี้เขาก็อยู่ที่หูเป่ยมาตลอด เพิ่งกลับมาเยียนจิงเมื่อต้นปี งานและสวัสดิการต่างๆ ก็ได้รับการฟื้นฟูแล้วค่ะ"
หลินเอ้อชุนพยักหน้าพูดว่า "ดีแล้ว ดีแล้ว วันเวลาที่ยากลำบากผ่านพ้นไปหมดแล้ว"
ก่อนหน้านี้ครอบครัวของพวกเขาแค่รู้ว่าที่บ้านของเถาอวี้ซูมีคนเป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยที่เยียนจิง เพราะกลัวว่าเถาอวี้ซูจะคิดมาก ครอบครัวหลินจึงไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงเรื่องที่บ้านของเธอมากนัก
พ่อแม่ต่างก็ได้รับการกู้ชื่อเสียง ตัวเธอเองก็สอบติดมหาวิทยาลัย เถาอวี้ซูในตอนนี้เรียกได้ว่าพลิกฟื้นชะตาชีวิต มาราวกับทาสในเรือนเบี้ยที่ได้ร้องเพลงฉลองอิสรภาพ จนถึงตอนนี้ยังสามารถพาลูกชายของเขาไปเยียนจิงได้อีก พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้มองคนผิด หลินเอ้อชุนรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่ทำให้เขาปลื้มใจยิ่งกว่าคือหลินเฉาหยาง ก่อนหน้านี้เขาดูไม่ออกว่าลูกชายคิดอะไรอยู่ แต่ตอนนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
เถาอวี้ซูจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาไม่เพียงไม่คัดค้าน แต่ยังออกทั้งเงินทั้งแรง เถาอวี้ซูไปเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ไม่ทำตัวเป็นตัวถ่วง คนในทีมซุบซิบนินทา เขาก็ทำเป็นหูทวนลม
เจ้าเด็กนี่โง่ที่ไหนกัน ชัดเจนว่าวางแผนมาอย่างแยบยล
ใช้บุญคุณมาเป็นเครื่องต่อรอง!
หลังจากจินตนาการไปเองแล้วหันกลับมามองลูกชายหน้าโง่ของตัวเอง หลินเอ้อชุนก็รู้สึกว่าเส้นผมของหลินเฉาหยางราวกับชโลมไปด้วยแว็กซ์แต่งผม ขนาดแมลงวันบินไปเกาะยังลื่นไถล
ปัญหาเดียวที่น่ากังวลก็คือ ลูกชายตามเถาอวี้ซูไปเยียนจิง ทะเบียนบ้าน ที่พัก งาน ล้วนต้องพึ่งพาครอบครัวฝ่ายหญิงจัดการให้ กลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านเมียไปแล้ว ถ้าคนในทีมรู้เข้า คงฟังดูไม่ค่อยดีนัก
ดูเหมือนจะมองเห็นความกังวลของหลินเอ้อชุน เถาอวี้ซูจึงเอ่ยขึ้นอีกว่า "พ่อคะ ตอนนี้ฉันยังเรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย ก็เลยทำได้แค่อัดกันอยู่ในบ้านไปก่อน พอเรียนจบแล้วได้รับการจัดสรรงาน หน่วยงานก็จะจัดหอพักให้ ถึงตอนนั้นฉันกับเฉาหยางก็จะย้ายออกจากบ้านค่ะ"
ความมีน้ำใจและเข้าใจผู้อื่นของเถาอวี้ซูทำให้หลินเอ้อชุนรู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง ลูกสะใภ้คิดเผื่อไว้รอบคอบขนาดนี้แล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ควรจะเรื่องมากจนเกินไป จึงหันไปมองหลินเฉาหยาง "เฉาหยางล่ะ แกมีความคิดเห็นยังไง"
ถูกเมินไปพักใหญ่ หลินเฉาหยางก็ใจลอยไปนิดหน่อย "อวี้ซูพิจารณาไว้รอบคอบมากแล้วครับ"
หลินเอ้อชุนคิดในใจ ดูเหมือนว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะปรึกษากันมาดีแล้ว
"ในเมื่อเป็นอย่างนั้น สองคนเฒ่าอย่างพวกเราก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว พวกแกจะทำยังไง เราก็สนับสนุนทั้งนั้นแหละ" หลินเอ้อชุนตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
บนใบหน้าของเถาอวี้ซูเผยรอยยิ้มดีใจ แล้วยังไม่ลืมที่จะแอบส่งสายตาภาคภูมิใจไปให้หลินเฉาหยาง
ตอนนั้นเองจางกุ้ยฉินกลับพูดขึ้นมาว่า "ก่อนเฉาหยางกับอวี้ซูจะไป ควรจะจัดงานแต่งงานกันก่อนดีไหม"
"พ่อแม่ของอวี้ซูไม่ได้อยู่ที่นี่นะครับ" หลินเฉาหยางพูดอย่างใส่ใจ
เถาอวี้ซูก็ยิ้มแล้วพูดว่า "แม่คะ ฉันกับเฉาหยางจดทะเบียนสมรสกันแล้ว จะจัดงานแต่งหรือไม่ก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ"
จางกุ้ยฉินพึมพำ "ใส่ซองไปตั้งเยอะตั้งแยะ..."
"วิสัยทัศน์คับแคบ เฉาหยางกับอวี้ซูสองคนอยู่ด้วยกันดีๆ ไม่ดีกว่าอะไรทั้งหมดหรือไง" หลินเอ้อชุนตำหนิ
หลังจากครอบครัวปรึกษาหารือกันเสร็จก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว หลินเอ้อชุนจัดการให้ทุกคนเข้านอน
สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนนอนที่ห้องด้านนอก ส่วนคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างหลินเฉาหยางนอนที่ห้องด้านใน
ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า เถาอวี้ซูรู้สึกเขินอายจึงบอกให้หลินเฉาหยางหันหลังไป
พอเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ยังไม่ทันที่หลินเฉาหยางจะหันกลับมา เธอก็มุดเข้าไปในผ้าห่มด้ายแดงบนเตียงเตาอย่างกับกระต่ายเปรียว
"ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ป้องกันผมอย่างกับป้องกันโจร"
ตอนกลางวันเธอวางตัวสง่าผ่าเผย บุคลิกโดดเด่น ตอนสื่อสารกับพ่อแม่หลินก็มีน้ำใจและเข้าใจผู้อื่น คิดอ่านรอบคอบ แต่ตอนนี้กลับใช้ผ้าห่มคลุมหัวไปครึ่งหนึ่งทำตัวเป็นนกกระจอกเทศ ความน่ารักที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงนี้ทำให้หัวใจของหลินเฉาหยางคันยุบยิบ
หลินเฉาหยางขึ้นเตียงเตาไปก็ดึงผ้าห่ม แต่เถาอวี้ซูกลับจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาอดหัวเราะเย้าแหย่ไม่ได้ "หลบวันพระเล็กได้ จะหลบวันพระใหญ่พ้นเหรอ คุณเนี่ยเขาเรียกว่าลูกแกะเข้าปากเสือชัดๆ"
เถาอวี้ซูยื่นหัวออกมาจากผ้าห่ม กดเสียงต่ำลงแล้วพูดว่า "คุณอย่ามาทำรุ่มร่ามนะ พ่อกับแม่อยู่ห้องข้างๆ"
ห้องด้านในกับห้องด้านนอกมีแค่กำแพงกั้น พูดเสียงดังนิดเดียวก็ได้ยินแล้ว
"กลัวอะไรล่ะ คุณก็พูดเองนี่ ว่าเราเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย คุณน่ะทำตัวสบายใจเฉิบ ไปทีก็ตั้งครึ่งปี รู้ไหมว่าผมรอคอยอย่างยากลำบากแค่ไหน"
หลินเฉาหยางหน้าด้านมุดเข้าไปในผ้าห่มอย่างสุดกำลัง วินาทีที่ผิวพรรณสัมผัสกัน ร่างกายของเถาอวี้ซูก็เกร็งแน่น หัวใจเต้นรัว
เธอใช้มือดันหน้าอกของหลินเฉาหยางไว้ กำลังจะออกแรง แต่กลับสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นและจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทรงพลังของชายหนุ่ม ใบหน้าก็พลันร้อนผ่าว แดงซ่านไปหมด
แววตาของหลินเฉาหยางเต็มไปด้วยความจาบจ้วง "แต่งงานมาตั้งครึ่งค่อนปีแล้ว ผมยังเป็นหนุ่มบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เลย แบบนี้มันฟังไม่ขึ้นมั้ง"
เถาอวี้ซูถูกเขาแหย่จนหลุดหัวเราะ "พรืด" ออกมา สายตาหวานหยดย้อยจ้องมองเขา
ทั้งสองมองหน้ากันโดยไร้คำพูด ระยะห่างขยับเข้าใกล้กันเรื่อยๆ
"คุณเบาๆ หน่อยนะ!"
เถาอวี้ซูพูดได้เพียงประโยคนี้ ก็ถูกความเร่าร้อนกลืนกิน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากเถาอวี้ซูตื่นนอน การเคลื่อนไหวก็ดูติดขัดเล็กน้อย หลินเอ้อชุนสองสามีภรรยาต่างรู้กันดีและไม่มีใครพูดอะไรมาก
กินมื้อเช้าเสร็จ หลินเอ้อชุนก็แอบยัดธนบัตรและคูปองปึกหนึ่งให้หลินเฉาหยาง ให้เขาพาเถาอวี้ซูไปซื้อของฝากประจำท้องถิ่นที่ตัวอำเภอ
ตัวอำเภอในตอนนี้อาจจะยังเทียบไม่ได้กับเขตรอยต่อเมืองกับชนบทในยุคหลัง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการไปเที่ยวเล่นของหลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซู
จดทะเบียนสมรสมาครึ่งปี ในที่สุดก็มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันอย่างแท้จริง การอยู่ร่วมกันของทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขของคู่แต่งงานใหม่
จางกุ้ยฉินที่กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนวันวาน ตอนที่พูดคุยกับคนในทีม ก็ "เผลอ" หลุดปากเรื่องที่หลินเฉาหยางจะไปเยียนจิงกับเถาอวี้ซูออกมา
เมื่อคนในทีมรู้ว่าเถาอวี้ซูถึงกับหางานที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงให้หลินเฉาหยางได้ นอกจากความตกตะลึงแล้วก็เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
ในที่ลับหลัง ข่าวซุบซิบนินทาเกี่ยวกับหลินเฉาหยางก็ยังคงมีมาไม่ขาดสาย
แต่ต่างจากช่วงครึ่งปีแรกที่ถูกเยาะเย้ยว่า "เสียทั้งฮูหยินและรี้พล" คราวนี้หัวข้อเปลี่ยนเป็นคำว่า "เกาะเมียกิน" "โชคหล่นทับ" อะไรทำนองนี้แทน
พอถึงตอนที่หลินเฉาหยางสองสามีภรรยาไปทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้านที่คอมมูน พวกเขาสองคนเดินอยู่บนถนนของคอมมูนกลับเริ่มมีคนชี้ไม้ชี้มือ
เมื่อหลายปีก่อน เถาอวี้ซูที่เป็นปัญญาชนหญิงที่สวยที่สุดมีชื่อเสียงไม่น้อยในคอมมูนธงแดง ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวที่คอมมูน จะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งมามุงดูอย่างแน่นอน
ต่อมาหลังจากรื้อฟื้นการสอบเกาเข่า เธอก็สอบติดมหาวิทยาลัยครุศาสตร์เยียนจิง ชื่อเสียงก็ยิ่งโด่งดังขึ้นไปอีก ดังนั้นในคอมมูนจึงมีคนรู้จักเธอมากมาย
หลายวันมานี้ ชาวบ้านในคอมมูนธงแดงได้ยินข่าวของเถาอวี้ซูอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่าเธอจะพาแฟนที่หาได้ในชนบทกลับไปเยียนจิงด้วย แถมยังหางานที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงให้เขาอีกต่างหาก
ข่าวนี้แพร่สะพัดมาถึงคอมมูนก็ไม่ต่างอะไรกับแผ่นดินไหว ผลกระทบที่เกิดขึ้นในหมู่ชาวบ้านนั้นสั่นสะเทือนวงการมาก
ทุกคนได้ยินเรื่องปัญญาชนกลับเมืองแล้วสร้างเรื่องวุ่นวายมาเยอะ โดยเฉพาะปัญญาชนที่แต่งงานมีลูกในท้องถิ่น คนที่ทิ้งลูกทิ้งเมียก็มีถมเถไป
ในความคิดอันเรียบง่ายของชาวบ้าน ปัญญาชนหญิงที่มีรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเถาอวี้ซู ต่อให้ไม่แต่งเข้าครอบครัวข้าราชการระดับสูง อย่างแย่ที่สุดก็ต้องหาคนในเมืองไม่ใช่เหรอ
แต่ใครจะไปคิดล่ะ ว่าเธอจะแต่งงานกับเด็กหนุ่มบ้านนอกอย่างหลินเฉาหยาง
สอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่เพียงไม่โวยวายจะหย่า กลับจะพา "ลูกสะใภ้ขี้เหร่" อย่างหลินเฉาหยางเข้าเมืองไปด้วย แถมยังจัดแจงหางานในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศอย่างมหาวิทยาลัยเยียนจิงให้อีก
ชาวบ้านในคอมมูนต่างคิดกันอย่างซื่อๆ ว่า หลินเฉาหยางนี่ไม่ใช่แค่โชคหล่นทับธรรมดา แต่เป็นถึงขั้น หลุมศพบรรพบุรุษไฟลุกแล้ว







