หลินเฉาหยางหันไปจ้องมองพวงแก้มเนียนนุ่มของเถาอวี้ซู ลำแสงจากเครื่องฉายหนังช่วยส่องสว่างให้ลานกว้างเพียงสลัวๆ ทว่าความมืดมิดกลับไม่อาจบดบังความงดงามของเธอได้เลย
เมื่อสบตากัน นัยน์ตาของเธอสะท้อนภาพของหลินเฉาหยาง แววตาที่อ่อนโยนดั่งสายน้ำนั้นทำเอาเขาแทบจมน้ำตายอยู่รอมร่อ
“กลับไปค่อยคุยกัน!”
หลินเฉาหยางตอบกลับไปประโยคหนึ่ง แล้วหันไปตั้งใจดูหนังต่อ ส่วนเถาอวี้ซูก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
หลังจากนั้นหลินเฉาหยางก็จำเนื้อหาของหนังไม่ได้อีกเลย คำพูดประโยคเดียวของเถาอวี้ซูทำให้จิตใจของเขาว้าวุ่นไปหมด
เมื่อหนังเลิก สมาชิกในหมู่บ้านยังคงถกเถียงเรื่องราวในหนังกันอย่างออกรส เด็กๆ วิ่งเล่นหัวเราะสนุกสนาน ตอนที่เดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียน ไม่รู้ว่าวัยรุ่นคนไหนนึกสนุก ตะโกนขึ้นมาท่ามกลางความมืดว่า “ทุกคนอย่าเบียดกัน ให้สหายเลนินเดินไปก่อน”
ทุกคนพากันหัวเราะครืน นั่นเป็นบทพูดในหนัง
สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนเดินล่วงหน้าไปก่อน หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูจึงเดินรั้งท้าย ระหว่างทางกลับบ้าน มีเพียงแสงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าเป็นเพื่อนร่วมทาง
“ทำไมถึงอยากให้ผมไปเยียนจิงกับคุณล่ะ” หลังจากเงียบไปพักใหญ่ หลินเฉาหยางก็เอ่ยปากถามขึ้น
“เราอยู่ด้วยกันมันไม่ดีเหรอคะ”
แม้เถาอวี้ซูจะถามกลับ ทว่าน้ำเสียงของเธอกลับหนักแน่น
“ดีน่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ผมต้องจัดการเรื่องทะเบียนบ้านกับเรื่องงานให้เรียบร้อยก่อน คุณอย่าเพิ่งใจร้อน รอผมสักพักนะ”
คำพูดของหลินเฉาหยางเป็นเพียงข้ออ้าง ความคิดที่แท้จริงของเขาคือการมุ่งหน้าไปหาเงินต่างหาก
“เราแต่งงานกันแล้ว คุณย้ายทะเบียนบ้านเข้าบ้านฉันก็สิ้นเรื่อง ตอนนี้เยียนจิงมีนโยบายออกมารองรับแล้ว ส่วนเรื่องงานคุณก็ไม่ต้องกังวล ฉันหาไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว”
???
เมื่อก่อนเขาแค่รู้สึกว่าภรรยาตัวน้อยของเขาคนนี้ทั้งฉลาด สุขุม และหนักแน่น แต่วันนี้เขาเพิ่งค้นพบว่า ยัยหนูคนนี้ช่างคิดการใหญ่เสียจริง
“ย้ายเข้าบ้านคุณเหรอ แบบนั้นผมก็กลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านเมียน่ะสิ”
เถาอวี้ซูควงแขนเขาพลางพูดอย่างแง่งอน “หัวโบราณไปได้ นี่มันก็แค่แผนชั่วคราวเท่านั้นแหละค่ะ วันหน้าพอฉันเรียนจบ เราค่อยแยกมาตั้งทะเบียนบ้านของตัวเองก็ได้ อีกอย่าง ถึงคุณจะไม่เห็นแก่ฉัน ก็ต้องเห็นแก่ลูกบ้างสิ ต่อไปลูกของเราเกิดและเรียนที่เยียนจิง มันไม่ดีกว่าอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนตั้งเยอะเหรอคะ”
ลูกเหรอ?
หลินเฉาหยางเหลือบมองหน้าท้องของเถาอวี้ซูโดยสัญชาตญาณ เมื่อสัมผัสได้ถึงความสงสัยในสายตาของเขา เถาอวี้ซูก็ทุบเขาไปทีหนึ่งอย่างแรง “อย่าคิดอกุศลนะ ฉันไม่ได้ทำเรื่องผิดต่อคุณสักหน่อย ฉันหมายถึงเรื่องในอนาคตต่างหาก”
ยัยหนูคนนี้ ทำไมถึงรู้ใจเขาไปซะทุกเรื่องราวกับเป็นพยาธิในท้องเลยล่ะ
บนใบหน้าของหลินเฉาหยางไม่มีความขัดเขินจากการถูกจับความคิดสกปรกได้เลยแม้แต่น้อย “คุณนี่โลกสวยเกินไปแล้ว ตอนนี้ผมยากจนข้นแค้นขนานแท้ ไปถึงก็ต้องอาศัยอยู่บ้านพ่อแม่คุณ คุณไม่กังวลบ้างเหรอ”
“พ่อแม่ฉันใจดีมากนะคะ พวกท่านแค่ยังไม่รู้จักคุณก็เท่านั้น คุณวางใจเถอะ คนจิตใจดีอย่างคุณ พวกท่านต้องชอบแน่ๆ”
คำชมของเถาอวี้ซูทำให้หลินเฉาหยางรู้สึกพึงพอใจขึ้นมานิดหน่อย แต่รอตั้งนานเธอก็ไม่เห็นชมอะไรต่อ สรุปว่าตัวเขามีข้อดีแค่ ‘จิตใจดี’ อย่างเดียวเองเหรอเนี่ย
“ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พ่อแม่คุณจะชอบผมไหม คุณไม่กลัวว่าผมไปเยียนจิงแล้วจะปรับตัวไม่ได้บ้างเหรอ”
เถาอวี้ซูมองหลินเฉาหยางด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันรู้แน่นอนอยู่แล้วว่าคุณต้องอึดอัด จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาคนอื่น ความจริงแค่คิดฉันก็รู้แล้วว่าคุณต้องลำบากใจขนาดไหน แต่ว่า...”
พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็ใช้ท่อนแขนโอบรอบคอของหลินเฉาหยางเบาๆ อย่างอ่อนโยน “ถือซะว่าทำเพื่อฉันได้ไหมคะ”
ใบหน้าเย้ายวนของเถาอวี้ซูอยู่ตรงหน้าเขา แววตาที่มองมานั้นดูน่าสงสารจับใจ ลมหายใจหอมกรุ่นดั่งดอกกล้วยไม้ที่รดรินยามพูดจา ทำเอาหลินเฉาหยางแทบจะหักห้ามใจไม่อยู่ เผยให้เห็นถึงเสน่ห์อันเย้ายวนอีกแบบหนึ่ง
โบราณว่าไว้ รังรักแสนหวานคือสุสานวีรบุรุษ หลินเฉาหยางได้สัมผัสถึงความสุขของทรราชผู้ลุ่มหลงสตรีอย่างถ่องแท้ก็คราวนี้
กระสุนเคลือบน้ำตาลที่เถาอวี้ซูยิงมานั้น เขาไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานได้จริงๆ จึงทำได้เพียงกระซิบพึมพำบางอย่างที่ข้างหูเธอ
เมื่อได้ยินประโยคนั้น พวงแก้มของเธอก็แดงระเรื่อ แม้จะมองไม่ค่อยชัดในความมืด แต่หลินเฉาหยางก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ถี่กระชั้นของเธอ
อย่าเห็นว่าเถาอวี้ซูทั้งควงแขนทั้งโอบคอเชียว นั่นเป็นเพราะเธอต้องการบรรลุเป้าหมายของตัวเองต่างหาก พอถึงคราวที่หลินเฉาหยางจะเอาจริงขึ้นมา เธอกลับเขินอายจนไม่กล้าสบตาเขาเสียอย่างนั้น
มือที่กำลังจะหดกลับถูกเขาคว้าเอาไว้ เอวคอดกิ่วก็ถูกรัดแน่นจนขยับไม่ได้
“โอ้ว~”
ท่ามกลางความมืดมิด จู่ๆ ก็มีเสียงโห่ร้องแซวของกลุ่มวัยรุ่นดังขึ้น เถาอวี้ซูสะดุ้งตกใจ รีบมุดเข้าสู่อ้อมอกของหลินเฉาหยางทันที
เขาเข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องเป็นพวกเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านที่แอบดูเรื่องสนุกอยู่ในมุมมืดแน่ๆ
หลินเฉาหยางตะโกนด่าไปทางต้นเสียงสองสามคำ แต่ก็ยังไม่หายแค้น จึงหยิบหินปาไปอีกสองก้อน
ไอ้พวกเด็กเวร ขัดจังหวะความสุขของข้าซะได้!
“พอแล้วๆ รีบกลับบ้านกันเถอะ” เถาอวี้ซูเร่งเร้าเขา
เมื่อกลับถึงบ้าน เถาอวี้ซูก็แอบขยิบตาให้หลินเฉาหยาง ความหมายนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
เธอให้เขาออกหน้าปูทางไปก่อน!
ทว่าหลินเฉาหยางกลับเอาแต่เงียบ จนเถาอวี้ซูขยิบตาจนตาแทบแห้ง
“อวี้ซู คุณมีอะไรอยากจะพูดหรือเปล่า”
พอหลินเฉาหยางพูดประโยคนี้ออกมา ก็ถูกเถาอวี้ซูถลึงตาใส่เข้าให้ทีหนึ่ง
เมื่อหันไปมองสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุน บนใบหน้าของเธอก็ปรากฏรอยยิ้มที่ดูสุขุมสง่างาม แตกต่างไปจากท่าทีเจ้าเล่ห์และออดอ้อนตอนที่อยู่กับหลินเฉาหยางอย่างสิ้นเชิง
“พ่อคะ แม่คะ คือว่าฉันกับเฉาหยางจดทะเบียนสมรสกันมาได้ครึ่งปีแล้ว นักศึกษารุ่นของฉันต้องรอจนถึงฤดูร้อนปี 82 ถึงจะเรียนจบ คำนวณดูแล้วก็ตั้งสี่ปี การที่ฉันกับเฉาหยางต้องแยกกันอยู่แบบนี้ตลอดไปคงไม่ดีแน่...”
สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนฟังคำพูดของเถาอวี้ซูแล้ว ในใจก็พอจะคาดเดาอะไรได้ลางๆ “อวี้ซู มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ คนกันเองทั้งนั้น”
เถาอวี้ซูหันไปมองหลินเฉาหยางแวบหนึ่ง สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้น “พ่อคะ แม่คะ เฉาหยางบอกว่าเขาอยากไปเยียนจิงกับฉันค่ะ”
เอ๊ะ?
ยัยหนูคนนี้ช่างร้ายกาจจริงๆ
ยังไม่ทันที่หลินเฉาหยางจะกระชากหน้ากากคำโกหกคำโตของเถาอวี้ซู หลินเอ้อชุนก็พยักหน้าพูดขึ้นมาว่า “ยังไงซะพวกแกสองคนก็แต่งงานกันแล้ว ไปเยียนจิงสักรอบก็ถูกแล้วล่ะ จะได้ไปพบปะครอบครัวฝั่งนู้นด้วย”
“พ่อคะ พ่อเข้าใจผิดแล้วค่ะ ความหมายของเฉาหยางคืออยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่เยียนจิงเลยต่างหาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนก็มีสีหน้าประหลาดใจ สายตาที่มองไปยังหลินเฉาหยางนั้นแฝงไปด้วยความปลาบปลื้มใจสามส่วนและเหยียดหยามอีกเจ็ดส่วน
เมื่อก่อนดูไม่ออกเลยนะว่าไอ้ลูกชายคนนี้มันจะมีความคิดอยากเกาะผู้หญิงกินอยู่ด้วย
เมื่อเผชิญกับข่าวนี้ หลินเอ้อชุนก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้เอ่ยถาม “หนูกับเฉาหยางเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าไปเยียนจิงเรื่องย้ายทะเบียนบ้านคงทำได้ไม่ยาก แต่เรื่องงานกับเรื่องที่อยู่จะจัดการยังไงล่ะ”
“เรื่องนี้เมื่อกี้ฉันก็ลองคิดดูแล้วค่ะ ให้เขาไปพักที่บ้านฉันก่อนได้ ส่วนเรื่องงานฉันจะหาทางจัดการเอง...”
เถาอวี้ซูแต่งเรื่องโกหกได้เป็นฉากๆ แต่ความจริงแล้วทั้งเรื่องที่พักและเรื่องงาน เธอได้จัดการเตรียมการไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว
แต่พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น หลินเอ้อชุนกลับไม่วางใจ “เฉาหยางไปเยียนจิงแล้วจะทำอะไรกินได้ล่ะ”
หลินเฉาหยางมองหน้าผู้เป็นพ่อ ทักษะการแสดงของตาเฒ่าช่างดูงุ่มง่ามไปหน่อย นี่กำลังเรียกร้องคำยืนยันจากเถาอวี้ซูอยู่ชัดๆ กะจะมัดมือชกให้ลูกชายตัวเองได้เกาะเมียกินอย่างสมบูรณ์แบบเลยสินะ
คนฉลาดอย่างเถาอวี้ซูมีหรือจะฟังความหมายของหลินเอ้อชุนไม่ออก เธอยิ้มพลางกล่าวว่า “พ่อของฉันกลับไปทำงานที่ม.เยียนจิงแล้วค่ะ ตอนนี้ที่นั่นกำลังรับสมัครบรรณารักษ์อยู่พอดี...”
“ห้องสมุดม.เยียนจิงเหรอ”
เถาอวี้ซูพูดยังไม่ทันจบก็ถูกขัดจังหวะ สองพ่อลูกตระกูลหลินต่างมองเธอด้วยใบหน้าตกตะลึง
สิ่งที่หลินเอ้อชุนตกตะลึงก็คือ ลูกสะใภ้ของเขาสามารถหางานในม.เยียนจิงให้ลูกชายเขาได้
นั่นมันม.เยียนจิงเชียวนะ! ต่อให้เป็นแค่สถานะชั่วคราว แต่มันก็เป็นเรื่องที่บรรพบุรุษบ้านหลินไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงด้วยซ้ำ!
ส่วนสาเหตุที่หลินเฉาหยางตกตะลึงนั้น ใครที่มีความรู้ประวัติศาสตร์ยุคใหม่สักหน่อยก็คงจะเข้าใจดี
หลินเฉาหยางสลัดหัวไล่ภาพตัวเองสวมชุดคลุมมังกรออกไปจากสมอง แล้วเอ่ยถาม “อวี้ซู ผมไปทำงานห้องสมุดม.เยียนจิงแล้วจะทำอะไรได้ล่ะ”







